HONGSAMUT SEARCH :
ค้นหานักเขียน
ค้นหานิยาย
ค้นหาหนังสือพร้อมขาย
กรงรักซ่อนเสน่หา(ภาคต่อ กรงรักแดนเถื่อน) สนพ.อินเลิฟ
นักเขียน : แก้วจอมขวัญ
จำนวนผู้เข้าชม : 107,274 ครั้ง
ตอนที่ 15...ตัดใจ... (100%)

 

 

บทที่ 15...ตัดใจ

 

สองสาวสองสไตล์เดินเล่นกับเงียบๆ ในสวนหย่อมของโรงพยาบาล ส่วนใหญ่จะเป็นมัลลิกาที่ชวนคุย เรนยังคงถามคำตอบคำอย่างถนอมคำพูด ในมือของมือสังหารสาวถือกระป๋องโค้กที่มาคัสโยนให้ก่อนออกจากห้องพักคนป่วยมาด้วย

 

ทั้งสองพากันออกจากห้องพักผู้ป่วยหลังจากที่หมอตรวจเช็กร่างกายของคาร์กเรียบร้อยแล้ว เรนที่นิ่งเงียบอยู่นานบอกให้มาคัสปลดกุญแจมือเพื่อจะออกไปเดินเล่น ให้พวกเขาคุยกันได้สะดวกขึ้น เพราะถึงยังไงก็รู้ตัวว่าพวกเขาคงระแวงเธอไม่มากก็น้อย ส่วนเรื่องหนีเรนบอกแค่ว่า เธอฉลาดพอที่จะอยู่สบายๆ ให้มาคัสเป็นโล่กันกระสุนให้ แถมยังกินฟรีอยู่ฟรีอีกต่างหาก

 

มัลลิกาจึงขอตามมาด้วย และกว่าจะได้มาด้วยกันเรนก็ต้องยอมส่งเลดี้สมิธปืนคู่ใจของตัวเองให้มาคัส เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจให้คนเจ็บที่ไม่อยากให้มัลลิกาออกมากับมือสังหาร ได้รู้ว่ามัลลิกาจะปลอดภัย

 

"พวกผู้ชายนี่งี่เง่านะว่าไหม"

 

จู่ๆ คนที่เงียบถามคำตอบคำอย่างเรนก็เอ่ยขึ้น ขณะที่ทั้งคู่หยุดนั่งที่ม้านั่ง มองสวนร่มรื่น ดวงตาสีดำสนิทของเรนมองไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย ตั้งแต่มาถึงเมืองไทยเธอไม่ได้นั่งสูดอากาศบริสุทธิ์อย่างที่กำลังทำอยู่ตอนนี้เลยสักครั้ง อากาศที่พัทยาร้อนก็จริงแต่การที่นั่งอยู่ใต้ร่มไม้และมีลมพัดเอื่อยๆ พอให้เส้นผมปลิว เป็นสิ่งที่ช่วยผ่อนคลายความหนักอึ้งที่แบกรับได้ดี

 

มัลลิกาหันไปมองอย่างไม่เข้าใจนัก "หมายถึง?"

 

"ไอ้โรคจิตนั่นบอกว่าคุณเป็นสาวประเภทสอง" มือสังหารสาวยังคงจิกเรียกมาคัสแม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ยืนอยู่ตรงนี้ก็ตาม เรนหันกลับไปมองใบหน้าสวยซึ้งของคู่สนทนาที่นั่งข้างๆ แล้วยิ้มบางๆ อย่างที่ไม่ได้ทำบ่อยนัก "คนรักของคุณก็ด้วย พวกนั้นโง่หรือเซ่อกันแน่ที่คิดอย่างนั้น"

 

"คะ คนรัก...เอ่อ จริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดหรอกเรน" มัลลิกาถึงกับสะดุ้งกับคำว่าคนรักที่เรนเอ่ยถึง "คือ...เรื่องระหว่างฉันกับคาร์กมันค่อนข้างแปลก เราเริ่มต้นกันไม่ค่อยดีเท่าไหร่น่ะค่ะ"

 

"ยังไง" คิ้วโก่งราวคันศรของเรนย่นเข้าหากันอย่างสงสัย ก่อนที่จะนึกอะไร จึงยักไหล่แล้วถามออกไป "แต่ถ้าคุณไม่อยากพูดถึงมันก็ไม่เป็นไร" ความจริงเธอไม่ควรริอยากจะผูกมิตรไมตรีกับใคร ไม่ควรมีควมรู้สึกอยากจะมี 'เพื่อน' เกิดขึ้นกับตัวเอง

 

...มันเป็นเพราะไอ้โรตจิตมาคัสคนเดียว ที่ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตของเธอรวนไปหมด...

 

มัลลิกาส่ายหน้า

 

"เปล่าค่ะ มันไม่ใช่ความลับอะไร และ...ฉันคิดว่าคุณเป็นเพื่อนผู้หญิงคนแรกที่ฉันมี บางทีการได้พูดกับเพศเดียวกันบ้างมันคงดี"

 

"คุณพูดเหมือนไม่มีเพื่อน" ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น เรนคิดในใจ เพราะผู้หญิงตรงหน้าเธอมีเสน่ห์ ท่าทีเป็นมิตรที่แม้กระทั่งคนที่ไม่นิยมคบหาใครอย่างเธอยังอดรู้สึกดีด้วยไม่ได้

 

"ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ" มัลลิกาบอกกลั้วหัวเราะ ก่อนจะอธิบายให้ฟัง "จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่คาร์กกับคุณมาร์คหรอกค่ะที่คิดว่าฉันเป็นสาวประเภทสอง อันที่จริงทุกคนรอบตัวฉันที่นี่ยกเว้นเจ๊โอปอ ต่างก็คิดไม่ต่างกัน ฉันเลยไม่มีเพื่อนสนิทเป็นผู้หญิงมาก่อน...ถ้าคุณไม่รังเกียจ รับฉันเป็นเพื่อนด้วยสักคนได้ไหมคะ"

 

เรนถึงกับอึ้งไปกับคำขอจากเพื่อนใหม่...เพื่อนงั้นหรือ มือสังหารอย่างเธอน่ะหรือที่กำลังมีคนอยากจะเป็นเพื่อนด้วย เรนอธิบายไม่ถูกว่าตอนนี้ตัวเธอกำลังรู้สึกเช่นใด แต่หญิงสาวก็ยิ้มตอบแล้วพยักหน้ารับ

 

"เมื่อกี้คุณน่าจะได้ยินแล้วที่มาคัสพูด...ฉันเป็นมือสังหาร เคยฆ่าคนมาหลายคน ฉันไม่คิดว่าคนดีๆ ที่ไหนจะอยากเป็นเพื่อนกับคนที่ทำอาชีพอย่างฉันนะ"

 

"นั่นไม่ใช่ปัญหาเลย ขอแค่คุณไม่ฆ่าฉันก็พอ"

 

มัลลิกาบอกขำๆ ความจริงเธอเองก็ตกใจมากเหมือนกันที่ได้รู้ว่าเรนทำงานอะไร แต่ความรู้สึกส่วนตัวบอกว่าสาวผมแดงตาคมคนนี้ไม่ใช่คนเลวร้าย และเธอเห็นได้ว่าดวงตาสีดำคู่นั้นดูเหงาในยามที่เจ้าตัวเหม่อ...บางทีเรนเองก็อาจจะต้องการเพื่อนสักคนไว้สำหรับระบายหรือปรึกษาบ้าง

 

"โอเค งั้นเราเป็นเพื่อนกัน" เรนยื่นมือไปตรงหน้าเพื่อนใหม่ และมัลลิกาก็ไม่เสียเวลายื่นมือมาจับ "ทีนี้เพื่อนอย่างฉันก็พร้อมจะฟังเรื่องราวแปลกที่ว่าแล้วล่ะจัสมิน ฉันเรียกคุณชื่อนี้ได้ใช่ไหม?"

 

"แน่นอนอยู่แล้ว เรน"

 

มัลลิกาตอบด้วยรอยยิ้ม จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องระหว่างตัวเองกับคาร์กตั้งแต่นาทีแรกที่เจอกันให้เพื่อนใหม่ได้รู้ โดยเว้นรายละเอียดวาบหวามที่ทำให้หน้าร้อนทุกครั้งที่คิดถึงเอาไว้

 

"เฮอะ ซื่อบื้อจริงๆ" เรนพูดเป็นประโยคแรกหลังจากฟังเรื่องราวที่ว่าจะน่าขันก็ไม่เชิง ออกจะน่าสงสารเจ้าพ่อธุรกิจน้ำมันกับความจริงที่ไม่รู้มากกว่า

 

"สรุปแล้ว ตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ใช่ไหม คาร์กน่ะ" เรนถามต่อ

 

"ยังค่ะ ฉันกะว่าจะบอกวันที่เขากลับรัสเซีย"

 

ความรู้สึกวูบโหวงในอกเมื่อคิดตามที่ตัวเองพูด ทำให้มัลลิกาอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นกุมอกด้ายซ้ายเอาไว้...มันไม่เหมือนเดิม ความรู้สึกของเธอที่มีต่อคาร์กมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

 

หรือเธอจะบอกเขาตอนนี้ดี เผื่อว่าบางที...

 

บางทีอะไรของเธอกันมัลลิกา?...หญิงสาวถามตัวเอง ก่อนจะไล่ความคิดไม่เข้าท่าออกจากสมอง ไม่ว่าคาร์กจะรู้ความจริงหรือไม่ ระหว่างเธอกับเขาก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คงมีแค่เขาที่โล่งใจเมื่อรู้ว่าชีวิตหนุ่มของตัวเองไม่ได้แปดเปื้อนแล้วก็เท่านั้น

 

"เธอรักคาร์กล่ะสิ" เมื่อเป็นเพื่อนกันแล้ว คำที่ใช้เรียกอีกฝ่ายก็เปลี่ยนไปจากคุณเป็นเธอ เรนส่ายหน้าขณะที่เพื่อนใหม่ทำตาโตมองมากับสิ่งที่เธอพูด

 

"ไม่แค่ฉันหรอกที่ดูออก ไม่ว่าใครที่เห็นเธอคร่ำครวญจะเป็นจะตายตอนพาคาร์กมาที่โรงพยาบาลก็คิดไม่ต่างกันทั้งนั้น"

 

"งะ งั้นเหรอคะ"

 

นี่เธอดูออกขนาดนั้นเลยหรือ แล้วแบบนี้เจ้าตัวจะรู้หรือเปล่า มัลลิกาชักจะไม่อยากไปเจอหน้าคาร์กเสียแล้วเมื่อคิดว่าเขาอาจจะรู้ว่าเธอกำลังคิดในสิ่งที่ไม่สมควร เชื่อแน่ว่าถ้าคาร์กรู้เขาคงได้หัวเราะเยาะเธอเป็นแน่

 

"ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ เธอรักคาร์ก แล้วเขาก็รักเธอ มันไม่เห็นต้องมาทำหน้ากลุ้มอย่างนั้นนี่นา" เรนถามอย่างไม่เข้าใจนักเมื่อเห็นเพื่อนใหม่มีสีหน้าเศร้าหมอง

 

คนฟังส่ายหน้าเบาๆ พร้อมรอยยิ้ม หากแต่ยิ้มในครั้งนี้ไม่ได้สดใสอย่างเคย

 

"ฉันไม่เถียงเรื่องความรู้สึกตัวเอง แต่สำหรับเขา คุณคงเข้าใจผิดแล้วล่ะเรน เมื่อกี้ฉันว่าฉันเล่าให้ฟังแล้วนะว่าคาร์กแทบจะฆ่าฉันตั้งหลายรอบ" แม้ว่าบนเขาตรงจุดชมวิวนั่น เขาจะจูบเธออีกครั้งก็เถอะ

 

"ฉันว่านะจัสมิน" เรนหยุดพูดเพื่อเปิดฝาโค้กในมือ ก่อนจะยกขึ้นดื่ม จากนั้นก็พูดต่อ "ไม่แค่คาร์ก ครอส หรอกที่ซื่อบื้อ เธอเองก็โง่เหมือนกัน"

 

"อ้าว..." คนถูกว่าเปลี่ยนจากหน้าเศร้าเป็นเหวอแทน เมื่อจู่ๆ ก็ถูกเพื่อนใหม่หาว่าโง่ "ทำไมว่ากันอย่างนี้ล่ะเรน ฉันโง่ตรงไหน"

 

เรนไหวไหล่แล้วบอกต่อสั้นๆ "ไว้ฉันค่อยบอกหลังจากที่คาร์ก ครอส กลับรัสเซียก็แล้วกัน เหมือนเธอไง สะใจนิดๆ และจะได้คอยดูว่าระหว่างนี้เธอจะหายโง่เองเหมือนเหตุผลที่เธอยังไม่บอกความจริงคาร์ก ครอส น่ะ"

 

"นั่นเพราะฉันจะเอาคืนที่เขาทำให้ฉันกลัวหรอก แต่เราเป็นเพื่อนกันนะ" มัลลิกาแย้ง

 

"เถอะน่า นานๆ ทีฉันจะมีเรื่องสนุกๆ ให้เฝ้ารอดูบ้าง"

 

"ก็ได้ๆ" มัลลิกายอมแพ้ในที่สุด เมื่อรู้แล้วว่าให้ทำยังไงก็คงง้างปากมือสังหารผมแดงเพลิงให้บอกเหตุผลที่ว่าตัวเองไม่ได้

 

"ถ้าอย่างนั้นพักเรื่องของฉันแค่นี้ มาคุยเรื่องคุณบ้างดีกว่าเรน ฉันยังงงกับความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคุณมาร์คอยู่เลย"

 

เมื่อเป็นฝ่ายถูกซักบ้าง เรนก็นิ่งไปเพื่อหาคำตอบ เพราะอย่าว่าแต่คนนอกอย่างมัลลิกาเลยที่งง ตัวเธอเองก็งงเหมือนกันกับฐานะเชลยที่เป็นอยู่ เนื่องจากแต่ละอย่างที่มาคัสพูดหรือปฏิบัติต่อเธอ คงไม่มีเชลยคนอื่นๆ เคยได้รับมันจากผุ้คุมแน่ๆ

 

"เล่าเรื่องของคุณให้ฉันฟังบ้างสิ" มัลลิการุกต่อด้วยความอยากรู้

 

"เอาตั้งแต่เกิดเลยไหมล่ะ"

 

เรนถอนหายใจ คิดในใจว่าบางทีเธอคงต้องระบายความอัดอั้นที่มีอยู่ให้ใครสักคนฟัง และมัลลิกาเพื่อนใหม่ของเธอคงจะเหมาะที่สุด เพราะนอกจากนี้ชีวิตของเธอก็ไม่มีใครที่สนิทสนมมากพอจนไว้ใจได้อีกต่อไป...ไม่มี แม้กระทั่งคนที่เคยรักและเคารพ

 

เรื่องราวในอดีตรวมทั้งเรื่องที่ทำให้เธอต้องมาตัวติดกับมาคัส ถูกถ่ายทอดออกไปให้มัลลิการู้ คนฟังทั้งตื่นเต้น ตกใจ ไปกับชีวิตมือสังหารที่เต็มไปด้วยอันตราย ส่วนคนพูดก็พูดทุกอย่าง อย่างคนที่ต้องการระบายสิ่งอัดอั้นออกมา จากนั้นทั้งคู่ก็สลับกันปรับทุกข์ให้กันและกันฟัง

 

+++++++++++++

 

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ในห้องทำงานส่วนตัวของ 'โรแบร์โต้ อิวานอฟ' มาเฟียผู้ทรงอิทธิพลในกรุงมอสโคว์ ประเทศรัสเซีย ขณะนี้ได้ต้อนรับชายสูงวัยที่เร่งรีบเดินทางมาพบด้วยเรื่องที่ทำให้เขาเดือดเนื้อร้อนใจมาตั้งแต่ที่รู้ข่าว

 

           'อีวาน คิชเซียนอฟ' มหาเศรษฐีวัยหกสิบจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มีใบหน้าเคร่งเครียดหลังจากได้ฟังคำตอบจากโรแบร์โต้ ซึ่งเป็นคำตอบแบบเดียวกับที่คนของเขาได้รายงานให้รู้ก่อนหน้านั้นแล้ว หากแต่เขาก็ยังไม่อยากจะเชื่อจนกระทั่งได้ยินจากปากของโรแบร์โต้เอง

 

           เขารู้จักโรแบร์โต้ตั้งแต่สี่ปีก่อน หลังจากที่หันเหจากธุรกิจขาวสะอาดไปเป็นธุรกิจแอบแฝง ด้วยเพราะต้องการเงินมาพยุงธุรกิจที่กำลังจะล่มไม่เป็นท่า มาเฟียวัยเกือบห้าสิบต้นๆ คนนี้ถูกใจเทริน่าบุตรสาวคนเดียวของเขา จึงยื่นมือเข้ามาช่วยโดยเสนอเงื่อนไขแลกเปลี่ยนเป็นตัวเทริน่า

 

           ตอนแรกเทริน่าไม่ยินยอมเพราะบุตรสาวของเขานั้นมีใจให้กับ คาร์ก ครอส มหาเศรษฐีหนุ่มทายาทคนเดียวของตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในรัสเซีย และเป็นบุตรชายของเพื่อนรักที่ตายไปแล้วของเขาเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องการมาตลอด เพราะการดองกับตระกูลครอสนั่นหมายถึงเขาจะมีความมั่นคงทางการเงิน และเหนือสิ่งอื่นใดเป็นการหักล้างหนี้สินก้อนโตที่เขาต้องจ่ายให้เคเค กรุ๊ป หนี้ที่สะสมมาตั้งแต่รุ่นบิดาของคาร์กซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่คอยให้การช่วยเหลือเขามาตลอด      ...หากแต่ทุกสิ่งก็ต้องมาล่มไม่เป็นท่า เมื่อคาร์กไม่เล่นด้วย

 

           สุดท้ายเมื่อธุรกิจของเขาถึงคราววิกฤต เทริน่าก็ต้องยอมทำตามข้อเสนอของโรแบร์โต้ ซึ่งเขาเคยคิดว่าในเมื่อพลาดจากคาร์กแล้ว และโรแบร์โต้เองก็ถูกใจเทริน่าหนักหนา จึงคิดว่าถ้าเทริน่าได้แต่งงานกับโรแบร์โต้ เขาก็ไม่ต้องกลัวเรื่องความมั่นคงทางด้านการเงินอีกต่อไป

 

เพราะหลังจากโรเบิร์ต ครอส บิดาของคาร์กเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน คาร์กที่ก้าวเข้ามาบริการงานแทนบิดาอย่างเต็มตัวก็ระงับการขอกู้เงินอย่างที่เขาทำทุกปี โดยให้เหตุผลว่าจำนวนหนี้ที่เขาค้างมีสูงเกินไป และจะปล่อยกู้อีกครั้งเมื่อเขาจ่ายคืนแล้วห้าสิบเปอร์เซ็นต์

 

...มันจะเป็นไปได้ยังไง ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเงินเกือบห้าสิบล้านดอลลาร์!

 

           หากทว่าเวลานี้ สิ่งที่อีวานวาดหวังว่าจะได้จากโรแบร์โต้มันกลับไม่เป็นอย่างที่คิดอีกต่อไป เพราะโรแบร์โต้ก็แค่ถูกใจเทริน่าไม่ได้คลั่งไคล้ถึงขนาดที่จะต้องการให้เป็นคู่ชีวิต  และเมื่อหลังจากที่ได้ครอบครองเทริน่าแล้วเขาก็เริ่มเบื่อเธอ บ่อเงินบ่อทองที่อีวานหมายมาดจะเกาะไม่ปล่อยก็ได้เพียงแค่เงินช่วยเหลือเล็กๆ น้อยเป็นครั้งคราวเหมือนกับว่าเป็นการจ่ายค่าตัวลูกสาวของเขาอย่างไรอย่างนั้น และอีวานก็ทำอะไรไม่ได้เพราะอิทธิพลและความเหี้ยมโหดของโรแบร์โต้ทำให้เขาไม่กล้า

 

ที่สำคัญที่สุดเขาเพิ่งรู้ความลับของโรแบร์โต้ ความลับที่ทำให้เขาต้องเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ ประจวบกับได้รู้ว่าคาร์กพลาดมีความสัมพันธ์กับเทริน่าจนได้ เขาจึงใช้ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนั้นบีบบังคับให้เจ้าพ่อธุรกิจน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซียแต่งงานกับเทริน่าให้ได้...แต่มันก็ล้มเหลวอีกครั้ง!

 

           คาร์ก ครอส ควบคุมได้ไม่ง่ายเลยจริงๆ แม้ผิวเผินจะดูให้ความเคารพเขาอย่างที่เป็นมาตั้งแต่อดีต แต่ความเป็นจริงกลับไม่เห็นหัวเขาแม้แต่น้อย จากงานแต่งงานเขากลับได้มาแค่เงินซึ่งแม้จะมาก แต่มันก็เป็นเงินที่ต้องใช้คืนอยู่ดี!

 

           เมื่อไปทางไหนก็ไม่ได้ อีวานจึงเหลืออยู่วิธีเดียว คือใช้อีกคนจัดการอีกคน และเมื่อบวกลบคูณหารแล้ว การขอให้โรแบร์โต้ที่เพิ่งจะมีเรื่องบาดหมางกับคาร์ก จัดการเรื่องบางอย่างให้เขาเพื่อที่หนี้ของเขาจะได้กลายเป็นหนี้ศูนย์ มันคือทางเลือกที่ดีที่สุด...เพราะนอกจากจะกลายเป็นหนี้ศูนย์แล้ว หลังจากคาร์ก ครอส ตายไปเขายังสามารถเข้าไปทำ 'อะไรๆ' ในเคเค กรุ๊ป ได้อีกมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่แม้แต่ตัวคาร์กเองคงคาดไม่ถึง

 

           "คนของคุณพลาดไปกี่ครั้งแล้วโรแบร์โต้ แค่จัดการคนๆ เดียวทำไมถึงได้ชักช้าอย่างนี้" อีวานว่าอย่างหัวเสีย ใบหน้าของชายสูงวัยเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ "ทั้งๆ ที่นี่เป็นโอกาสแท้ๆ มันไม่เอาบอดี้การ์ดไปด้วยอย่างนั้นมือสังหารของคุณยังจัดการไม่ได้ ไม่ได้เรื่องจริงๆ"

 

           ปัง!

 

           เจ้าของห้องทำงานใหญ่โตตบโต๊ะด้วยอารมณ์ที่ไม่ต่างกัน ก่อนที่เสียงกร้าวของโรแบร์โต้จะตวาดแขกผู้มาเยือน

 

           "หุบปากซะอีวาน! ผมเสียคนไปกี่คนกับงานนี้" ดวงตาคมกริบของโรแบร์โต้จ้องเขม็งไปที่หุ้นส่วนที่สูงวัยกว่าหลายปี

 

"และจะบอกอะไรให้นะอีวาน ที่คุณบอกว่ามันไม่เอาบอดี้การ์ดไปน่ะคุณเข้าใจผิดแล้ว ตอนนี้ไอ้แอนโทนี่อยู่ที่ไทยเรียบร้อย และไม่แค่นั้นนะมันยังมีบอดี้การ์ดคนอื่นอีก และก็ไอ้เวรที่ว่านี่แหละที่จัดการคนของผมจนเรียบ"

 

           "เป็นไปได้ยังไง ก็ไหนว่ามันไปพักผ่อนกับเพื่อนๆ และไอ้ญาติจากอิตาลีไม่ใช่หรือไง"

 

อีวานถามอย่างสงสัยเพราะเขาให้คนสืบดีแล้วว่าที่คาร์กไปประเทศไทย เพราะญาติสนิทซึ่งเป็นลูกชายของแอนนา ครอส น้องสาวของเพื่อนสนิทเขากับคนอิตาลี พาคู่รักไปฮันนีมูน

 

           "จะไปรู้ได้ยังไง"

 

           "แล้วจะทำยังไงกันดี ส่งคนของคุณไปจัดการมันอีกครั้งได้ไหมโรแบร์โต้ เพราะถ้ามันกลับมารัสเซียเราคงเข้าถึงตัวมันยากกว่านี้เป็นเท่าตัว" อีวานถามอย่างร้อนใจ

 

           "ตอนนี้บอกตรงๆ ว่าผมเองก็มีปัญหา มือสังหารคนหนึ่งของเราถูกจับได้ และตอนนี้คาร์ก ครอส อาจจะรู้แล้วก็ได้ว่าใครอยู่เบื้องหลังการว่าจ้างครั้งนี้" โรแบร์โต้ไม่คิดจะบอกรายละเอียดว่าปัญหาระหว่างเขากับมือสังหารสาวคนนี้ซับซ้อนมากกว่านี้อีกเยอะ

 

           อีวานลุกพรวดจากเก้าอี้อย่างตกใจ "ว่าไงนะ!"

 

           "เพราะฉะนั้นตอนนี้ผมจะไม่ส่งคนของผมไปอีกแล้ว เราจะนิ่งสักพัก รอดูไปก่อนว่ามันรู้อะไรบ้าง แล้วค่อยว่ากันอีกที ยังมีวิธีที่จะจัดการมันอีกเยอะ และตอนนี้ผมก็เจอวิธีที่ว่านั่นแล้ว"

 

           "รอ! รอให้มันเอาคืนน่ะสิ" และถ้าคาร์ก ครอส รู้ว่าเขาอยู่เบื้องหลัง มันไม่เอาเขาไว้แน่ อีวานคิดอย่างหวาดหวั่น

 

           "ฉันเป็นใคร อีวาน" สรรพนามแทนตัวเองของโรแบร์โต้เริ่มเปลี่ยนไปตามอารมณ์ที่คุกรุ่น "ถ้าไม่แน่พอคิดหรือว่าฉันจะขึ้นมาอยู่ตรงนี้ได้ เรื่องนี้ฉันจะจัดการเอง ส่วนคุณอยู่เฉยๆ ใช้ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมันให้เป็นประโยชน์ แล้วเราจะปรึกษากันอีกทีเรื่องนี้ เชิญ"

 

           อีวานกำหมัดแน่นกับการไล่ตรงๆ ของอีกฝ่าย แต่รู้ตัวเองดีว่าไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะต่อกรกับโรแบร์โต้ได้

 

           "ก็ได้ แต่หวังว่าคุณจะจัดการมันได้เร็วที่สุด"

 

           "แน่นอน คิดหรือว่าฉันจะปล่อยให้คนที่ทำให้ฉันเสียผลประโยชน์มหาศาลอย่างมันมีชีวิตอยู่ต่อไป"

 

           นอกจากคาร์ก ครอส จะทำให้เขาเสียผลประโยชน์แล้ว มันยังหยามเขาอีกด้วย การที่มันมายุ่งกับผู้หญิงของเขาถือเป็นเรื่องที่คนอย่างเขายอมไม่ได้ แม้ว่าจะไม่ได้รักเทริน่ามากมายอะไรนัก เพียงแค่ถูกใจเหมือนกับที่เขาถูกใจอยากได้ผู้หญิงคนอื่นๆ แต่มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี และศักดิ์ศรีของมาเฟียอย่างเขาถ้ามันผู้ใดกล้าลูบคม ก็เท่ากับว่ามันมารนหาที่ตายเอง

 

           "ผมจะรอการติดต่อ"

 

อีวานบอกทิ้งท้าย ก่อนจะเดินใบหน้าเคร่งเครียดมากกว่าตอนขามาออกจากห้องไป และเมื่อลับหลังจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ โรแบร์โต้ก็ยกหูโทรศัพท์ต่อสายข้ามประเทศไปยังชิคาโก้

 

++++++++++++

 

           "คุณพ่อคะ"

 

เทริน่า คิชเซียนอฟ ยืนรอบิดาอยู่หน้าลิฟต์ด้วยใบหน้าซีดเผือด สาวสวยผมสีบรอนซ์ อยู่ในชุดเดรสสีดำเข้ารูปอวดเน้นทรวดทรงราวกับนางแบบของตนแก่สายตาผู้พบเห็น หญิงสาวก้าวไปหาบิดาทันทีหลังสิ้นเสียงเรียก

 

"มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้เทริน่า เข้าไปหาโรแบร์โต้สิ" ด้วยความเครียดและหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเอง ทำให้อีวานไม่ทันสังเกตสีหน้าของบุตรสาว

 

"หนูจะไม่ไปไหนทั้งนั้นโดยเฉพาะกับโรแบร์โต้"

 

เทริน่าบอกเสียงแหลม ที่เธอต้องมาที่นี่อีกก็เพราะบิดาบังคับให้มา เพื่อให้เธอคอยเอาอกเอาใจมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่ แต่เทริน่าไม่อยากจะทำอีกแล้ว ตอนนี้เป้าหมายที่เธอต้องการคือผู้ชายอีกคนต่างหาก ผู้ชายที่เธอเฝ้ามองเขามาตั้งแต่เด็ก...ผู้ชายที่อยู่ในหัวข้อสนทนาอันเคร่งเครียดระหว่างบิดากับโรแบร์โต้ก่อนหน้านี้

 

"เทริน่า" อีวานเรียกลูกสาวเสียงหนัก หากก็ต้องเป็นฝ่ายตกใจเสียเองกับคำพูดต่อมาของผู้เป็นบุตรสาว

 

"หนูได้ยินที่พ่อกับโรแบร์โต้คุยกันหมดแล้ว และเราต้องคุยกัน"

 

อีวานสูดลมหายใจแรงๆ แล้วบอกบุตรสาวเสียงเรียบ

 

"กลับไปคุยกันที่โรงแรม"

 

ยี่สิบหนาทีหลังจากนั้นเมื่อกลับไปยังโรงแรมที่พักกลางกรุงมอสโคว์ เทริน่าก็เปิดฉากตะโกนใส่บิดาของตนทันที

 

"พ่อทำอย่างนี้ได้ยังไง พ่อร่วมมือกับโรแบร์โต้คิดจะฆ่าคาร์ก หนูจะบอกเขา..."

 

"หุบปากเทริน่า!" อีวานตวาดเสียงใส่บุตรสาวคนเดียว ความเครียดทำให้หน้าตาของเขาดูน่ากลัวจนคนเป็นลูกตกใจ

 

"ถ้าแกเห็นผู้ชายดีกว่าพ่อก็ไปบอกมันเลย มันจะได้ส่งพ่อของแกเข้าคุกหรือไม่ก็จัดการเก็บซะ เอาสิ ถ้าแกอยากเห็นพ่อของแกตายเร็วขึ้น"

 

"พ่อ....แล้วพ่อทำแบบนั้นทำไม พ่อก็รู้ว่าหนูรักคาร์ก"

 

"แต่มันรักแกบ้างไหม" อีวานสวนกลับอย่างไม่ถนอมน้ำใจ "ลืมไปแล้วหรือไงว่ามันโยนค่าตัวของแกมาให้ยี่สิบล้านน่ะ และฉันจะบอกอะไรให้นะ ตอนนี้มันกำลังคั่วอยู่กับผู้หญิงคนใหม่ แกอย่าฝันเฟื่องอีกเลย อยู่เฉยๆ อย่ายุ่งกับเรื่องของพ่อ"

 

"ผู้หญิงคนใหม่...พ่อโกหก! คาร์กแค่ไปพักผ่อนกับญาติของเขา" ญาติที่มีสายตาโหดเหี้ยมดุดันจนเธอไม่กล้าที่จะตามไปที่นั่นด้วย "และก็เพราะพ่อนั่นแหละ คาร์กถึงได้ทำอย่างนี้กับหนู เพราะพ่อใจร้อนเกินไป ถ้าพ่อไม่เร่งรัดแล้วรอให้หนูทำตามแผนเดิม ให้หนูท้องกับเขา เรื่องมันก็คงไม่เป็นแบบนี้!"

 

"ฮึ ท้อง แกคิดว่ามันจะปล่อยให้แกสมใจงั้นหรือเทริน่า พอได้แล้ว หยุดพูดเรื่องนี้ ฉันขอสั่งแกนะเทริน่าว่าอย่าได้คิดมายุ่งจนทำให้เรื่องทุกอย่างมันพัง เพราะไม่อย่างนั้นนอกจากพ่อของแกจะตายตัวแกเองก็คงได้ไปขายตัวอยู่ข้างถนน เพราะฉันกำลังจะล้มละลาย!"

 

"มะ ไม่จริง..."

 

เทริน่าส่ายหน้อย่างไม่เชื่อ ความที่เป็นลูกสาวคนเดียวที่ถูกเอาอกเอาใจ เทริน่าไม่ได้ทำงานเป็นชิ้นเป็นอันนัก และไม่เคยรู้เรื่องธุรกิจของบิดาแม้แต่น้อย

 

"จริงไม่จริงก็เป็นไปแล้ว ถ้าคาร์ก ครอส ไม่ตาย มันคงไม่ปล่อยฉันไว้แน่ บริษัทของเรา บ้านก็ด้วย ฉันเอามันไปค้ำประกันตอนกู้ยืมเงินจากพ่อของมัน"

 

นี่เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยบอกใคร และคาร์กเองอาจจะยังไม่รู้เพราะมันนานมากแล้ว แรกๆ โรเบิร์ตก็ช่วยเขาโดยใช้เงินส่วนตัวไม่ได้ทำสัญญาจริงจังอะไร แต่พอจำนวนเงินมากเข้าและเชอมิท ครอส ผู้เป็นพ่อของโรเบิร์ตรู้เข้า ก็ให้มีการทำสัญญาในนามของบริษัท โดยให้เขานำกิจการมาค้ำประกัน ยังดีหน่อยที่เชอมิทเห็นแก่ที่ครอบครัวรู้จักกันมานานจึงไม่ได้กำหนดระยะเวลาใช้หนี้ตายตัว แค่เพียงอยากให้มีสิ่งค้ำประกันตามนิสัยนักธุรกิจที่รอบคอบเท่านั้น

 

และถ้าคาร์กรู้เรื่องทั้งหมดรวมทั้งเรื่องที่เขาร่วมมือกับโรแบร์โต้แล้วละก็ ระยะเวลาที่ว่าไม่มีกำหนดก็คงได้สิ้นสุดลง และดีไม่ดีเขาอาจจะไม่เหลือแม้กระทั่งชีวิต!

 

"แกคงรู้แล้วว่าควรจะทำยังไงนะเทริน่า" อีวานบอกกับบุตรสาวที่ยังไม่หายช็อกกับเรื่องที่ได้ยินต่อ "ฉันจะกลับเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแล้ว...ส่วนแกก็เลิกยุ่งเรื่องนี้ และเอาเวลาไปสนใจโรแบร์โต้ให้มากจะดีกว่า ทำให้โรแบร์โต้แต่งงานกับแกด้วยได้ยิ่งดี"

 

อีวานสั่งบุตรสาวทิ้งท้ายก่อนจะออกจากห้องพักไป ปล่อยให้เทริน่าเดินเซๆ อย่างคนหมดเรี่ยวแรงไปนั่งที่โซฟา หญิงสาวยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก ยังคงก้ำกึ่งว่าเรื่องที่บิดาพูดมาเป็นเรื่องจริงหรือว่าโกหกกันแน่

 

++++++++++

 

เวลานี้สิ่งที่มัลลิกาต้องการคือหาผ้ามาปิดดวงตาคู่คมสีน้ำตาลทองของคนเจ็บ ที่มองหน้าเธอไม่วางตา สายตาของคาร์กในเวลานี้นั้นไม่ต่างจากสายตาที่เขาใช้มองเธอในเช้าของวันที่เธอตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดของเขาเลยแม้แต่น้อย มันดูหวานเชื่อม ปรารถนา และเพิ่มแววตาบางอย่างที่ทำให้มัลลิกาหัวใจเต้นแรง

 

...หรือบางที เธออาจจะประหม่าไปเองเพราะเกรงว่าคาร์กจะมองออกว่าเธอรู้สึกยังไงกับเขา...

 

คาร์กอยู่ที่โรงพยาบาลเดิมเป็นวันที่สามแล้วหลังจากที่เขาได้สติ ไม่ได้กลับไปพักฟื้นที่กรุงเทพฯ อย่างที่โดมินิคบอกเอาไว้ โดยมีเธอเป็นนางพยาบาลส่วนตัว และมีแอนโทนี่กับบอดี้การ์ดอีกสองคนคอยอารักขา อาการของเขาไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงนอกจากคอยหมั่นล้างแผลเพียงเท่านั้น ซึ่งความจริงแล้วเขาไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลอีกก็ได้

 

ช่วงระยะเวลาสามวันที่อยู่ด้วยกันนี้ การกระทำบางอย่างของคาร์กดูจะเปลี่ยนไปจากผู้ชายปากร้ายและโหดในบางเวลา กลายเป็นผู้ชายอบอุ่นอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ แต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความสุขกับช่วงเวลาที่ว่า ด้วยรู้แล้วว่าตัวเองรู้สึกเช่นไรกับเขา

 

...เธอรักเขา รักคาร์ก ครอส...

 

มือบางที่กำลังหั่นสเต็กอยู่นั้นสั่นนิดๆ...สเต็ก ใช่ ตอนนี้เธอกำลังก้มหน้าก้มตาสนใจแต่สเต็กในจาน เพื่อเลี่ยงที่จะสบสายตาสีน้ำตาลทองนั่น อาหารที่คนเจ็บเกิดอยากจะกินพร้อมกับจิบไวน์เป็นอาหารค่ำ โดยให้เหตุผลว่าเขาแค่เจ็บขาไม่ได้ป่วยหนัก...เธออยากจะเถียงนักว่าไอ้ที่ไม่หนักของเขาก็เกือบทำให้เขาเหลือแต่ชื่อมาแล้วเมื่อสามวันก่อน

 

           "ผมยังไม่อิ่มนะ จัสมิน"

 

เสียงทุ้มของคนเจ็บที่นั่งเหยียดขาพิงหัวเตียง ทำให้มัลลิลาจำเป็นต้องเงยหน้าขึ้นมองสบตาคนพูดอย่างเลี่ยงไม่ได้ คาร์กที่พยักหน้าไปทางจานสเต็กว่าเขากำลังรอมันอยู่

 

           "ก็กำลังหั่นอยู่นี่ไงคะ คุณก็กินช้าๆ สิ ทำเหมือนคนอดอยากมานานไปได้" ถ้ารู้ว่าต้องมาอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ เธอคงจะทำตามที่มาคัสบอก คือกลับไปพักแล้วปล่อยให้แอนโทนี่เป็นคนดูแลเจ้านายของเขาเอง

 

           "แล้วก็เลิกจ้องหน้าฉันสักที มีอะไรแปลกนักหนาคะ" เธออดไม่ได้ที่จะถาม

 

           "ไม่รู้สิ แค่...อยากมอง" คาร์กตอบยิ้มๆ หากแต่มันเป็นรอยยิ้มที่แฝงความเครียดโดยคนที่กำลังขัดเขินอย่างมัลลิกาไม่ทันได้สังเกต "ผมเปลี่ยนใจแล้ว ขอไวน์ดีกว่า"

 

ความจริงคาร์กอยากจะได้เครื่องดื่มที่แรงกว่านี้ อย่างเช่นวอดก้า อยากจะดื่มให้ลืมความเป็นจริงที่ตอกย้ำทั้งหมดไป...ความเป็นจริงที่ว่า ช่วงเวลาแห่งความสุขได้หมดลงแล้ว

 

           "แต่คุณเพิ่งกินไปนิดเดียวเอง เหลืออีกตั้งเยอะ" มัลลิกาค้าน ก่อนจะถามอย่างใส่ใจ "มันไม่อร่อยเหรอคะ งั้นฉันไปหาอย่างอื่นมาให้ดีไหม"

 

           "ไม่ต้องหรอก พอแล้วจริงๆ...เร็วสิ รินไวน์ให้ผมหน่อย"

 

           "ระวังเถอะ แผลยังไม่หายดี เป็นอะไรไปอีกอย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะคะ" เธอส่งค้อนให้ แล้วจัดการรินไวน์ใส่แก้วส่งให้ตามคำขอ พลางเอ่ยถามไปด้วย "ความจริงคุณน่าจะกลับไปกับญาติของคุณนะคะ คุณดอมดูเหมือนอยากจะให้คุณไปรักษาตัวต่อที่กรุงเทพ"

 

           "มันอยากจะกลับไปหาเมียมันน่ะสิไอ้ดอมน่ะ ไม่ได้ห่วงอะไรผมอย่างที่คุณคิดหรอกน่า...ที่พูดนี่คงเพราะอยากให้ผมไปให้พ้นๆ หน้าจะแย่ล่ะสิ"  เขาพูดเสียงแผ่วในประโยคสุดท้ายก่อนจะรับแก้วที่อีกฝ่ายส่งมาให้ ยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด

 

"บ้า คุณนี่ ไวน์น่ะเขามีไว้จิบไม่ใช่กรอกปากอย่างนั้น" มัลลิกาส่ายหน้า แล้วรับแก้วไวน์ที่เขาส่งคืนให้ไปวางที่โต๊ะข้างเตียง  จากนั้นก็หันกลับมาตอบคำถามแผ่วเบาราวกระซิบของเขาก่อนหน้านี้

 

"ฉันก็แค่ถาม แล้วที่สำคัญฉันจะอยากให้คุณไปพ้นๆ หน้าทำไมล่ะคะ ในเมื่ออยู่พยาบาลคุณฉันก็ได้เงินวันละแสน หรือไม่ใช่?" เธอแสร้งถามขำๆ ในประโยคสุดท้ายเพราะท่าทีของคาร์กที่เห็นทำให้มัลลิกาอดเป็นห่วงไม่ได้

 

"คุณนี่นะ จะงกอะไรนักหนา แต่พูดเรื่องนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้คุยเรื่องบ้านของคุณกับพี่สาวที่ไหม้ไปด้วย" คาร์กเอ่ยเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขายังไม่ได้พูดเรื่องนี้กับมัลลิกา

 

"ผมให้แอนโทนี่หาที่อยู่ชั่วคราวให้ระหว่างที่พวกคุณเลือกบ้านใหม่นะ เพราะไม่รู้ว่าพวกคุณต้องการยังไง อยากจะสร้างหลังใหม่ที่เดิมหรือเปลี่ยนทำเล คุณกับพี่สาวอาจจะคิดมากเรื่องมีคนตายในบ้านคราวก่อน"

 

"ฉันคงไม่อยู่ที่เดิมหรอกค่ะ เจ๊โอปอยิ่งแล้วใหญ่" เธอทำท่าขนลุก พอคาร์กพูดขึ้นมัลลิกาก็อดนึกถึงตอนที่เขายิงทะลุหน้าผากมือสังหารคนนั้นไม่ได้ และพอคิดเรื่องมือสังหารเธอก็ถามถึงความคืบหน้า

 

"แล้วเรื่องคนที่คิดร้ายกับคุณล่ะคะ คืบหน้าบ้างหรือยัง บางครั้งฉันเห็นคุณทำหน้าเครียดๆ คิดเรื่องนี้อยู่หรือเปล่าคะ"

 

"สังเกตด้วยเหรอว่าผมเป็นยังไง" คราวนี้รอยยิ้มบางๆ ของคนพูดไปถึงดวงตา เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายสนใจใส่ใจในตัวเอง "ความจริงเรื่องนี้ผมก็พอมีตัวคนบงการอยู่ในใจบ้างแล้ว แต่คงต้องหาหลักฐานให้แน่ชัดอีกหน่อย ซึ่งผมอาจจะต้องกลับรัสเซียก่อนกำหนด"

 

ประโยคใดๆ ก็ไม่มีผลต่อความรู้สึกของมัลลิกาเท่าประโยคที่ว่าเวลาที่เธอต้องจากเขา ได้ร่นเข้ามา ดวงตาสีน้ำผึ้งหม่นแสงลงตามความรู้สึกของเจ้าตัว และคนมองก็สังเกตเห็นมันได้อย่างชัดเจนเพราะเขา...ไม่ได้ละสายตาไปจากใบหน้าของเธอแม้สักวินาที

 

คาร์กรู้ดี...หลายวันที่อยู่กับมัลลิกาด้วยความรู้สึกที่ชัดเจนของตัวเอง การที่เขาเฝ้ามองเธออยู่แทบจะทุกนาที ทำให้เขารู้...ว่าไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเขาเท่านั้นที่เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในหัวใจ และก็เพราะรู้ เขาจึงต้องจบมันให้เร็วที่สุด ก่อนที่ทั้งเขาและเธอจะถลำลึกให้ตัวเองเจ็บปวดไปมากกว่านี้

 

...ไม่ว่าจะยังไง อนาคตของหัวใจระหว่างเขากับเธอ ก็มีแต่ความมืดมน...

 

"เหรอคะ แล้ว...คุณจะกลับเมื่อไหร่" เธอถามเสียงแผ่วและสั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่...ก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือมัลลิกา ว่าสุดท้ายเขาก็ต้องจากไป

 

           คาร์กไม่ตอบในทันทีหากแต่คว้ารีโมทที่วางอยู่ข้างตัวมากดปิดทีวี จากนั้นก็ยื่นมือไปตรงหน้าคนถาม แต่เมื่อเห็นมัลลิกาทำหน้างงเขาก็เปลี่ยนเป็นคว้ามือบาง กระตุกเบาๆ ให้อีกฝ่ายลุกขึ้นจากเก้าอี้ข้างเตียงมายืนชิด ก่อนที่จะถอนหายใจหนักๆ แล้วตามด้วยคำพูด

 

           "ต่อไปเวลาจะทำอะไรให้คิดถึงตัวเองก่อนที่จะห่วงคนอื่น เข้าใจไหม" เขาพูดไปคนละเรื่องกับที่เธอถาม คาร์กใช้มืออีกข้างโอบเอวคอดรั้งร่างระหงเข้ามากอดไว้หลวมๆ ซบศีรษะกับทรวงอกของเธอแล้วพูดต่อไปเรื่อยๆ 

 

"อย่าทำเหมือนตอนที่อยู่บนเขานั่นอีก ผมคงจะดีใจมากกว่าแม้ตัวเองต้องตาย ถ้าคุณจะไม่ออกไปเสี่ยงข้างนอกนั่นอย่างที่ทำไปแล้ว"

 

ก่อนหน้านี้แอนโทนี่ได้เล่ารายละเอียดตอนที่เจอกับมัลลิกาให้เขาฟังหมดแล้ว มันทำให้เขาหัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อได้ยินว่าเธอเกือบจะถูกมือสังหารยิง แค่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นเอง ถ้าคนของเขาไม่อยู่ที่นั่นเวลานั้น ป่านนี้มัลลิกาคงไม่มายืนอยู่ตรงหน้าเขาอย่างนี้

 

"คงไม่มีเรื่องแบบนั้นแล้วล่ะค่ะ นอกจากอยู่กับคุณฉันคงไม่ได้เจอเรื่องแบบนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง"

 

การจับมือ โอบกอด ได้กลายเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นทุกๆ ชั่วโมงในแต่ละวันไปเสียแล้ว คาร์กมักจะคว้าตัวเธอเข้าไปกอดโดยไม่บอกกล่าว มัลลิกายกสองมือขึ้นโอบร่างหนา แรกๆ ที่คาร์กกอดเธอยังคงไม่กล้าที่จะกอดตอบ ทำเพียงแค่ยืนนิ่ง หน้าตาร้อนผ่าวให้เขากอดเงียบๆ เท่านั้น เพิ่งจะเมื่อวานที่เธอทำใจกล้าสัมผัสผู้ชายที่ตัวเองรัก เธอไม่รู้หรอกว่าคาร์กกำลังคิดอะไรอยู่ บางทีเขาอาจจะคิดอย่างที่เคยบอกเธอตอนที่เขาจูบเธอบนเขานั่นก็ได้

 

'ต่อไปถ้าอยากจะบริหารเสน่ห์ ก็ใช้ผมให้เป็นประโยชน์แล้วกัน ไหนๆ เราก็เป็นเพื่อนกันแล้ว'

 

       "ดีแล้ว" เขาพยักหน้าลงเบาๆ รัดเธอแน่นเข้าไปอีก "...อีกเดี๋ยวแอนโทนี่จะเอาเอกสารคอนโดที่เพิ่งซื้อไปมาให้คุณ แล้วก็จะพาคุณไปดูด้วย รวมทั้งเงินค่าจ้างและค่าเสียหายบ้านของคุณกับพี่สาว"

 

เขาเปลี่ยนเรื่องแล้วผละออกห่างเล็กน้อยเพื่อเงยหน้าขึ้นมองสบตาคู่หวาน จากนั้นก็รั้งร่างระหงให้ขึ้นมานั่งบนเตียงคนป่วยด้วยกัน สองมือยังคงโอบกอดให้เธออิงซบตัวเอง

 

"ตามที่เราตกลงกันไว้ที่สองอาทิตย์และเพิ่มค่าที่คุณต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อผมด้วย จำนวนเงินมันมากพอสมควร และถ้าเป็นไปได้ผมไม่อยากให้คุณไปแสดงโชว์อีก มันเป็นงานที่เหนื่อยเกินไป ผมอยากให้คุณลงทุนทำอะไรสักอย่างที่คุณชอบ อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่งานกลางคืนแบบนั้น...แล้วก็ อย่าหิ้วผู้ชายที่ไหนกลับไปด้วยอีก"

 

มันเป็นการเห็นแก่ตัว เขายอมรับ มีอนาคตร่วมกับเธอไม่ได้แต่เขาไม่อยากจะให้มัลลิกาได้ใกล้ชิดกับผู้ชายคนไหน

 

           "คุณยังคงคิดว่าฉันหิ้วผู้ชายบาร์เกย์กลับไปนอนด้วยเป็นงานอดิเรกอีกล่ะสิ" จนถึงวินาทีนี้เขาก็ทั้งโง่และซื่อบื้ออย่างที่เรนว่าจริงๆ

 

           "ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แค่...เอาเถอะ ผมแค่เป็นห่วง ผู้ชายเดี๋ยวนี้มันหาที่จริงใจไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะจัสมิน ยิ่งพวกที่ทำงานผับงานบาร์อย่างนั้นด้วยแล้ว มันอาจจะหลอกคุณเข้าสักวัน"

 

"คุณนี่เป็นเพื่อนที่แสนดีจริงๆ นะคะ คราวก่อนก็อาสาช่วยเวลาที่ฉันอยากจะบริหารเสน่ห์ สองสามวันมานี่ก็เหมือนกัน จนฉันเกือบจะคิดไปแล้วนะคะว่าคุณค้นพบตัวตนที่แท้จริงเข้าแล้ว"

 

มัลลิกาฝืนแสร้งทำเป็นร่าเริง พูดกลั้วหัวเราะทั้งที่นัยน์ตาเศร้า ในหัวเธอตอนนี้ไม่ได้ดีใจไปกับจำนวนเงินมากโขที่จะได้รับ แต่กำลังนับเวลาถอยหลังถึงวันที่จะต้องโบกมือลาผู้ชายที่อยู่ไกลเกินเอื้อมอย่างเขา

 

"ทำไมคุณไม่เป็นผู้หญิงนะ จัสมิน" มันเป็นการรำพึงกับตัวเองมากกว่า หากแม้จะแผ่วเบาราวกระซิบแต่มัลลิกาก็ได้ยิน

 

           "ถ้าฉันเป็นผู้หญิงมันจะเป็นยังไงเหรอคะ" เธอกระซิบกลับบ้าง อยากจะรู้จริงๆ ว่าถ้าคาร์กรู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงแล้วจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือเปล่า เธอจะสามารถเข้าใกล้เขาได้มากกว่านี้อีกไหม

 

"ความจริงแล้วฉันมีเรื่องที่อยากจะบอกให้คุณรู้..."

 

           "อย่าถามคำถามที่เป็นไปไม่ได้เลยจัสมิน"

 

เขาแทรกขึ้นก่อนที่เธอจะทันได้พูดจนจบ สำหรับคาร์กถ้ามัลลิกาเป็นผู้หญิงน่ะหรือ ถ้าเพียงแค่เธอเป็นผู้หญิง เขาก็คงสารภาพรักแล้วขอเธอแต่งงาน จากนั้นก็พากลับไปอยู่ด้วยกันที่รัสเซีย

 

แต่นี่...เขาทำไม่ได้ นายหญิงคนใหม่ของตระกูลครอสจะเป็นสาวประเภทสองได้ยังไงกันเล่า

 

           คาร์กใช้สองมือกุมแก้มนวลทั้งสองข้างเอาไว้ มองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ เขาเห็นความรู้สึกมากมายที่เธอมีให้เขาอยู่ในนั้น ทั้งความเศร้าและ...รัก

 

           ครั้งสุดท้าย คาร์กบอกตัวเองว่าขออีกเป็นครั้งสุดท้าย ให้เขาได้จูบเธอก่อนที่จะตัดใจปล่อยเธอไป...สองมือของเขาตรึงใบหน้าสวยซึ้งเอาไว้ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปหา จุมพิตแผ่วเบาที่ริมฝีปากอิ่มเนิ่นนานจนกระทั่งรับรู้สึกวงแขนเรียวที่ยกขึ้นกอดรอบลำคอของตน พร้อมกับที่ดวงตาสีน้ำผึ้งหวานนั้นปิดลง จุมพิตแผ่วเบาจึงแปรเปลี่ยนเป็นเรียกร้อง

 

           มัลลิกาจูบตอบอย่างไม่ประสา หากแต่เป็นจูบที่เธอเต็มใจมอบให้เขา จูบที่เปิดเปลือยทุกๆ ความรู้สึกของตัวเอง เช่นเดียวกับคาร์ก แม้ไม่สามารถเอื้อยเอ่ยคำพูดออกไปได้แต่การกระทำก็ไม่อาจฝืน เขาเรียกร้องอย่างไม่รู้จักพอ มือหนาที่กุมใบหน้างามเลื่อนลงไปกอดรัดร่างระหงแน่นขึ้นเรื่อยๆ เหมือนอยากจะกักเก็บเธอไว้กับตัวตลอดกาล

 

           ริมฝีปากได้รูปผละออกจากกลีบปากอิ่มเพื่อให้อีกฝ่ายได้หายใจ แล้วพรมจูบไปทั่วใบหน้าหน้างาม ก่อนจะลากไล้ไปตามลำคอระหง แล้ววกขึ้นไปทาบทับบดจูบที่กลีบปากอิ่มอีกครั้ง และครั้งนี้เนิ่นนานยิ่งกว่าเดิม

 

           "คะ คาร์ก..."

 

มัลลิกาเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงหอบสะท้าน ตัวอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง ดวงตาสีน้ำผึ้งฉ่ำปรือมองสบดวงตาสีน้ำตาลทองอย่างรอคอย...ว่าจะมีคำพูดใดให้ได้ยิน

 

           "จัสมิน...ผม..."

 

คาร์กขบกรามแน่น หยุดคำพูดทุกอย่างไว้ หลงเหลือแต่ความเงียบ เขามองสบสายตาที่มองมาอย่างรอคอยของอีกฝ่ายแล้วก็ร่ำๆ จะไม่สนโลกอีกต่อไป...วิญญาณบรรพบุรุษคงจะไม่โกรธจนลุกขึ้นมาจากหลุม ถ้าเขาจะเลือกมัลลิกา

 

           ก๊อกๆๆ

 

           "คุณคาร์กครับ ได้เวลาแล้ว"

 

           ความคิดที่จะไม่สนใจภาระหน้าที่ของทายาทของตระกูลของคาร์กเกือบจะสำเร็จ ถ้าไม่มีเสียงเคาะประตูดังแทรกขึ้นมาและตามด้วยร่างสูงใหญ่ของแอนโทนี่บอดี้การ์ดคู่ใจ

 

           "เอ่อ...ขอโทษครับ คือ..."

 

คนมาใหม่ชะงักเท้าอยู่หน้าประตู แอนโทนี่กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อรู้ว่าตัวเองเข้ามาผิดจังหวะ...แต่เขาไม่อยากจะเชื่อว่าเจ้านายตัวเองจะเป็น...

 

           "ไม่เป็นไร พร้อมแล้วใช่ไหม" คาร์กพูดขึ้นเมื่อเห็นคนสนิททำท่าจะหันหลังกลับออกไป "ถ้าอย่างนั้นดูแลจัสมินด้วย"

 

           "ครับ ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว รวมทั้ง..."

 

           "เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน นายพาจัสมินไปดูคอนโดแล้วก็จัดการเรื่องทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนแล้วกัน"

 

เขาเอ่ยตัดบทจากนั้นก็หันไปพูดกับร่างระหงที่เขายังโอบเอวคอดไว้อยู่ ใบหน้าของมัลลิกาในตอนนี้แดงก่ำ เธอคงจะก้มหน้าหลบสายตาของเขาถ้าหากว่าไม่ติดที่เขาใช้มืออีกข้างจับคางเธอเอาไว้

 

"แอนโทนี่จะเป็นคนพาคุณไปที่คอนโด แล้วก็..." เขาหยุดพูดมองหน้าเธอชั่วอึดใจ "จัสมิน...อย่าลืมที่คุยกันเมื่อกี้ ดูแลตัวเองด้วย อย่าทำงานหนักให้มากนัก"

 

           คนฟังย่นคิ้วกับคำพูดราวกับกำลังสั่งเสียสั่งลาที่ได้ยิน

 

"คุณพูดเหมือนกับว่าพอฉันไปแล้วเราจะไม่ได้เจอกันอีกอย่างนั้นแหละค่ะ ก็แค่ไปดูคอนโด เดี๋ยวก็กลับมาเป็นนางพยาบาลให้คุณจิกหัวใช้เหมือนเดิม"

 

เธออ้อมแอ้มพูดออกไป แล้วขยับตัวลงไปยืนข้างเตียง สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ทำให้ความหวังของมัลลิกาเริ่มเกิดขึ้น หญิงสาวตั้งใจไว้ว่ากลับมาจากไปดูคอนโดและจัดการเรื่องต่างๆ กับคนของเขาแล้ว เธอจะบอกความจริงให้คาร์กได้รู้เสียทีว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นผู้หญิง บางทีความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาที่ว่าเป็นไปไม่ได้ก็อาจจะเป็นไปได้ขึ้นมาก็ได้นี่นา ไม่อย่างนั้นคาร์กจะจูบเธอด้วยจูบที่บ่งบอกว่าเขารู้สึกพิเศษกับเธออย่างนี้หรือ

 

"ผมรู้ แค่อยากบอกเอาไว้เท่านั้น"

 

คาร์กส่งยิ้มบางๆ ไปให้เอื้อมมือไปจับมือบางข้างที่สวมแหวนประจำตระกูลของเขาอยู่มากุมไว้ แหวนที่เขาบอกให้เธอสวมติดตัวไว้หลังจากที่มัลลิกาถอดคืนเมื่อสามวันก่อน อย่างน้อยเขาก็อยากจะให้มีอะไรสักอย่างที่ทำให้เธอไม่ลืมเขา

 

"เก็บแหวนวงนี้ไว้ดีๆ และใช้มันถ้าเกิดอะไรขึ้น" เขาบีบมือบางเบาๆ ก่อนจะปล่อยอย่างตัดใจ "ไปเถอะ เดี๋ยวจะมืดเสียก่อน"

 

"ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวฉันกลับมานะคะ คุณอย่าเพิ่งนอนเสียก่อนล่ะ ฉันมีเรื่องจะพูดด้วย"

 

มัลลิการู้สึกใจสั่นและวูบโหวงผิดปกติ เหมือนกับว่ากำลังจะสูญเสียของสำคัญบางอย่าง เธออยากจะพูดบางอย่างกับคาร์กก่อนที่จะไปแต่ก็ต้องตัดใจ ทำได้เพียงส่งยิ้มเขินๆ เพราะยังอายกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ก่อนจะเดินออกจากห้องไป

 

ดวงตาสีน้ำตาลมองมองตามร่างระหงจนเธอก้าวพ้นประตูออกไป จึงพยักหน้าให้กับคนสนิทก่อนจะพิงศีรษะกับหัวตียง หลับตาลงอย่างเจ็บปวด

 

เขาหวังว่ามัลลิกาจะเข้าใจ ว่าทำไมเขาถึงต้องไปโดยไม่ลา เพราะถ้าทำอย่างนั้นเขาเองที่แหละที่จะละทิ้งหน้าที่ความรับผิดชอบทุกอย่างแล้วเลือกทำตามหัวใจตัวเอง

 

...................................................................................

 

10/9/2012

 

จะอัพถึงตอนที่ 17 นะคะ(ซึ่งก็เหลืออีก 2 ตอนค้า ^^)

เร็วๆ นี้ปกคงออกแล้ว เดี๋ยวจะเอามาให้ดูเน้อ ^^)

 

 

พายุกลางสายฝน ตามลิ้งค์นะค่ะ ^^(อัพแล้ว)

http://www.hongsamut.com/readniyai.php?niyaiid=2442

 

 

ขอบคุณทุกเม้นกำลังใจจ้า ^^

 

VOTE นิยาย
ชอบตอนนี้จังเลย
( 45 ) Vote
เรื่องมันเศร้า
( 40 ) Vote
โกรธแล้วนะ
( 9 ) Vote
โอ๊ย...เขิน
( 8 ) Vote
ลุ้นๆ
( 27 ) Vote
อ้าว... ซะงั้น
( 8 ) Vote
เดี๋ยวเจอดี!
( 10 ) Vote
COMMENTS
paddy
18 ก.ย. 2555 / 15:06
นี่แหล่ะน่า..บางเรื่องผู้ชายเค้าก้องี่เง่าจิงจิงนั่นแหล่ะ
Maewmaew#
12 ก.ย. 2555 / 19:36
อยากอ่านต่อแล้่วอ่ะ T T ใกล้จะออกเป็นเล่มใช่ไหมคะ 
ribbonnie
12 ก.ย. 2555 / 19:05
ทำร้ายตัวเอง.....เจ็บไหม?
t2
11 ก.ย. 2555 / 21:15
ฮือๆๆๆ เศร้าจัง
paew-inno
11 ก.ย. 2555 / 17:18
ว้า พลาดที่จะรู้ความจริงอีกแล้ว
BlackJack
11 ก.ย. 2555 / 16:57
เฮียเจ็บไหม??? เค้าเจ็บนะ เจ็บมากอ่ะ รัก...แต่ทำอะไรไม่ได้ รัก...แต่ต้องปล่อยเค้าไป รัก...รักมากแต่ดันฉลาดน้อยมองไม่ออกหรือไงว่าจัสมินเป็นผู้หญิงหะ!!! อย่างนี้มันน่า...สักที ^^<br>
inuko95
11 ก.ย. 2555 / 01:19
ว้าวๆๆๆๆ<br><br>รอสอยอยู่จ้า<br><br>
Julie#
11 ก.ย. 2555 / 00:02
ไม่เอา บอกความจริงเดี๋ยวนี้
Nokyung#
10 ก.ย. 2555 / 21:46
<font color="#003366">เห็นด้วยกับเรนจังละ<br>ผู้ชายพวกนี้มันโง่ ฮ่าๆ<br>(เสียชื่อ เสือผู้หญิงหมด&nbsp; แต่คิดอีกที ก็ว่าไม่ได้นะ สมัยนี้ ผู้ฉิงสวยกว่าผู้หญิงก็เยอะ โฮฮฮฮฮ)</font><br>
beewar
10 ก.ย. 2555 / 21:37
อ้าวๆๆ อย่าบอกนะว่า จะทิ้งกันไปแล้ว<br>
LEAVE A COMMENT
INTRODUCE WRITER
(แนะนำนักเขียน)
toggles
ลงแล้ว : 10 ตอน
โดย : แก้วจอมขวัญ
จำนวนคนชม : 107,274 ครั้ง

toggles :
10 ตอน
CONTACT WRITER
(ติดต่อนักเขียน)
* all fields are required

RULE FOR WRITER
01
Rule
กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง
ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะเป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงผลงาน
02
Rule
กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ
ผู้ลงผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสมและต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว
03
Rule
ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้
ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้เกิดจากการส่งเข้าระบบโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไปซึ่งทางห้องสมุด ดอตคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆทั้งสิ้น
FOLLOW US
แจ้งชำระเงิน หนังสือจอง /ช็อปหนังสือกับห้องสมุด
hongsamut.com@gmail.com
โทร 0814019801
บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด
เลขที่ 95/114 หมู่ 6 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000
ซื้อโฆษณา
ติดต่อ : 0825600888
CONTACT US
* all fields are required
2010 hongsamut.com. All Rights Reserved. by Idea-society.com

Coming soon...