Username :
   
Password :
   
    
 
 
   ค้นหานิยาย  ค้นหาไรเตอร์
  
ค้นหาหนังสือพร้อมขาย
 
 
 
 
 
หนาวเสน่หา : แนะนำเรื่อง+ ตอนที่ 1 เสือจำศีล&ลูกไก่ในคฤหาสน์ 100%
 
 
View OverAll : 136,780
 
   
 
โปรเจกต์พิเศษ DUO Lovers

หนาวเสน่หา By Lala
ปรารถนา By ฝันหวาน

ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ดอกหญ้า 2000
กำหนดวางแผง งานสัปดาห์หนังสือเดือนตุลาคม 2555


 

หนาวเสน่หา 1 (เสือจำศีล&ลูกไก่ในคฤหาสน์)

 

          ในค่ำคืนที่ดาวห่มฟ้า เป็นช่วงเวลาพักผ่อนของสรรพสิ่งที่มีชีวิตบนโลก แต่ทว่ากลับมีบุรุษหนุ่มรูปงาม ร่างสูงกำยำในชุดสูทสีดำ ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ที่หน้าบ้านสีขาวสองชั้นออกแบบก่อสร้างด้วยรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นร่วมสมัย เติมเต็มกลิ่นไอธรรมชาติให้กับตัวบ้านด้วยพันธ์ไม้ใหญ่สีเขียวสด หน้าบ้านตกแต่งสวนดอกไม้ล้อมรอบสระว่ายน้ำส่วนตัว บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ภายในอาณาเขตรั้วที่โอบล้อมพื้นที่จำนวนสิบห้าไร่ของตระกูลเลิศเกียรติเลอสรวง มือขวายกขึ้นล้วงกระเป๋ากางเกง มือซ้ายค่อยๆ กำเป็นหมัดแน่น ดวงตายาวรีจ้องมองไปยังอดีตรังรักที่มีอายุการใช้งานเพียงแค่เจ็ดเดือนด้วยความรู้สึกที่ผิดหวังคละเคล้าด้วยความเจ็บปวด ริมฝีปากบางกระตุกยิ้มหยันให้กับความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของตัวเอง และนี่คงจะเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า รพพ์ เลิศเกียรติเลอสรวง ประธานผู้บริหารโรงแรมหกดาว โรงแรมที่สร้างเงินและชื่อเสียงให้กับประเทศมาเกือบสิบปีนับตั้งแต่เขาเข้ามารับตำแหน่งแทนบิดา ไม่ได้เก่งกาจหรือดีเลิศเหมือนอย่างที่ใครๆ คิดอิจฉาหรืออยากจะเป็นอย่างเขา

 

          มันคงเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายและยากที่จะเชื่อสำหรับใครหลายๆ หากรู้ว่าชายหนุ่มวัยสามสิบห้า ทายาทคนโตของเจ้าสัวรพทัพ เลิศเกียติเลอสรวง กับหม่อมราชวงศ์หญิงคณิณี รัตนกุญชร ผู้ที่บริหารงานได้เป็นเลิศ บริหารจัดการพนักงานกว่าพันคนที่อยู่ภายใต้การปกครองได้อย่างยอดเยี่ยม แต่กลับบริหารชีวิตคู่ซึ่งมีกันเพียงแค่สองคนล้มเหลว ชีวิตสมรสที่เพิ่งเริ่มต้นได้เจ็ดเดือนต้องยุติลงด้วยเหตุผลที่เขาเคยได้ฟังจากคู่หย่าร้างคู่อื่นๆแล้วส่ายหน้าและคิดว่าเป็นเหตุผลที่ไม่เข้าท่าเลยสักนิด แต่วันนี้เขากลับได้ใช้มันเหมือนกับคู่อื่นๆ ‘การหย่าร้างที่เกิดจาก ทัศนคติไม่ตรงกัน’

 

          เรือนหอที่โอบล้อมด้วยราตรีที่มืดมิด ไม่ต่างอะไรไปจากหัวใจของชายหนุ่มที่ถูกครอบงำด้วยอารมณ์มัวหมอง ความหนาวจากสายลมพัดพาความเจ็บปวดและเศร้าลึกให้กระจายไปทั่วกายใจ ในเมื่อหัวใจและความรักเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจและควบคุม ต่อจากนี้ไปชีวิตและจิตใจของเขาก็จะทุ่มเทให้กับสิ่งที่เขาถนัดและสามารถควบคุมมันได้นั่นก็คือ ‘งาน’  ไหล่กว้างเหยียดตรง ความเศร้าในดวงตาคมพลันวูบหายไป ความแข็งกร้าวและเด็ดขาดเข้ามาแทนที่

 

 

          “อุ๊ยร่างเพรียวบางที่ยืนแอบอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆตึกเล็กถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อมีมือของใครบางคนตบลงมาที่บ่าบอบบาง

 

          “มายืนทำลับๆ ล่อๆ อะไรตรงนี้น่ะยัยลูกเจี๊ยบ”

 

          คนที่ถูกจับได้ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจเมื่อจำเสียงเจ้าของมือที่วางอยู่บนบ่าของเธอได้ ปากจิ้มลิ้มเปิดยิ้มหวานเมื่อหันมามองเขา

 

          “คุณเล็ก...”

 

          คุณเล็ก หรือทัพพ์ เลิศเกียรติเลอสรวง ทายาทคนเล็กของเจ้าสัวรพทัพ ส่ายหน้าอย่างระอากับพฤติกรรมแอบมองของผู้จัดการสาวแห่งคฤหาสน์เลิศเกียรติเลอสรวงที่กลับมาอีกครั้งหลังจากที่หายไปเกือบครึ่งปี

 

          “พอเฮียโสดปั๊บ...เธอก็กลับมาเป็นสาวนักถ้ำมองทันทีเลยเหรอ”ทัพพ์ ถามอย่างคนที่รู้ความในใจของอีกฝ่ายดี

 

          “อี๊!...เหม็นเหล้า”สาวที่ถูกกล่าวหาว่านักถ้ำมองผงะหน้าหนีพร้อมกับยกมือขึ้นปิดจมูก “คุณเล็กดื่มเหล้าหรือไปอาบเหล้ามากันแน่คะ” ถามน้ำเสียงอู้อี้

 

ทัพพ์หัวเราะยกมือขึ้นดึงมือที่ปิดจมูกของอีกฝ่ายออก พร้อมกับยื่นใบหน้าหล่อเหลาเข้าไปใกล้มากขึ้น เพราะอีกฝ่ายคืออดีตลูกสมุนในวัยเด็ก ความผูกพันที่เป็นดั่งพี่น้องทำให้เขารู้สึกเอ็นดูเธอคนนี้ดั่งน้องสาว จึงไม่แปลกที่เขาจะชอบแกล้งและชอบแหย่ให้เธออารมณ์หลุดจากมาดผู้จัดการคฤหาสน์ที่มักจะตีกรอบให้ตัวเองแก่เกินวัย ทั้งทีความจริงแล้วในสายตาเขากุลนิดายังเป็นเพียงสาวน้อยวัยหวาน

 

          “ถ้าพี่ใหญ่มีกลิ่นเหล้าติดตัวแบบพี่...เธอจะทำท่ารังเกียจแบบนี้หรือเปล่า”ทัพพ์เลิกคิ้วเข้มขึ้นถามอย่างล้อเลียน

 

          “คุณเล็กชวนคุณใหญ่ไปดื่มมาเหรอคะ”กุลนิดาถามน้ำเสียงตื่น ใบหน้าแสดงออกถึงความเป็นห่วง

 

          “ใช่...พี่ต้องทำหน้าที่น้องชายที่ดี พี่ชายกลับมาโสดทั้งทีก็ต้องฉลองสิ”นัยน์ตาคมเต้นระริกบอกแววขัน ถ้าหากว่ามีชื่อของพี่ใหญ่ของเขาในบทสนทนา หญิงสาวร่างบอบบางตรงหน้าก็จะปิดอารมณ์ที่ซ่อนเร้นเอาไว้ไม่มิด

 

          “แล้วคุณใหญ่ดื่มไปเยอะหรือเปล่าคะ”หญิงสาวถาม เพราะรู้ว่าวันนี้คุณใหญ่แห่งคฤหาสน์เลิศเกียรติเลอสรวงจดทะเบียนหย่ากับคุณมลฤดี ภรรยาสาวสวยที่เพียบพร้อมด้วยฐานะทางการเงิน การศึกษาที่โดดเด่นและรูปลักษณ์ที่งดงาม เปรียบดั่งกิ่งทองใบหยกยามเมื่อทั้งสองเคียงคู่กัน

 

กุลนิดาและทุกคนในคฤหาสน์แห่งนี้รู้จักมลฤดีมาเกือบเจ็ดปีในฐานะเพื่อนสนิทของรพพ์  แต่ทว่าเมื่อเจ็ดเดือนที่แล้วเธอแทบช๊อคเมื่อทั้งสองประกาศแต่งงาน และในวันที่รู้ข่าวดีของทั้งคู่นั้นหัวใจของเธอก็แตกสลายจนไม่เหลือชิ้นดีคำถามเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวใจของเธอนั่นก็คือ ‘มันเป็นไปได้อย่างไรกันที่ทั้งสองจะแต่งงานกัน ในเมื่อที่ผ่านมาเธอและทุกคนต่างก็รู้ว่ารพพ์กับมลฤดีมีความสัมพันธ์ในแบบเพื่อน และทั้งสองคนก็ไม่เคยแสดงออกให้ใครได้เห็นเลยสักครั้งว่ากำลังคบกันอยู่ในฐานะคนรัก’

 

เพราะอยู่ในฐานะของคนที่แอบรักเธอจึงไม่สามารถไปร้องไห้ฟูมฟายกับใครได้ และด้วยหน้าที่ของผู้จัดการแห่งคฤหาสน์เลิศเกียรติเลอสรวง เธอจึงต้องยิ้มทั้งน้ำตาทำหน้าที่เป็นแม่งานดูแลจัดการเรื่องงานแต่งให้กับทายาทคนโตของเจ้าสัวรพทัพ

 

“เธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ถึงพี่ใหญ่จะดื่มเยาะขนาดไหนก็ไม่เคยทำให้ภาพพจน์ของผู้บริหารคนเก่งเสียหาย”

 

กุลนิดาพยักหน้าอย่างเห็นจริง รพพ์เป็นผู้ชายที่เงียบขรึมเข้าถึงตัวยาก ใบหน้านิ่งเรียบ ดวงตาฉายแววดุดัน อีกทั้งฐานะและอำนาจที่เขามีเปรียบดั่งกำแพงน้ำแข็งทำให้ใครๆพากันขยาดและระมัดระวังตัวเวลาที่ต้องอยู่ใกล้เขา ต่างกับเธอที่นอกจากจะไม่กลัวเขาแล้วยังมองเขาในฐานะชายในฝัน อยากจะเข้าใกล้และทำให้ใบหน้าเรียบๆ ดุๆ นั้นผ่อนคลาย อยากแบ่งเบาความเหนื่อยล้า รับฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเขาในแต่ล่ะวัน แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นความต้องการของเธอฝ่ายเดียว โดยที่เขาไม่เคยรู้เลยสักนิดว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเฝ้ามองเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะหันกลับมาและเห็นเธออยู่ตรงนั้น

 

“คุณใหญ่คงจะเสียใจมาก”หญิงสาวพึมพำ ก่อนจะหันกลับไปมองยังตึกเล็กอีกครั้ง และให้เสียดายนักเมื่อไม่เห็นร่างสูงของเจ้าของตึกเสียแล้ว

 

“ก็ต้องมีบ้างล่ะ...”ทัพพ์ยักไหล่นิดๆอย่างเห็นว่าเป็นเรื่องปกติของคนสองคนที่เคยอยู่กินด้วยกันมาแล้ววันหนึ่งต้องแยกจากกัน แม้ว่าจะเป็นการแยกจากกันด้วยดีก็ตาม

 

“แต่อย่างน้อยๆ การหย่ากันครั้งนี้ระหว่างพี่ใหญ่กับคุณมล ก็ไม่ได้สร้างความเสียใจให้กับทุกคน”

 

“คุณเล็กหมายความว่าอย่างไรคะ”กุลนิดาเงยหน้าขึ้นถาม

 

“ก็หมายความว่า อย่างน้อยๆการที่พี่ใหญ่กลับมาเป็นหนุ่มโสดอีกครั้งก็ทำให้หัวใจของใครบางคนกลับมาคนกระชุ่มกระชวยอีกครั้งน่ะสิ”ทัพพ์หลิ่วตาให้อย่างขี้เล่น เพราะมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ในร่างกายมากพอควรจึงทำให้ชายหนุ่มพูดออกโดยไม่ทันคิดและไม่ระวังว่าจะมีใครมาได้ยินหรือไม่

 

“ไม่จริงนะคะ...นิดาจะมีความสุขบนความทุกข์ของคุณใหญ่ได้ยังไงกัน”กุลนิดารีบแก้ต่างอย่างคนที่ร้อนตัว

 

“เลิกทำตัวเป็นนางเอกได้แล้ว...ในเมื่อโอกาสกลับมาหาเธออีกครั้งก็ให้รีบคว้าเสีย ก่อนที่จะมีใครมาตัดหน้าไปอีก”ทัพพ์เตือนอย่างหวังดี

 

“คุณเล็ก...”หญิงสาวคราง ดวงตาหลุมลงมองพื้นหญ้า

 

ชายหนุ่มอมยิ้ม ยกมือขึ้นเชยคางเรียวขึ้น ดวงตาจ้องดวงตากลมที่ฉายแววหวาดหวั่น ถ้าหากว่าเป็นคนอื่นเขาจะไม่เสียเวลามาแนะนำหรือเตือนอย่างนี้หรอก แต่นี่เป็นเพราะเห็นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ความหวังดีที่เขามีให้เธอคนนี้จึงมีอยู่ไม่น้อยและพร้อมที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือทุกเมื่อ

 

ระหว่างที่สองหนุ่มสาวกำลังยืนพูดคุยกันที่ใต้ร่มไม้ใหญ่ในยามวิกาลนั้น มีเงาหนึ่งปรากฏอยู่ที่หน้าต่างในห้องนอนชั้นสองของตึกเล็ก และกำลังมองมาที่พวกเขาอย่างไม่ชอบใจนัก

*************************************************************

เช้าวันใหม่สำหรับใครบางคนที่เพิ่งจะผ่านเรื่องราวเจ็บปวดมาเมื่อวันวานไม่ได้ทำให้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หกโมงครึ่งคือเวลาเดิมที่รพพ์เดินลงมาจากห้องนอนในชุดสูทสีสุภาพและเรียบหรูรับกับเรือนร่างสูงกำยำ ในมือมีกระเป๋าเอกสารเตรียมพร้อมสำหรับหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ คิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างสงสัยเมื่อเห็นหญิงสาวร่างบอบบาง ในชุดเดรสยาวคลุมเข่าสีชมพูอมส้มขับผิวสีน้ำผึ้งให้ดูสว่างนวลเนียนจับตา ผมดำยาวถูกมัดเป็นหางม้าเผยดวงตากลมโตคมซึ้งดูโดดเด่นบนใบหน้างามรูปไข่

 

“สวัสดีค่ะคุณใหญ่”เสียงหวานใสจากริมฝีปากอิ่มสีชมพูระเรื่อเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้เจ้าของบ้านด้วยกิริยาท่าทางนุ่มนวลชวนมองสมกับเป็นผู้จัดการบริหารงานที่ตึกใหญ่

 

“คุณแม่เรียกพบผมเหรอ”รพพ์พยักหน้ารับไหว้ ก่อนจะเอ่ยถามถึงจุดประสงค์การมาที่นี่ของหญิงสาว

 

“ค่ะ...คุณหญิงท่านให้มาเรียนเชิญคุณใหญ่ไปรับประทานอาหารเช้าที่ตึกใหญ่ค่ะ”ทั้งที่เขาไม่ได้มองหรือมีท่าทีอะไรที่บ่งบอกว่าเขาจะสนใจเธอสักนิด แต่ทุกครั้งที่ได้มายืนอยู่ตรงหน้าเขาหัวใจของเธอก็เต้นรัว ใบหน้าแดงระเรื่ออย่างเขินอายกับความคิดที่เธอฝันไปเอง

 

“คุณทำงานที่ตึกใหญ่มากี่ปีแล้ว”

 

“คะ...”กุลนิดาเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างแปลกใจ ว่าทำไมอยู่ๆ เขาถึงถามคำถามนี้กับเธอ

 

“ไม่มีใครบอกคุณเหรอว่าเวลาที่คุยกับผู้ใหญ่ไม่ควรเอาหน้าไปมุดพื้น” รพพ์ถามเสียงเรียบ คิ้วเข้มขมวดมุ่นอย่างไม่ชอบใจ เมื่อคนตรงหน้าหน้าเอาแต่ก้มหน้าก้มตารายงานข้อความที่มารดาฝากมาถึงเขา ชายหนุ่มจะรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่คู่สนทนาหรือใครก็ตามที่เขาหยุดคุยด้วยมักเลือกที่จะก้มหน้าและหลบตาแทนที่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตาคู่สนทนาอย่างที่ควรจะเป็น

 

กุลนิดาหน้าเผือดสีกับคำตำหนินั้น แม้จะรู้ว่าเขาเป็นคนเคร่งครัด แต่ที่ผ่านมาเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเธอนี่นา

 

“ผมไม่ใช่ยักษ์ไม่ใช่มาร...เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าผมจะขย้ำหรือจับคุณมากินหรอก”

 

“เอ่อ...นิดาไม่ได้คิดว่าคุณใหญ่เป็นยักษ์เป็นมารหรอกค่ะ”หญิงสาวรีบแก้กลัวเขาจะเข้าใจเธอผิด และพูดต่อในใจว่า ‘แต่คุณใหญ่เป็นคนที่นิดาปลื้มต่างหาก’

 

“เวลาอยู่ต่อหน้านายเล็กผมไม่เห็นว่าจะคุณจะเกร็งหรือมีทีท่ากลัวอะไรเลย...หรือว่าคุณเลือกปฏิบัติเฉพาะคน”ดวงตาเรียวรีหรี่ลงราวกับจะมองให้ทะลุให้เข้าไปถึงความคิดของหญิงสาวเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เขาคิดไว้นั้นไม่ผิด

 

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ...คือนิดากับคุณเล็กเคยเป็นเพื่อนเล่นกันมาก่อน เลยทำให้รู้สึกเป็นกันเองมากกว่า...เอ่อ...มากกว่าคุณใหญ่”หญิงสาวเหลือบตาขึ้นมองเขา ประโยคท้ายเบาเสียงลงแทบจะไม่ได้ยิน รู้สึกราวกับว่ายิ่งพูดอธิบายก็ยิ่งดูเหมือนการแก้ตัว

 

“เธอเป็นผู้หญิง ส่วนนายเล็กเป็นผู้ชายที่แต่งงานแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ควรจะใช้คำว่ากันเอง อีกอย่างเธอก็อยู่ในฐานะลูกจ้างของตึกใหญ่ด้วย” รพพ์เตือนออกไปตรงๆ เขาไม่ต้องการให้เกิดเรื่องเสื่อมเสียขึ้นในรั้วบ้าน หลายครั้งที่เขาเห็นและไม่ชอบใจนักเมื่อน้องชายกับผู้จัดการสาวประจำตึกใหญ่เล่นถูกเนื้อต้องตัวกัน ทั้งที่คนหนึ่งแต่งงานแล้ว ส่วนอีกคนเป็นเพียงลูกจ้าง ถึงแม้ว่าในอดีตเขาจะเคยคิดว่าทัพพ์มีใจให้หญิงสาวคนนี้ และไม่เคยคิดขัดขวางเส้นทางรักของใคร แต่ในเมื่อปัจจุบันทัพพ์ได้เลือกและสมรสกับผู้หญิงที่เหมาะสมไปแล้ว ฉะนั้นรพพ์จึงเห็นว่าผู้หญิงตรงหน้าเขาควรจะรู้จักวางตัวให้เหมาะสม  และควรจะถอยห่างออกมาจากน้องชายของเขาเสีย

 

“ค่ะ...นิดาจะปฏิบัติตามที่คุณใหญ่เตือน”หญิงสาวรับคำเสียงเครือ ขอบตาแดงเรื่อนึกน้อยใจในคำพูดของคนที่แอบปลื้มมานาน นี่ถ้าหากว่าเขารู้ว่าเธอคิดใฝ่สูงมีใจให้เขา เธอคงจะถูกไล่ออกจากคฤหาสน์เป็นแน่

 

“อีกอย่าง...ถ้าหากว่าครั้งหน้าคุณแม่ต้องการพบผมก็ให้โทรมาบอก คุณไม่จำเป็นต้องเดินมาถึงที่นี่เพราะหน้าที่คุณอยู่ที่ตึกใหญ่”รพพ์บอกอีกข้อก่อนจะเดินออกไป ปล่อยให้หญิงสาวยืนหน้าสลดมองตามเขาไปด้วยสายตาตัดพ้อ

 

          “สวัสดีครับคุณแม่”

 

          หม่อมราชวงศ์หญิงคณิณี รัตนกุญชร เปิดยิ้มอ่อนโยนเมื่อลูกชายคนโตเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะอาหารเช้า ดวงตาของแม่ที่เป็นผู้ให้กำเนิดฟูมฟักและเฝ้ามองบุตรชายมาตั้งแต่ตั้งแรกเกิดจนกระทั้งบัดนี้ลูกน้อยในวันวานได้เติบใหญ่เป็นหนุ่มวัยฉกรรจ์ นั้นยังเต็มไปด้วยความรักและปราณีที่ดูจะมากขึ้นตามกาลเวลา สำหรับเธอซึ่งได้ผ่านมาหลายหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ของลูก หน้าที่ของภรรยา แต่ไม่มีหน้าที่ไหนที่จะรู้สึกว่ายิ่งใหญ่และลึกซึ้งได้เท่ากับการได้ทำหน้าที่ของแม่ให้กับลูกชายทั้งสอง หากเปรียบทัพพ์ลูกชายคนเล็กเป็นความชื่นใจ รพพ์ลูกชายคนโตก็เป็นความภาคภูมิใจ ลูกชายทั้งสองซึ่งเป็นทั้งความชื่นใจและความภาคภูมิใจคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธออยากจะลืมตาขึ้นมาในทุกๆเช้าเพื่อที่จะได้เห็นความสำเร็จในชีวิตของพวกเขา

 

          “ไม่หยุดงานสักวันหรือลูก...เมื่อคืนไปดื่มกับเล็กกลับมาก็ดึกแล้วไม่ใช่เหรอ”คุณหญิงเอ่ยถามลูกชายที่ยังตื่นเช้าได้เป็นปกติทั้งที่เมื่อวานเป็นวันที่หนักที่สุดในชีวิตของลูกผู้ชาย แต่ทว่าเวลาผ่านไปเพียงยี่สิบสี่ชั่วโมงรพพ์ก็กลับมาทำหน้าที่ได้เหมือนเดิม ใบหน้าเรียบสนิทดวงตามุ่งมั่นเด็ดขาดก็ยังคงเป็นเช่นดั่งทุกวันที่ผ่านมา สมกับที่เป็นทายาทคนโตของเจ้าสัวรพทัพที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็ยังสามารถควบคุมทุกอย่างได้ ความรู้สึกต่างๆเก็บไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย แม้แต่คนใกล้ชิดก็ยากที่จะรู้และเข้าใจว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

 

          “ผมสบายดีครับคุณแม่”รพพ์ตอบสั้นๆเรียบๆแต่ได้ใจความตามแบบฉบับของเขา ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้กับคนรับใช้ที่นำกาแฟมาเสิร์ฟ

 

          “รับข้าวต้มกุ้งด้วยไหมคะคุณใหญ่”ป้าศรีนวลต้นห้องของคุณหญิงคณิณีเอ่ยถามเมื่อเดินออกมาจากห้องครัวเล็ก

          “ไม่ล่ะครับ...ขอบคุณครับ”

 

“คุณใหญ่ดูผอมไปนะคะ...ควรจะดูแลและและบำรุงตัวเองให้มากกว่านี้”ป้าศรีนวลเริ่มต้นบ่น เพราะช่วยคุณหญิงผู้เป็นนายหญิงเลี้ยงดูสองหนุ่มตระกูลเลิศเกียรติเลอสรวงมาตั้งแต่แรกคลอด ความรักความหวังดีจึงมีไม่น้อยไปกว่าแม่แท้ๆ

 

“เป็นหนุ่มโสดก็อย่างนี้ล่ะครับป้าศรีนวล...จะมีใครมาสนใจดูแล ไม่เหมือนผมที่แข็งแรงทั้งจิตใจและร่างกาย”เสียงนุ่มทุ้มดังมาก่อนที่ตัวจะเดินมาถึงเสียอีก

 

“สวัสดีตอนเช้าครับคุณแม่...แก้มคุณแม่ของผมนี้หอมกว่าหญิงใดในโลกเลย”คนตัวโตแต่ยังมากด้วยอารมณ์ขี้อ้อนตวัดแขนโอบกอดมารดาจากด้านหลังเก้าอี้ โน้มใบหน้าหล่อเหลาที่ใครๆให้ความนิยามความหล่อของชายหนุ่มว่า ‘ตี๋อินเตอร์’ ลงมาหอมแก้มของผู้หญิงคนแรกที่เขารัก ทำให้คนที่มองอยู่ถึงกับอมยิ้มและส่ายหน้า

 

“สงสัยฝนจะตกหนักเสียแล้วกระมังวันนี้...ลูกชายคนเล็กของแม่ตื่นเช้า”คุณหญิงคณิณียกมือขึ้นลูบแก้มของลูกรักเบาๆ

 

“ถ้าฝนตกจริงๆ คงไม่ใช่เพราะผมหรอกครับคุณแม่แต่อาจจะเป็นน้ำตาของหนุ่มขี้เหงาจากตึกเล็กมากกว่า”นัยน์ตาดำเป็นประกายระริกบ่งบอกแววขันยามเมื่อหันไปยักคิ้วหลิ่วตาให้กับหนุ่มเจ้าของตึกเล็กที่ปลายตามามองเขาดุๆ แล้วยกกาแฟขึ้นดื่มโดยปราศจากอารมณ์ร้อนหนาวจากคำพูดเหน็บแนมของเขา

 

“ไม่เอาสิเล็ก...อย่าไปพูดเล่นกับพี่ใหญ่อย่างนั้น”คุณหญิงปรามลูกชายคนเล็กที่ชอบยั่วแหย่คนโน้นคนนี้ให้ได้หัวเราะกันตลอด แต่ดูเหมือนว่าอารมณ์ขันของทัพพ์จะใช้ไม่ได้กับพี่ชายคนขรึม

 

“วันนี้นายต้องไปรับรองคณะทูตที่เชียงใหม่ไม่ใช่เหรอ”รพพ์เอ่ยถามเรื่องงาน

 

“ครับ...ที่ผมต้องตื่นเช้าก็เพราะต้องไปขึ้นเครื่องตอนเก้าโมงนี่แหละ อ้อ หลังจากเสร็จเรื่องรับรองคณะทูตแล้วผมขออนุญาตลาพักร้อนไปสูดอากาศบริสุทธิบนดอยสักอาทิตย์นะครับ” ผู้เป็นน้องชายบอกกึ่งขออนุญาตพี่ชายยิ้มๆ พร้อมกับเดินมานั่งที่เก้าอี้ด้านขวามือของมารดา

 

“นายเพิ่งจะลาพักร้อนไปเมื่อเดือนที่แล้วเองไม่ใช่เหรอ”ผู้เป็นพี่ชายดักคอ เพราะรู้ดีว่าเขาจะอนุญาตหรือไม่นั้นก็มีค่าเท่ากัน ถ้าหากว่าเจ้าตัวจะไปยังไงก็ต้องไปให้ได้อยู่แล้ว

 

“ในฐานะที่ผมดำรงตำแหน่งรองผู้บริหาร ผมมีสิทธิลาพักร้อนได้ 45 วัน”ท่านรองประธานแห่งโรงแรมเลิศเกียรติเลอสรวงยกระเบียบขึ้นมาอ้าง “อีกอย่างผมตั้งใจจะมีหลานให้คุณแม่ในปีมังกรทอง...เลยต้องพยายามนิดหนึ่ง ครั้งที่แล้วไปทะเลดำน้ำไม่สำเร็จ ครั้งนี้เปลี่ยนแผนขอเล่นของสูงด้วยการขึ้นดอยเผื่อจะได้ผล...คุณแม่กับป้าศรีนวลจะได้ไม่เหงาถ้ามีเด็กมาให้เลี้ยง”ทัพพ์หันไปยิ้มอ้อนมารดา

 

“ข้าวต้มกุ้งรสชาติกลมกล่อมที่ใครทำก็ไม่อร่อยเท่า...ต้องเป็นฝีมือขอป้าศรีนวลแน่ๆเลยใช่ไหมครับ”แล้วเผื่อรอยยิ้มนั้นไปให้ต้นห้องของมารดาด้วย

 

“คุณเล็กขาอย่าปากหวานนักเลย...แค่นี้ป้าศรีนวลก็รักคุณเล็กจะแย่แล้ว”เจ้าของต้นตำรับข้าวต้มกุ้งประจำตึกใหญ่ยิ้มชื่น ความขี้เล่นและอารมณ์ดีของท่านรองหรือคุณเล็กทำให้นางหัวเราะได้ตลอด

 

“แล้วใหญ่ล่ะลูก...จะมีหลานมาให้แม่อุ้มเมื่อไหร่”

 

เพล้ง!

 

เสียงช้อนที่ตกลงในชามข้าวต้ม เรียกความสนใจจากทุกคนให้หันมามองยังจุดเกิดเหตุ แต่ทว่าดูเหมือนคนก่อเหตุจะไม่ได้รู้สึกอะไรสักนิด

 

“คุณแม่ครับ...พี่ใหญ่เพิ่งจะหย่าเมื่อวานนี้เองนะครับ”ทัพพ์รีบโพล่งขึ้น หรือคุณแม่จะลืมไปแล้วว่าตอนนี้ลูกชายคนโตของท่านอยู่ในสถานะหนุ่มโสดที่เพิ่งผ่านการหย่าร้างมาหนึ่งวัน

 

“ถ้าอย่างนั้นแม่ต้องเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า...ใหญ่คิดจะแต่งงานใหม่อีกครั้งเมื่อไหร่”คุณหญิงแก้ประโยคคำถามใหม่อีกครั้ง

 

รพพ์วางแก้วกาแฟลงบนจานรองแล้วหันไปตอบมารดาที่มองมาที่เขาอย่างรอคำตอบอยู่ก่อนแล้ว

 

“สำหรับผมแล้ว อะไรที่ผมไม่ถนัดหรือเคยทำสิ่งนั้นพลาดมาแล้ว...ผมจะไม่ฝืนความสามารถของตัวเองเพื่อทำเรื่องเดิมซ้ำอีกครั้ง”

 

คำตอบของหนุ่มเพิ่งโสดทำให้คนที่อยู่ในห้องรับประทานอาหารถึงกับอึ้งไปตามๆ  กัน

 

“การใช้ชีวิตคู่กับใครสักคนมันไม่จำเป็นต้องใช้ความถนัดหรือความสามารถอะไรหรอกนะลูก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการเรียนรู้และความรู้สึกที่มีให้กัน...ที่ชีวิตคู่ของใหญ่กับหนูมลต้องยุติลงนั้น ก็เพราะใหญ่กับหนูมลยังรักกันไม่มากพอ จึงทำให้ความอดทนและความเสียสละลดน้อยตามไปด้วย...ในเมื่อคนสองคนเหมาะที่จะเป็นเพื่อนกันมากกว่าการเป็นสามีภรรยา การหย่าจึงถือว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด...เพราะอย่างน้อยทั้งใหญ่และหนูมลก็ยังกลับมาเป็นเพื่อนกันได้เหมือนเดิม...ตัวใหญ่เองก็ไม่ควรคิดโทษตัวเองหรือเอาการหย่าครั้งนี้มาเป็นบรรทัดฐานสำหรับอนาคต...เพราะต่อไปใหญ่อาจจะได้พบกับผู้หญิงที่ใหญ่รักได้มากกว่างานก็เป็นได้”คุณหญิงคณิณีสอนลูกชายอย่างใจเย็น

 

สาเหตุที่ชีวิตคู่ของรพพ์กับมลฤดีอดีตลูกสะใภ้จบลงนั้นไม่ได้มาจากมือที่สามเหมือนกับคู่อย่างร้างอื่นๆ แต่เกิดจากความบ้างานของลูกชายเธอเอง หลายครั้งที่เขาละเลยการทำหน้าที่สามีที่ดีที่พึงกระทำ ปล่อยให้ภรรยาที่ยอมออกจากงานที่ตนเองรักมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว ในขณะที่รพพ์ให้ความสำคัญกับงานเช่นเดิม ปล่อยให้ภรรยาต้องเหงาและทานข้าวเย็นคนเดียวเกือบทุกวัน เวลาที่เห็นหน้าหรือได้ใช่เวลาร่วมกันในแต่ละวันของทั้งสองนั้นแทบจะไม่ถึงหกชั่วโมงต่อวันด้วยซ้ำไป

 

“ถ้าคุณแม่อยากมีหลาน...นายเล็กก็มีให้คุณแม่ได้นี่ครับ”

 

“ที่แม่พูดมาทั้งหมดนั้นความสำคัญไม่ได้อยู่ที่เรื่องหลานหรอกนะใหญ่...ความสุขของใหญ่ต่างหากคือสิ่งที่แม่อยากเห็น”คุณหญิงคณิณีแย้งเสียงเครือ แม้ว่าใครๆ จะมองว่ารพพ์เป็นผู้ชายที่โชคดีที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง อีกทั้งบิดายังเป็นเจ้าสัวคนดังติดอันดับนักธุรกิจใหญ่ของประเทศ ได้สร้างรากฐานที่มั่นคงเอาไว้ให้โดยไม่ต้องพยายามด้วยตัวเอง แต่ใครเล่าจะรู้ดีเท่ากับผู้เป็นแม่อย่างเธอที่ได้เฝ้ามองลูกมาตลอด...คนที่ใครๆคิดว่าโชคดีนั้นกลับเป็นคนที่น่าสงสารและเห็นใจที่สุด รพพ์ไม่มีสิทธิ์เดินตามฝันหรือบอกความต้องการของตัวเองกับใครได้ว่าแท้จริงแล้วเขาอยากเรียนหรืออยากเป็นอะไร เพราะทุกอย่างในชีวิตเขาได้ถูกบิดาขีดเส้นไว้ให้แล้วในฐานะทายาทคนโต ที่ต้องแบกรับความหวัง สืบทอดอำนาจดูแลรับผิดชอบชีวิตของบริวารอีกนับพันชีวิตที่อยู่ในความดูแล

 

ทั้งที่เขาเป็นเพียงแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่ควรจะมีช่วงเวลาสนุกเฮฮากับเพื่อนฝูง มีช่วงเวลาหวานๆ กับคนรัก แต่รพพ์กลับไม่เคยมีช่วงเวลาเหล่านี้ เพราะหลังจากเรียนจบเขาก็ต้องเข้ามาศึกษางานและนั่งเก้าอี้ประธานบริหารแทนบิดา เปลี่ยนตัวเองจากมนุษย์ธรรมดาเป็นเครื่องจักรที่ทำงานเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเหน็จเหนื่อย 

 

“ชีวิตคนเรามันสั้นนะลูก...แม่อยากให้ใหญ่ให้รักและหาความสุขให้กับตัวเองบ้าง”

 

“คุณแม่คิดว่าความสุขของผมคือการแต่งงานหรือครับ”รพพ์ถาม

 

“มันอาจจะไม่ใช่ทั้งหมด...แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าการอยู่คนเดียวไม่ใช่หรือลูก มีคนคอยปรนนิบัติดูแล มีรอยยิ้มหวานๆต้อนรับเมื่อกลับมาจากทำงาน คอยรับฟังปัญหาหรือเรื่องราวต่างๆที่เราพบเจอและอยากจะเล่าให้ใครสักคนฟัง”คุณหญิงคณิณีพูดยิ้มๆ

 

รพพ์ยิ้มไปกับเหตุผลของมารดาที่ยกขึ้นมาพูดให้เขาฟัง แล้วให้หวนคิดถึงช่วงเวลาที่เขาใช้ชีวิตคู่กับมลฤดีว่าในตอนนั้นเขาและเธอเป็นคู่แต่งงานที่ใช้ชีวิตอย่างที่คุณแม่พูดหรือเปล่า คำตอบที่ได้คือ ไม่ เขากลับบ้านดึกในขณะที่เธอนอนหลับไปแล้ว เขาตื่นเช้าและออกไปทำงานก่อนที่เธอจะตื่น เอางานกลับมาทำที่บ้านในช่วงวันหยุด นัยน์ตาฉายแววร้าวรานเมื่อคิดได้ว่าเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะพาเธอไปฮันนิมูนด้วยซ้ำไป

 

เขากับมลฤดีเป็นเพื่อนสนิทกันมาเจ็ดปี หญิงสาวเป็นมัณฑนากรที่เข้ามาดูแลการตกแต่งที่โรงแรมของเขา มลฤดีเป็นผู้หญิงที่คล่องแคล่วให้ความสำคัญกับงานไม่ว่าเขาจะถามอะไรเธอก็สามารถตอบได้หมด และเมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกันมากขึ้นก็ทำให้รู้ว่าเธอกับเขานั้นชอบอะไรคล้ายๆ กัน หลังจากนั้นไม่นานจากผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้าง ก็ขยับมาเป็นเพื่อนที่รู้ใจและเป็นผู้หญิงคนที่สองรองจากมารดาที่เขาอยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ ด้วยเหตุผลง่ายๆ นี้เขาจึงขอเธอแต่งงาน มิตรภาพความเป็นเพื่อนที่แน่นแฟ้น และไม่เคยเรียกร้องเวลาให้อีกฝ่ายต้องอึดอัดใจ ได้หายไปทันทีเมื่อทั้งเขาและเธอเข้าพิธีแต่งงานให้คำมั่นว่าจะดูแลและเข้าใจกันเช่นนี้ตลอดไป สำหรับเขาแล้วการที่เปลี่ยนสถานะจากเพื่อนมาเป็นสามีนั้นไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนไปนัก แต่สำหรับมลฤดีเธอบอกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เธอต้องทนเหงาและอึดอัดใจกับการที่ต้องอยู่ในฐานะภรรยาของเขา

 

“ใหญ่เองก็อายุสามสิบห้าแล้ว...ควรจะเริ่มมองหาใครสักคนเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง”คุณหญิงคณิณีเสริมเมื่อเห็นรอยยิ้มแรกจากลูกชาย

 

“ผมไม่คิดว่าจะมีผู้หญิงคนไหนทนผู้ชายอย่างผมได้หรอกครับ”ชายหนุ่มบอกไปตามตรง เขาไม่อยากทำร้ายผู้หญิงคนไหนด้วยการแต่งงานเพียงเพราะคิดว่าไปกันได้ ไม่อยากให้ต้องมาทนเหงาหรืออึดอัดกับผู้ชายที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับงานเช่นเขา

 

“แล้วถ้าแม่บอกว่ามีล่ะ...ลูกจะว่าไง”คุณหญิงถามยิ้มๆ หัวใจพองโตขึ้นเพียงแค่คิดว่าเธอกำลังจะได้ลูกชายคนเดิมที่เคยมีรอยยิ้มอันอบอุ่นอยู่เป็นนิจ กลับมาอีกครั้งหลังจากที่เสียไปเกือบสิบปีตั้งแต่เขารับงานแทนบิดา

 

“ใครเหรอครับ

 

คนที่นั่งทานอาหารเช้าร่วมอยู่ด้วยรีบวางช้อนและโพล่งถามขึ้นด้วยความอยากรู้ และให้คิดไปถึงยัยลูกเจี๊ยบที่ต้องกลายเป็นไก่ป่วยอีกแน่ถ้ารู้ว่าแม่เขาเรียกพี่ชายมาที่ตึกใหญ่ทำไม

 

“คุณเล็ก...”ป้าศรีนวลเรียกปราม แต่ดูเหมือนว่าคุณเล็กจะไม่ได้ยินเพราะเขาให้ความสนใจกับคำพูดของมารดามากกว่า

 

“คุณแม่จะเลือกเจ้าสาวให้พี่ใหญ่เองเหรอครับ”ทัพพ์ถามอย่างสงสัย เพราะเท่าที่จำได้มารดาเคยบอกว่าความรักเป็นเรื่องของคนสองคน หากลูกเลือกใครแม่ก็จะรักด้วย แล้วนี่คุณแม่คิดอย่างไรถึงได้ลงมาจัดการชีวิตของพี่ใหญ่ด้วยตัวเอง

 

ในขณะที่เจ้าของเรื่องนั้นก็อยากรู้เช่นกันว่ามารดาหมายถึงใคร แต่เขาเลือกที่จะเงียบและรอให้มารดาเอ่ยบอกมาเอง

 

“ถ้าแม่จะแนะนำผู้หญิงให้ใหญ่ลองพิจารณาสักคน...ใหญ่จะว่าอย่างไร”ผู้เป็นแม่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ดวงตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังว่าลูกชายจะรับความหวังดีของเธอ

 

รพพ์ยิ้มขรึม “ถ้าผู้หญิงที่คุณแม่เห็นชอบว่าเหมาะสมและสามารถดูแลให้ความสุขกับผมได้อย่างที่คุณแม่พูด...ผมก็ยินดีที่จะพิจารณา แต่ในการคบหาหรือศึกษากันนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเธอยอมรับในข้อเสนอของผมด้วย”

 

“ข้อเสนอคุณหญิงผู้เป็นมารดาทำหน้าสงสัย

 

“ครับ...การศึกษาดูใจในแบบที่ผมต้องการคือ ให้ผู้หญิงคนนั้นย้ายเข้ามาอยู่ที่ตึกเล็กและทดลองทำหน้าที่ภรรยาโดยที่ไม่มีพิธีแต่งงาน หรือการจดทะเบียนสมรส”

 

“อะไรนะสมาชิกที่โต๊ะอาหารถึงกับออกอาการอ้าปากค้าง ตาโต เมื่อได้ฟังข้อเสนอของคุณใหญ่

 

“คุณแม่ก็ทราบนี่ครับว่าผมไม่มีเวลาที่จะพาผู้หญิงคนไหน ไปดูหนัง ฟังเพลง กินข้าว หรือช๊อปปิ้ง เหมือนผู้ชายคนอื่นๆ ผมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ทำงาน และเมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็จะกลับมานอนที่ตึกเล็ก...อีกอย่างผมคิดว่าการทดลองอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานเป็นเรื่องที่ดีกับทั้งสองฝ่าย หากไปกันไม่ได้ก็แยกย้ายจากกันโดยที่ไม่ต้องวุ่นวายหรือเสียเวลากับเรื่องหย่า”

 

คุณหญิงคณิณีแทบจะเป็นลมล้มตึงกับความคิดและข้อเสนอของลูกชายคนโต ถ้าหากว่าข้อเสนอนี้มาจากลูกชายคนเล็กเธอคงจะไม่ตกใจขนาดนี้

 

 

“เฮีย...”

 

ทัพพ์เรียกพี่ชายพร้อมกับรีบเดินตามออกมาที่หน้าตึกใหญ่ หลังจากที่พี่ชายปล่อยระเบิดลูกใหญ่ไว้ที่โต๊ะรับประทานอาหารแล้ว เขาก็รีบขอตัวออกมาเช่นกัน

 

“มีอะไร รพพ์หันมาถามน้องชาย

 

“ที่เฮียพูดกับคุณแม่เมื่อกี้นี้น่ะ...เฮียพูดจริงหรือเปล่า”เมื่ออยู่กันสองคนสรรพนามที่เขาเรียกพี่ชายก็เปลี่ยนไปด้วย เพราะถ้าเขาเรียกพี่ชายว่า ‘เฮีย’ ต่อหน้าคุณแม่หรือต่อหน้าป้าศรีนวลมีหวังโดนมองตาเขียวหรือไม่ก็อาจจะโดนหยิกได้

 

“แล้วนายคิดว่าจะมีผู้หญิงดีๆที่ไหนบนโลกนี้...ยอมรับข้อเสนอบ้าๆของพี่ได้ล่ะ”รพพ์ย้อนถามกลับ

 

“อ้าว!...แล้วที่เฮียบอกคุณแม่ไปนั่นก็หมายความว่า...”ทัพพ์เพิ่งจะเข้าใจเจตนาของพี่ชายก็ตอนนี้เอง ไม่ปฏิเสธน้ำใจของคุณแม่ แต่เลือกที่จะตั้งเงื่อนไขแบบนี้ขึ้นมาเพื่อบีบให้ท่านยกเลิกในสิ่งที่คิดจะทำ

 

“คุณแม่อาจจะหาผู้หญิงแบบที่เฮียต้องการให้ไม่ได้...แต่ถ้าผมน่ะไม่แน่”ทัพพ์พูดขึ้นเมื่อความคิดบางอย่างแวบเข้ามาในสมอง เสือยังไงก็ยังเป็นเสือและจำศีลนานๆยังไงก็ต้องรู้สึกหิวบ้างล่ะ...แล้วถ้าเขาจะทำหน้าที่น้องชายที่ดีส่งเนื้อนุ่มๆ กรอบๆ ป้อนเข้าปากเสือ ก็เท่ากับเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว เปิดยิ้มกว้าง นัยน์ตาเป็นประกายระริกกับความคิดดีๆ ที่เกิดขึ้น

 

“เลิกเล่นเลิกคิดอะไรที่มันไร้สาระได้แล้ว...นายควรเอาเวลาที่ว่างไปคิดเรื่องงานจะดีกว่า” รพพ์รีบเบรกน้องชายที่มักจะคิดและทำอะไรแผลงๆ ให้เขาต้องปวดหัวอยู่เสมอ ทั้งที่แต่งงานและเป็นหัวหน้าครอบครัวแล้วแต่ก็ยังเล่นไม่เลิก

 

“เรื่องงานเฮียไม่ต้องห่วงหรอก...ผมเอาอยู่”ทัพพ์ยิ้มร่า “ส่วนเรื่องเมียของเฮียน่ะ...ผมก็ยินดีที่จะ...จัดให้” พูดจบก็ผิวปากเป็นเพลงรักเดินไปขึ้นรถที่มีคนขับๆเข้ามาจอดเทียบรอที่หน้าตึกอย่างอารมณ์ดี

 

รพพ์ส่ายหน้ากับความทะเล้นที่ดูจะมีมากขึ้นตามอายุของน้องชาย ก่อนจะเดินไปขึ้นรถของตนเองบ้าง

 

 

 

“ท่านประธานคะ...คุณมลฤดีมาขอเข้าพบค่ะ”ผู้ช่วยเลขาสาวเดินเข้ามารายงานประธานผู้บริหารโรงแรมดัง

 

คิ้วเข้มของท่านประธานเลิกขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อได้ยินชื่อของอดีตภรรยา

 

“เชิญเข้ามาได้”ชายหนุ่มตอบ ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินออกมาจากโต๊ะทำงาน

 

 

 

“สวัสดีค่ะ...ใหญ่”หญิงสาวร่างเพรียวระหงเอ่ยทักทายท่านประธานหนุ่มหรืออดีตสามีเสียงใสเมื่อเห็นเขามายืนรอรับเธออยู่ที่หน้าประตู ริมฝีปากอิ่มสีแดงสดคลี่ยิ้มหวานทำให้ใบหน้ารูปหัวใจที่ล้อมกรอบด้วยผมสีน้ำตาลทองซึ่งถูกดัดเป็นลอนใหญ่นั้นดูชวนมอง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเป็นประกายบ่งบอกอารมณ์แห่งความสุข

 

 

“ดูเหมือนใหญ่จะช๊อค...ที่มลมาหา”มลฤดีหัวเราะอย่างเห็นขัน เมื่อเห็นอดีตสามีเอาแต่ยืนมองเธอนิ่ง หญิงสาวยกมือขึ้นคล้องแขนแข็งแรงพาเดินไปนั่งที่ชุดโซฟาที่ใช้สำหรับรับแขก

 

“ผมคิดว่ามลกำลังเตรียมตัวเดินทางไปต่างประเทศเสียอีก”รพพ์จำได้ว่าหลังจากทำเรื่องหย่าเสร็จแล้วมลฤดีก็บอกกับเขาว่าเธอจะเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนที่ต่างประเทศสักพัก แต่เธอก็ทำให้เขาแปลกใจที่อยู่ๆ ก็มาปรากฏตัวที่นี่

 

“มลจะเดินทางอาทิตย์หน้าค่ะ...”หญิงสาวตอบ ก่อนจะกวาดตามองไปยังรอบๆ ห้องทำงานของอดีตสามีที่เน้นการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นและเลือกโทนสีดำเป็นหลัก “ตั้งแต่รู้จักกัน...จนปัจจุบันเรากลับมาเป็นเพื่อนกันอีกรอบห้องทำงานของใหญ่ยังเหมือนเดิมทุกอย่างเลยนะคะ”มลฤดีหันกลับมายิ้มให้เขา คิดแล้วก็ให้แปลกใจตอนที่คบหากับเขาในฐานะเพื่อนเธอเข้าออกห้องนี้บ่อยครั้ง แต่เธอกลับไม่เคยได้มาที่ห้องนี้ในฐานะภรรยาของเขาเลยสักครั้ง

 

“ที่มลมาพบผมที่นี่...คงไม่ใช่แค่มาเยี่ยมชมห้องทำงานผมหรอกใช่ไหม”รพพ์ถามยิ้มๆ

 

มลฤดีหัวเราะ บรรยากาศเดิมๆ ที่เคยหายไปเจ็ดเดือนกว่ากลับมาอีกครั้ง เธอหลงรักเขาตั้งแต่แรกพบแอบซ่อนความรู้สึกหวานๆในหัวใจเอาไว้ภายใต้ความสัมพันธ์ของความเป็นเพื่อน  หญิงสาวประหลาดใจและดีใจที่สุดเมื่อวันหนึ่งเขาขอเธอแต่งงาน โดยที่ไม่ได้เฉลียวใจเลยสักนิดว่าเขาขอเธอแต่งงานโดยปราศจากคำบอกรักอย่างที่ควรจะเป็น อาจจะเพราะเธอคิดไปเองว่ารพพ์ไม่ใช่ผู้ชายอ่อนหวานหรือช่างเอาใจเหมือนผู้ชายคนอื่นๆ ในวันที่เขาขอแต่งงานจึงปราศจากแหวน ดอกไม้ หรือแสงเทียน แต่เป็นการขอแต่งงานแบบทื่อๆ ธรรมดาๆสถานที่ก็คือห้องทำงานแห่งนี้

 

“ไปทานข้าวกลางวันข้างนอกด้วยกันนะคะใหญ่”หญิงสาวบอกเหตุผลของการมาพบเขาในวันนี้

 

“ผมคิดว่ามลไม่อยากจะเห็นหน้าผมแล้วเสียอีก”เพราะรพพ์รู้ดีว่าเขาบกพร่องในการทำหน้าที่สามี ทำให้เธอต้องเสียใจกับการกระทำที่ผ่านมา

 

“ถึงแม้ว่าเราจะขาดจากการเป็นสามีภรรยา...แต่ความเป็นเพื่อนของเราก็ยังเหมือนเดิมไม่ใช่เหรอคะ”

 

“ขอบคุณครับมล”ชายหนุ่มเปิดยิ้ม อย่างที่ใครมาเห็นเข้าก็คงต้องตกใจและคิดว่าคุณใหญ่หรือท่านประธานยิ้มเป็นด้วยหรือ

 

“ใหญ่คะ...ถ้ามลจะถามอะไรใหญ่สักอย่างจะได้ไหม”มลฤดีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ออกเกรงใจ แต่ถึงอย่างนั้นความอยากรู้ก็มีมากกว่า

 

“ถ้าผมตอบได้นะครับ”

 

“ใหญ่คิดจะแต่งงานใหม่อีกหรือเปล่าคะ”

 

คิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากัน พลางคิดว่าทำไมวันนี้ใครๆ ถึงได้ถามแต่คำถามนี้กับเขานักไม่เว้นแม้แต่ภรรยาเก่าอย่างมลฤดี

 

“เอ่อ...ถ้าใหญ่ไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไรนะคะ คิดเสียว่ามลไม่ได้ถามคำถามนี้”หญิงสาวรีบพูดขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าเขาเปลี่ยนเป็นเรียบขรึม

 

“เปล่าหรอก...เพียงแต่ว่าผมไม่รู้จะตอบยังไง เพราะเราสองคนเพิ่งจะหย่ากันเมื่อวานนี้เอง เรื่องของอนาคตผมก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง..ถ้าจะตอบก็ตอบได้เพียงแค่ว่า วันนี้ผมคิดแต่เรื่องงานเท่านั้น”

 

มลฤดียิ้มอย่างพอใจกับคำตอบนั้น จริงอยู่แม้ว่าเธอจะหย่ากับเขาแล้ว แต่ความรู้สึกที่เธอมีให้เขาไม่เคยเปลี่ยนไป และการที่เธอขอหย่ากับเขานั้นไม่ได้เกิดจากการที่เธอหมดรัก แต่เธอต้องการที่จะล้มกระดานเพื่อเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่อีกครั้ง มันก็ไม่แปลกอะไรไม่ใช่หรือที่สามีกับภรรยาที่เคยแยกทางกัน จะกลับมาเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง และเป็นการกลับมาด้วยเหตุผลเดียวกันนั่นก็คือเพราะ ‘รัก’

 

“มลขออะไรใหญ่อีกสักอย่างได้ไหมคะ...และมลก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าใหญ่จะรับปากมล”หญิงสาวถามแกมบังคับ เพราะรู้ว่าเขาจะต้องตอบแบ่งรับแบ่งสู้แบบเดิมอีกนั่นก็คือ ‘ถ้าผมตอบได้’

 

ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเมื่อโดนอีกฝ่ายดักคออย่างรู้ทัน จึงต้องยอมตอบไปว่า “ได้สิครับ...มลก็รู้ว่าสำหรับมลแล้วน้อยครั้งที่ผมจะปฏิเสธมลได้”

 

“ถ้าใหญ่จะเปิดใจหรือเริ่มมองใครอีกครั้ง...ขอให้ใหญ่บอกกับมลเป็นคนแรกได้ไหมคะ”

 

“มล!...”ชายหนุ่มมองอดีตภรรยาอย่างแปลกใจอยู่บ้าง

 

มลฤดีรีบหัวเราะกลบเกลื่อน เพราะกลัวว่าเขาจะจับความรู้สึกของเธอได้ แล้วแสร้งพูดติดตลกไปว่า “มลจะได้คิดแผนรับน้องไงคะ...อย่าลืมสิว่ามลเป็นภรรยาคนแรกก็ต้องถือว่าเป็นรุ่นพี่”

 

ชายหนุ่มหัวเราะทั้งที่ไม่ได้รู้สึกตลกกับคำพูดประโยคนั้นของหญิงสาวสักนิด ตรงกันข้ามกลับคิดว่ามลฤดีที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขานั้นดูแปลกไป เหมือนเธอพยายามซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้ในใจ และที่สำคัญเวลาที่พูดหญิงสาวจงใจไม่มองสบตาเขาตรงๆ

 

“ได้สิ...”รพพ์ตอบรับไป

 

“ขอบคุณค่ะ...”มลฤดียิ้มหวาน แล้วชวนเขาออกไปทานอาหารกลางวันด้วยกัน แต่ทว่ากลับต้องผิดหวังเมื่อเขาเอ่ยปฏิเสธ

 

“ผมต้องขอโทษมลจริงๆ ครับ...ผมมีประชุมบอร์ดผู้บริหารตอนบ่าย”

 

หญิงสาวย่นจมูก ถามเขาอย่างงอนๆ “ใหญ่ไม่คิดจะเลี้ยงส่งมลหน่อยเหรอคะ”

 

“มลแค่ไปพักผ่อนเดือนเดียวเองไม่ใช่เหรอครับ...ไม่ได้ไปอยู่ที่นั่นตลอดชีวิตเสียหน่อย”รพพ์ย้อนถามโดยไม่คิดว่าคำถามของเขานั้นได้ทำให้คนตอบน้อยใจหรือไม่

 

มลฤดีเม้มปากอย่างขัดใจ ดูเหมือนว่าสิ่งที่เธอหวังและวางแผนไว้นั้นจะยากกว่าที่คิดเสียแล้ว เพราะอุปสรรค์สำคัญคือนิสัยของรพพ์ที่แสดงออกมาให้เห็นเลยว่า จบก็คือจบ ไม่มีความอาลัยอาวรณ์หรือความรู้สึกตกค้างใดๆในใจออกมาให้เห็นเลยสักนิด แม่แต่ตอนที่เธอขอหย่าเขา รพพ์ก็ถามเธอกลับเพียงแค่สองประโยคนั่นก็คือ ‘มลคิดดีแล้วหรือ กับ ผมเคารพการตัดสินใจของมล’

 

“แล้วเย็นนี้ล่ะคะ...ว่างหรือเปล่า”

 

รพพ์ใช้เวลาคิดทบทวนตารางงานที่เลขารายงานเมื่อเช้า “ผมน่าจะเสร็จงานประมาณทุ่มหนึ่ง”

 

“ถ้าอย่างนั้นเราไปทานอาหารเย็นแล้วก็ฟังเพลงเพราะๆด้วยกันสักวันนะคะ คิดเสียว่าเป็นการฉลองการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเราสองคนอีกครั้ง”

 

“ครับ...ไว้ผมเลิกงานแล้วผมจะขับรถไปรับมลที่บ้าน”ชายหนุ่มตอบรับ เพราะคิดว่าเขาควรไม่ควรจะตัดรอนความรู้สึกของหญิงสาว ที่ผ่านมานั้นมลฤดีเป็นฝ่ายให้เขามาตลอด ฉะนั้นเขาเองก็ควรจะรักษามิตรภาพอันนี้เอาไว้ เพราะอย่างไรเสียมลฤดีก็ยังคงเป็นเพื่อนสนิทของเขาอยู่

 

 

ปล. 1  พี่เปิ้ล ขอบคุณค๊า ดีใจที่เห็นพี่เปิ้ลเข้ามาทักทายกันค่ะ

 

ปล. 2 ขอบคุณทุกๆ กำลังใจ การเฝ้ารอ และคอมเม้นท์ที่วางไว้ให้กันนะคะ ทำให้ จอยรู้ว่า เพื่อนๆ ยังติดตามและเป็นกำลังใจให้จอยอยู่เสมอ

 

สำหรับเรื่องนี้ จอยพยายามจะมาอัพทุกวันค่ะ มากบ้างน้อยบ้าง คงไม่ว่ากันเน้อ ^______^

 

ส่วนคอมเม้นท์ที่จอยปักหมุดนั้น เหตุผล ก็เพราะ จอยอ่านแล้วขำก๊าก ชอบมากๆ คนอ่านชอบนิยาย คนเขียนหัวเราะกับคอมเม้นท์ นิยายเรื่องนี้ไม่มีความเครียด เนอะ

 

 

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
********************************************
 
อย่าลืมติดตาม ปรารถนาร้อน
 
คลิกที่รูปด้านล่าง







 
 
 
 
 
 
 
 
คลิกเพื่อโหวตครับ
คลิกเพื่อโหวตครับ
คลิกเพื่อโหวตครับ
คลิกเพื่อโหวตครับ
คลิกเพื่อโหวตครับ
คลิกเพื่อโหวตครับ
คลิกเพื่อโหวตครับ
ชอบตอนนี้จังเลย
( 82 ) Vote
เรื่องมันเศร้า
( 61 ) Vote
โกรธแล้วนะ
( 54 ) Vote
โอ๊ย...เขิน
( 51 ) Vote
ลุ้นๆ
( 96 ) Vote
อ้าว... ซะงั้น
( 55 ) Vote
เดี๋ยวเจอดี!
( 54 ) Vote
 
 
ความคิดเห็นที่ 37
 
เพิ่งเข้ามาอ่านค่ะ ดูเหมือนมลจะร้ายลึกกว่าที่คิด (รึเปล่านะ) น่าติดตามมากๆค่ะ
 
Member
kaykae
ชื่อที่ใช้โพส kaykae
วันที่ : 10  พฤศจิกายน 2555  / 19 : 02
คลิกเพื่อโหวต
( 32 ) Vote
 
 
 
ความคิดเห็นที่ 36
 
มีคนอ่านเยอะแล้วนะนี่ สู้ๆๆค่า
 
Member
beewar
ชื่อที่ใช้โพส beewar
วันที่ : 16  มิถุนายน 2555  / 10 : 55
คลิกเพื่อโหวต
( 55 ) Vote
 
 
 
ความคิดเห็นที่ 35
 
ขอบคุณค่าา  
 
Member
Voyardger
ชื่อที่ใช้โพส Voyardger
วันที่ : 13  มิถุนายน 2555  / 09 : 51
คลิกเพื่อโหวต
( 58 ) Vote
 
 
 
ความคิดเห็นที่ 34
 
คุณใหญ่แอบโหดดดดดดดด ><
 
Member
Cacao
ชื่อที่ใช้โพส Cacao
วันที่ : 11  มิถุนายน 2555  / 09 : 25
คลิกเพื่อโหวต
( 53 ) Vote
 
 
 
ความคิดเห็นที่ 33
 
สนุกมากค่ะเป็นกำลังใจให้^^

 

ป๋องแป้ง#
Visitor
ชื่อที่ใช้โพส ป๋องแป้ง#
วันที่ : 10  มิถุนายน 2555  / 21 : 03
 
 
 
ความคิดเห็นที่ 32
 

เมียเก่าฉลาดใช่ย่อยนิ....

แต่ รีดเดอร์บ่อหยั่นคร้าาาาาา 55555

เข้าทางคุณเล็กดีก่าาาา

คุณเล็กขาาาาาาาาาาาาา รีดเดอร์มาแว้วววววววววว

ไม่ต้องไปหาคนอื่น คนไกลนะคร้า  อิอิ

รีดเดอร์พร้อมมตลอดจ้าาาา ^^

 

 
Member
yingnon
ชื่อที่ใช้โพส yingnon
วันที่ : 31  พฤษภาคม 2555  / 09 : 39
คลิกเพื่อโหวต
( 52 ) Vote
 
 
 
ความคิดเห็นที่ 31
 

ว๊าวๆๆๆ คุณใหญ่แรงอ่ะ

แล้วลูกไก่จะว่างัยเนี่ย

 
Member
zombi
ชื่อที่ใช้โพส zombi
วันที่ : 30  พฤษภาคม 2555  / 21 : 39
คลิกเพื่อโหวต
( 54 ) Vote
 
 
 
ความคิดเห็นที่ 30
 
ยิงปืนครั้งเดียวได้นกสองตัว --> ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
 

555#
Visitor
ชื่อที่ใช้โพส 555#
วันที่ : 30  พฤษภาคม 2555  / 21 : 34
 
 
 
ความคิดเห็นที่ 29
 

ข้อเสนอของคุณใหญ่เอาซะอึ้งเลย

 
Member
แมว
ชื่อที่ใช้โพส แมว
วันที่ : 30  พฤษภาคม 2555  / 15 : 59
คลิกเพื่อโหวต
( 45 ) Vote
 
 
 
ความคิดเห็นที่ 28
 
เห้อ คุณแม่ ปล่อยมันไปเถอะ
 

yuechan#
Visitor
ชื่อที่ใช้โพส yuechan#
วันที่ : 30  พฤษภาคม 2555  / 13 : 18
 
 
 
 
 
1
 
 
1 2 3 4 5
 
 
 


โพสความเห็นโดยใช้ชื่อ :
Untitled Document
 
- กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะเป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงผลงาน
- กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว
- ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งทางห้องสมุดดอตคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆทั้งสิ้น
 
 
 
 
 
 
 
 
    Site Map Hongsamut.com
 
 
  About Hongsamut
 
Home
กฏกติกา
  Writer Zone
 
All writer
Writer's ฝากบอก
  Writer Zone
 
All writer
Writer's ฝากบอก
  Writer Zone
 
All writer
Writer's ฝากบอก