การเดินทาง สงคราม และความรัก ภาค ซ่งหยู (宋玉)

  •   6 ตอน  (ยังไม่จบ)
  • 255
  • อัพเดทล่าสุด 06/12/2018 18:44:11

บทนำ

มีคำกล่าวไว้ว่า “มนุษย์เป็นสัตว์ที่แสวงหาความก้าวหน้าอันเป็นความสุขนิยม[1] และนั้นมันอาจเป็นเหตุผลที่นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์จนก่อกำเนิดสงความอันยาวนาน โลกกลายเป็นดาวเคราะห์สีน้ำตาล แผ่นดินที่แตกระแหง แม่น้ำที่เหือดแห้ง พืชพรรณที่แห้งเหี่ยว โรคระบาดที่คร่าชีวิต สิ่งเหล่านี้ข้าได้เห็นจนชินชา และมันสะท้อนถึงด้านมืดอันมืดมนของจิตใจมนุษย์ที่แม้แต่กาลเวลาก็มิอาจแปรผัน เพราะมันได้ฝังรากลงในส่วนลึกที่สุดของจิตวิญญาณเสียแล้ว เรื่องราวบนโลกใบนี้ ช่างเป็นสิ่งที่ข้ามิอาจคาดเดาเรื่องราวได้เลย ลิขิตสวรรค์แม้ยากขัดขืน แต่เหตุใดจึงไม่รีบไขว่คว้าโชคชะตาวาสนาของตนเองกันเล่า ข้าจักเป็นผู้หยิบยื่นโอกาสนั้นให้แก่พวกเจ้าเอง………….”

เมืองผิงเฉิง แคว้นเป่ยวุ่ย[2]

หากผู้ใดสัญจรผ่านทางมายังเป่ยวุ่ย จะต้องแวะพักผ่อนดื่มกินอย่างสำราญใจที่โรงเตี๊ยมเลื่องชื่อที่สุดในเมืองผิงเฉิงอย่างโรงเตี๊ยมเทียนหยวน โรงเตี๊ยมเทียนหยวนเป็นที่เลื่องลือด้านการหมักสุราดอกเหมยพันจอกไม่เมามายที่มีรสชาตินุ่มละมุนลิ้นและรสฝาดหอมหวาน พร้อมด้วยอาหารเลิศรสที่ก่อนตายจะต้องแวะมาลิ้มลองสักครั้ง อีกทั้งโรงเตี๊ยมแห่งนี้ยังมีเรื่องเล่าขานที่เป็นตำนานของเมืองผิงเฉิง คือเรื่องของแม่นางผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่บนภูเขาไท่หัง เล่ากันว่านางมักหยิบยื่นความเมตตาให้กับผู้ร้องขอความช่วยเหลือ แต่ทว่าทุกการช่วยเหลือที่นางมอบให้จะต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนเป็นการตอบแทน แต่มิใช่ทุกคนจะได้พบเจอนาง กฎของนางมีอยู่ว่า คิดคดทรยศไม่ช่วยเหลือ ริษยาอาฆาตไม่ช่วยเหลือ ข่มเหงรังแกไม่ช่วยเหลือ อกตัญญูเนรคุณไม่ช่วยเหลือ แต่ทุกครั้งที่นักเล่านิทานเล่าจบลง ผู้คนที่ได้ฟังต่างเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าขานสนุกสนานเท่านั้นเอง จะมีแม่นางบ้านใดกล้าไปอาศัยอยู่บนเขาไท่หังเพียงลำพังกันเล่า คนเป็นกับหัวเราะเยาะอย่างครึกครื้น คงมีแต่คนตายเช่นข้าเท่านั้นกระมังที่เห็นจะเป็นเรื่องจริง เดิมทีเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าในหมู่วิญญาณที่เร่ร่อนอยู่ในเมืองผิงเฉิง สำหรับวิญญาณเร่ร่อนอย่างพวกข้ากับเห็นว่านี้อาจเป็นโอกาสอันดี

ข้ามีนามว่า “ซ่งหยู[3]” เมื่อครั้งยังมีชีวิต ข้าเป็นถึงอัครเสนาบดีฝ้ายซ้ายของฮ่องเต้แต่กับถูกเนรเทศเพราะถูกให้ร้าย กระทั่งตายยังกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่มิอาจเข้าสู่วัฏสงสาร[4] ได้ เพราะตัวข้ายังมีห่วงที่มิอาจปล่อยวาง เมื่อครั้งที่ข้าออกเร่ร่อนมาตามทางอย่างไร้จุดหมาย ข้าบังเอิญได้ยินเรื่องเล่าของเขาไท่หังจากวิญญาณเร่ร่อนตนหนึ่งเข้า ข้าจึงใช้เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่น้อยนิดเดินทางรอนแรมมาจนถึงเมืองผิงเฉิง ตามหาแม่นางผู้หนึ่งที่อาจทำให้ความปรารถนาของข้าเป็นจริง สำหรับข้าแล้วนางคือความหวัง

นับตั้งแต่ที่ข้าก้าวเข้ามาสู่เขตแดนของเขาไท่หัง ข้ารู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของพลังชีวิตอันพิสุทธิ์ ข้าสามารถเดินเหินด้วยสองเท้าได้อีกครั้ง หลังจากที่ต้องทุกข์ทนทรมานกับการร่องลอยอย่างไร้จุดหมายมาเป็นเวลานานกว่าสองร้อยปี ความรู้สึกของการย่ำเท้าลงบนพื้นดินอีกครั้งทำให้ข้ารู้สึกเป็นสุข เส้นทางบนเขาไท่หังมีความสลับซับซ้อน ต้นไม้สูงใหญ่พืชพรรณที่แปลกตา พวกสัตว์ต่างส่งเสียงเจื้อยแจ้วคล้ายกำลังพูดคุยกัน ที่แห่งนี้เปรียบเสมือนสวรรค์เบื้องล่างอย่างแท้จริง

ในที่สุดข้าก็พบเรือนหลังหนึ่งตั้งโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางพื้นที่โล่งเตียนข้างลำธารของหุบเขา ข้าเงยหน้าขึ้นมองแผ่นป้ายชื่อหน้าประตูเรือน “เรือนหมิงจิว”[5] เรือนหมิงจิวมีเรือนหลักหนึ่งหลัง เรือนรับรองอีกสามหลัง ด้านหลังเรือนหลัก มีหอเก๋ง[6]ที่ถูกรายล้อมด้วยดอกไม้นานาพรรณ ถัดจากหอเก๋งเป็นโรงครัว ข้างโรงครัวปลูกสมุนไพรและพืชพรรณหลากหลายชนิด อีกทั้งยังมีมีสระบัวที่มีปลาหลี่ฮื้อ[7] กำลังแหวกว่ายอยู่บนท้องน้ำอย่างเริงร่า ข้างสระบัวมีชิงช้าไม้ที่ผูกติดอยู่บนต้นท้อสูงใหญ่ ข้าเดินสำรวจเรือนหมิงจิวมาครึ่งค่อนวันแต่กับไม่เห็นแม่นางผู้นั้นแม้เพียงเงา แต่ทว่าขณะที่ข้าจะเดินหันหลังกลับไปยังเรือนหลัก เสียงหนึ่งก็เอ่ยทักข้าขึ้นเสียก่อน

“ท่านมาหาซิ่นหลิงหรือ?” เป็นเด็กสาวใบหน้างดงามจิ้มลิ้ม คิ้วโก่งดุจคันศร ดวงตาเรียวยาว นัยน์ตาดำขับ จมูกโด่งมน ริมฝีปากแดงปลั่งดุจผลอิงเถา[8] สองข้างแก้มมีลักยิ้ม นางอยู่ในชุดผ้าแพรเนื้อดีสีชมพูลายดอกบัวมงคลแลดูอ่อนหวานบอบบางน่าทะนุถนอม ผมยาวดุจม่านน้ำตกถูกเก้าเป็นมวยปักด้วยปิ่นดอกบัวทิ้งผมบางส่วนสยายเต็มแผ่นหลัง นางกำลังนั่งอยู่บนชิงช้าไม้ข้างสระบัว

“ซิ่นหลิงคือผู้ใด?” ข้าเอ่ยถามเด็กสาว

“นางคือผู้ที่จะทำให้ความปรารถนาของท่านเป็นจริง” เด็กสาวเอ่ยตอบ พริบตาเดียวเท่านั้นนางก็มาปรากฏกายอยู่ตรงหน้าข้า

“ความปรารถนาของข้า…..”

“ใช่ ความปรารถนาของท่าน ผู้อื่นที่มายังเรือนหมิงจิวมักจะนำพาความปรารถนาที่มิอาจลุล่วงมาขอความช่วยเหลือกับซิ่นหลิงด้วยกันทั้งนั้น อ้อ ข้าเกือบลืมไป ข้าคือเหลียนฮวา เป็นภูติดอกบัว ดูท่าทางท่านคงจะเป็นวิญญาณเร่ร่อนมานานมากแล้วสินะ ถึงได้ดูอ่อนแรงเช่นนี้” นางเอ่ย พลางสำรวจตรวจตราวิญญาณบุรุษตรงหน้า

“ข้ามีนามว่าซ่งหยู มิทราบว่า แม่นางซิ่นหลิงอยู่หรือไม่ เวลาของข้าเหลือน้อยเต็มที อยากรบกวนให้แม่นางช่วยเหลือข้าสักครั้ง” ข้าเอ่ยถามอยางนอบน้อม

“อยู่ ซิ่นหลิงและท่านสามรอท่านอยู่ที่เรือนฮุ่ยหมิง” นางเอ่ยตอบ มองสีหน้างุนงงของข้า พลางกล่าวต่อว่า

“ท่านเดินอ้อมโรงครัวไป จากนั้นเดินไปตามทางเดินหินก็จะพบเรือนฮุ่ยหมิง”

“ขอบคุณแม่นางเหลียน” ข้าเอ่ยก่อนจะประสานมือคารวะขอบคุณนาง

“ขอให้ท่านโชคดี” นางเอ่ยพลางยิ้มให้ข้า พริบตาเดียวนางก็เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอยเฉกเช่นคราแรกที่ปรากฏกาย ข้าจึงเดินอ้อมโรงครัวไป ก่อนจะเดินไปตามทางเดินหิน สองข้างทางของทางเดินหินสู่เรือนฮุ่ยหมิงเต็มไปด้วยดอกเหมยกุ้ย[9] หลากสีสัน ข้าเดินมาจนถึงหน้าประตูเรือน พลันน้ำเสียงนิ่งสงบก็เอ่ยขึ้นมา

“เข้ามาสิ”

ข้าจึงเดินเข้าไปในห้องทันที ข้าพบว่ามีบุรุษผมขาวสวมอาภรณ์เนื้อดีสีม่วงอ่อนกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนตั่งริมหน้าต่าง ผมขาวบางส่วนถูกรวบมัดไว้ด้วยผ้าผูกผมสีม่วงบางส่วนถูกปล่อยสยายเต็มแผ่นหลัง ใบหน้าคมคาย คิ้วเรียวดั่งกระบี่ ริมฝีปากบางเฉียบ ร่างกายสูงโปร่งกำยำเสมือนเทพเซียนบนสรวงสวรรค์ ส่วนสตรีที่นั่งฝั่งตรงข้ามนางกำลังนั่งปักถุงใส่เงิน นางมิถึงกับเป็นสาวงามสะคราญโฉม แต่นางมีใบหน้าเกลี้ยงเกลาอิ่มเอิบ ใบหน้าอ่อนใส รูปร่างบอบบาง แลดูน่ารักน่าชิดใกล้ ผมสีดำของนางดุจม่านน้ำตกถูกรวบมัดด้วยผ้าผูกผมสีฟ้าน้ำทะเลดูเรียบง่าย นางสวมอาภรณ์เนื้อดีสีฟ้าน้ำทะเลที่ชายกระโปรงและชายแขนเสื้อปักลายดอกวานโต่วฮวา[10] นางวางถุงใส่เงินลงบนโต๊ะก่อนจะหันหน้ามามองข้าด้วยสายตาคล้ายอมยิ้มขบขันเสมือนจะบอกข้าเป็นนัยๆ ว่า “ท่านมองข้าพอแล้วหรือ”

“ขออภัย ข้าเสียมารยาทกับแม่นางแล้ว” ข้ารีบเอ่ยขอโทษ หางตาแอบเห็นใบหน้าเรียบเฉยของบุรุษผมขาวมีสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย

“มิกล้าๆ เชิญท่านนั่งก่อน” นางเอ่ยกับข้า ข้าเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้รับแขก ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

“ข้าอยากให้แม่นางช่วยทำให้ความปรารถนาของข้าเป็นจริง”

“ความปรารถนาของท่านนั้น ข้าย่อมรับรู้อยู่ก่อนแล้ว แต่ท่านต้องมีสิ่งมาแลกเปลี่ยน” นางเอ่ยถาม

“ท่านต้องการแลกเปลี่ยนสิ่งใด” ข้าเอ่ยพลางมองนางอย่างมีความหวัง

“อายุขัย 20 ปี ของท่านคือสิ่งแลกเปลี่ยน ท่านยินดีหรือไม่” นางเอ่ยถาม ขณะที่บุรุษผมขาวยังคงพลิกหน้ากระดาษหนังสืออ่านต่อไปคล้ายมิใส่ใจบทสนทนาของทั้งสอง แต่ข้ารับรู้ได้ว่าเขาตั้งใจฟังบทสนทนาของข้ากับแม่นางอยู่ตลอด

“ข้ายินดี” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคงแน่วแน่

“ความปรารถนาของท่านสัมฤทธิ์ผลแล้ว” เพียงนางเอ่ยจบประโยคเท่านั้น ข้าก็รับรู้ถึงสติที่กำลังดับวูบลงจมลึกสู่ห้วงมืดมนอนันตกาล แต่ในห้วงคำนึงของข้ายังคงได้ยินเสียงหนึ่ง ๆ เอ่ยขึ้นว่า “แล้วพบกัน……”

หลังจากนางส่งวิญญาณของซ่งหยูกลับสู่ห้วงเวลาเดิม นางจึงนั่งปักถุงใส่เงินให้ชายหนุ่มตรงหน้าต่อ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบสงบ

“หากเจ้าอยากไปอยู่ข้างกายเขา ก็จงไปเถอะ”

“ไม่ว่าข้าจะปิดบังกลิ่นอายดีสักเพียงใด ท่านก็ยังรู้ว่าเป็นข้า...” เสียงของภูตดอกบัวเอ่ยเสียงอ่อน ก่อนที่เจ้าตัวจะปรากฏกายขึ้นข้างกายนาง

“เหลียนเอ๋อร์ เจ้าติดตามข้ากับท่านสามมากี่หมื่นปีแล้วเล่า ไยข้าจักไม่รู้ถึงนิสัยใจคอของเจ้า หากเจ้าอยากผูกวาสนาด้ายแดงกับเขาอีกครั้ง ก็จงรีบทำ ลิขิตสวรรค์แม้ยากขัดขืน แต่เหตุใดเจ้าจึงไม่รีบไขว่คว้าโชคชะตาวาสนาของตนเองกันเล่า เรื่องนี้เจ้าค่อยๆ คิดเถอะ เห็นที่วันนี้ข้ากับท่านสามคงต้องลงไปเยี่ยมเยือนเมิ่งผอ[11] ที่หอลืมชาติ[12] อีกสักคราแล้ว”

[1] สุขนิยม (Hedonism) ลัทธินี้ถือว่าความสุขสบาย (pleasure) เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรแสวงหา ไม่มีอะไรอีกนอกจากความสุขสบายของชีวิตที่มนุษย์ต้องการ การกระทำทุกอย่างในชีวิตประจำวันก็เพื่อความสุขสบาย ดังที่ฟรอยด์ นักจิตวิทยาคนสำคัญได้กล่าวไว้ว่าพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์มีจุดหมายที่การแสวงหาความสุขสบาย มนุษย์ต้องการได้รับความสุขสบายและรักษาความสุขสบายนั้นให้ยั่งยืน การแสวงหานี้มีสองด้าน ด้านหนึ่งมนุษย์แสวงหาสภาพที่ปราศจากความเจ็บปวดและความทุกข์ อีกด้านหนึ่งเขาแสวงหาความรู้สึกที่สุขสบาย

[2] นครหลวงคือเมืองผิงเฉิง (ปัจจุบันคือเมืองต้าถงในมณฑลซานซี)

[3] ซ่งหยู ชื่อรอง ซี่เหยียน เป็นคีตกวีจากเหอเป่ย ลูกศิษย์ของชวีหยวนคีตกวีผู้โด่งดังในแนวโรแมนติก ซ่งหยูเป็นผู้ประพันธ์บทกลอน นอกจากจะมีสติปัญญาเป็นเลิศเค้ายังมีรูปโฉมที่หล่อเหลา

[4] วัฏสงสาร หมายถึง การอยู่ในการหมุนเวียนของการเกิดและการตาย

[5] โชคชะตาอันสว่างไสว

[6] รูปเรือนแบบศาลเจ้าจีน

[7] ปลาคาร์ฟ

[8] เชอรี่

[9] ดอกกุหลาบ

[10] ดอกอัญชัน

[11] เมิ่งผอ เป็นเทพอาวุโสท่านหนึ่ง มีหน้าที่ให้ทุกวิญญาณดื่มน้ำเบญจรส มีอานุภาพ ทำให้ลืมความจำในอดีตได้อย่างสิ้นเชิงได้

[12] หอลืมชาติ ตั้งอยู่ข้างหน้าตำหนักของพญายมราช นอกสะพานวัฏฏะทั้ง 6 แห่ง ตำหนัก 10 เป็นหอสูงใหญ่รอบ หอได้สร้างห้องซึ่งมีระเบียงติดต่อกันได้รวม 108 ห้อง ด้าน ตะวันออกของหอมีทางเล็กๆ อยู่สายหนึ่ง กว้างแค่ 1 ฟุต 4 นิ้วจีน ทอดยาวไปยังสะพาน บรรดาวิญญาณชายหญิงที่ถูกส่งมาถึงที่นี่ เดินผ่านห้องระเบียง ซึ่งข้างในมีถ้วยชามน้ำดื่มคอยต้อนรับวิญญาณที่จะดื่มน้ำเพื่อลืมชาติ เมื่อวิญญาณผีที่ดื่มน้ำล้างความทรงจำเรียบร้อยแล้ว ยมบาลจะพาวิญญาณเหล่านั้น เดินไปยังสะพานไน่เหอเฉียวที่สานจากไม้ไผ่ผูกด้วยเชือกปอ ข้างล่างสะ พานเป็นสายธารน้ำเลือดสีแดงเรียกว่าแม่น้ำลืมเลือน เมื่อแลตรง ไปฝั่งหินผาที่อยู่ตรงหน้า จะมีจารึกตัวหนังสืออยู่ 4 บรรทัด อักษรแต่ละตัวมีขนาดใหญ่เท่ากับถังตวงข้าวสาร มีใจความว่า “เกิดเป็นมนุษย์แสนง่ายไซร้ คนเป็นมนุษย์นั้นไม่ง่าย หวนเกิดมนุษย์ยากยิ่งหลาย จะเกิดแดนบุญนั้นไม่ยาก ปากใจตรงกันย่อมทำได้”

รีวิวล่าสุด

ความเห็นโดย Kolo
น่าสนใจจจจจ
เมื่อ 8 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว อ่านไปถึง การเดินทางที่ 3 เกลือเป็นหนอน

ความเห็นโดย Kolo
น่าสนใจจจจจจ
เมื่อ 8 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว อ่านไปถึง การเดินทางที่ 1 เดินทางสู่เมืองโซ่วซุน