ศาสตร์หัวใจ By เจ้าหญิง Heart Theory by my princess

  •   0 ตอน  (ยังไม่จบ)
  • 0
  • อัพเดทล่าสุด 14/03/2019 14:41:26

บทนำ

บทนำ

วังรัตกันท์ศิรา ช่วงฤดูร้อนจะเปิดเป็นสถานที่ศึกษาตำราเรียนต่างๆ ภาษา วัฒนธรรมและดนตรี ให้กับลูกหลานของมิตรสหายที่สนิทสนมกับหม่อมราชวงศ์อติเทพ ทวิชากร หัวเรือใหญ่วัยหกสิบปีเศษ แม้วัยชรากำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ชายสูงวัยผู้นี้แต่เขาก็ยังคงหมั่นศึกษาใฝ่รู้อยู่เสมอ โดยเฉพาะศาสตร์ของสมุนไพรและแพทย์แผนไทยที่เขาทุ่มเทและตั้งใจจะเรียนรู้ให้จงหนักในช่วงบั้นปลายชีวิตที่เหลืออยู่นี้เพื่อถ่ายทอดให้กับบุตรชายทั้งสอง บุตรคนแรกคือ พิชญุตม์ ทวิชากร บุตรคนโตผู้มีนิสัยโผงผาง เอาแต่ใจ หนำซ้ำยังไม่ชอบเล่าเรียนด้านวิชาการนัก แต่ชอบวิชาทางทหารตำรวจเสียมากกว่า ตั้งแต่เด็กจนโตมาก็สนใจเพียงเรื่องศิลปะการต่อสู้เพียงอย่างเดียว ผิดกับบุตรคนเล็กของเขาที่ถอดแบบเขามาอย่างกับแกะ เผลอๆ อาจจะหลงใหลคลั่งไคล้ศาสตร์แห่งสมุนไพรนี้มากกว่าเขาด้วยซ้ำ เพราะเมื่อเดือนก่อนหายออกจากบ้านไปร่วมสิบห้าวัน

“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะตาชน แล้วตกลงลูกไปสำรวจป่าที่ไหนมาอีกล่ะ”

“เขาหลวงครับ” ชายหนุ่มบอกพลางจรดปากกาลงบนบันทึก

“แล้วเจอสิ่งที่พ่อเล่าให้ฟังหรือเปล่า”

“ถ้าเจอก็ดีสิครับ แต่ผมเชื่อว่าวันหนึ่งต้องเจอแน่นอน”

“อืม….อ้าวนั่นเจ้านุ เพื่อนลูกหอบข้าวหอบของอะไรมาซะเยอะแยะ” เด็กชายผมยุ่งใส่แว่นตาหนาเตอะ เดินแบกกระเป๋าเป้ที่มีสิ่งของจำนวนมากมาฝากเพื่อนรักทันทีหลังจากที่เขาเพิ่งกลับมาจากป่าแทบกาญจนบุรี ครอบครัวของหม่อมราชวงศ์ตนุภัทร สิปโปทัย อีกทั้งตระกูลทวิชากรเป็นเพื่อนกับตระกูลสิปโปทัยมายาวนาน จนแทบจะเป็นครอบครัวเดียวกัน

“สวัสดีครับอาติ ผมมีของมาฝากอากับเจ้าชนด้วยนะครับ นี่…..เห็ดป่า” ตนุภัทรที่เพิ่งจะอายุ 25 ไปหมาดๆ แต่การแสดงออกไม่ต่างกับเด็กหนุ่ม

“เจ้าแน่ใจรึ ว่าดอกไหนกินได้ กินไม่ได้”

อติเทพเดินเข้ามาดูใกล้ๆ แล้วหยิบเห็ดหลากหลายสายพันธ์ขึ้นมาพินิจพิจารณาดู ขณะที่ชนภูมิลดหนังสือลงเพื่อมองดูเห็ดป่าในมือของเพื่อนรัก มุมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นเห็ดดอกนึงมีหน้าตาคล้ายกับเห็ดพิษ เขาปิดหนังสือแล้วหยิบเห็ดดอกนั้นขึ้นมาชูตรงหน้าของตนุภัทร

“ดอกนี้กินเข้าไปรู้ไหมจะเป็นยังไง”

“ทำไมเหรอ หรือมันเป็นเห็ดพิษ” ตนุภัทรทำหน้าแตกตื่น ผิดกับอติเทพผู้เป็นพ่อที่รู้สึกทึ่งในความสามารถของลูกชายที่รู้จักสังเกตุเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

“นี่มันเห็ดมันปูใหญ่ ถ้านายหรือฉันกินเห็ดพิษเหล่านี้เข้าไปอาจทำให้การทำงานของตับและไตล้มเหลวจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

“ความจริงเจ้าเห็ดมันปูใหญ่ มันมีญาติฝ่ายดีอยู่ คือเห็ดมันปู และสามารถกินได้ ไม่เป็นพิษ ด้วยความที่ลักษณะของมันคล้ายกัน คนส่วนใหญ่ก็เหมารวมว่ามันคือพวกเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามอาว่าหากเราอยากกินเห็ดเพื่อความอร่อย ก็กินเห็ดฟาง เห็ดโคน เห็ดนางฟ้า น่าจะง่ายกว่าการออกไปเสาะแสวงหาเห็ดป่ามากิน เพราะแทนที่จะสนุกและได้อรรถรส เจ้าจะได้เข้าโรงพยาบาลแทน” อติเทพกล่าวเสริม

“ตายล่ะหว่า ผมขอโทษด้วยนะครับอาติ เกือบเอาไปให้แม่ครัวในวังทำแกงเห็ดป่าให้กินซะแล้ว”

“เอาเถอะ เจ้าก็รู้ไว้เป็นวิทยาทาน ครั้งหน้าจะเข้าป่าก็ดูให้ดี ว่าเห็ดแบบไหนกินได้ ถ้าไม่รู้ทีหลังก็ชวนเจ้าชนไปด้วย”

“ครั้งหน้าฉันจะเป็นฝ่ายพานายไปบ้าง” ชนมภูมิบอก

“ฉันหวังว่านายคงจะไม่พาฉันไปนั่งเก็บใบไม้ใบหญ้ามาสเก็ตภาพอีกนะ”

ประโยคชวนขบขันของตนุภัทรทำให้อติเทพและชนภูมิต่างระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน บ่งบอกถึงมิตรภาพที่เด็กหนุ่มทั้งสองมีให้กันอย่างแน่นเหนียว

สองอาทิตย์ต่อมาที่คนในวังรัตกันท์ ผลัดเปลี่ยนกันไปงานเลี้ยงสังสรรค์ที่วังวายุกรของหม่อมราชวงศ์ปฏิคม สิปโปทัย เพื่อฉลองวันเกิดอายุครบ 60 ปีพร้อมกับสหายคนสนิทอย่างหม่อมราชวงศ์อติเทพ ทวิชากร ยามนี้สองเฒ่าทั้งสองต่างพากันนั่งระลึกความหลังครั้งที่ยังเป็นเด็กเล็กวิ่งเล่นอยู่ภายในวังวายุกร เพราะวังแห่งนี้ก่อสร้างก่อนวังรัตกันท์เกือบสิบปี จึงทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นยิ่งกว่าความทรงจำและสถานที่แห่งคำมั่นสัญญา

“ติ แกยังจำได้ใช่ไหมว่าฉันเคยบอกว่าอะไร เมื่อครั้งที่เรายังหนุ่ม แต่เราสองคนก็ทำพลาด”

“เรื่องของรุ่นลูกคงต้องปล่อยวางแล้วล่ะพี่คม แต่หากเป็นรุ่นหลาน ก็ยังพอมีหวังอยู่”

“มีหวังอย่างไรรึ หญิงไผ่ก็ได้หกขวบแล้ว ส่วนตาต้นก็ย่างเข้าสี่ขวบแล้ว ส่วนลูกแกยังไม่เห็นจะตบแต่งกับสาวงามที่ไหนสักที หรือแกจะให้เจ้าชนกับเจ้านุมันแต่งงานกันแทนรึ”

“พี่ก็…เด็กๆ สมัยนี้คงไม่เหมือนรุ่นเราที่พ่อแม่วางรากฐานไว้ให้อย่างดี แต่เด็กรุ่นนี้ต่อให้พยายามจะวางรากฐานให้สวยงามยังไง ก็ยากที่จะออกมาเป็นในแบบที่เราต้องการ ยิ่งตาชนเป็นคนที่พูดน้อยต่อยหนัก ยากจะคาดเดาว่าคิดอะไรอยู่ ที่สำคัญผมยังไม่เห็นลูกชายคนนี้ข้องแวะกับผู้หญิงคนไหนสักคน ผิดกับตานุที่พาแม่ปัทมาที่บ้านผมบ่อยๆ”

ตนุภัทรที่เผลอมาได้ยินเข้าต้องรีบปรี่เข้ามาคุยกับสองเฒ่าเพื่อไขข้อสงสัยให้กับชายแก่วัยกลางคนทั้งสอง เขานั่งลงบนเก้าอี้ถัดจากหม่อมราชวงศ์อติเทพ ผู้เป็นพ่อของเพื่อนรัก

“ผมขอแทรกสักครู่นะครับ ไอ้ที่พ่อกับอาติบอกว่าไอ้ต้นมันไม่ข้องแวะกับสาวเมืองใดเลย มันไม่เป็นความจริงเลยสักนิดเดียว ลูกขอเอาหัวเป็นประกัน เห็นมันหงิมๆ แบบนี้ แต่มันช่างเลือกนะครับ แถมยังเลือกคนไม่ธรรมดาซะด้วย”

“อะไร ไหนบอกมาให้หมด อาอยากจะรู้จนเนื้อเต้นหมดแล้ว”

“ก็เมื่อหกเดือนก่อนที่ไปพุทธคยาเพื่อไปแสวงบุญกัน มันเจอสาวงามคนหนึ่ง แล้วก็ตกหลุมรักมาจนถึงตอนนี้ ไอ้ที่เห็นมันหมกหมุ่นอ่านแต่ตำรา เอะอะก็ชวนไปเข้าป่า มันกำลังคิดถึงขนาดหนัก แต่ไอ้ผมจะไปสืบหาว่าเธอเป็นใครก็ยากนัก รู้ข้อมูลเพียงน้อยนิดจากพี่เลี้ยงชาวอินเดีย เห็นว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่เชื้อพระวงศ์ที่ไหนอย่างไรก็ไม่ทราบ รู้สึกว่าเธอจะชื่อ……อะไรนีๆน้า”

“ทยาวีร์สมิตานันพรรณนารา”

เสียงพูดแทรกขึ้นปรากฏร่างสูงโปร่งใส่แว่นตากรอบสีทอง ทำให้สองเฒ่ากับหนึ่งหนุ่มถึงกับผงะด้วยความตกใจ

“หืม….ชื่อยาวอย่างกับเชื้อพระวงศ์”

หม่อมราชวงศ์อติเทพบอก

“อาว่าชื่อนี้คุ้นๆ อยู่นะ”

หม่อมราชวงศ์ปฏิคมเอ่ยขึ้นมองหน้ากับพ่อของเพื่อนลูก พลันทำหน้าตื่นตะลึงพร้อมกัน เมื่อถึงบางอ้อของพระนามที่ฟังคุ้นหู

“เจ้าฟ้าหญิงทยาวีร์!!”

สองเฒ่าพูดขึ้นพร้อมกันเสียงดังอย่างมิได้นัดหมาย แล้วมองหน้าผู้เป็นหลานและลูกเพื่อขอให้ช่วยอธิบายความเป็นไปเป็นมา

“โหว…อย่าบอกนะที่แกนั่งเพ้อทั้งวันทั้งคืน แกเพ้อถึงเจ้าหญิงเลยหรอว่ะ ผมขอถามหน่อยแล้วคุณพ่อกับคุณอารู้จักเจ้าหญิงพระองค์นี้มาจากไหนครับ พวกเราไม่เคยได้ยินข่าวหรือเห็นเจ้าหญิงออกสื่อมาก่อนเลย

“รู้มาจากสมัยที่สมเด็จสาคเรศราชินทร์ แห่งราชวงศ์ ศากวระ เป็นพระบิดาของเจ้าหญิงและมักเดินทางมาเป็นการส่วนพระองค์เพื่อชมการแสดงที่โรงละครวัฒนธรรม ซึ่งตอนนั้นผู้จัดงานการแสดงวัฒนธรรมเชื่อมสัมพันธ์

ไทย-ฮาลาปัญ คือ ปู่สองคนเอง ในตอนนั้นองค์หญิงน้อยทยาวีร์อายุเพียง 10 ชันษาก็เสด็จตามมาด้วย”

“พรมหลิขิตบันดาลชักพาจริงๆ แล้วชน แกกับเจ้าหญิงติดต่อกันอยู่หรือเปล่าตอนนี้”

“ไม่พลาดอยู่แล้ว” ชนมภูมิควักการ์ดออกจากหนังสือที่เขาถืออยู่ออกมาแล้วส่งให้คนทั้งสามดู เป็นการ์ดที่มีตราประทับครั่งสีทองของราชวงศ์ศากวระ แห่งฮาลาปัญ และสัญลักษณ์แสดงพระยศอักษรภาษาอังกฤษ V และข้อความจำนวนหนึ่งถึง ชนมภูมิ ตนุภัทรจึงเป็นฝ่ายขออ่านให้ทุกคนได้ฟังพร้อมกัน

ถึง ชนที่รัก

“เป็นเวลาเกือบเจ็ดเดือนแล้วที่เราไม่เจอกัน เวลานั้นที่พุทธคยาเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายกับฉันมากค่ะ เพราะใจที่อยากไปแสวงบุญ จึงทำให้ได้เจอผู้ที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าเป็นคู่บุญอย่างแท้จริง ฉันบอกเสด็จพ่อกับเสด็จแม่แล้วว่าฉันพบคนที่อยากจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยแล้ว และพวกท่านก็สนับสนุน และอยากจะพบกับคุณและครอบครัวของคุณค่ะ ตอนนี้ที่ฮาลาปัญอากาศเริ่มหนาวแล้ว ที่เมืองไทยอากาศเป็นอย่างไรบ้าง อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยนะคะ หวังว่าเราจะได้พบกันเร็วๆ นี้” จาก V

ทั้งสามยิ้มออกมาอย่างกับว่าเป็นวาสนาของพวกเขาโดยแท้ และวาสนาของชนมภูมิ ข่าวดีนี้ถูกเผยแพร่ออกไปให้หม่อมราชวงศ์ ฉัตรชารี ทวิชากร ผู้เป็นมารดาบังเกิดเกล้าของชนมภูมิ เรื่องรักใคร่ระหว่างลูกชายคนเล็กกับเจ้าฟ้าหญิงจากแดนมรกตสร้างความวิตกกังวลให้เธออย่างมาก เพราะเธอรับปากกับคุณหญิงผกา เพื่อนสนิทว่าจะให้ลูกชายหมั้นหมายและแต่งงานกับบุตรสาวของคุณหญิงผกา แต่หากลูกชายของเธอเลือกเจ้าฟ้าหญิงองค์นั้น และหนี้บุญคุณที่เธอต้องชดใช้คืนให้กับคุณหญิงผกาจะทำอย่างไรดี คุณหญิงผกาเคยช่วยเหลือจัดหาไตมาให้เธอ จึงทำให้เธออยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้

“พี่ฉัตร ใครๆ ก็รู้คุณหญิงผกาเป็นคุณหญิงที่น่ากลัวพอดู แม้จะเป็นภรรยาของนายแพทย์ใหญ่ผู้ใจดีเคยถวายรับใช้ในพระราชสำนักก็ตาม แต่คุณหญิงก็หน้าเนื้อใจเสือต่างกับสามีของเธอราวฟ้ากับเหว

“ถ้าถึงตอนนั้นคุณหญิงผกาจะมาเอาไตพี่ไป พี่ก็ยอมนะ ถ้าหากพี่ต้องเป็นฝ่ายทำร้ายจิตใจลูก พี่ก็ยอมตายซะดีกว่า”

“เรื่องนี้น้องว่าต้องปรึกษากับพี่ติก่อนไหมคะ เผื่อว่าจะมีทางออกเจรจา”

ขณะที่หม่อมราชวงศ์ฉัตรชารีกำลังครุ่นคิดหนักเรื่องทดแทนบุญคุณ ชนมภูมิก็เดินมาพร้อมกับตนุภัทรที่เพิ่งเสร็จงานที่กระทรวงการต่างประเทศแต่เห็นสีหน้าท่าทางของน้าอมเรศ น้องของพ่อที่กำลังแกว่งยาดมให้กับมารดาของเขา จึงต้องเดินเข้ามาดูว่าคนทั้งสองเป็นอะไร

“แม่ไม่สบายเหรอครับ”

“อ้อตาชน ตานุ แม่เป็นหวัดนิดหน่อยเดี๋ยวก็หายดีลูก”

“คุณพี่เราจะปิดบังเรื่องนี้กับคนอื่นๆ ไปอีกเมื่อไหร่คะ”

“เรื่องอะไรครับน้าเรศ”

“เดี๋ยวพี่พูดเอง เพราะพี่คือสาเหตุของเรื่องนี้”

“ตาชนตานุนั่งก่อนสิ”

“ครับ”

หม่อมราชวงศ์ฉัตรชารี ยื่นมือจับใบหน้านวลของลูกชายแสนดีของเธอ และเริ่มเล่าความจริงเมื่อครั้งยังเยาว์วัยให้ชายหนุ่มทั้งสองฟัง ขณะที่หม่อมราชวงศ์อติเทพบังเอิญเดินเข้ามาได้ยินเข้าจึงตัดสินใจแอบฟังอยู่ที่เสาห้องโถง

“ก่อนที่แม่จะมาแต่งงานกับพ่อของลูก แม่มีปัญหาสุขภาพ ป่วยป็นโรคไต จนกระทั่งไตของแม่มีปัญหาหนักขึ้น แม่ที่เป็นบุตรสาวคนเดียวของตระกูลช่างทำรองเท้าในพระราชสำนักในตอนนั้นใกล้จะจากโรคนี้ไป ทั้งที่ตอนนั้นพ่อของลูกที่ไปศึกษาอยู่ต่างประเทศไม่เคยรับรู้ว่าแฟนสาวที่เขาหมั้นหมายกำลังป่วยหนัก ต้องการไตมาเปลี่ยนใหม่อย่างเร่งด่วน วันหนึ่งแม่บังเอิญเจอกับรุ่นพี่ที่เคยฝึกเรียนทำขนมชาววังด้วยกันมาก่อน เธอคือ คุณหญิงผกามาศ ภรรยาอดีตนายแพทย์ใหญ่และเริ่มสนิทสนมกัน แต่แล้ววันหนึ่งร่างกายของแม่ก็อ่อนล้าลง แม่หมดแรง โชคดีที่ได้อมเรศคอยดูแล และคอยหาข้อมูลเกี่ยวกับการรับบริจาคไต และเป็นเหตุบังเอิญอีกครั้งที่คุณหญิงผกามาศเดินทางมาเยี่ยมแม่เพื่อเสนอทางเลือก เธอจัดหาไตมาให้กับแม่ได้ แต่ให้แม่รับปากว่าจะตอบแทนเธอคืน เมื่อเธอต้องการ เธอให้แม่ลงนามในเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร คือ หนึ่งหากแม่มีบุตรชายคนใดคนหนึ่ง ขอให้บุตรคนนั้นได้หมั้นหมายกับลูกสาวของเธอเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

“พ่อครับ”

เสียงเข้มห้าวเข้ามากระซิบกระซาบกับหม่อมราชวงศ์อติเทพ เขาสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ

“แกมาจากทางไหนกัน เจ้าพิช”

“ผมจะคุยเรื่องแม่ครับ”

“ฮึ!.......”

ลูกชายคนโตที่อยู่ในชุดข้าราชการของกรมราชทัณฑ์ ดึงแขนบิดาของเขาให้มาคุยเป็นการส่วนตัวที่ห้องทำงานเพื่อขอคำปรึกษา

“เจ้าพิช มีอะไรถึงได้ลากพ่อมาคุยที่นี่”

“เรื่องของคุณหญิงผกามาศ ผมจะเป็นตัวแทนแต่งงานแทนเจ้าชนเองครับ เพราะน้องยังเด็กที่จะแต่งงาน ผมน่ะอายุจวนจะสี่สิบอยู่แล้ว ตาชนห่างกับผม 9 ปี ให้คนพี่อย่างผมเป็นฝ่ายแต่งออกไปแทนดีกว่า ไหนๆ ผมก็ไม่มีเวลาหาแฟนอยู่แล้วด้วย”

“เดี๋ยวก่อนลูก ทำไมถึงได้กะทันหันนัก พ่อเวียนหัวไปหมดแล้ว”

“ความจริงผมต้องการเข้าไปสืบความลับของคุณหญิง ผมคิดว่าคุณหญิงรุ่นพี่คนสนิทของแม่คนนี้จะทำธุรกิจมืดบังหน้า เมื่อปีที่แล้ว นักโทษหญิงในเรือนจำหลายคนที่ได้รับการตรวจเช็คสุขภาพ หลายคนที่มีอวัยวะไม่ครบ 32 อีกทั้ง มีนางพยาบาลคนหนึ่งเคยทำงานกับอดีตนายแพทย์ใหญ่ แต่ไม่ทราบว่าถึงมามีจุดจบในคุกได้อย่างไร”

“เฮ้อ…สุดแล้วแต่เจ้า พ่อไม่เคยบังคับลูกคนไหนได้ เป็นพ่อก็คงไม่อยากถูกบังคับเช่นกัน”

“แต่พ่อต้องห้ามบอกเรื่องนี้กับแม่และเจ้าชนเด็ดขาด เรื่องนี้ถือเป็นความลับของราชการ อีกอย่างที่คุณหญิงให้แม่เซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรมาก่อนหน้านี้ คงไม่ใช่แค่อยากได้ลูกหลานตระกูลทวิชากรหรอกครับ แต่คงอยากได้ที่ดินแถวคลองบางกอกน้อยมากกว่า ที่ดินของทวด”

“มันก็น่าคิด…..เพราะพ่อของพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าท่านฝังสมบัติแผ่นดินไว้ให้คนที่คู่ควรมาดูแลต่อ จะเป็นของมีค่าแบบไหนพ่อก็มิอาจรู้ได้ เพราะนี่มันก็เป็นเรื่องเล่าต่อๆ กันมา”

หม่อมราชวงศ์อติเทพ เดินไปพร้อมกับพิชญุตม์ เพื่อเผชิญหน้าและช่วยภรรยาสุดที่รักแก้ปัญหาด้วยกัน ซึ่งเมื่อบุตรคนโตของตระกูลทวิชากรตัดสินใจออกโรงแต่งงานกับบุตรสาวของคุณหญิงผกามาศ ก็ทำให้ผู้เป็นแม่รู้สึกละอายใจ เคยหวังว่าลูกของตนจะได้เจอกันคนที่รักจริง แต่ต้องมาถูกคลุมถุงชนด้วยสาเหตุจากการให้คำมั่นสัญญาของเธอในช่วงเวลาที่ตกต่ำของชีวิต เวลาของความตายที่เธอคิดว่าน่ากลัวที่สุดในชีวิต

“แม่ไม่ต้องคิดมากนะครับ ผมอาจจะรั้นไปบ้าง แต่ก็ไม่มีวันที่ผมจะทอดทิ้งครอบครัวเด็ดขาด”

ชนมภูมิรู้สึกถึงความสงบเยือกเย็นในตัวของพี่ชายที่ฉายแววออกมาอย่างที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิต อะไรกันที่ทำให้พี่ชายของเขาเปลี่ยนไป

ขณะที่พี่ชายผละจากการต้อนรับแขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดีในงานแต่งงานของเขากับกรองแก้ว ชนมภูมิก็ได้โอกาสเข้ามาคุยกับพี่ชายของเขาที่ใต้ร่มไม่ใหญ่ประจำวังทวิชากร สถานที่ในวัยเด็กที่พี่น้องมักจะมานั่งเล่นตัวต่อเลโก้ด้วยกันเป็นประจำ

“คนอย่างพี่ทำทุกอย่างเพื่องาน ครั้งนี้คงไม่ใช่เพราะงานอีกหรอกนะ”

“ฉันก็ไม่เคยโกหกน้องอย่างนายได้สักที ทุกครั้งที่ฉันหนีเที่ยว แกก็ช่วยปิดบังให้ตลอด คอยหลอกว่าฉันไปติวหนังสือ ทั้งที่ฉันไปเล่นรักบี้ นายคงอยากถามฉันใช่ไหมว่า ฉันกำลังทำอะไรอยู่”

“ความจริงเรื่องการแต่งงานนี้มันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอกับคนอย่างพี่”

“ใช่..ในแง่ของการทำงาน แต่จำเป็นในแง่ของการทดแทนพระคุณ ตอนนี้ฉันได้รับมอบหมายงานให้มาสืบเบื้องหลังของคุณหญิงผกามาศ คุณหญิงผู้นี้ไม่ได้มีชื่อเสียงในวงการของกลุ่มคนผู้ใจบุญสุนทานเท่านั้น แต่ยังโด่งดังในวงการธุรกิจสีเทาและสีดำอย่างมาก และบังเอิญเหลือเกินที่แม่เราดันติดหนี้บุญคุณ ด้วยช่องโหว่นี้จึงทำให้ฉันสามารถลอบเข้าไปสืบความจริงเพื่อช่วยเหลืออีกหลายชีวิตที่ไม่ได้รับความยุติธรรม”

“แต่พี่ก็ระวังพิษรักไว้บ้าง เพราะคุณกรองแก้วเป็นคนดีคนหนึ่ง ถ้าหากเทียบกับมารดาเธอ ผมรู้มาว่าเธอมักจะไปอ่านอักษรเบลล์ช่วยเหลือเด็กพิการอยู่บ่อยครั้ง แถมยังไม่โอ้อวดใคร เป็นการกระทำของผู้ที่ปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง”

“ไม่เหมือนนายหรอกน้องชาย ชอบเล่นของสูง”

วันนี้พี่น้องได้เปิดอกคุยกัน หลังจากที่หลายปีมานี้ทั้งคู่เอาแต่ต่างคนต่างทำงาน แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง

คำเตือนของชนมภูมิก็เป็นเรื่องจริงจนยากที่จะปฏิเสธ เพราะหม่อมราชวงศ์พิชญุตม์ บัดนี้ตกหลุมรักกรองแก้ว ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของตนเองจนหมดหัวใจ เมื่อเขาได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของคุณหญิงผกามาศ ชวานิล แม้จะอยู่คนละหลังแต่ก็อยู่บริเวณเดียวกัน เขาได้เห็นความไม่เที่ยงธรรมที่เกิดขึ้นกับภรรยาของตนเอง ทั้งที่เธอท้องแก่ใกล้คลอดแม่ของเธอยังใช้ให้เธอตอบจดหมายมูลนิธิเป็นกองๆ แทนน้องสาวของเธอที่ชื่อกินรี ที่วันๆ เอาแต่กิน เที่ยว อย่างกับผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้า พอทีเผลอก็พยายามเข้ามายั่วยวนเข้าอยู่เป็นนิจ หากว่าเขาพลาดพลั้งไม่ระวังตัวคงไม่ถูกหล่อนวางยาแล้วลากขึ้นเตียงเลยหรือ

กลางดึกคืนหนึ่งที่ห้องใต้ดินของบ้านคุณหญิงผกามาศ กลายเป็นห้องประชุมเล็กๆ เพื่อวางแผนลักลอบส่งออกอวัยวะเถื่อนไปต่างประเทศ พิชญุตม์ที่แอบเจาะผนังห้องเป็นรูเล็ก ให้เสียงจากอีกฝั่งสามารถทะลุมาด้านนอก พันเอกหนุ่มได้ยินแผนการทั้งหมด จังหวะลูกน้องคุณหญิงผกามาศคนหนึ่งที่กำลังล้วงซองบุหรี่อยู่ได้เผลอทำมวนบุหรี่ตก หนึ่งมือที่เอื้อมหยิบ สองตาเงยหน้าแสงสว่างเล็กๆ ก็ลอดเข้ามาส่องดวงตาของเขา เมื่อจ้องมองดูดีๆ ก็เห็นดวงตาของชายอีกคนจากอีกฟาก

“เฮ้ย…มีคนแอบดูเราอยู่ครับ”

ด้วยความตกใจพิชญุตม์รีบหนีก่อนที่พวกของคุณหญิงผกามาศจะจับได้ว่าเขาคือสายของตำรวจ เขารีบผละออกจากผนังกำแพง ทำให้กิ่งไม้ที่เกี่ยวกับสร้อยพระที่ห้อยติดตัวประจำกระชากหลุดออกจากลำคอของเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าความหายนะกำลังมาเยือนตัวเขาและครอบครัวซึ่งจะนำมาด้วยโศกนาฏกรรมอันเลวร้าย

ในงานเลี้ยงแสดงความยินดีกับหลานชายคนแรกของหม่อมราชวงศ์อติเทพ ทวิชากร ที่วังรัตกันท์ท่ามกลางบรรยากาศเสียงดนตรีขับกล่อม พิชญุตม์กำลังโอบอุ้มลูกชายตัวน้อยด้วยความรักอย่างเต็มเปี่ยม เป็นจังหวะเดียวกันที่คุณหญิงผกามาศเดินเข้ามาในวังกับลูกน้องคนสนิท กรองแก้วที่นั่งคุยกับหม่อมราชวงศ์ฉัตรชารีต้องหยุดบทสนทนาขึ้นมากระทันหันเพราะร้อยวันพันปีมารดาของเธอแทบไม่เคยมเหยียบวังทวิชากร นอกจากไม่มีธุระสำคัญกับเธอและสามี

“ไหนว่าไม่ว่างไงคะ”

“แล้วถ้าฉันไม่ว่างจะมายืนเสนอหน้าให้แกเห็นรึ”

พิชญุตม์เห็นท่าไม่ดีจึงได้เดินไปฝากลูกชายของเขากับชนมภูมิ

“ฝากตาพาด้วย”

พิชญุตม์เดินเข้าไปประกบกรองแก้วพลางกระซิบกับภรรยาว่าถ้ามีอะไรควรออกไปคุยกันที่อื่นจะดีกว่า เพราะที่บ้านเขาไม่เคยรู้เลยว่า คุณหญิงผกามาศมักจะทำลำเอียงและกดขี่ลูกสาวคนโตของตนเองไม่ต่างกับลูกกาฝาก

“ผมว่าคุณแม่มีอะไรไปคุยกันที่ห้องรับแขกดีกว่าครับ”

“ดี! ฉันมีเรื่องสำคัญที่จะต้องคุยวันนี้เท่านั้น”

ภายในห้องรับแขกสไตล์ไทยย้อนยุคคุณหญิงผกามาศที่นั่งลงจิบชา ชายตามองเครื่องลายครามและเครื่องเบญจรงค์ที่ประดับอยู่ในตู้โชว์อย่างไร้ค่า ถ้าเป็นเธอคงเปลี่ยนสิ่งของเหล่านี้ให้กลายเป็นเม็ดเงิน เธอถอนหายใจมองลูกสาวตัวดีที่ดูจะเข้าขากับสามีหม่อมราชวงศ์ยิ่งกว่าแม่แท้ๆ ของเธอ กรองแก้วเดินเข้ามาพร้อมกับชุดน้ำชาและจัดแจงรินน้ำชาส่งให้แม่เธอลิ้มรส

“ชาใบหม่อนที่เรือนเพาะชำของวังทวิชากรค่ะ”

“รู้สึกแกจะเข้ากับคนที่นี่ได้ดีกว่าฉันอีกนะ แล้วนี่มีแค่น้ำชาไม่มีของหวานทานคู่กันบ้างหรือไง เห็นวันนี้มีงานเลี้ยงฉลองตาพาอายุครบ 1 เดือน แต่แกมีแค่น้ำชาถ้วยเดียวให้ยายของเขาเท่านั้นเองเหรอ”

“ปกติคุณแม่ไม่ชอบของหวานนิคะ……..”

“วันนี้วันดีๆ ฉันก็เลยอยากของหวาน”

“งั้นรอสักครู่นะคะ”

เมื่อได้โอกาสหลังจากที่ลูกสาวคนดีของเธอออกไปยกของหวานมาเสริฟ์ คุณหญิงผกามาศก็รีบหยิบบางอย่างจากกระเป๋าเสื้อคลุมผ้าไหมราคาแพงออกมา มันคือหลอดแก้วเล็กๆ ที่บรรจุน้ำสีเหลืองใสแต่เพียงสี่ห้าหยดที่เธอใส่ลงในกาน้ำ และรีบเก็บมันใส่ไว้ในเสื้อดังเดิมก่อนที่ลูกสาวของเธอและลูกเขยจะมา

กรองแก้วเดินเข้ามาพร้อมกับพิชญุตม์และชั้นวางขนมนานชาติที่ตกแต่งโดยหม่อมราชวงศ์ฉัตรชารีและหม่อมราชวงศ์อมเรศ พิชญุตม์นั่งลงข้างภรรยามองใบหน้าที่คล้ายกับมีนัยนะแอบแฝง คงเพราะเขารู้อยู่แก่ใจว่าบุคคลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ยายของเขา เป็นคนลักษณะแบบใด ยากนักที่เขาจะวางใจจากกระทำของเธอ

“มีอะไรอยู่ในใจหรือเปล่า หม่อมราชวงศ์พิชญุตม์ มีก็พูดกับแม่ตรงๆ”

“ไม่มีครับ แล้วคุณแม่ล่ะ มีความลับอะไรจะบอกกับพวกเราหรือเปล่า”

“ฮ่ะๆ คนอย่างฉันไม่มีความลับอะไรแอบซ่อนอยู่แล้ว วันนี้แม่แค่จะมาบอกว่าจะไม่อยู่หลายวัน หรืออาจเป็นอาทิตย์”

“นี่ค่ะ คุณพิช”

ภรรยาสาวส่งถ้วยน้ำชาที่เพิ่งรินเสร็จให้สามีหนุ่ม รอยยิ้มภายใต้ถ้วยน้ำชายกขึ้นอย่างผู้มีชัย ตอนนี้ทั้งลูกสาวและลูกเขยต่างพากันผลัดจิบน้ำชา ทั้งสามสนทนาสารทุกข์สุขดิบอยู่เกือบ 3 ชั่วโมง กระทั่งแก้วน้ำชาของคุณหญิงถูกวางลงบนจานรองแก้ว ลำคอของพิชญุตม์ก็รู้สึกแห้งผาก ริมฝีปากชา เจ็บปวดตามร่างกายคล้ายกับโดนเข็มทิ่มแทง คุณหญิงผกามาศรู้ดีว่าจุดจบของพวกเขากำลังมาถึง เธอจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางหยิบกล่องไม้เล็กๆ วางตรงหน้าพิชญุตม์ พันเอกหนุ่มกล้ำกลืนฝืนทนและหยิบกล่องไม้มาเปิดออก ดวงตาของเขาเบิกกว้าง เมื่อพบว่าสร้อยพระหินจินดามณีของเขาอยู่ข้างในกล่องไม้ แสดงว่าคุณหญิงผกามาศรู้เรื่องทุกอย่างหมดแล้ว

“รู้สึกยังไงบ้างล่ะ ลูกเขย ลูกสาวนอกคอกของฉัน คงทรมานเหมือนกับโดนเข็มหลายพันเส้นแทงเข้าไปภายในเนื้อหนังเลยล่ะสิ พวกแกรู้ไหมว่าฉันก็เจ็บปวดที่ต้องโดนคนอย่างพวกแกแทงข้างหลัง ทั้งที่ฉันอุตสาห์ให้โอกาสแล้วแท้ๆ ให้โอกาสในการเลือกข้าง แต่พวกแกมันก็โง่ และไอ้การที่ฉันยอมให้ตำรวจอย่างแกมาแต่งกับนังลูกสาวของสามีเก่าก็ยังไม่น่าผิดหวังเท่ากับการที่แผนการลักลอบขนส่งสินค้าของฉันต้องสะดุดกลางคัน ให้ตายเถอะ…รู้ไหมว่าเม็ดเงินมันมหาศาลแค่ไหน เทียบไม่ได้กับวังเก่าๆ โทรมๆ ที่นี่เลยสักนิด”

คุณหญิงผกามาศเดินไปกระชากผมของกรองแก้วและพิชญุตม์ให้เงยหน้าสบตาเธอครั้งสุดท้าย ใบหน้าที่ซีดเผือดของทั้งคู่มองสบตาของคุณหญิงอย่างไม่มีวันให้อภัย

“คนที่วังนี้ ใครก็ตามที่รู้เห็นเรื่องของฉัน พวกมันต้องไปเที่ยวแดนสุขาวดีเหมือนกับพวกแกสองคน ลาก่อน ขอให้ไปสู่สุขคติ”

คุณหญิงผกามาศผลักหัวของพวกเขาออก และลุกออกจากห้องรับแขกอย่างไม่รู้สึกรู้สา ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชนมภูมิที่นั่งกระเตงพาสุกรีอยู่นั้น เห็นท่าทีเร่งรีบของลูกน้องคุณหญิงผกามาศและเจ้านายอาวุโส เขาก็รู้สึกแปลกใจ เพราะอย่างน้อยก็น่าจะม

รีวิวล่าสุด

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้