เล่ห์หงส์ สะท้านบัลลังก์

  •   0 ตอน  (ยังไม่จบ)
  • 0
  • อัพเดทล่าสุด 15/03/2020 10:46:50

สั่งซื้อเวอร์ชั่นหนังสือ

เรื่องนี้มีเวอร์ชั่นหนังสือวางขายสามารถกดที่ปุ่มด้านล่างเพื่อสั่งซื้อกับนักเขียนโดยตรง
ซื้อหนังสือ

บทนำ

ยามค่ำคืนห่างไกลจากหมู่บ้านคนเสียงจักจั่นร่ำร้องขึ้นในคืนอันเงียบสงัดบรรยากาศภายนอกเงียบเหงาและเปล่าเปลี่ยวด้วยห่างไกลจากตัวเมืองกู่เฟิงมาพอสมควร เบื้องหน้ามีกระท่อมเล็กๆหลังหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางบรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกเหน็บหนาว

มองจากภายนอกกระท่อมแห่งนี้คงถูกทิ้งร้าง ไร้ซึ่งคนอาศัยมานาน เพราะด้านนอกตัวกระท่อมมีซากไม้ที่ถูกหามาไว้ทำฟืนแต่กลับมิได้ใช้งานวางทับถมกันอยู่กองหนึ่ง ด้านหน้าตัวเรือนมีแต่ฝุ่นและหยากไย่เกาะตามกรอบประตูและหน้าต่าง ชวนให้ผู้ที่ผ่านไปผ่านมารู้สึกขวัญผวาจนไม่กล้าย่างกลายเข้ามาในรัศมีของตัวกระท่อม

แต่ในค่ำคืนนี้ กระท่อมที่ถูกทิ้งร้างมานานกับมีเปลวเทียนให้แสงสว่างอยู่ด้านในอย่างมิเคยเป็นมาก่อน หากมีผู้มาพบเห็นคงจะรู้สึกแปลกใจมิน้อย ความเคลื่อนไหวในตัวเรือนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปลายเท้าที่ก้าวเดินอย่างเร่งรีบของดรุณีน้อยอายุราวสิบหกปีเศษ ใบหน้านวลผุดผ่องมีเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้า แววตาของนางทั้งร้อนรนและวิตกกังวลจนสังเกตได้ ฝีเท้าที่ก้าวเดินไม่มั่นคงนัก แต่เจ้าตัวก็พยายามคุมสติเท่าที่สตรีอายุเท่านี้จะทำได้ นางเร่งมือรื้อค้นหาของใช้ในบ้านที่อาจเป็นประโยชน์ต่อตนในยามนี้

“หมี่กั๋ว! เร็วหน่อยเถิด น้ำร้อนเดือดรึยัง ผ้าเล่า มีผ้าสะอาดบ้างหรือไม่ เร็วเข้า! จะไม่ทันการแล้ว”เสียงสตรีวัยกลางคนถามขึ้นอย่างร้อนรน กอปรกับความร้อนรนในใจทำให้ใบหน้าของหญิงที่แม้จะผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปีอดแสดงสีหน้ากังวลใจอย่างถึงที่สุดไม่ได้

‘จะไม่ให้ตนร้อนรนได้อย่างไรกัน โอรสสวรรค์กำลังจะถือกำเนิด’

“โอ๊ยยย!!!”เสียงร้องโอดโอยเสียงหนึ่งดังขึ้น ใบหน้าที่เคยงดงามเหยเก ด้วยความเจ็บปวดและทรมานอย่างถึงที่สุด แม้อาการเจ็บจะเกินทน แต่สตรีอ่อนวัยก็กัดฟันสู้ ฟันขาวสะอาดบดเข้าหากันอย่างอดกลั้น พร้อมกับออกแรงเบ่งตามที่หมอตำแยบอก นางต้องทนให้ได้ เด็กคนนี้จะต้องเกิดมา หลังจากบอกกับตนเองใบหน้าสวยหวานที่มีสง่าราศีเกินธรรมดาก็แฝงแววมุ่งมั่นขึ้นอีกหลายเท่าตัว

“ดีแล้วๆ เบ่งอีกเพคะ เเข็งใจสู้อีกนิดเพคะ เด็กกลับหัวแล้ว”หมอตำแยบอกแก่สตรีอ่อนวัยกว่าด้วยวาจานอบน้อม ปนความหวาดกลัวเล็กน้อย ตนเป็นเพียงหมอตำแยชาวบ้านในตำบลกู่เฟิง ใครจะคาดฝันว่าวันนึง จะมีโอกาสได้มาทำคลอดให้กับสตรีสูงศักดิ์เช่นนี้ แม้จะหวาดกลัวฐานะของอีกฝ่าย จนการทำคลอดเป็นไปอย่างเครียดเกร็ง จากที่เคยผ่านการทำคลอดมานับครั้งมิถ้วน แต่ไม่มีครั้งไหนที่จะน่าหวาดหวั่นดังเช่นครั้งนี้

หากผิดพลาด นางคงมิอาจรักษาชีวิตไว้ได้ สตรีตรงหน้า ตนเคยเห็นจากที่ไกลๆเพียงครั้งในยามที่เสด็จออกเยี่ยมราษฎรเป็นเพื่อนองค์ฮ่องเต้ ในยามนั้นราวกับมีแสงสว่างฉาบบนพระวรกายทั้งสองจนคนธรรมดาสามัญมิอาจจ้องมองได้ตรงๆ ใครจะคาดคิดว่าตนจะได้ชมพระบารมีของฮองเฮาของแคว้นหนิงอีกครั้ง แต่กลับเป็นในสถานการณ์ที่ชวนวิตกเช่นนี้

“น้ำร้อนมาแล้ว ผ้าอันนี้ใช้ได้มั้ย”เสียงสตรีอ่อนวัยกว่ากล่าวถามหมอตำแยอย่างร้อนรน ใบหน้างามชื้นไปด้วยเหงื่อ เนื่องจากหาจนทั่วทั้งกระท่อมแล้ว มีเพียงผ้าเก่าๆผืนหนึ่งแม้จะสะอาดสะอ้านแต่ใช่ว่าจะเหมาะสมกับพระวรกายขององค์ชายหรือองค์หญิงที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้น

เพียงแค่คิดว่าต้องใช้ผ้าเนื้อหยาบผืนนี้ห่อพระวรกายอันสูงส่ง หมี่กั๋วก็อดน้ำตาซึมอย่างรู้สึกสงสารองค์หญิงหรือองค์ชายในครรภ์ของฮองเฮามิได้ทั้งที่ควรจะได้รับผ้าแพรพรรณชั้นดี มีการจุดพุ่งเฉลิมฉลองแก่การกำเนิด ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเหมาะสมกับชาติกำเนิดอันสูงส่ง

‘แต่ในยามนี้ ไม่มีอีกแล้ว’

“ได้หมดนั่นแหละ เร็วเข้า!ฮองเฮาจะคลอดแล้ว”เสียงหมอตำแยเตือนสติที่กำลังหลุดลอยไปของหมี่กั๋วให้กลับมา นางรีบว่าอ่างใส่น้ำร้อนใบเก่าแต่ก็พอใช้แก้ขัดได้ลงข้างหมอตำแย และขยับกายเข้าใกล้พระวรกายอันสูงส่งของนายเหนือหัวตน เมื่อเห็นสีหน้าเจ็บปวดทุกข์ทรมาน แต่ก็ยังฮึดสู้อย่างถึงที่สุดขององค์ฮองเฮาแล้ว หมี่กั๋วก็ปาดน้ำตาของตนออก นางจะอ่อนแอมิได้ ตอนนี้ตนเป็นที่พึ่งเดียวของฮองเฮา หากแม้แต่นางยังอ่อนแอเช่นนี้ แล้วใครจะปกป้องฮองเฮากับโอรสหรือธิดาที่กำลังจะเกิดเล่า

ต่อให้นางต้องตาย นางก็จะปกป้องไว้ให้ได้ แววตาของหมี่กั๋วก่อเกิดความมุ่งมั่นขึ้น นางตรงเข้าจับแขนฮองเฮาอย่างให้กำลังใจ พร้อมกับเป็นการสัญญาว่าตนจะอยู่เคียงข้างพระองค์เสมอ เมื่อรับรู้ถึงความรู้สึกของคนสนิท เสิ่นหงเซียงก็ส่งสายตาขอบคุณให้นางกำนัลคนสนิท ที่ช่วยตนมาจนถึงทุกวันนี้ เสียงร้องพลางออก เเรงเบ่งยิ่งดังมากขึ้น เมื่อความปวดท้องทวีความรุนแรง

“อุแว้ๆๆ”ในที่สุดเสียงที่ทุกคนเฝ้ารอคอยก็ดังขึ้น ใบหน้างดงามปานรูปสลักของเสิ่นหงเซียงแย้มยิ้มออกมาน้อยๆ น้ำตาของนางไหลอาบแก้มอย่างอิ่มเอมใจ ในที่สุดตนก็สามารถในกำเนิดบุตรออกมาได้อย่างปลอดภัย หมี่กั๋วเองก็น้ำตานองหน้า


หลังจากที่หมอตำแยตัดสายรกพร้อมกับใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดให้ทารกแล้ว ก็ให้หมี่กั๋วช่วยอุ้มเด็กไว้ ซึ่งก็มิได้เกินความสามารถของนางกำนัลคนสนิทที่ไปฝึกเรียนรู้การเลี้ยงดูเด็กเพื่อที่จะได้คอยอุ้มชูดูแลองค์ชายหรือองค์หญิงที่กำลังจะเกิดขึ้น

“เป็นองค์หญิงน้อยเพคะ ฮองเฮาทอดพระเนตรดูเถิด”หมี่กั๋วอุ้มทารกเข้ามาใกล้นายตน แต่เสิ่นหงเซียงที่เพิ่งบรรเทาความเจ็บไปเมื่อครู่ ยังไม่ทันได้ดูหน้าบุตรสาวก็พลันปวดหน่วงที่ท้องขึ้นมาอีกครั้ง

“แม่หมอ ข้ารู้สึกปวดท้องยิ่งนัก ด้านในเหมือนมีความเคลื่อนไหวอยู่”เสิ่นหงเซียงตื่นลน พลางหันมาบอกหมอตำแย ที่องครักษ์ของตนไปพาตัวมาจากหมู่บ้านในละแวกนี้ หมอตำแยวัยกลางคนมีสีหน้าตกใจเช่นกัน

‘หรือว่า ด้านในจะยังมีเด็กอยู่อีกคน’ผู้สูงวัยกว่ารีบขยับการเข้ามาตรวจดูในทันที แล้วก็พลันอุทานขึ้น

“ดะ ด้านใน ยังมีเด็กอยู่อีกคนเพคะ เป็นฝาแฝดแน่นอนเพคะ”

เหงื่อที่ตนเพิ่งเช็ดออกผุดขึ้นบนใบหน้าอีกครา ความเคลื่อนไหวภายใน เป็นทารกอีกคนแน่ มิน่าในตอนแรกตนรู้สึกว่าครรภ์ของฮองเฮาดูใหญ่กว่าสตรีปกติ แต่ตนก็คิดเพียงว่า อาจเป็นเพราะได้รับการบำรุงมาอย่างดีในยามที่อยู่ในวัง ไม่นึกว่าจะเป็นฝาแฝด

“หมายความว่า ด้านในยังมีเด็กอยู่อีกคนเหรอ”หมี่กั๋วถามย้ำอย่างมิค่อยมั่นใจ ในตอนที่อยู่ในวังหมอหลวงเองก็สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นฝาแฝดแต่ฮองเฮากลับมิทรงเชื่อ เพราะการให้กำเนิดฝาแฝดนั้นเกิดขึ้นได้ยากมาก น้อยครั้งที่จะมีเด็กที่เป็นฝาแฝดถือกำเนิดขึ้น ทั้งบางครั้งเด็กที่เกิดมาก็มีโอกาสตายสูง ฮองเฮาจึงพยายามหลอกตนเองมาโดยตลอดว่าไม่ใช่ เนื่องจากไม่มีเครื่องยืนยันได้ หมอหลวงจึงไม่กล้าทัดทานกระแสรับสั่ง

“แล้วลูกของข้าอีกคน จะเป็นอะไรหรือไม่”เสิ่นหงเซียงถามด้วยใบหน้ากังวลใจใบหน้างามเหยเกมากขึ้น เพราะความเจ็บที่เพิ่งประสบไปเมื่อครู่กลับมาอีกครั้ง“เร็วเข้า หาผ้าสะอาดมาอีกผืน ทรงเบ่งอีกครั้งนะเพคะ เด็กต้องรอดแน่เพคะ”

เนื่องจากมีประสบการณ์มานาน ทารกในครรภ์นั้นยังมีชีวิตอยู่แน่นอน ไม่นานเสียงเบ่งและเสียงร้องอย่างทรมานก็ดังขึ้นอีกครา

เสิ่นหงเซียงกอดโอรสและธิดาของตนไว้ในอ้อมกอดอย่างหวงแหน น้ำตาเเห่งความปิติยินดีหลั่งออกมามิขาดสาย’คู่แฝดมังกรกับหงส์’ในที่สุดตนก็สามารถให้กำเนิดบุตรชายหญิงได้ตามพระประสงค์ เพียงแต่ในยามนี้คนที่ควรจะดีใจมากที่สุดไม่ได้อยู่ข้างกายตน ร่วมยินดีไปกับสิ่งที่ทั้งสองวาดฝันไว้

ในยามนี้ไม่มีอีกแล้ว

ภาพดาบที่แทงเข้าสู่หัวใจของชายที่รัก ยังตราตรึงในหัวใจของนาง แม้อยากจะม้วยมรณาตามอีกฝ่ายไปแต่ตนก็มิอาจทำได้ เพราะนางมิใช่ตัวคนเดียว นางยังมีลูก มีความหวังของทุกคนอยู่ในท้อง ตนจึงได้แต่หลบหนีมาจนถึงทุกวันนี้

“ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ พวกมันตามมาแล้ว ต้องหนีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”เสียงองครักษ์คนสนิทที่ติดตามคุ้มครองมาจนถึงตอนนี้ดังขึ้น เนื่องจากเขาได้ยินเสียงฝีเท้าม้าหลายสิบตัวกำลังวิ่งเข้ามาใกล้กระท่อมที่พวกตนอาศัยอยู่ หากฮองเฮามิปวดท้องกะทันหัน ป่านนี้ทั้งหมดคงจะกำลังเดินทางออกนอกแคว้นแล้ว

“ทำอย่างไรดีเพคะ พระองค์ทรงลุกไหวหรือไม่ เราต้องหนีแล้วนะเพคะ”หมี่กั๋วเอ่ยขึ้นอย่างตระหนก ประสบการณ์หนีตายที่ผ่านมาหลายต่อหลายวัน ทำให้ดรุณีน้อยผู้แทบมิเคยออกจากวังอดที่จะหวาดผวามิได้

เสิ่นหงเซียงมองใบหน้าของนางกำนัลคนสนิทของตน เด็กคนนี้แม้จะขี้กลัวและดูตื่นตระหนกได้ง่าย แต่กลับเป็นสตรีที่ฉลาดหลักเเหลมและมีความภักดีต่อตนนัก หากฝากบุตรทั้งสองของตนไว้กับนาง คิดว่าอีกฝ่ายต้องสามารถดูแลได้อย่างแน่นอน การคลอดบุตรถึงสองคนทำให้ร่างกายอันแสนบอบบางของตนมิอาจทนการหลบหนีได้ไหวอีกแล้ว ทั้งตัวนางก็คิดถึงเขาเหลือเกิน นางก้มลงจุมพิตหน้าผากของโอรสและธิดาของตน จ้องมองพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย หมี่กั๋วที่เห็นกิริยาของฮองเฮาก็พอเดาสถานการณ์ได้ นางส่ายหน้าเล็กน้อยอย่างมิอาจยอมรับได้

“ไม่นะเพคะ สิ่งที่คิดอย่าทรงรับสั่งออกมานะเพคะ เราจะหนีไปด้วยกัน พระองค์ไม่อยากเห็นองค์ชายและองค์หญิงเติบใหญ่แล้วเหรอเพคะ พวกเขาต้องการแม่นะเพคะ”หมี่กั๋วรีบกราบทูลอย่างมิอาจยอมรับการตัดสินใจของนายตนได้

“เจ้าเป็นคนฉลาดหมี่กั๋ว ฝากเลี้ยงดูพวกเขาแทนข้า ต่อให้ข้าหนีไปยามนี้ก็เป็นเพียงการยืดเวลาตายเท่านั้น ฝากเลี้ยงดูพวกเขา เมื่อเขาเติบใหญ่ก็ให้เขากลับมาชิงบัลลังก์จากพวกคนชั่ว แก้แค้นให้กับคนในครัวครอบของพวกเขา”รับสั่งเสียงหนักแน่น มิยอมให้นางกำนัลคนสนิทปฏิเสธตน

“ฮองเฮา…”หมี่กั๋วครางออกมาอย่างมิอาจทนได้ น้ำตาไหลนองเต็มใบหน้า ความรู้สึกบีบคั้นหัวใจเสียจนสตรีอ่อนประสบการณ์ไม่อาจจะรับได้ แววตาที่หนักแน่นและคาดหวังของผู้เป็นนายทำให้นางมิอาจเอ่ยตัดรอน เสียงกระตุ้นขององครักษ์คนสนิทของฮ่องเต้ดังขึ้นบอกเป็นนัยว่าเรื่องนี้ถึงการยุติ หมี่กั๋วรับทารกมาไว้ในอ้อมแขน ฮองเฮาทรงหยิบตราหยกประจำพระวรกายส่งให้คนสนิทของตน

“ข้าคงต้องฝากชีวิตพวกเขาไว้ในมือเจ้ากับองครักษ์หลี่เสียแล้ว บอกพวกเขาว่าข้ากับฝาบาทรักพวกเขาเท่าชีวิต”หมี่กั๋วพยักหน้ารับด้วยน้ำตา พลางอุ้มองค์หญิงไว้แนบอก ส่วนองค์ชายนั้นได้หมอตำแยเป็นคนอุ้มไว้ ดูเหมือนว่าตนต้องตกกระไดพลอยโจนไปกับพวกนางอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงเสียแล้ว

เมื่อหมี่กั๋วบอกเล่ากระแสรับสั่งให้หลี่ชิงหลงองครักษ์ส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ ที่เป็นผู้พาพวกนางหลบหนีมาได้จนถึงวันนี้ฟัง อีกฝ่ายก็มีสีหน้ามืดครึ้มลง กรามบดแน่น หัวตาร้อนผ่าวขึ้นอย่างมิอาจหักห้ามได้ แต่ด้วยกระแสรับสั่งสุดท้าย พร้อมกับความหวังเดียวที่เหลืออยู่ ตนจึงต้องตัดใจ

หลี่ชิงหลง หมี่กั๋วและหมอตำแย ถวายการเคารพสตรีที่สูงส่งที่สุดในแคว้นภายในห้องเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนกายจากไป

หลังจากที่เสียงรถม้าเงียบหายไปแล้ว เสิ่นหงเซียงที่กำลังหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนก็พลันขยับกายขึ้น เสียงฝีเท้าม้าที่ดังขึ้นอีกครา ทำให้นางที่แทบจะไร้เรี่ยวแรง ดึงพลังเฮือกสุดท้ายของตนค้นหาของบางอย่าง ใช้เวลาควานหาไม่นาน พระหัตถ์อันงดงามเกลี้ยงเกลาก็กอบกำบางอย่างไว้ในมือ ปลายอันแหลมคมของอาวุธที่ทำด้วยเหล็กกล้า สะท้อนกับเปลวเทียน ดวงตากลมโตของสตรีที่มีใบหน้างดงามเหนือสามัญแฝงความมุ่งมั่น

เสียงกระแทกประตูดังขึ้น บ่งบอกว่ามหันตภัยได้ย่างกลายเข้าใกล้ชีวิตของนางแล้ว ในยามนี้ได้แต่ภาวนา ให้สวรรค์โปรดช่วยคุ้มครองลูกทั้งสองของตนให้อยู่รอดปลอดภัย ส่วนตัวนางคงได้เวลาที่จะไปพบเขาเสียที นางปล่อยให้เขารอมาหลายนานแล้ว ป่านนี้อีกฝ่ายก็คงจะรู้สึกโดดเดี่ยว เหมือนนางในยามนี้

‘ฉึก!!”

มีดสั้นปักลงกลางหัวใจของเสิ่นหงเซียงอย่างแม่นยำ เลือดไหลรินออกจากอกข้างซ้ายอย่างมิขาดสาย ฉาบเสื้อสีขาวให้แดงฉาน เป็นภาพที่ชวนให้รู้สึกเวทนาอย่างยิ่ง แต่ดวงหน้างามของสตรีที่ปลิดชีวิตตนเองอย่างเด็ดเดี่ยวกับเผยรอยยิ้มอ่อนโยน ราวกับเทพผู้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

‘รอข้าด้วยนะ หยวนชิง’

....

ฝากกดติดตามด้วยจ้า เรื่องนี้คงลงแล้วในเด็กดีจ้า แต่เพิ่งลองมาลงเว็บใหม่

รีวิวล่าสุด

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้