ภรรยาประมูลรัก-1

โดย  วีนัส ละอองดาว / ญาตา

ภรรยาประมูลรัก

1

เช้าวันทำงานวันแรกของสัปดาห์ใครหลายคนไม่อยากจะตื่นนอนจากนิทราอันแสนหวาน หรือยังมีอีกหลาย ๆ คนที่ไม่อยากกลับมาเจอปัญหาเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งที่ไม่เข้าใจในตัวเองเลยเช่นกันว่าทำไมถึงได้กลายเป็นคนซุ่มซ่าม ทำงานผิดพลาด แถมยังไม่เคยได้เรื่องได้ราวอะไร

บริษัทนำเข้ายักษ์ใหญ่ที่สุดของเมืองไทยยังมีเธอคนนั้นแอบหลบซ่อนตัวอยู่ จนกลายเป็นตัวตลกของเพื่อนร่วมงาน ทว่าในความโชคร้ายยังมีความโชคดี มันทำให้ได้เจอเพื่อนร่วมงานใจดีคนหนึ่งที่พอจะระบายอารมณ์ได้บ้าง

สถานที่เพียงแห่งเดียวที่สองสาวจะขึ้นไปพักสมองช่วงเวลาพักรับประทานอาหาร แต่วันนี้ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสเช่นทุกครั้งกลับมืดมิด ราวกับจะแกล้งให้สาวน้อยโชคชะตากลั่นแกล้งต้องติดแหง็กอยู่บนดาดฟ้าเพียงลำพังหลังจากที่เพื่อนของเธอกลับลงไปเข้าห้องน้ำ และเป็นคราวซวยที่ดันมีคนล็อกประตูทำให้ออกไปไหนไม่ได้ มือถือไม่มี มีเพียงเนื้อตัวที่สวมชุดพนักงานสีฟ้าอ่อน นั่งกอดเข่าร้องไห้แข่งกับสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาว่ายังมีสาวน้อยคนนี้นั่งตากฝนอยู่

“ฮื้อ ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย ฮื้อ!”

ร่างบอบบางเงยหน้าขึ้นตะโกนก้องบนฟ้า ต่อว่าให้สายฝนอยู่นานหลายนาทีจนเสียงประตูดาดฟ้าถูกเปิดออก เพื่อนร่วมงานอีกจำนวนหนึ่งยืนหัวเราะให้ร่างเปียกซ่กด้วยน้ำฝนพร้อมกับอาการหนาวสั่นเล็กน้อย แต่ยังดีที่มีคนไม่แล้งน้ำใจจนเกินไปยื่นผ้าขนหนูมาคลุมร่างของเธอซึ่งตอนนี้คงมองทะลุไปถึงด้านในแล้ว สังเกตจากสายตากะลิ้มกะเหลี่ยของพวกพนักงานผู้ชายที่พากันเดินมามุงดูเธอ

เอมิกา จันทราฤดีหรือข้าวปั้นสาวสวยน่ารักใบหน้าเรียวรูปไข่ ปากเล็ก จมูกโด่งเป็นสัน ดวงตากลมโตสว่างไสวเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ผิดกับชีวิตจริงของเธอ ทว่ารูปร่างกลับดูบอบบางน่าปกป้อง ด้วยผิวพรรณที่ขาวกระจ่างใสอมชมพู บวกด้วยอุปนิสัยซุ่มซ่ามของเจ้าตัวที่แสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาตินั้น ทำให้ผู้ชายต่างหลงใหล และผู้หญิงต่างอิจฉา

“ไม่เป็นไร” ข้าวปั้นตอบทั้งที่ก้าวเท้าแทบไม่ไหว บวกกับอาการหนาวสั่นสะท้านเพราะโดนน้ำฝนมาเป็นเวลานาน ปากเล็กจึงสั่นจนคนที่มาดูต้องพากันเคลิ้มให้แก่กิริยายั่วยวนที่เจ้าตัวแสดงออกมาอย่างไม่ตั้งใจ

“ไม่เป็นอะไรที่ไหนกัน วันนี้กลับบ้านไปพักก่อน พี่อนุญาต”ตุลาการเอ่ยปาก

ชายหนุ่มเป็นนักธุรกิจไฟแรง จบจากนอก กลับมาบริหารธุรกิจนำเข้าแทนพ่อที่เกษียณอายุกลับไปพักที่บ้าน แล้วยกตำแหน่งให้เขาบริหารงานแทน คำพูดนั้นทำลายสายตาของพนักงานในแผนกที่ข้าวปั้นทำงานด้วย ก่อนที่ทั้งหมดจะพากันกลับไปทำงานของตัวเองเมื่อเจอสายตาดุจากท่านประธานหนุ่มส่งมา จึงเหลือเพียงสาวน้อยอีกคนที่ยืนประคองข้าวปั้น

“ใช่ กลับบ้านไปเถอะ ส่วนเรื่องงาน ฉันพอจะทำแทนให้ก่อนได้ แต่ต้องมาใช้หนี้นะ ไม่ทำให้ฟรี”

นลินสาวน้อยตาคม ผมดกดำเงางามยาวไสว เพื่อนร่วมงานที่เธอสนิทที่สุดในแผนกพูดขึ้นเพราะเป็นห่วง เมื่อเห็นร่างที่กำลังประคองให้ก้าวเดินเริ่มทิ้งน้ำหนักตัวลงมาจนเธอแทบจะรับไม่ไหว หากแต่เจ้าตัวยังดื้อรั้นไม่ยอมทำตามที่ตุลาการบอก จนอีกฝ่ายต้องทำตาดุเข้าข่ม

“พี่ว่าน้องข้าวปั้นกลับบ้านเถอะนะครับ ให้พี่ไปส่งไหม”ชัยชนะเพื่อนร่วมงานอีกคนมองข้าวปั้นที่ร่างกายเปียกโชกอย่างหื่นกาม ก่อนจะถูกตุลาการพูดดักทางทันควัน

“เห็นไหม ยังจะเถียงอีก เธอไม่ต้องกลับไปทำงานหรอกนะ" ตุลาการหันไปหานลินที่ยืนมองตัวเองอยู่ก่อนเอ่ยปากสั่งแกมขอร้อง "ยังไงช่วยไปส่งข้าวปั้นด้วย”

“คะ?ได้ค่ะ”

นลินเผลอมองตุลาการ ชายหนุ่มที่เจ้าหล่อนเพียงแค่คิด แต่ไม่มีสิทธิ์อาจเอื้อมมือไปถึง ก่อนจะพูดเสียงหลงออกมาเพราะไม่ทันได้ฟังชัดเจน แล้วก้มหน้าซ่อนแก้มแดงของตัวเองเอาไว้ไม่ให้อีกฝ่ายเห็น ตุลาการเห็นท่าทีแบบนี้จนชาชินเสียแล้วจึงไม่สนใจมากนัก เบนหน้าไปเอ่ยลาสาวน้อยอีกคน

“พี่ไปทำงานก่อนนะ กลับไปก็หายากินด้วย เดี๋ยวคุณน้านิภาเป็นห่วงอีก”

ตุลาการพูดขึ้นพร้อมกับยกมือลูบศีรษะเล็กของข้าวปั้นอย่างเอ็นดูก่อนจะเดินกลับไปทางเดิม ทิ้งให้ทั้งสองสาวมองตามหลัง ข้าวปั้นและตุลาการรู้จักกันเพราะพ่อกับแม่ของพวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยเรียน ทำให้ข้าวปั้นได้มีพี่ชายที่ใจดีและมีเพื่อนร่วมงานที่แสนดี

“มองแบบนี้ทำไม ไม่ตามไปด้วยเลยล่ะ” ข้าวปั้นที่พูดแซวนลินที่มองตามตุลาการไปจนลับสายตาก็ยังไม่ยอมหันกลับ

“ตามได้คงตามไปนานแล้ว กลับกันเถอะ”

นลินตอบข้าวปั้นแล้วชวนกลับ ขืนยืนอยู่แบบนี้มีหวังโดนแม่บ้านบ่นหูชาโทษฐานทำพื้นเลอะ

ข้าวปั้นพยักหน้าเบา ๆ แล้วพากันเดินกลับไปเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน ตอนนี้เธอรู้สึกมึนหัวแปลก ๆ แถมยังรู้สึกร้อนสลับหนาว

สวิตเซอร์แลนด์นครแห่งการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่มั่งคั่ง ทั้งการธนาคารที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและการส่งออกสินค้าเครื่องมือแพทย์ที่กำลังเติบโต ออกดอกออกผลอย่างมากมายมหาศาลตอบแทนให้แก่เจ้าของธุรกิจหนุ่มไฟแรง ลูกชายคนโตของตระกูลดอว์สันซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจหลากหลาย ติดอันดับหนึ่งในสามของตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดของโลก สี่หนุ่มตระกูลดอว์สันต่างพากันหยิบจับธุรกิจที่ตนเองถนัดตามความสามารถและความเห็นชอบจากประมุขของตระกูลซึ่งวางมือให้พวกลูกชายของตนเองสืบทอดต่อ

วิลเลียม ดอว์สันทายาทคนแรกของตระกูลดอว์สัน บุรุษผู้กุมบังเหียนการธนาคารของทวีปยุโรปและกำลังขยายตัวไปทางเอเชีย พร้อมทั้งยังเข้ารับช่วงงานแทนบิดา มหาเศรษฐีหนุ่มหล่อ ยักษ์ใหญ่ที่ทั้งขวานผ่าซาก ไม่มีหน้าไม่มีหลัง ทว่าสวรรค์กลับสรรค์สร้างบุรุษหล่อเหลาปานเทพบุตรที่แม้จะเย็นชาต่อสาวสวยซึ่งพยายามทอดสะพานให้ แต่ก็ยังสามารถดึงดูดใจทั้งสาวเล็กสาวใหญ่หรือสาวเทียมได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ก็ในเมื่อความลงตัวกันแบบที่สุดของใบหน้าคมครึ้มเคราเล็กน้อย ดวงตาคมดุจพญาอินทรีสีเทาเข้ม ยามคู่ต่อสู้ถูกจ้องด้วยสายตาคู่นี้เป็นอันต้องสยบ แพ้ราบคาบ คิ้วดกดำเข้มเรียงตัวสวยไม่แพ้ขนตางอนยาวของผู้หญิง จมูกที่โด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากได้รูปสวย แต่ความสวยเท่านั้นที่หลอกตา หากได้ลิ้มรสวาทะจากริมฝีปากคู่นี้ รับรองได้เลยว่าจะลืมไม่ลง ทว่าภายใต้มาดเฮี้ยบที่ภายนอกดูเย็นชา ไร้หัวใจ กลับมีข้อดีมากมายที่สาว ๆ ทั่วทั้งโลกอยากลองพิสูจน์สักครั้งก่อนตาย แต่คงไม่มีใครสามารถทำได้หากไม่ต้องตาและใจของมหาเศรษฐีหนุ่มหล่อคนนี้

“ข้าวปั้น มีข่าวของผู้ชายคนนี้อีกแล้ว ดูสิคนบ้าอะไรหล่อระเบิดขนาดนั้น” นลินชี้เปิดหน้าข่าวใหม่ล่าสุดที่กำลังฮอตที่เจ้าตัวแอบหยิบมาจากบริษัทแล้วทำท่าทางเพ้อฝันตามฉบับนลินที่มักชอบอ่านนิยายรักและมันทำให้ข้าวปั้นติดไปด้วยอีกราย

“คนไหนหรือ” ข้าวปั้นนั่งลงบนโซฟากลางเก่ากลางใหม่หลังจากเดินไปรินน้ำเย็นมาให้นลินที่แวะมาหาที่บ้านในวันหยุดทุกครั้ง และมักจะชวนกันออกไปชอปปิงข้างนอกตามประสาผู้หญิงที่มักไปเดินเที่ยวหาของกิน

“ไม่สนใจไม่ใช่หรือ” นลินหันไปมองเพื่อนของเธอที่เอียงคอมองนิตยสารในมือของตนเอง ช่วงแรก ๆ ข้าวปั้นไม่สนใจเรื่องรักใคร่ เพราะคิดเอาเองว่าคงไม่มีใครหันมาสนใจผู้หญิงที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ล้มไม่เป็นท่า

“ก็ ตอนนี้สนใจไง เห็นพูดไม่หยุด แค่อยากเห็นอะ” ข้าวปั้นตอบอย่างรักษาท่าทีเอาไว้ แต่ก็ไม่พ้นสายตาของนลินไปได้ ก่อนจะยื่นให้ข้าวปั้นเห็นว่าคนที่หล่อนพูดถึงบ่อย ๆ นั้นหน้าตาเป็นแบบไหน

“คนนี้ไง หล่อใช่เปล่า”

แรกพบสบตากับรูปภาพตรงหน้า เพียงแค่นี้มันก็ทำให้ข้าวปั้นวางตาไม่ลงได้แล้ว แรงดึงดูดมหาศาลที่พุ่งมาจากดวงตาคมมันทำให้หญิงสาวสะท้านแปลก ๆ

“อื้อ ก็หล่อ”

“หล่อมากต่างหาก แถมรวยเวอร์ด้วย เมื่อไรเราจะได้เจอคนแบบนี้มาแอบชอบบ้าง”

นลินวางนิตยสารทาบกับอกตัวเองแล้วเพ้อฝันตามแบบฉบับของเธอที่มักอ่านนิยายจากนักเขียนโรแมนติกคนหนึ่ง ก่อนที่จะวางลงแล้วหันไปตักข้าวเหนียวมูนที่ทำมาจากบ้านเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย นลินอยู่ตัวคนเดียว หลังจากป้าที่เลี้ยงดูเธอตั้งแต่เล็กได้เสียไป ซึ่งบางครั้งข้าวปั้นก็มักจะตามกลับไปค้างที่บ้านด้วย

ข้าวปั้นแอบเหลือบสายตามองภาพในหน้าที่เปิดอยู่

“แต่เสียดาย” สีหน้าของนลินสลดลงจนทำให้ข้าวปั้นขมวดคิ้วสงสัยว่าเธอเสียดายอะไร

“เสียดายอะไรหรือ”

“ก็มีข่าวซุบซิบว่า คุณวิลเลียม ดอว์สัน เจ้าพ่อธุรกิจด้านการธนาคารสุดหล่อระเบิดคนนี้เป็นพวกเอส” นลินพูดแล้วเอื้อมมือไปหยิบน้ำขึ้นมายกดื่มล้างปาก และคำพูดของเธอทำให้สาวน้อยที่ไม่รู้จักเรื่องพวกนี้สงสัยหนักเข้าไปอีก

“พวกเอสคืออะไรหรือ”

“ก็แบบว่าชื่นชอบการกลั่นแกล้งคน แต่กับคนพิเศษเท่านั้นที่เขาจะยิ่งชอบมากเป็นพิเศษ แต่มันก็แค่ข่าว อาจจะไม่จริงก็ได้ เพราะยังไม่เคยมีใครออกมาพูดจริง ๆ ว่าเขาเป็นแบบนั้น” นลินเห็นสีหน้าของข้าวปั้นที่ซีดสนิทหลังจากฟังคำพูดของเธอจึงแก้ต่าง

แต่มันอาจจะจริงที่เขาเป็นหรือไม่เป็น แต่ยังไงคนระดับนั้นเขาก็ไม่มัวมาสนใจคนแบบพวกเธอกันหรอกข้าวปั้นคิดในใจเงียบ ๆ

“ช่างเขาสิ จะเป็นเอส วาย ซี อะไรก็แล้วแต่เขา คนรวยแบบนั้นคงจะมาสนใจคนอย่างพวกเราหรอก” ข้าวปั้นพูดสกัดความคิดเพ้อฝันของนลินให้ร่วงหล่นลงทันที แต่เธอก็รู้ว่าเพื่อนคนนี้ไม่ได้คิดเพ้อถึงขั้นนั้น ขอแค่ได้จินตนาการตามแบบในโลกของเทพนิยายก็พอ

“ก็ใช่ คนรวยเขาจะมาสนใจอะไรกับคนอย่างเรากัน” แล้วทั้งสองสาวก็พากันเปลี่ยนเรื่องคุยกันก่อนที่จะเพ้อเจ้อ ฝันลม ๆ แล้ง ๆ

ตอนนี้พ่อกับแม่ของข้าวปั้นโดนสั่งย้ายให้ไปทำงานที่ต่างประเทศ และไปคราวนี้อีกนานกว่าทั้งคู่จะได้กลับบ้าน นลินจึงนั่งเล่นเป็นเพื่อนข้าวปั้นต่อ

เวลาเกือบเย็นพอตะวันใกล้ตกลงสู่พื้นและแทนที่ด้วยพระจันทร์ดวงใหญ่ก็ถึงเวลาที่นลินต้องกลับบ้านพักของตัวเอง ข้าวปั้นที่ไม่อยากให้ผู้หญิงน่ารักอย่างนลินต้องขึ้นรถไปคนเดียวก็พยายามพูดจาให้เจ้าตัวอยู่เป็นเพื่อนเธอ

“นลิน มันอันตรายนะ แล้วตอนนี้มันก็เริ่มมืดแล้วด้วย นอนที่นี่เถอะ”

“เป็นห่วงบ้าน เธอก็รู้ว่าแถวนั้นโจรขโมยเยอะจะตาย” สองสาวยืนเถียงกันอยู่ตรงบริเวณหน้าบ้านของข้าวปั้นที่อยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ เขตหนึ่งของกรุงเทพฯ

“ยิ่งให้กลับไม่ได้ กลับพรุ่งนี้เถอะนะ”

เสียงของสองสาวที่กำลังถกเถียงกันทำให้ชายหนุ่มข้างบ้านที่กำลังเดินออกมาจากฟิตเนสภายในสวนบ้านของเขาได้ยินเข้าก่อนจะมองส่องตามรอยของรั้วไม้

“มีอะไรกันหรือเปล่า เสียงดังเชียว”

เสียงของตุลาการที่ดังข้ามรั้วมาทำให้ทั้งคู่หันไปมอง คนหนึ่งมองด้วยรอยยิ้มตามแบบของเธอเมื่อเจอกันที่บ้าน แต่อีกคนกำลังอ้าปากค้างเพราะไม่คิดว่าจะได้เจอเขาวันนี้ ทุกทีที่มาเที่ยวบ้านของข้าวปั้น เธอมักจะแอบมองไปทางบ้านของตุลาการอยู่บ่อยครั้ง จนบางครั้งถูกข้าวปั้นจับได้ และนาน ๆ ทีจะได้เจอกับตุลาการสักครั้งหนึ่ง

“นลินดื้อจะกลับบ้านทั้งที่มันก็มืดแล้วด้วย และแถวบ้านของนลินก็มีโจรเยอะ ข้าวปั้นเป็นห่วง ไม่อยากให้กลับค่ะพี่ตุลา” ข้าวปั้นได้โอกาสรีบเล่าให้ตุลาการฟัง เพราะรู้ดีว่านลินนั้นขัดใจตุลาการไม่ได้สักครั้ง

หากทั้งสองได้รักกันคงจะดีมากเลยข้าวปั้นคิดแบบนั้น

“ก็นอนพักที่นี่เลยสิ เห็นมานอนอยู่บ่อย ๆ ไม่ใช่หรือ”

นลินตาโตจ้องมองตุลาการ ไม่คิดว่าเขาจะสนใจการมาของเธอด้วย

“ท่านประธานรู้ด้วยหรือคะ” นลินยืนบิดตัวเองไปมาแก้เขินเพราะถูกตุลาการสนใจ แต่หัวใจที่กำลังพองก็แฟบลงเพราะประโยคที่ตุลาการพูด

“ข้าวปั้นเล่าให้ฟัง”

“อ้อ ค่ะ”

“นอนที่นี่เถอะนลิน” ข้าวปั้นหันไปอ้อนวอนตามแบบที่เธอเคยทำ และมันคงเป็นสิ่งเดียวเธอทำแล้วสำเร็จทุกครั้ง จนนลินพยักหน้ารับเบา ๆ อย่างจำยอม

“ก็ได้ นอนก็นอน”

ข้าวปั้นยิ้มดีใจที่วันนี้เธอจะได้มีเพื่อนนอน หลังจากนอนเหงามาตลอดทั้งอาทิตย์

“งั้นเดี๋ยวเย็นนี้พี่พาไปเลี้ยงข้าว อีกหนึ่งชั่วโมงเจอกัน” ตุลาการเห็นท่าทีของทั้งสองก่อนจะพูดชวน เพราะนาน ๆ ทีเขาจะได้เจอกับเพื่อนของข้าวปั้นที่ช่วยเหลือเธอตอนทำงาน ทั้ง ๆ ที่เพื่อนร่วมงานคนอื่นไม่เคยคิดสนใจ แม้เขาอยากจะช่วยเหลือเธอ แต่ก็ทำแบบนั้นไม่ได้ เดี๋ยวจะเสียการปกครอง

“รับทราบค่ะ เข้าบ้านกัน” ข้าวปั้นพูดเสร็จก็เดินเข้าบ้านทันที ทิ้งให้ทั้งสองยืนสบตากัน ก่อนที่นลินจะเป็นฝ่ายหลบตา

“ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน” นลินพูดเสร็จก็เตรียมก้าวเดิน แต่เสียงของตุลาการห้ามไว้เสียก่อน

“ไม่ต้องเรียกท่านประธานก็ได้ จะเรียกตามข้าวปั้นผมก็ไม่ว่า”

ตุลาการและนลินยืนคุยกันอีกไม่กี่คำก่อนจะขอตัวไป นลินเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เข้ามาด้านในบ้าน แล้วก็มาสะดุดกับสายตาล้อเลียนของข้าวปั้นที่ยืนมองตรงบันไดบ้าน

“ยิ้มอะไร ยังไม่ไปอาบน้ำอีก ไม่งั้นฉันอาบก่อนนะ” นลินเดินเข้าไปใกล้เตรียมจะวิ่งแข่งกันแย่งห้องน้ำ ทำราวกับเด็กแย่งกันอาบน้ำก็ไม่ปาน เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานดังขึ้นก่อนจะเงียบลงเพราะนลินเป็นฝ่ายอาบน้ำก่อน

ข้าวปั้นเดินกลับมานั่งลงบนเตียงนอนขนาดห้าฟุตลายคิตตี้สีชมพูของตัวเองพร้อมกับหยิบนิตยสารที่นลินเอามาเปิดอ่านฆ่าเวลาระหว่างรอ และก็ต้องสะดุดสายตาเข้ากับบทสัมภาษณ์ของมหาเศรษฐีหนุ่มคนนั้นอีกครั้ง

“ข่าวลือที่ว่าคุณวิลเลียมสนุกกับการกลั่นแกล้งผู้หญิงที่รักจริงหรือแปล่าคะ?”

“เรื่องนั้นผมก็อยากรู้เหมือนกัน”

“คนอะไร ชอบให้คนรักร้องไห้หรือยังไงกัน”

ข้าวปั้นพึมพำกับรูปภาพของวิลเลียมแล้วล้มตัวลงนอน ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงต้องอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับผู้ชายที่คงไม่มีวันรู้ว่าเธอยังมีตัวตนอยู่บนโลกนี้ แล้วถอนหายใจออกมาแรง ๆ เป็นเวลาเดียวกับนลินเดินออกจากห้องน้ำท่าทางอารมณ์ดีผิดจากเมื่อสักครู่ ก่อนที่ข้าวปั้นจะเดินเข้าไปอาบน้ำบ้าง

เวลาไม่ขาดไม่เกินชั่วโมง รถสปอร์ตคันหรูสีดำรุ่นใหม่ล่าสุดคันละหลายสิบล้านก็แล่นเข้ามาจอดตรงด้านหน้าสองสาวที่เดินออกจากบ้านมาพอดี ตุลาการอยู่ในชุดไปรเวทเสื้อยืดคอกลมสีเทาเข้มกับยีนส์ ยิ่งทำให้ดูมีเสน่ห์น่าหลงใหลมากยิ่งขึ้น คนที่คิดว่าอีกฝ่ายเปรียบเสมือนพี่ชายเมื่อเห็นก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร ผิดกับอีกคนที่ยืนตะลึงงันอยู่กับที่เพราะเพิ่งเคยเห็นตุลาการแต่งชุดธรรมดานอกจากชุดสูทหรู

ข้าวปั้นรีบเดินไปเปิดประตูรถด้านหลังขึ้นไปนั่ง ก่อนจะปิดประตู ทิ้งให้นลินยืนมองประตูด้านข้างคนขับกับด้านหลังสลับไปมาอย่างไม่รู้จะขึ้นไปนั่งตรงไหนดี ข้าวปั้นจึงโผล่หน้าผ่านเบาะข้างคนขับเรียกให้นลินขึ้นรถ ประเดี๋ยวจะเสียเวลาไปมากกว่านี้

“นลินเข้ามานั่งได้แล้ว ไม่หิวข้าวหรือ” ข้าวปั้นพยักหน้าให้เธอนั่งตรงด้านข้างคนขับคล้ายสั่งกลาย ๆ

“ก็...ได้”

สุดท้ายนลินก็เข้าไปนั่งข้างตุลาการจนได้ เพราะว่าหากเสียเวลาจะไม่ทันได้รับประทานอาหารกันพอดี ตลอดการเดินทางไปร้านอาหารที่เจ้ามือเป็นคนเลี้ยงก็มีเพียงเสียงของข้าวปั้นที่ชวนคุยไม่ขาด ผิดกับอีกสาวที่นั่งเงียบ ถามคำตอบคำ และมีบางทีที่เผลอแอบมองตุลาการอยู่บ่อยครั้ง

ภัตตาคารอาหารอิตาลีร้านดังเป็นอีกธุรกิจของตุลาการ ทั้งสามเดินเข้ามาด้านใน ตุลาการเลือกห้องวีไอพีห้องเดิมที่เขาใช้เวลาออกมาเจรจากับคู่ค้าทางธุรกิจ อาหารมากมายหลากหลายรสชาติถูกนำมาเสิร์ฟตรงหน้าข้าวปั้นและนลิน สองสาวต่างพากันกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะได้ยินตุลาการพูดขึ้น ทั้งสองไม่รอช้า ลงมือรับประทานอาหารยั่วน้ำลายตรงหน้า

“พี่ตุลามากินที่นี่บ่อยหรือคะ” ข้าวปั้นเป็นฝ่ายชวนคุยหลังจากวางแก้วน้ำลงเพราะเริ่มอิ่มท้อง ตามด้วยนลินที่เริ่มท้องตึงเหมือนกัน

“ไม่บ่อย แค่ตอนมาคุยงานกับคู่ค้า”

ข้าวปั้นพยักหน้ารับ ก่อนจะลุกขึ้นหันไปบอกนลินที่เงยหน้าขึ้นมอง

“ฉันไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ เดี๋ยวมา”

ข้าวปั้นบอกเสร็จก็เดินออกจากห้องอาหารสำหรับแขกวีไอพีชั้นบนของภัตตาคารที่แบ่งเป็นโซน ข้าวปั้นเดินออกมาย่อยอาหารและเพื่อให้สองคนนั้นได้คุยกันมากกว่าอยากจะไปเข้าห้องน้ำ เธอเดินตามทางยาวไปเรื่อย ๆ จนถึงโซนแขกระดับที่ต้องการความเงียบสงบและความเป็นส่วนตัวสูง

“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ”

ข้าวปั้นเผลอมองป้ายสีทองด้านหน้าห้องห้องหนึ่ง แล้วก็ต้องร้องเสียงหลงออกมาเมื่ออยู่ ๆ ประตูห้องก็เปิดกว้างออก พร้อมกับร่างใหญ่ของผู้ชายยืนประจันหน้า กลิ่นโคโลญจน์ชายอ่อน ๆ แต่กลับหอมชวนให้พิสูจน์ความหอม พร้อมกับชุดสูทสีเทาเข้มราคาแพงไม่น้อยของชายที่ยืนเต็มความสูงเลยศีรษะของเธอ ข้าวปั้นเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมสัน นัยน์ตาดุคม และยังนิ่งสงบจนมองไม่ออกว่าเจ้าของดวงตาคู่นี้กำลังคิดอะไรอยู่

“จะยืนขวางทางอีกนานไหม” เสียงทุ้มดังขึ้นเรียกสติของสาวน้อยที่กำลังยืนจ้องหน้าของเขาอยู่ตอนนี้ ก่อนเจ้าตัวจะสะดุ้งอีกครั้ง รีบขอโทษแล้วเดินหลบไปทางอื่น ทิ้งให้ชายหนุ่มที่ถูกมองต้องหันตามร่างเล็กไป

ข้าวปั้นรีบซอยเท้ากลับไปที่ห้องอาหารที่มีตุลาการและนลินนั่งอยู่ด้านใน ท่าทางลุกลนของข้าวปั้นทำให้นลินสงสัย แล้วยิ่งใบหน้าขาวของเธอแดงก่ำอย่างกับออกไปวิ่งย่อยอาหารอย่างไรอย่างนั้น

“ห้องน้ำมันไกลจนต้องเหนื่อยหอบเลยหรือ”

“ไม่ใช่สักหน่อย” ข้าวปั้นปฏิเสธเสียงเบาเพราะในหัวกำลังคิดถึงบุคคลที่เธอเพิ่งเจอเข้าโดยบังเอิญ จะเรียกแบบนั้นได้หรือเปล่า ถ้าเธอไม่ยืนอยู่ตรงนั้นอาจจะไม่ได้เจอผู้ชายคนนั้นก็ได้

ตุลาการเห็นท่าทางแปลกไปของข้าวปั้นก็นึกเป็นห่วง เพราะถูกฝากฝังให้ดูแลเธอตอนที่พ่อกับแม่ของข้าวปั้นไม่อยู่ จึงถามออกมา พร้อมกับลุกขึ้นเดินมาใกล้ เอาหลังมือแตะบนหน้าผากเนียนของเธอเบา ๆ

“เป็นอะไรหรือเปล่า หน้าแดงเชียว”

“ข้าวปั้นไม่เป็นอะไรค่ะ เรากลับกันเถอะค่ะ มันดึกแล้ว”

ข้าวปั้นเอียงตัวหนีหลังมือของตุลาการแล้วลุกขึ้นยืนพร้อมกับพูดชวนทั้งสองให้กลับบ้าน ตุลาการพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนที่ข้าวปั้นกับนลินจะจับจูงกันออกจากห้องไปรอด้านนอกภัตตาคารอย่างเร่งด่วน ราวกับว่ากำลังหนีใครบางคน นลินได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ เพราะถึงบ้านเมื่อไรเธอจะต้องรู้ให้ได้ว่าอาการแปลก ๆ ลุกลี้ลุกลนของข้าวปั้นมันมีสาเหตุมาจากอะไร

ข้าวปั้นและนลินเดินทางกลับมาถึงบ้านเป็นที่เรียบร้อย ตลอดทางข้าวปั้นที่มักจะชวนคุยกลับนั่งเงียบผิดกับขาไปอย่างลิบลับ จะมีก็แต่ตุลาการที่ชวนคุยโน่นถามนี่ นลินเดินเข้าไปถามข้าวปั้นที่ล้มตัวลงนอนบนที่นอนอย่างสงสัยว่าอาหารที่ไปกินมามันทำให้เพื่อนของเธอเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้เลยหรือ หรือว่ามีสาเหตุอะไรกันแน่

“เป็นอะไร หายไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับมาในสภาพแบบนี้”

ข้าวปั้นลุกขึ้นขยับตัวนอนพิงหัวเตียงจ้องมองหน้านลินอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเล่าเรื่องที่ไปเจอมาให้นลินฟัง

หลังจากฟังเรื่องราวที่ข้าวปั้นเล่ามานลินก็ตาโตจ้องมองเพื่อนของเธอแล้วยิ้มออกมา

“นี่เธอไปเจอคุณวิลเลียมมาหรือ ตัวจริงเป็นยังไง หล่อไหม” นลินถามเพราะอยากรู้ว่าตัวจริงกับในรูปจะแตกต่างกันมากแค่ไหน

“ก็เหมือนในรูปนั่นแหละ” ข้าวปั้นตอบไม่ตรงความจริง ตัวจริงหล่อเหลาและมีเสน่ห์ดึงดูดมากกว่าในรูปเสียอีก

“ไม่เชื่อ ฉันว่าตัวจริงต้องหล่อมากแน่ ๆ”

“ไม่เชื่อก็ตามใจ จะนอนแล้ว พรุ่งนี้ต้องทำงานด้วย” ข้าวปั้นล้มตัวลงนอนหันหลังให้นลินที่ส่งสายตาล้อเลียนเธอ แต่เพราะไม่อยากเซ้าซี้มากเกินไป นลินจึงล้มตัวลงนอนบ้าง

กลางดึกเกือบเที่ยงคืน คนที่บอกว่าจะนอนหลับเพราะต้องทำงานพรุ่งนี้ก็ยังไม่สามารถข่มตาหลับได้ เพราะเอาแต่คิดถึงผู้ชายคนนั้นที่เจอเข้าโดยบังเอิญ และก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมจะต้องเป็นเอามากมายขนาดนี้ เพียงแค่บังเอิญไปสบดวงตาคมกล้าที่จ้องมองมายังเธอเท่านั้น

เสียงถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่าปลุกเรียกคนที่นอนหลับข้างกายให้ลุกขึ้นเปิดไฟแล้วจ้องมองหน้าคนก่อกวนการนอนหลับฝันหวานของเธอ

ข้าวปั้นที่ถูกจ้องมองถามอย่างสงสัย เพราะเข้าใจว่านลินหลับไปแล้ว

“ยังไม่นอนอีกหรือ”

“ฉันมากกว่าที่จะต้องถามคำถามนั้น เป็นอะไร นอนพลิกซ้ายพลิกขวา บ้างก็ถอนหายใจ คิดถึงใครอยู่หรือเปล่า”

คำถามจี้ใจของนลินทำให้ข้าวปั้นหันมองไปทางอื่นแล้วตอบเสียงเบา

“เปล่า สงสัยกินเยอะเกินทำให้นอนไม่หลับไง”

“หรือยะ มีแต่กินมากนอนหลับสนิท ฉันว่าแกต้องคิดถึงคุณวิลเลียมแน่ ๆ” นลินเดาทางข้าวปั้นออก เพราะตอนที่เธอแอบชอบตุลาการ อาการของเธอก็เป็นแบบข้าวปั้นในตอนนี้

“นลิน ฉันต้องบ้าแน่ ๆ เลย เอาแต่คิดถึงตานั่นไม่ยอมหยุดเพราะเธอเอารูปมาให้ฉันดู” ในที่สุดข้าวปั้นก็ยอมรับออกมาแล้วโยนความผิดให้นลินที่เอารูปผู้ชายคนนั้นให้เธอดู ไม่อย่างนั้นคงไม่เป็นแบบนี้

“บ้าไปกันใหญ่แล้ว ฉันง่วงนอนแล้ว ราตรีสวัสดิ์”

นลินล้มตัวลงนอนแล้วเอื้อมมือไปกดปิดโคมไฟหัวเตียง ทิ้งให้อีกหนึ่งสาวนั่งอยู่ในความมืด ก่อนจะปลงตกคิดได้ว่าตัวเองเพ้อพกไปคนเดียว ต้องข่มตาหลับ จนในที่สุดก็หลับสนิทตามนลินไป

แต่เธอคงไม่รู้ว่าตัวเองนั้นได้ตามไปหลอกหลอนใครบางคนอยู่ในฝัน

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Assma
น่าจะสนุก.....
เมื่อ 1 ปี 7 เดือนที่แล้ว

ความเห็นโดย Mink Chamai
ชอบค่า ขอบคุณนะคะ
เมื่อ 1 ปี 10 เดือนที่แล้ว

รีวิว