แนวคิดเกี่ยวกับการแพทย์จีนโบราณ

๑. ปัญญากับอำนาจ จริยศาสตร์กับธรรมาภิบาล

๑. ปัญญากับอำนาจ จริยศาสตร์กับธรรมาภิบาล

智慧与权力、仁术与仁政

ปราชญ์ผู้หยั่งรู้ในกุศลธรรมเชื่อว่า เมตตาจิตคือสิ่งอันมนุษย์พึงมี ดังคำกล่าวที่ว่า “มนุษย์แต่เริ่ม กอปรด้วยจิตเมตตา” เมตตาธรรมเป็นสิ่งภายในจึงเรียกว่าเมตตาจิต ทว่าในฐานะนักการเมือง การมีเมตตาจิตเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ ยังต้องนำสิ่งอื่นมาประยุกต์เป็นหลักธรรมาภิบาลที่สามารถบังคับใช้ได้จริง ดังเมิ่งจื่อผู้น้อมเอาหลักคิด “การปกครองโดยคุณธรรม” [1] ของขงจื่อมาเป็นแนวทาง ครั้นได้สดับว่าอ๋องฉีเซวียนมีจิตสงสารจึงระงับเสียซึ่งพิธีตัดหัววัวควายเอาเลือดสังเวยระฆังที่หลอมขึ้นใหม่นั้น จึงได้กล่าวกับเขาว่า “แม้สรรพสัตว์ เจ้ายังมีจิตรักใคร่เพียงนี้ เช่นนั้นยิ่งควรน้อมเอาเมตตาจิตอย่างนี้สู่ไพร่ฟ้าประชาชน” [2]

性善论者认为:仁爱之心,人皆有之——所谓“人之初,性本善”。仁存乎于内,谓之仁心;但作为政治家,仅有仁心是不够的,还必须将其外化成实践中的仁政。所以秉承孔子“为政以德”理念的孟子,在听说齐宣王因心存怜悯而放掉了准备砍头取血、以祭新铸之钟的牛时,便对他说:“你对动物尚且能够如此爱护,那么就更应该将这种仁爱之心施于百姓。”

แคว้นฉีในยุควสันตสารท ภายใต้การบริหารปกครองของมหาขุนนางกวนจง ผู้ดำรงตำแหน่งมหาอำมาตย์ชั้นสูงและได้รับสมัญญาจงฟู่อันเป็นที่เคารพจากฉีหวนกง เขาสามารถทำให้ฉีหวนกงขึ้นสู่ตำแหน่งยอดผู้นำแห่งห้าแคว้นได้สำเร็จ แน่นอนว่าย่อมต้องสัมพันธ์กับนโยบายเศรษฐกิจการเมืองโดยตรง อันได้แก่การกำหนดภาษี การบริหารเงินตรา กฎหมายเกลือและประมง เป็นต้น ทว่าย่อมไม่อาจละเลยปัจจัยด้านการศึกษาอบรมและการดูแลเอาใจใส่ไพร่ฟ้าประชาชนอันถูกมองว่าเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดได้ ในคัมภีร์กวนจื่ออธิบายหัวใจสำคัญที่เรียกว่า “หลักนวธรรมาภิบาล” อันประกอบด้วย:

春秋时期的齐国,在位居“上卿”并被齐桓公尊称为“仲父”之管仲的治理下,取得了“五霸之首”的地位。这固然与该国赋税之制、钱币管理、鱼盐之法等一系列政治经济政策有最为直接的关系,但也不能忽视其高度重视民众教化、人文关怀所起到的作用。管子论说其要,谓之“九惠之教”:

จงอภิบาลหนึ่งคนชรา สองเด็กไร้เดียงสา สามผู้กำพร้า สี่ผู้ทุพพล ห้าคนหม้าย หกคนป่วยไข้ เจ็ดคนยากไร้ แปดผู้ขัดสน เก้าผู้พลีชีพเพื่อชาติ[3]

一曰老老,二曰慈幼,三曰恤孤,四曰养疾,五曰合独,六曰问疾,七曰通穷,八曰振困,九曰接绝。

ยังไม่จำเป็นต้องยกเนื้อหาครอบคลุมทุกด้านมาอรรถาธิบายอย่างละเอียด เพียงดูตามอักขระย่อมสามารถเข้าใจการบังคับใช้นโยบายส่วนหนึ่งได้ดีทีเดียว ล้วนต้องเกี่ยวข้องกับด้านการสร้างเสริมสุขอนามัยการรักษาโรคอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ดังนั้นบรรดานักการเมืองสายขงจื่อรุ่นหลัง มักจะเห็นว่าการแจกจ่ายยาทางการแพทย์ การป้องกันโรคภัย การช่วยรักษาโรคแก่ผู้ยากไร้ ตลอดจนการผลิตหมอ กระทั่งการให้ความรู้ทางการแพทย์นั้น เป็นส่วนหนึ่งของหลัก “ธรรมาภิบาล” เลยทีเดียว ดังนั้นไม่ว่าเวลาใดก็ตาม ยามที่พวกเราใคร่ครวญลักษณะของ “ศาสตร์แห่งแพทย์” ในภาพรวมนั้น ย่อมต้องพบว่ามันหาใช่เพียงทักษะและความรู้อันเป็นระบบใช้งานของสายงานใดสายหนึ่ง หาใช่เพียงส่วนประสมของวิทยาศาสตร์ (ความรู้เรื่องการใช้ชีวิต สาเหตุและระยะของโรค กลไกการให้ผลทางยา เป็นต้น) และเทคโนโลยี (การตรวจโรค การวินิจฉัย วิธีการรักษาพยาบาลสารพัดอย่าง เป็นต้น) แต่มักไม่อาจแยกจากการเมืองได้เลย

毋庸详引其各个方面的具体内容,仅从字面上便可看出其中相当一部分政策的落实,都不免与医疗卫生保健事业有所关联。因而后世儒臣论政,往往会将施医给药、预防疫病、救治贫病,乃至培养医生、普及医药知识等等视为“仁政之一端”。因此无论什么时候,当我们审视“医学”的整体之象时,都会发现它并非仅仅是一门实用技艺、系统的知识——不仅是科学(对于生命活动、疾病原因与过程、药物作用机制的认识等)与技术(各种检查、诊断、治疗方法等)的混合体,还总是和政治密不可分。

กระนั้น การบังคับใช้หลัก “ธรรมาภิบาล” เหล่านี้ จำต้องนำปัจจัยสองประการมาเป็นเงื่อนไขสนับสนุนและรับประกัน ประการแรกคือ ผลักดันการบังคับใช้อำนาจในด้านสุขอนามัยและสร้างระบอบในสังคมขึ้น ประการที่สองคือทักษะการรักษาโรคที่ก่อกำเนิดจากปัญญาของมนุษยชาติ หากมีเพียงปัจจัยเดียว สังคมจะต้องสะดุดอยู่ในวังวน ดังที่กวนจื่อกล่าวไว้ว่า สร้างขุนนางผู้รับผิดชอบในกิจการด้านต่าง ๆ เป็นการเฉพาะ กำหนดหน้าที่การงานที่พึงกระทำทั้งสิ้น ตลอดจนดูแลรักษาคนแก่ เด็กและคนพิการเป็นพิเศษทั้งด้านโภคทรัพย์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แล้ว จะสามารถใช้วิธีให้ “คนเป็นหม้าย” แต่งงานกับคนเป็นหม้ายด้วยกันเพื่อสร้างครอบครัวสืบทอดทายาท ทว่าย่อมไม่อาจแก้ปัญหาโรคภัยอันเป็นเหตุให้คนไม่อาจให้กำเนิดทายาทจนต้องอยู่อย่างเดียวดายได้ ในทางตรงกันข้าม หากมีปัจจัยประการที่สองคอยค้ำจุน เช่นนั้นสายงานแพทย์ในฐานะปัจเจกหรือองคาพยพ จำต้องอาศัยปัญญาของพวกเขาอย่างยิ่งยวด พัฒนาองค์ระบบความรู้และทักษะด้าน “การแพทย์” อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นแล้ว อย่างมากที่สุดก็สามารถรักษาโรคภัยเป็นการเฉพาะเป็นหลักเท่านั้น อาศัยหลักคุณธรรมของหมอเข้าถึงหลักการด้าน “จริยศาสตร์ของแพทย์” เท่านั้น

然而这些“仁政”的实施,需要两方面的要素作为支撑与保障条件:一是推进实施社会化卫生事业与制度构建的权力,二是人类智慧所创造的医疗技艺。如果仅仅只有第一个要件,便只能停留在管子所言,设立专司各方面事务的职官、规定其所应尽的职责,以及在钱财、设施等方面为老幼病残提供特殊的照顾;能够通过“合独”的方式使鳏寡者组成家庭并繁衍后代,但却无法解决因不能生育而孤独者的生理疾患。反之,若是仅有第二个要件,那么作为个人或医家群体,便至多只能是通过他们的智慧,不断丰富“医学”的知识与技艺体系;除此之外,最多也就是能在具体的医疗救治行为中,通过良好的医德来体现“医者仁术”的理念而已。

ดังนั้น “การเมือง” และ “ศาสตร์” จึงมีลักษณะที่เรียกว่า “ปฏิสัมพันธ์” สิ่งนี้ไม่เพียงปรากฏให้เห็นในความสัมพันธ์ระหว่างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่อิงอาศัยและตอบสนองต่อกัน ทว่ายังปรากฏอยู่ในปัญหาเชิงสังคม เศรษฐกิจและทฤษฎีอันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชุมชนมนุษย์อย่างแน่นแฟ้นด้วย อาทิเช่น ขณะที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังก้าวเดินไปอยู่ในห้วงเวลาอันยาวนานไปไม่ถึง “การผลิตขั้นปฐมภูมิ” ได้นั้น จะมีผลประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาการกระตุ้นการเพิ่มจำนวนประชากร การเร่งให้คนผลิตทายาทและลดการล้มตาย เร่งรัดให้คนมีสุขภาพแข็งแรง ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการผลิต ตลอดจนปัญหาการป้องกันประเทศได้อย่างไร นักวิชาการผู้ศึกษายุคฮั่นโบราณเรียกองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสุขภาพนี้ว่า “เครื่องมือขยายพันธุ์” [4] สำหรับด้านกฎหมาย เพราะต้องแน่ใจว่าผู้ถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัสเพียงใด จึงเป็นปัญหา “การประกันผู้บาดเจ็บ” (ข้อจำกัดด้านความรับผิดชอบ) ดังนั้นจึงจำเป็นต้องวิจัยและกำหนดระดับของผู้ได้รับบาดเจ็บและพิการหลายชนิด เสียก่อน ทางด้านจริยธรรม ก็ยังมีปัญหาอันเกี่ยวพันกับการแท้งลูก ว่าเป็นการสังหารหรือไม่ ต้องพิสูจน์ปัญหาอีกว่าการแท้งในระหว่างตั้งครรภ์แบบปรกติกับลอบฆ่านั้นมีขอบเขตกำหนดแค่ไหน สืบเนื่องจากการพัฒนาของสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี จึงค่อยมีปัญหาด้านการควบคุมประชากร ด้านระบบประกันสุขภาพและสวัสดิการรักษาพยาบาล การรักษาที่ผิดพลาด ราคาค่าตรวจรักษาและยาแพงเกินจริง การปลูกถ่ายอวัยวะ การตั้งครรภ์แทน นิยามของการตาย ตลอดจนการุณยฆาต และปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย ปัญหาเก่าใหม่ทั้งหมดนี้ ปรกติไม่ใช่วงการหรือสังคมสายแพทย์เป็นผู้ชี้ประเด็น ยิ่งไม่ต้องรับผิดชอบที่จะแก้ไข แต่ผู้ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาและจัดการคือผู้บริหารดูแลสังคมนั้น ๆ ต่างหาก

因而“政”与“术”间的关系又是“互动”的,这不仅体现在科学认知与技术进步间存在着相互依赖与促进的关系,而且还体现在与人类群体生活密切相关的种种社会、经济、伦理问题上。例如,在科学技术尚未成为“第一生产力”的漫长岁月中,如何有效地鼓励生育、促进人口繁衍并减少死亡、促进健康,便是关系到生产力与国防力量的重要问题,故汉代学者将与医药健康相关的知识称为“此皆生生之具”。在法律方面因要确定至人轻重不等损伤后的“保辜”(责任期限)问题,所以先需对各种伤残进行研究、制定等级;在伦理方面牵涉堕胎是否属于谋杀,以及孕期中“流产”与“谋杀”间的时限界定问题。伴随社会发展、科技进步,又逐渐出现了人口控制、公费医疗与医疗保险制度、过度医疗、高额检查费用与药价、器官移植、代孕、死亡定义及“安乐死”等不断涌现的一系列新问题。所有这些新老问题,通常并不由医学职业群体的成员提出,更不必负责解决,而是需要由社会的管理者来面对与处理。

ความรู้และทักษะทางด้านการแพทย์จึงเกี่ยวข้องกับระบบการบริหารจัดการสังคมและระบบการเมือง จะผลิตและพัฒนาขึ้นได้อย่างไร? หากจะสืบสาวราวเหตุจากต้นตอ ย่อมไม่อาจย้อนรอยไปถึงผู้คิดค้นองค์ความรู้และผู้สืบทอดในตอนแรกได้ หลังจากนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะเข้าสู่สภาวะสังคมศักดินาอันยาวนานที่มีภาระยิ่งใหญ่คือรับใช้เชื้อพระวงศ์เป็นสำคัญ ทว่าอันที่จริงแล้วหากพิเคราะห์จากการมีระบบ “ขุนนางฝ่ายหมอ” ผู้แบกภาระด้านสุขอนามัยและการรักษาอันเป็นตำแหน่งที่สำคัญของสังคมแล้วนั้น จากนั้นก็ได้ก่อตัวสู่ประเด็น “ปัญญากับอำนาจ จริยศาสตร์และธรรมาภิบาล” อันเป็นประเด็นที่หนังสือนี้วิจัยและอรรถาธิบาย

医疗的智慧与技艺、与之相关的管理制度与政体,如何产生并逐渐发展?穷根溯源,竟然不能不追溯到最初的知识创造者与占有者;其后才有可能转入对于漫长的封建社会中,以服务皇室为大任,但实际上也承担着医疗卫生方面的之重大社会职责的“官医”体系进行论说,从而构成了本书围绕着智慧与权力、仁术与仁政而展开的研究与陈述。

[1] เว่ย-เหอเยี่ยนจี๋เจี่ย, ซ่ง-สิงปิ่งซู, หลุนอี่ว์จู้ซู ม้วนที่ ๒ (เหวยเจิ้งที่ ๒): “ขงจื่อกล่าวไว้ว่า ปกครองโดยคุณธรรม เถรตรงดังดาวเหนือไม่เปลี่ยนตำแหน่ง ดาวอื่นล้วนห้อมล้อม”.

魏· 何晏集解、宋· 邢昺疏:《论语注疏》卷二〈为政第二〉:“子曰:为政以德,譬如北辰居其所,而众星共之。”

[2] โปรดดู เมิ่งจื่อ-อ๋องฮุ่ยเหลียงภาคต้น, แต่บุคคลที่กล่าวสนทนาด้วยคืออ๋องฉีเซวียน ใน ซ่ง-ไช่หมั๋วจ้วน, เมิ่งจื่อจี๋ซู ม้วนที่ ๑, (บทอ๋องฮุ่ยเหลียงภาคต้น).

事见《孟子·梁惠王上》,但谈话的对象为齐宣王。据宋· 蔡模撰《孟子集疏》卷一〈梁惠王章句上〉。

[3] ก่วนจื่อ ม้วน ๑๘, (รู่กั๋วบทที่ ๕๔).

《管子》卷十八〈入国第五十四〉。

[4] ในหนังสือ ฮั่นซู ม้วน ๓๐ (อี้เหวินฮุ่ยที่ ๑๐) ได้กล่าวสรุปเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับศาสตร์การแพทย์และการรักษาโดยรวมเอาไว้.

此乃《汉书》卷三十〈艺文志第十〉中对于“方技”类著作属性的概括之语。

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Sirisupa
thank thanks
เมื่อ 6 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย lolipop
ขอบคุณคร้าาาาา
เมื่อ 8 เดือน 4 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว