แนวคิดเกี่ยวกับการแพทย์จีนโบราณ

๒. ผู้คิดค้นและสืบทอดองค์ความรู้ในตอนแรก

๒. ผู้คิดค้นและสืบทอดองค์ความรู้ในตอนแรก

最初的知识创造与占有者

“ซัวเหวินเจี่ยจื้อ” ศัพทานุกรมเล่มแรกของจีนซึ่งเรียบเรียงเป็นรูปเล่มสมบูรณ์ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก อธิบายความหมายของอักษรอู (巫)นี้ว่าหมายถึง “หญิงผู้มีความสามารถในมิติลี้ลับ ใช้ระบำรำฟ้อนเพื่ออัญเชิญเทพผีมาสิงร่าง ดังนี้” เพื่อให้เข้าใจความหมายได้ยิ่งขึ้น สี่ว์เซิ่นผู้รจนาหนังสือเล่มนี้ขณะอธิบายการสร้างคำได้กล่าวไว้ว่าหมายถึง “ดุจสองกระบอกแขนเสื้อคนสะบัดเป็นรูปร่าง นี่คือหน้าที่ของหมอผี” ข้าพเจ้าเจ้าหยิบยืมภาพอักขระที่ขุดพบในหลุมศพสมัยราชวงศ์ฮั่น (ภาพ ๑๒) และภาพที่เห็นเป็นรูปลักษณ์ชัดเจนยิ่งขึ้นถึงความหมายซ่อนแฝง (ภาพ ๑๓) เพื่อช่วยให้ผู้อ่านได้เข้าใจความหมายต้นเค้าในการอรรถาธิบายศัพท์อภิธานของสี่ว์เซิ่นยิ่งขึ้น

中国第一部字典,即成书于东汉时期的《说文解字》释“巫”字的意思为:“祝也,女能事无形,以舞降神者也”。为便于理解该书作者许慎在解释其造字原理时所云:“象人两袖舞形,与工同意”的意思,我借用一对出土的汉代舞俑图像,植入图12,做成更为直观的图13,以助读者理解许慎对其造字原理的解说。

สี่ว์เซิ่นเป็นยอดนักนิรุกติศาสตร์ผู้เลื่องชื่ออย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าทุกครั้งที่ข้าพเจ้าพิเคราะห์อักษรอู “巫” นั้น มักรู้สึกว่า มีคนสองคน人 (เหริน) สองข้างซ้ายขวา และขีดตรงที่แบ่งครึ่งกึ่งกลางย่อมไม่ใช่อักษรกง (工) ที่หมายถึงการงาน แต่อักษรนั้นกำลังอธิบายสัญลักษณ์[1] เบื้องบนคือฟ้า (天) เบื้องล่างคือดิน (地) เสียมากกว่า และคนที่อยู่กึ่งกลางนั้นสามารถเชื่อมโยงสื่อสารกับฟ้าและดินได้ เพราะพฤติกรรมของหมอผี หาใช่มีหน้าที่เพียง “อวยชัยให้พร” ประการเดียวเท่านั้น ทว่าในฐานะที่เป็นหมอผี ชายก็ได้หญิงก็ดี การทรงเจ้าเข้าผีก็หาได้จำกัดอยู่เพียงวิธีการเริงระบำเท่านั้น ดังนั้น อาจเข้าใจใหม่ได้ว่า ต้นตอและความหมายของการประดิษฐ์อักษรอู (巫) นี้อาจหมายถึง “ผู้สามารถสื่อสารระหว่างฟ้าและดิน”

许慎固然是大名鼎鼎的文字学家,但每当我端详这个“巫”字时,总感觉两“人”上下的两横及中间的一竖,并不是“工”字,而是分别“指事”性地代表着上“天”、下“地”,被中间之人所沟通。因为“巫”的行为,不光是“祝”一种方式;且为“巫”之人,男女皆可;降神,也不限于“舞”。因此或可认为“巫”字的造字原理与意思皆可谓是“沟通天地之人”。

ปราชญ์ผู้อาศัยอยู่ท่ามกลางคนยุคโบราณอันไร้ซึ่งความรู้สมัยใหม่ได้อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติในยุคแรกเริ่มไว้แล้ว แม้ในสายตาของคนยุคปัจจุบันคำอธิบายเหล่านี้จะไร้เหตุผลหรือน่าขบขันเพียงใด ทว่านั่นก็เป็นการแสดงออกทางปัญญาและความก้าวหน้าของการคิดวิเคราะห์ สำหรับ “ความคิดเชื่อมโยง” พื้นฐานของมนุษยชาติกับวิธีคิดเชิง “เปรียบเทียบ” นั้น พวกเขาได้รังสรรค์วิธีการควบคุมธรรมชาตินานาประการ ตัวอย่างเช่น ทำลายหุ่นเสมือนของใครบางคนย่อมทำให้คนผู้นั้นซึ่งเป็นคนจริง ๆ เกิดโชคร้ายภัยพิบัติตามไปด้วย หรือการรำฟ้อนใต้แสงตะวันอันเจิดจ้าจนเหงื่อโซมกาย สามารถทำให้ฝนตกห่าใหญ่ต่อเนื่องไม่หยุด การจัดการสายสะดือ รก ศพอัฐิของผู้ตายย่อมเชื่อมโยงกับชะตาชีวิตของคนผู้นั้นอย่างไม่อาจเลี่ยง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่อาจอธิบายว่าเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความ “จริง” ไม่อาจมีผลอันปรากฏชัดให้เป็นเชิงประจักษ์ จึงต้องอธิบายด้วย “คุณไสย” หรือ “เวทย์มนตร์” แม้วิธีการแสดงออกจะเปลี่ยนแปลงสารพัด ทว่าหลักการเกิดขึ้นของมันกลับมีพื้นฐานคล้ายคลึงกัน หากพวกเราสามารถใช้มุมมองทางประวัติศาสตร์เช่นนี้มอง “คุณไสย” ในยุคก่อกำเนิดแห่งอารยธรรมของมนุษยชาตินั้น จะยิ่งเข้าในสังคมมนุษย์ยุคเริ่มได้ดียิ่งขึ้น ย่อมไม่ต้องสงสัยเลยว่า “หัวหน้าเผ่า” ผู้เป็นผู้นำของแต่ละเผ่าพันธุ์ก็คือ “พ่อมดแม่หมอ” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และพวกเขาก็ยังเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ครอบครององค์ความรู้ต่าง ๆ ด้วย และเหตุที่พวกเขาได้รับความเคารพบูชาอันไร้ประมาณได้นั้น เพราะว่าพวกเขาคือผู้รู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยนั้น หากหยิบยืมคำศัพท์คู่หนึ่งในภาษาอังกฤษซึ่งดูผิวเผินแล้วมีโครงสร้างการประกอบคำแตกต่างกัน อันได้แก่คำว่า Law of nature และ Natural Law มาวิเคราะห์ ย่อมทราบว่ามนุษย์จำพวกนั้นเป็นนักวิชาการในยุคเริ่มแรกที่สุดก็ว่าได้ หรืออาจเรียกว่าเป็น “หัวหน้าเผ่าผู้มีฤทธิ์” อันเป็นผู้ปกครองหรือ “พ่อมดหัวหน้าเผ่า” ทั้งสองคำนี้คงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ประการแรก Law of Nature หมายถึง กฎแห่งธรรมชาติ ตัวอย่างเช่นคำที่พวกเรากล่าวกันว่า การคัดเลือกโดยธรรมชาติ สัตว์ที่เข้ากับธรรมชาติได้ดีที่สุดจะเป็นผู้ดำรงอยู่ เป็นต้น ส่วนคำว่า Natural Law หมายถึง กฎหมายธรรมชาติ มักหมายถึง “กฎหมาย” ที่ชุมชนแรกเริ่มได้ตกลงบังคับใช้ร่วมกัน เช่นสัตว์ป่าที่ล่ามาได้จะตกเป็นของผู้ใด เด็กนี้ใครจะเป็นผู้เลี้ยงดู การขโมยเกลือมีโทษอย่างไร เป็นต้น หมอผีหัวหน้าเผ่าและบรรดาปราชญ์ยุคแรกเหล่านั้น ได้สร้างกฎแห่งธรรมชาติขึ้นมาโดยอาศัยสติปัญญาของตัวเอง แม้ไม่ถูกต้องนัก ทว่าก็สามารถแสดงให้เห็นความคิดเชิงตรรกะระดับสูงที่สุดในยุคสมัยนั้น ขณะเดียวกันก็สามารถบังคับใช้ “กฎหมายธรรมชาติ” ที่ให้สมาชิกในกลุ่มยอมรับเพื่อรักษาระเบียบของกลุ่มสังคม มีอำนาจในการตัดสินข้อพิพาทและผู้ละเมิดต่อกฎเกณฑ์ดังกล่าว

蒙昧无知的远古人类中的睿智者,最先对于自然现象及其变化给出了解释,无论这些解释在今人看来是多么无理、可笑,但毕竟是智慧的表现与思想的进步。基于人类最基本的“联想”与“类比”思维方式,他们又创造出种种控制自然的方法。例如,毁坏某人的偶像,会令真实的对象之人遭受同样的厄运;暴晒狂舞而汗流浃背,可引起甘霖普降;脐带、胎盘、祖先尸骨的处置,皆会影响相关者的命运等等。凡此诸类,建立在不“真”之原理解释上的、不可能具有实际效果的技艺,便是“巫术”、“法术”( Magic)。其表现形式虽然千变万化,但赖以构建的原理却基本相同。如果我们能够如此历史地看待人类文明曙光诞生之时的“巫”,便会理解在人类社会早期,各氏族部落的领袖——“酋长”,无疑都是最大的“巫”;他们既是“最高权力者”,同时也是“占有知识的智者”。而他们之所以能够受到无限的尊敬与崇拜,正是因为他们是当时最伟大的智者。借助一对从表面上看似乎仅仅是结构不同的英语词汇“Law of Nature”和“Natural Law”来形容这类既是最原始的知识分子,又是统治者的“巫师酋长”或“酋长巫师”的两面性恐怕非常合适:前者( Law of Nature)的意思是“自然法则”,例如我们常说的物竞天择、适者生存等;后者(Natural Law)的意思是“自然法”,通常是指原始群体中约定俗成的“法律”,如猎物归谁所有、孩子由谁抚养、偷盗如何处罚等等。巫师酋长等早期睿智者,阐述着依靠自身智慧构建出的“自然法则”,尽管并不正确,但却代表着那个时代理性思维的最高水准;同时通过能够让群体成员接受的“自然法”维系群体的秩序,并拥有裁决纠纷、惩处违反者的权力。

ก่อนหน้ายุครัฐศึกที่ถูกตีตราว่าเป็นยุค “จารีตพินาศ ร้อยสำนักประชัน” เป็นตัวแทนของระดับองค์ความรู้ที่ก้าวหน้าที่สุดในสมัยนั้น และดำรงอยู่ในราชสำนักวังในเท่านั้น ดังคำที่นักประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า “องค์ความรู้อยู่ที่ขุนนาง” ซึ่งไม่เหมือนกับสถานการณ์ในยุคหลัง ที่องค์ความรู้ถูกทำให้แพร่หลายในหมู่ประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งราชสำนักสามารถใช้วิธีการเรียกตัว คัดเลือก หรือระบบสอบ เพื่อให้ได้มาซึ่งผู้มีความรู้ความสามารถ เช่นนั้น ความรู้กับหมอผู้มีฝีมือในจวนขุนนางหรือในราชสำนักในยุคแรกมีที่มาที่ไปอย่างไร? หากสืบสาวต้นตอ เกรงว่าคงพบเพียงหัวหน้าเผ่าหรือพ่อมดแม่หมอที่เป็นตัวแทนของผู้รู้ในยุคก่อนเท่านั้นเอง ตลอดจนองค์ความรู้หรือปัญญาที่ผู้รู้เหล่านี้ครอบครอง วังหลวงหรือราชสำนักในยุคแรกของพวกเขาที่ยิ่งใหญ่สะเทือนฟ้าดินก็คงแทนได้กับกระท่อมที่ปูพรม เนื่องจากการเรียกรวมพลประชาชนมีจำกัด ดังนั้นจึงต้องใช้วัตถุเชิงสัญลักษณ์ทางอำนาจบางอย่างมาเป็นตัวค้ำจุน (ดังแสดงในภาพ ๑๔) ย่อมสามารถเรียกประชุมชาวบ้านได้ทั้งหมด

在所谓“礼乐崩坏、诸子蜂起”的战国时代之前,代表着当时最先进水平的“知识”仅存在于宫廷之中,即史家所谓“学在官府”。这与后世“知识庶民化”后,朝廷可以通过征召、选拔、举荐等方式,获得贤良才俊的状况完全不同。那么,早期宫廷、官府中的“知识”与“通医之人”又是来源何处呢?追根溯源,恐怕只能瞩目于那些属于“知识分子前身”的酋长、巫师,以及这些智者独有的智慧了;他们最初叱咤风云的“宫廷”,也许只是茅舍毡棚;由于属民有限,所以只需手持权杖(如图14 所示),便可昭示全体。

ในปี พ.ศ.๒๕๒๖ หลังการปฏิวัติวัฒนธรรมเพิ่งผ่านพ้นไม่นาน ซ่งจ้าวหลินผู้ศึกษาวัฒนธรรมพื้นถิ่นอันเลื่องชื่อได้ให้ความหมายของคำว่าอู (巫) อย่างกล้าหาญในหนังสือของเขาที่ชื่อประวัติศาสตร์สังคมยุคเริ่มของจีนว่า “เป็นเบื้องแรกของนักวิชาการ เป็นผู้รักษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ในยุคแรกเริ่ม” กล่าวได้ว่าเป็นคำนิยามที่ถูกต้องและมีค่าหาได้ยาก ทั้งยังทำให้พวกเราเข้าใจลักษณะของ “คุณไสย” ในสังคมยุคเริ่มแรก ทั้งยังช่วยเหลือให้พวกเขาสามารถเข้าใจ “ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และคุณไสย” ว่าเหตุใดนักประวัติศาสตร์ทางการแพทย์ทั้งในจีนและต่างประเทศให้ความสนใจเป็นพิเศษ เหตุที่กล่าวว่ามีคุณค่าหาได้ยาก ก็เพราะว่าในเวลานี้ตำราประวัติศาสตร์การแพทย์ในคณะแพทย์ศาสตร์ระดับสูงในปัจจุบันนี้ (ดังแสดงในภาพ ๑๖) กลับเขียนประโยคแรกเริ่มต้นตำราด้วยข้อความว่า “ผู้ศึกษาลัทธิมาร์กซิสม์เชื่อว่า...” จากนั้นก็เริ่มหัวข้อต่าง ๆ เช่น วิพากษ์ต้นกำเนิดของแพทย์มาจากคุณไสย ข้อพิพาทระหว่างแพทย์กับคุณไสย เป็นต้น

著名民俗学家宋兆麟在“文革”结束不久的1983 年,即在其所著《中国原始社会史》(如图15所示)中对于“巫”大胆地给出了“是知识分子前身,是原始文化科学知识的保存和传播者”的定义,可以说既准确而又难能可贵,既可使我们认识早期社会中“巫”的本质,又能帮助我们理解何以许多中外医学史家均会格外关注“医巫关系”。言其难能可贵,是因为此时高等医学院校的医学史教科书(如图16所示)开篇第一句话便是:“马克思主义者认为”,然后便是“批判医源于巫”、“医与巫的斗争”等标题。

ยิ่งสังคมก้าวหน้ามากขึ้น การใช้กำลังอาวุธเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจกลายเป็นวิธีการที่เห็นอยู่กลาดเกลื่อน ชาวชนเผ่าพื้นเมืองต่าง ๆ ที่ตั้งรกรากอยู่กับธรรมชาติและกระจัดกระจายนับไม่ถ้วนก็ค่อย ๆ เริ่มรวมตัวกันเป็นชุมชนที่มีขนาดใหญ่ นับจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นสังคมทาส สังคมศักดินา หรือประเทศอันเป็นการก่อตัวของสังคมในยุคสมัยใหม่ในตอนนี้ก็ตาม ผู้ปกครองย่อมไม่ต้องพึ่งพา “ความรู้” มาเป็นตัวสนับสนุนและรองรับอำนาจของตนเองอีกต่อไปแล้ว ในกระบวนการแบ่งงานกันทำของสังคม ภาพขององค์ความรู้มากมายที่มารับใช้ผู้ปกครอง ภาพของคนงานที่ใช้สมองมาดำรงตำแหน่งเพื่อแลกเงินเดือนค่อย ๆ ปรากฏขึ้นแทน และอารยธรรมมนุษย์ก็ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยประการฉะนี้ คุณไสยกับแพทย์ ล้วนแต่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของแรงงานผู้ใช้สมอง กระนั้น หากย้อนเวลากลับไปในช่วงระยะเวลายาวนานหนึ่งในประวัติศาสตร์ สองฝ่ายนี้กลับไม่ถูกขีดเส้นแบ่งกันอย่างชัดเจน

随着社会的发展,武力征服成为更为普遍的权力获得方式;无数自然、分散的氏族部落逐渐融合成越来越大的群体。从此,无论是奴隶社会、封建社会还是现代社会形态的国家,其统治者都不再需要依靠“知识”来支撑与维系自己的权力。在社会分工中,逐渐出现了以各种知识为统治者服务、以换取职位与俸禄的所谓“脑力劳动者”;人类文明,也因此加快了成长的步伐。巫与医,皆属脑力劳动者之列,而且在相当长的一段时间中,两者之间并无明确的界限。

[1] ในตำราคำอธิบายอักษรชี้ว่า พื้นฐานการประดิษฐ์อักษรจีนเบื้องต้นมี ๖ ชนิด (จึงเรียกหกตำรา), การชี้ความหมายของอักษรเป็นวิธีหนึ่ง ใน ฮั่น-สี่ว์เซิ่น, ซัวเหวินเจี่ยจื้อ, อธิบายว่า “ผู้ชี้ความหมายอักษร มองเห็นก็ให้รู้ สัมผัสก็ให้เห็น บนและล่างประกอบด้วยสิ่งใด” ดังอักษร “本” ที่มีขีดล่าง“-”นั่นก็หมายถึงส่วนรากฐานของต้นไม้นั่นเอง.

指事:中国造字的基本方法有6 种(谓之“六书”),“指事”是其中之一法。汉· 许慎《说文解字》谓:“指事者,视而可识,察而可见。上、下是也。”更为典型的例子如“刃”以左侧的“、”指明是刀的锋利部位;“本”以下面的“-”标识是树木的“根”部。

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย lolipop
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 3 เดือน 2 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย Paku_Chan
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 7 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว