บ่วงอสูรพยศรัก (Ebook)-Ep12/1 : สบตา

โดย  กนกรส มาศอุไร

บ่วงอสูรพยศรัก (Ebook)

Ep12/1 : สบตา

วางจำหน่ายในรูปแบบ ebook แล้ว สามารถโหลดซื้อได้ที่ meb ookbee Hytexts...

ตึกสูงตั้งตระหง่านเบื้องหน้า ดูยิ่งใหญ่สมดั่งฉายาทางวงการยกย่องให้เป็นหนึ่งแห่งราชาผ้าไหมไทย สองสาวดีกรีเกียรตินิยมเหรียญทองเริ่มขาสั่นจนก้าวแทบไม่ออกไปตามๆ กัน ทั้งที่ก่อนจะมานั้น ได้พกพาเอาความมุ่งมั่นมาอย่างเต็มเปี่ยม พอมาเห็นความยิ่งใหญ่สมดั่งคำร่ำลือเข้าจริงๆ หัวใจมุ่งมั่นก็ชักเริ่มฟ่อขึ้นมา นิ้วเรียวงามสะอาดสะอ้านเพราะผ่านการดูแลมาเป็นอย่างดียกขึ้นซับเหงื่อซึ่งซึมออกมาทางหน้าผากมน คนหนึ่งยกขึ้นเช็ดเหงื่อ ส่วนอีกคนกำกระเป๋าสะพายข้างเอาไว้เสียนิ้วเกร็ง...

“ทำไมมันถึงได้ใหญ่โตแบบนี้ล่ะหว้า ” หญิงสาวที่ยกนิ้วปาดเหงื่อขยับริมฝีปากสีชมพูขึ้นถาม มารตรีรู้สมัยก่อนตึกสูงแห่งนี้เคยเป็นของครอบครัวเธอมาก่อน ทว่ามันกลับดูไม่ยิ่งใหญ่เหมือนตอนนี้เลยสักนิด การเปลี่ยนมือคณะผู้บริหารเลือดใหม่ไฟแรง ส่งผลทำให้ธุรกิจเฟื่องฟูจนถูกยกย่องให้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทุกอย่างเปลี่ยนไปจนไม่เหลือโครงเดิม แม้แต่ตึกขนาดกลางตอนนั้น พอเปลี่ยนมาถึงรุ่นสาม มันกลับดูใหญ่โตจนมารตรีนึกใจหาย...

“นั่นสิรตี หว้าเองก็ชักเริ่มใจคอไม่ดีขึ้นมาเหมือนกันแล้วสิ ไม่คิดว่ามันจะยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ ดูเราสองคนสิ ตัวเล็กเหลือเท่ามดเลยเน่อะ...” ส่วนสาวที่เอามือกำกระเป๋าไว้จนเหงื่อซึมผ่านฝ่ามือเลยพลอยทำให้กระเป๋าสีดำเรียบเกิดรอยด่าง ส่งเสียงสมทบ

“ใหญ่กว่าที่เราเคยเห็นไกลๆ อีก ยิ่งได้มายืนดูใกล้ๆ แบบนี้ ขาเรายิ่งก้าวไม่ออกเลยล่ะ หว้าเป็นเหมือนรตีไหม...” มารตรีลดใบหน้างดงามเอียงไปถามเพื่อนข้างกายตัวเอง เห็นดวงกมลพยักหน้าหงึกหงักยืนยันความรู้สึกไม่ต่างกัน มารตรีจึงโครงศีรษะกวาดสายตามองรอบๆ กาย ก็เห็นมีพนักงานจำนวนมาก ต่างทยอยกันเดินเข้าไปในตัวตึกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เสียงพูดคุยกันจ้อดังไม่ขาด ไม่เห็นจะมีใครเป็นเหมือนเธอสองคนเลย ก็จะเป็นได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อพนักงานเหล่านั้นคงคุ้นชินกับบริษัทไหมไทยเรยอนกันเป็นอย่าง ไม่ใช่เป็นเด็กจบใหม่ถอดด้ามอย่างเธอสองคนเสียหน่อย...

มารตรียังรู้สึกตื่นเต้นไม่หาย อาจเป็นเพราะครั้งนี้เธอต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ไหมไทยเรยอน แทนที่จะแค่มองผ่านเหมือนเช่นเคย ความยิ่งใหญ่จากภายนอกตัวตึกอาจมีผลต่อความรู้สึกให้ประหม่าอยู่บ้าง โดยเฉพาะในทุกย่างก้าว มันทั้งสั่น ทั้งอยากถอยหลังกลับ เพื่อไปตั้งหลักใหม่ที่บ้านเสียเหลือเกิน ร่างกายพร้อมแต่ทว่าใจกลับไม่สู้ มันรู้สึกปอดๆ อย่างไรชอบกล...

ทว่าต่อให้นึกกลัวเกรงต่อสถานที่มากสักแค่ไหน แต่ทุกอย่างก็ต้องดำเนินเดินหน้ากันต่อไป เพราะกว่าเธอจะก้าวมาถึงวันนี้ได้ ต้องใช้ความพยายามและความอดทนอุตสาหะต่ออุปสรรคต่างๆ มิใช่น้อย กับอีแค่ความใหญ่โตของสถานที่แค่นี้ ไม่อาจล้มเลิกความมุ่งมั่นจากใจจริงของเธอไปได้หรอกนะ มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ต้องสู้กันสักตั้งสิ...

ทั้งสองสาวจบใหม่พอรวบรวมกำลังใจบวกความกล้าเข้าไปให้พร้อมสู้ จึงค่อยๆ เดินตัวลีบเข้ามายืนยิ้มเหย่อยู่ตรงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของบริษัท เพื่อกล่าวถามทางไปยังห้องสัมภาษณ์ ภายนอกที่ดูว่าใหญ่โตจนน่าเกรงขามแล้ว แต่พอเธอเดินเข้ามาภายใน ความหรูหราของที่นี่แทบจะไม่หนีห่างกับทางโรงแรมในเครือยมดิสรณ์ ซึ่งเธอนั้นเคยคุ้นสายตามานาน เนื่องจากต้องเข้าไปรับงานที่นั่นบ่อยครั้ง

เจ้าหน้าที่สาวสองนางที่นั่งหน้าแฉล้มอยู่ทางด้านหลังเคาน์เตอร์ เงยหน้ามองทั้งคู่ด้วยสายตาเป็นคำถาม ดวงกมลเป็นคนเอ่ยปากถามออกไปเอง เพราะรู้สึกไม่ชอบใจสายตาของแม่สองสาวประชาสัมพันธ์นี้สักเท่าไหร่ มันแฝงไปด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเสียมากกว่า...

“ขอโทษนะคะ คือพวกเราสองคนมีนักสัมภาษณ์งานวันนี้ ไม่ทราบต้องขึ้นไปชั้นไหนคะ...” ถึงดวงกมลจะไม่ค่อยชอบใจสีหน้าของแม่สองสาวนี้ แบบมองแล้วไม่ถูกชะตา แต่เธอเลือกใช้น้ำเสียงอ่อนน้อมตอนยามซักถาม

“อ้อ...เป็นเด็กจบใหม่นี่เอง แต่พี่รู้สึกคุ้นหน้าน้องคนนี้จัง เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า...” หนึ่งนางประชาสัมพันธ์ ที่มีความบกพร่องต่อต่อมขี้สงสัย เอ่ยถามปากถาม เมื่อเธอรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา เด็กจบใหม่ที่มีรูปร่างหน้าตาสวยเด่นคนนี้มาก เพียงมองแวบแรกต่อมอิจฉาก็เริ่มทำงานขึ้นมาเสียอย่างนั้น น้องคนนี้สวยเด่นไปทั้งรูปกาย มองแวบเดียวก็รู้สวยโดยธรรมชาติปรุงมาให้ล้วนๆ สวยโดยไม่ต้องพึ่งศัลยกรรมอย่างเช่นเธอสองคน คนเคยทำมาจนเกือบทั้งร่างกาย มองแวบเดียวก็ดูออก คนไหนผ่านมีดหมอหรือไม่ผ่านมีดหมอมา อีกหน่อยถ้าได้เข้ามาทำงานที่บริษัทแห่งนี้จริงๆ มีหวังเธอกับฤทัยคงได้ตกกระป๋องกันทั้งคู่เป็นแน่แท้ ยิ่งคิดก็ยิ่งอิจฉา ยิ่งยอมรับไม่ได้

“เมียน้อยผัวเธอหรือเปล่าวลี...” อีกหนึ่งสาวสะกิดแหย่เพื่อน

“เดี๋ยวตบปากเลย พูดจาไม่เป็นมงคล” คนขี้สงสัยหันไปถลึงตาใส่เพื่อน

“ว่าอย่างไรละ เราสองคนเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า”

มารตรีเลิกคิ้วมองคนถาม พร้อมกับส่ายหน้า...

“เราไม่เคยเจอกันมาก่อนหรอกค่ะ แต่เอ่อ...หนูเคยรับงานถ่ายแบบลงปกนิตยสารมาบ้างเล็กๆ น้อยๆ พี่อาจจะเคยเห็นหนูจากที่นั่นก็ได้”

มารตรีตอบคำถามประชาสัมพันธ์สาวขี้สงสัยด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม ไม่ได้โอ้อวดความเด่นดังของตัวเองออกไป ในเมื่อนิตยสารที่เธอถ่ายแบบให้นั้น เป็นถึงนิตยสารตัวเด่นของโลกเลยทีเดียว

“ว่าแล้วเชียวเธอเห็นไหมล่ะฉันทายเอาไว้ไม่มีผิดจริงๆ นั่นแหละ น้องคนนี้ต้องเป็นดารานางแบบอะไรสักอย่าง เพราะฉันรู้สึกคุ้นหน้าน้องเขาเหลือเกิน...” วลาลีดีดนิ้วพร้อมสะกิดบอกเพื่อนสาว กระซิบกระซาบโอ้อวดว่าตัวเองนั้นมองไม่ผิดคนแน่ ส่วนสาวที่ถูกเพื่อนร่วมงามสะกิดเหล่ตาขึ้นมองมาทางหญิงสาวผู้ถูกกล่าวถึง

ฤทัยมองพนักงานใหม่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตรนัก ความโดดเด่นเพียงแค่ยืนเฉยๆ ทำให้เธอเริ่มอิจฉา หน้าก็แต่งมาอ่อนๆ แต่ทำไมแม่นี่ถึงได้ดูน่ามองจนละสายตาไม่ได้ ต่างกับเธอนี่สิ ผู้ได้ขึ้นชื่อเรื่องความงามไม่เป็นสองรองใครยังต้องแต่งจัดเต็มจนไม่รู้ตอนนี้ใบหน้าแท้จริงเป็นยังไงเลย

“น้องเขาสวยดีนะ” วลาลีเอ่ยปากชม ลอบมองไปทางมารตรี

“ฉันว่าก็งั้นๆ มากกว่า แค่ดูดีแต่ไม่ถึงกับสวย ยังห่างไกลจากฉันอยู่มาก สายตาเธอนี่คงมีปัญหาแต่เช้า ถึงมองอะไรไม่ค่อยชัด ย้ายจากไปหาหมอศัลเปลี่ยนไปหาหมอสายตาบ้างก็ดีนะ...” คนไม่ยอมแพ้ด้านความงามเบ้ปาก ไม่คิดรักษามารยาทอะไรกับพนักงานใหม่ คิดเพียงในฐานะเธอเป็นพนักงานเก่าของที่นี่ ข่มอะไรได้ก็ต้องข่มเอาไว้ก่อน

วลาลีย่นจมูก มองเพื่อนร่วมงานที่สนิทสนมกันมากอย่างเข้าใจ เธอจึงหยุดพูด ขี้เกียจจะเถียงด้วย เพราะไม่อยากมีปัญหา ถ้าไอ้สวยระดับนางงามยังอาย แค่งั้นๆ แล้วเธอจะไปเหลืออะไร

“เอ่อ...ขอโทษนะคะพี่ สรุปฝ่ายบุคคลที่เราต้องไปสัมภาษณ์งานอยู่ชั้นไหนหรือคะ พอดีมันจะเลยเวลานัดพวกเราอยู่แล้วล่ะค่ะ” ดวงกมลซึ่งยืนรอให้สองสาวนี้คุยกันนานเริ่มหมดความอดทน เธอจึงส่งเสียงแทรกบทสนทนาของสองสาวหลังเคาน์เตอร์

ฤทัยตวัดตาขึ้นมองขวางๆ แต่ยังชี้นิ้วบอกทาง ให้เดินไปตรงไหน...

“เดินขึ้นลิฟต์ตรงนั้นนะ แล้วก็กดขึ้นไปชั้นสิบสามเลย...”

“ขอบคุณค่ะ...” ดวงกมลรีบกล่าวขอบคุณ พร้อมกับดึงแขนเพื่อนสาวซึ่งอยู่ในหัวข้อสนทนาออกห่างจากเคาน์เตอร์ แล้วเดินตรงไปยังลิฟต์ตัวที่ชะนีหน้าขาวชี้บอก พอมาถึงหน้าลิฟต์ ไฟตรงแผงหมายเลขระบุบอกชั้นนั้นวิ่งมาหยุดตรงเธอสองคนพอดี ประตูจึงเปิดรอรับ พอสองสาวก้าวเท้าเข้าไปยืนด้านในตัวลิฟต์ มารตรีจึงกดชั้นตามที่ประชาสัมพันธ์สาวบอก และพอหันไปมองเพื่อน ตอนนี้ดวงกมลยืนหน้าหักเป็นจวัก

“ทำหน้าคว่ำเดี๋ยวไม่สวยนะลูกหว้า”

“สวยแบบรตรีก็มีแต่คนอิจฉา หว้าไม่ขอสวยดีกว่า ขนาดหว้าแค่เป็นคนฟังยังทนไม่ได้แทนเลย แต่รตรีก็ใจดีตลอด ยอมให้เขาพูดไม่ดีใส่อยู่นั่น เมื่อไหร่จะรู้จักสวนกลับไปบ้างหึ...”

“ก็ถ้าเขาพูดแล้วทำให้เขามีความสุข ก็ปล่อยเขาพูดไปเถอะ หว้าจะให้รตรีไปขัดความสุขของคนอื่น มันจะเป็นบาปติดตัวเราน่า”

“ย่ะ...แม่พระ ฉันละเชื่อเธอเลยจริงๆ กับไอ้ทฤษฎียอมคนของเนี่ย”

ดวงกมลยังคงบ่นกระปอดกระแปดไปตลอดเส้นทางการขึ้นของลิฟต์ ในใจก็เป็นเดือดเป็นร้อนแทนเพื่อนรัก กะอีแค่เพื่อนเธอเกิดมาสวยพร้อมทั้งรูปร่างและจิตใจ ทำไมต้องคิดอิจฉากันด้วยก็ไม่รู้ นี่ถ้าหากสวยแต่ภายนอกแล้วจิตใจอัปลักษณ์ก็ว่าไปอย่าง เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริง เธอเองก็ไม่เอามาเป็นเพื่อนตายอย่างเช่นปัจจุบันนี้เด็ดขาด

เมื่อประตูลิฟต์เปิดอ้าออกเพราะมาถึงชั้นสิบสามพอดี ทั้งมารตรีกับดวงกมลจึงรีบสาวเท้าเดินออกมายืนด้านหน้ากันแบบงงๆ อยู่สักนาที ก็มีเจ้าหน้าที่สาวสวยเดินเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง มันช่างแตกต่างจากประชาสัมพันธ์ด้านล่างเหมือนหน้ามือกับหลังมือ ดวงกมลแอบคิดเล่นๆ ในใจ สองแผนกนี้น่าจะสลับบุคลากรกันทำงานนะ ไม่น่าจะให้แม่ชะนีหน้าขาววอกนางนั้นเป็นด่านแรกของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้เลยให้ตายสิ...

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย oranee
ขอบคุญมากค
เมื่อ 1 ปี 4 เดือนที่แล้ว

ความเห็นโดย silverprincess
ของแบบนี้มันอยู่ที่นิสัยคน
เมื่อ 1 ปี 6 เดือนที่แล้ว

รีวิว