เล่ห์รวงรัก

บทที่ 1 : เจ้าของวันเกิด

บทที่ 1

เจ้าของวันเกิด

เด็กหญิงวัยห้าขวบรูปร่างกลมป้อม แก้มป่อง ผิวขาวเนียนละเอียด ตาเรียวรีตามเชื้อชาติของคนเป็นพ่อ หน้าตาจิ้มลิ้มตามแบบสาวหมวย เอแคลร์ หรือ เด็กหญิงอลินา ปาราภรณ์ สวมชุดนอนกระโปรงยาวสีชมพูลายเจ้าหญิง นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงนอนในคอนโดมิเนียมของพิมมาลา ผู้มีศักดิ์เป็นอาของตัวเอง มือกลมป้อมหยิบแบงก์สีแดงออกมาจากซองสีชมพู ริมฝีปากรูปกระจับขยับนับตามจำนวนแบงก์ที่วางลงบนเตียงนอน

"หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า" เมื่อนับได้ถึงห้า เด็กหญิงปรบมืออย่างชอบใจ ยิ้มจนตาหยีแทบจะมองไม่เห็นลูกตาสีดำสนิท

"พี่เบสให้เงินเอแคลร์มาตั้งห้าใบเลยนะคะ อาพิม" ปากเล็กจิ้มลิ้มช่างเจรจา พูดอวดพิมมาลา ปาราภรณ์ ผู้เป็นอาของตัวเองถึงจำนวนเงิน เด็กหญิงไม่รู้ว่าแบงก์สีแดงมันมีค่าสักเท่าไหร่ รู้แต่ว่ามันมีตั้งห้าใบ แล้วแต่ละใบก็มีลวดลายสวยงามกว่าเหรียญสีเงินที่เคยได้รับมาซื้อขนมตั้งเยอะ

"พี่เบสใจดีมากเลยนะคะ หนูแคลร์" พิมมาลาอมยิ้มกับท่าทางดีใจของเด็กวัยห้าขวบ ที่ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของ เบส หรือ ฐิฐิเบศ เกียรติรักษ์ หลานชายของ อาคิน เกียรติรักษ์ ซึ่งเป็นสามีของกลลักษณ์ รุ่นน้องที่เธอพาอลินาไปร่วมงานแต่งงานด้วยเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน

อาคิน เกียรติรักษ์ เป็นเพื่อนสนิทกับพุฒิภัทร แฟนหนุ่มของเธอ และ กลลักษณ์ ภรรยาของอาคินก็เป็นรุ่นน้องที่เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ซึ่งเธอสนิทกับกลลักษณ์มานานหลายปี ทำให้ทั้งเธอและหลานสนิทสนมกับครอบครัวเกียรติรักษ์เป็นอย่างดี ส่วนเงินที่อลินาดีใจหนักหนาก็มาจากซองกั้นประตูเงินประตูทองตามประเพณีในงานแต่งงานของทั้งคู่ ซึ่งตอนที่เจ้าบ่าวของงานให้ซองมา เธอเห็นว่ามีจำนวนหลายสิบซอง แต่ยัยหนูน้อยหลานของเธอคงไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของคนเป็นพี่อย่างฐิฐิเบศทำให้ได้กลับมาบ้านเพียงซองเดียว

"ใช่ค่ะ พี่เบสใจดีมาก ลุงคินบอกว่าพี่เบสรักเอแคลร์ที่สุด" สาวหมวยตัวเล็กพยักหน้ารับหงึกหงัก พร้อมทั้งสำทับไปด้วยความเชื่อที่ว่าพี่ชายร่วมโลกอย่างฐิฐิเบศรักและเอ็นดูเธอมากกว่าใคร

"แล้วหนูแคลร์จะเอาเงินไปทำอะไรคะ เก็บใส่กล่องมั้ย" พิมมาลาทรุดนั่งลงบนเตียงข้างอลินา มองหลานตัวน้อยบรรจงเก็บแบงก์สีแดงใส่ซองด้วยความเอ็นดู

"เอแคลร์ก็ยังไม่รู้เลยค่ะ แต่จะเก็บใส่กล่องสมบัติไว้ก่อน" อลินาพับปิดซองสีชมพูเรียบร้อย แล้วลงจากเตียงนอน เดินตรงไปหยิบกล่องเก็บของกระจุกระจิกของตัวเอง วางซองสีชมพูไว้ข้างในกล่องปิดไว้อย่างดี ทุกครั้งเมื่อเจอของที่ถูกใจ อลินาจะนำมาเก็บไว้ในกล่องใบนี้

"นอนมั้ยคะคนดีของอา เดี๋ยวพรุ่งนี้หนูจะตื่นไปใส่บาตรตอนเช้าไม่ทันนะ" พิมมาลาเอ่ยชวนหลานสาวให้ขึ้นมานอนบนเตียงด้วยกันเพราะถึงเวลานอนแล้ว

วันนี้เธอรับหน้าที่ดูแลหลานสาวแทนพี่ชายและพี่สะใภ้ แทนไทและพิณทอง พ่อและแม่ของอลินาทำงานที่สายการบินแห่งหนึ่ง บ่อยครั้งที่ต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศพร้อมกัน พิมมาลาจึงรับหน้าที่ดูแลหลานสาวเป็นประจำ เธอทำงานเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จึงค่อนข้างมีเวลามากกว่าพี่ชายและพี่สะใภ้ อลินาจึงเปรียบเสมือนลูกสาวของพิมมาลาก็ไม่ปานเพราะดูแลกันมาตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้

"แล้วคุณพ่อกับคุณแม่มาได้ใช่มั้ยคะ" อลินากลับมาล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม ถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่นัก ในใจนึกถึงพ่อและแม่ที่ไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับเธอบ่อยครั้งที่เธอต้องมาอยู่กับพิมมาลา

"มาได้ค่ะ แต่มาทันงานเลี้ยงตอนเย็นนะคะ คุณพ่อสัญญาแล้วว่ามาทันแน่นอนค่ะ" พิมมาลาส่งยิ้มอ่อนโยนให้หลานสาว รู้ดีอยู่แก่ใจว่าพี่ชายและพี่สะใภ้ของเธอทำงานจนแทบไม่มีเวลาอยู่กับลูก แม้เธอจะพยายามบอกตั้งหลายครั้งแล้วว่า เด็กในวัยอลินาต้องการเวลาดูแลเอาใจใส่ใจมากกว่าเงินทองที่หามาได้ ขนาดเงินห้าร้อยที่ได้มาจากงานแต่งงาน ยัยตัวเล็กยังไม่รู้เลยว่ามันมีค่ามากแค่ไหน สิ่งที่เด็กวัยนี้ต้องการคือความรักและใกล้ชิด ไม่ใช่ตัวเลขเงินในบัญชีที่ฝากไว้ให้มากมาย

"จริงนะคะอาพิม เอแคลร์ดีใจจังเลยค่ะ" หมวยน้อยยิ้มกว้าง บ่งบอกถึงความดีใจอย่างที่สุดที่วันสำคัญของเธอจะมีทั้งพ่อและแม่อยู่ด้วยกัน

"อีกอย่างหนึ่ง พรุ่งนี้ตอนกลางวันคุณปู่มาวินบอกว่าจะจัดงานเลี้ยงให้ด้วยนะคะ พี่เบสก็จะมาร่วมฉลองวันเกิดด้วย เพราะเกิดวันเดียวกันเลย ดีมั้ยคะ" พิมมาลาเผลอยิ้มตามรอยยิ้มที่แสนบริสุทธิ์ของหลาน

มาวิน เกียรติรักษ์ เป็นพ่อของอาคิน ชายสูงวัยผู้เป็นประมุขของบ้านเกียรติรักษ์นั้น รักใคร่และเอ็นดูหลานของเธอไม่น้อยไปกว่าใคร พอรู้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิด ผู้ใหญ่ทุกคนจึงคิดว่าควรจะจัดงานวันเกิดรวมกันให้กับเด็กทั้งสองคน

"พี่เบสจะมาแย่งหนูแคลร์จัดงานหรือเปล่าคะ" เจ้าของวันเกิดขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น เพราะไม่เคยต้องแบ่งงานวันเกิดกับใคร พลอยคิดไปว่าฐิฐิเบศจะมาแบ่งของขวัญวันเกิดกับเธอ

"ไม่ได้แย่งค่ะ จัดงานด้วยกัน เค้กสองก้อน ของขวัญก็ไม่ต้องแบ่งกันค่ะ ของใครของมัน" พิมมาลาขำกับหน้าตายุ่งๆ ของเด็กน้อยวัยห้าขวบที่กำลังจะครบหกขวบในวันพรุ่งนี้ ยัยตัวน้อยคงจะคิดว่าการจัดงานร่วมกันคือต้องแบ่งของกันถึงทำหน้าไม่พอใจแบบนี้

"งั้นก็ได้ค่ะ เอแคลร์อนุญาต" อลินาพยักหน้าตกลง ทำสุ่มเสียงเข้มเลียนแบบผู้ใหญ่เวลาอนุญาตให้ตัวเองสามารถซื้อขนมหรือออกไปเล่นข้างนอกได้

"หนูแคลร์ของอาใจดีมาก" พิมมาลาลากเสียงยาว ทำหน้าตาจริงจังตามคนตัวเล็ก ทั้งที่ในใจกลั้นหัวเราะไว้แทบไม่อยู่

"ฝันดีค่ะ เจ้าหญิงของอา" พิมมาลาก้มลงหอมหน้าผากเล็กอย่างเอ็นดู พร้อมกับคนตัวน้อยที่หลับตาลงเพราะความเหนื่อยล้าจากการวิ่งซุกซนมาทั้งวัน

บริเวณบ้านอันกว้างขวางของครอบครัวเกียรติรักษ์ ภายในห้องรับแขกถูกเนรมิตให้เป็นห้องฉลองวันเกิดของเด็กหญิงและเด็กชายทั้งสองคน คนหนึ่งคือ อลินา หรือ เอแคลร์ ผู้เป็นขวัญใจของมาวินและอาคิน คุณปู่และคุณลุงต่างสายเลือดจากครอบครัวเกียรติรักษ์ อีกคนคือทายาทของตระกูล ฐิฐิเบศ เกียรติรักษ์ หรือเบส ผู้เป็นเหลนชายเพียงคนเดียวของครอบครัวนี้ ฐิฐิเบศเป็นลูกชายของภูเบศ เกียรติรักษ์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานชายของมาวินผู้เป็นพ่อของอาคิน

"แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ทู ยู แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ทู ยู แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทู ยู" ทุกคนนั่งล้อมวงประสานเสียง ร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้กับเจ้าของวันเกิดทั้งสองคนที่ต่างนั่งอยู่ตรงหน้าเค้กของตัวเอง หญิงสาวที่ตัวเล็กกว่าร้องประสานเสียงดังเจื้อยแจ้วตามจังหวะเพลง ส่วนเด็กผู้ชายที่โตกว่านั้น นั่งปรบมือตามด้วยหน้าตาออกจะเรียบเฉย

"เป่าเค้กได้เลยครับทั้งสองคน" สิ้นเสียงพิมมาลาบอกให้เป่าเค้กได้ เด็กหญิงวัยหกขวบหมาดๆ ก็ก้มลงเป่าเค้กรูปเจ้าหญิงของตัวเองทันที โดยไม่ได้สนใจเลยว่าน้ำลายที่ออกมาพร้อมแรงเป่าจะกระเด็นไปโดนเจ้าของวันเกิดร่วมอีกคน ที่กำลังจะเป่าเค้กรูปเครื่องบินของตัวเองเหมือนกัน

"เย้ ตัดเค้กเลยค่ะ อาพิม" เจ้าของวันเกิดบอกเสียงสดใส ปรบมืออย่างชอบใจ แจกยิ้มหวานให้ทุกคนที่มาร่วมงานวันเกิดของเธอ

วันนี้เธอรู้สึกดีใจมากที่จะมีงานวันเกิดถึงสองรอบ รอบแรกได้มาฉลองกับครอบครัวเกียรติรักษ์ อีกรอบในตอนเย็นที่พ่อและแม่ของเธอจะกลับมาร่วมฉลองด้วยกันที่บ้าน

"ก่อนจะตัดเค้ก เอาทิชชูมาเช็ดน้ำลายให้พี่ก่อนดีมั้ยยัยหมวยน้อย" ฐิฐิเบศกวาดตามองหาทิชชูมาเช็ดแขนตัวเองเพราะเปื้อนไปด้วยน้ำลายของยัยตัวเล็ก ในใจเริ่มหงุดหงิด ไม่รู้ทำไมเขาต้องเกิดวันเดียวกับยัยตัวยุ่งนี้ด้วยก็ไม่รู้ ทั้งที่เขาอายุตั้งสิบห้าปีแล้ว แต่ต้องมานั่งล้อมวงเป่าเค้กเหมือนเด็กแบบนี้ ถ้าเพื่อนรู้คงจะน่าอายไม่น้อย

"พี่เบสก็เช็ดเองสิค่ะ ทำเปื้อนเองแท้ๆ " ยัยตัวเล็ก เชิดหน้าบอกอย่างไม่สนใจ

"ไม่เป็นไรนะเบส หนูแคลร์ไม่ได้ตั้งใจหรอก เดี๋ยวอาเช็ดให้เองนะ" อาคินออกรับแทนด้วยน้ำเสียงเอื้อเอ็นดู

"มาถ่ายรูปก่อนตัดเค้กกันนะคะ เจ้าของวันเกิด" กลลักษณ์ เกียรติรักษ์ ซึ่งเป็นภรรยาของอาคิน รีบเข้ามาบอกก่อนที่เค้กจะถูกตัดจนไม่เหลือความสวยงาม หญิงสาวเดินเข้าไปจัดท่าทางการถ่ายรูปโดยให้อลินาและฐิฐิเบศนั่งชิดกัน

"ยิ้มหวานสุดขีดเลยนะเบส หนูแคลร์" พุฒิภัทรแฟนหนุ่มของพิมมาลา และเป็นเพื่อนสนิทของอาคิน รับหน้าที่เป็นตากล้องของงานในวันนี้ ชายหนุ่มพยายามส่งเสียงบิ้วอารมณ์ร่วมเฟรมของเด็กต่างวัยทั้งสองคนที่บังเอิญเกิดวันเดียวกัน

"เอ้า ยิ้ม" เสียงตะโกณออกคำสั่งทำให้เด็กสั่งสองคนรีบฉีกยิ้มตามโดยไม่อิดออด

"เย้ ตัดเค้กได้เลยนะคะ เอแคลร์อยากจะตัดเค้กแล้ว" อลินายิ้มหน้าบานเมื่อถึงเวลาที่รอคอยมาตั้งแต่เช้า

"พี่เบสให้เอแคลร์ตัดเค้กให้มั้ยคะ เอแคลร์อยากตัดเค้กสองก้อนเลย" นอกจากอยากจะตัดเค้กของตัวเองแล้ว ยัยตัวเล็กยังหันมาส่งสายตาเป็นประกายให้เจ้าของวันเกิดอีกคนที่กำลังจะตัดเค้กด้วยเหมือนกัน

ฐิฐิเบศยั้งมือที่ถือมีดพลาสติกสำหรับตัดเค้กของตัวเองไว้ เหลือบตามองเจ้าของวันเกิดร่วมที่ส่งสายตาประหนึ่งลูกแมวช่างประจบมาให้ ในวันเกิดใครๆ ก็ต้องตัดเค้กด้วยตัวเองกันทั้งนั้น อะไรทำให้ยัยหมวยน้อยคิดว่าจะมาตัดเค้กของคนอื่นด้วยก็ไม่รู้

"เอาสิ" แต่ด้วยปากที่ไวกว่าสมอง ฐิฐิเบศกลับตอบออกไปตรงข้ามกับที่ใจคิด กี่ครั้งกี่หนแล้วที่สบสายตาช่างประจบของอลินาแล้วแพ้แบบไม่มีทางสู้ได้เลยสักครั้ง จนอดจะคิดไม่ได้ว่ามันอาจจะเป็นกรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดมาจากปู่และอา ที่ใจอ่อนกับสายตาของอลินาโดยไม่มีทางสู้

เด็กชายจำต้องลุกขึ้นไปนั่งรออยู่ที่โซฟาด้านหลัง มองอลินาลงมือตัดเค้กอย่างสนุกสนาน วันนี้เขาอายุครบสิบสี่ปีแล้ว กำลังจะกลับไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ที่ประเทศสิงคโปร์ในวันพรุ่งนี้ หลังจากมาอยู่ที่เมืองไทยหลายเดือนระหว่างรอโรงเรียนใหม่เปิดเทอม ครอบครัวของเขาประกอบธุรกิจอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ พ่อและแม่มักจะส่งเขากลับมาหาญาติที่ประเทศไทยเพื่อฝึกภาษาไทย และจะได้สนิทกับปู่และอาของตัวเองมากขึ้น

"เบส เพื่อนมาแล้วนะ อาบอกให้รอที่ห้องด้านนอก จะพามากินเค้กในนี้ด้วยกัน หรือว่าจะเล่นเกมก็ได้นะ" อาคินเดินเข้ามาบอกหลานชาย ฐิฐิเบศไม่ค่อยมีเพื่อนในประเทศไทยมากนักเพราะเรียนที่สิงคโปร์ตั้งแต่เด็ก จนเขาคิดว่าหลานไม่มีเพื่อนอยู่ในเมืองไทยเลย จึงพามาให้รู้จักสนิทสนมกับอลินากลัวว่าจะเหงา แต่เมื่อบอกว่าจะจัดงานวันเกิดให้ ฐิฐิเบศกลับขอชวนเพื่อนมาด้วย จนเขาเองก็อดแปลกใจไม่ได้

"รู้จักกันที่ไหนเหรอลูก" มาวินเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงตามประสาคนแก่ ที่อดจะห่วงเหลนของตัวเองไม่ได้ ประสบการณ์ของครอบครัวเกียรติรักษ์ที่ผ่านเรื่องร้ายๆ มามาก ทำให้ชายสูงวัยอดจะห่วงใยคนที่จะมาคบหาด้วยไม่ได้ มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องฐานะเงินทอง แต่ความกังวลอยู่ที่ความดีที่อยู่ในตัวคนที่จะเข้ามาสนิทด้วยมากกว่า

"เขม เป็นเพื่อนคนไทยที่เคยไปเรียนแลกเปลี่ยนช่วงฤดูร้อนที่โรงเรียนเก่าครับ เลยรู้จักกันที่สิงคโปร์ น่าจะไว้ใจได้ครับคุณปู่" ฐิฐิเบศตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะนึกรำคาญความห่วงใยที่ญาติผู้ใหญ่มอบให้ เพราะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าโลกนี้นอกจากพ่อและแม่แล้ว ก็มี ปู่และอาเท่านั้นที่รักและห่วงใยเขาอย่างที่สุด

"เดี๋ยวปู่จะให้คนยกเค้กไปให้ ไปต้อนรับเพื่อนเถอะลูก" มาวินยิ้มบางๆ ลูบศีรษะเหลนชายด้วยความเอ็นดูที่เข้าใจความห่วงใยของคนแก่ ไม่มีท่าทีรำคาญให้เห็นเลยสักครั้ง

"ขอบคุณครับ" ฐิฐิเบศพยักหน้ารับ พร้อมเดินออกไปเพื่อต้อนรับเพื่อนคนเดียวของตัวเองในประเทศไทย

เขม หรือ ขัตติยะ ถูกจัดให้นั่งรอที่ห้องนั่งเล่น สายตาของเด็กชายวัยสิบห้าปี มองทะลุห้องกระจกไปยังสนามหญ้านอกบ้าน เขาได้ยินชื่อเสียงของครอบครัวเกียรติรักษ์จากผู้เป็นพ่อมาบ้าง แต่ไม่คิดว่าจะร่ำรวยและใหญ่โตขนาดนี้ ขนาดห้องนั่งเล่นยังกว้างขวาง หรูหรา รอบห้องกรุไปด้วยกระจกใส มีแค่ผ้าม่านลูกไม้บางๆ ปิดไว้เพื่อกั้นแสง ภายในห้องมีอุปกรณ์สำหรับพักผ่อนหย่อนใจครบครัน แต่ที่สะดุดตาที่สุด เห็นจะเป็นเครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่ล่าสุดที่วางเด่นอยู่บนโต๊ะกลางห้อง เขารู้จากฐิฐิเบศว่าอาคินซึ่งเป็นอา เป็นคนซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด

"มาแล้วเหรอเขม ขอโทษที่ให้รอนะ นั่งก่อนสิ" ฐิฐิเบศเดินเข้ามาภายในห้องนั่งเล่น ทักทายเพื่อนด้วยรอยยิ้มกว้าง เขารู้จักขัตติยะเมื่อปีที่แล้ว ตอนที่ขัตติยะไปเรียนภาษาระยะสั้นที่โรงเรียน มีความสนิทกันระดับหนึ่งพราะเขาก็อยากจะพูดภาษาไทย เมื่อมาถึงเมืองไทยเขาจึงติดต่อกับเพื่อนคนนี้บ้างบางครั้ง

"เราพึ่งมาถึง นายตัดเค้กไปแล้วเหรอ ขอโทษทีนะเรามาไม่ทัน" เขมนั่งลงบนพรมที่พื้นตามเพื่อน ตามองเกมที่เจ้าของวันเกิดกำลังแกะออกจากกล่องด้วยสีหน้าตื่นเต้นจนเก็บไว้แทบไม่มิด

"เราบอกให้คนหาขนมมาให้แล้ว เล่นเกมกันเลยมั้ย เราอยากลองเล่นแล้ว" ฐิฐิเบศบอกเพื่อนด้วยสายตาเป็นประกายเมื่อมองของเล่นที่อาคินซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดในปีนี้

"เล่นเลย เราก็อยากเล่น" เขมตอบด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น มองเกมรุ่นใหม่ล่าสุดด้วยสายตาชื่นชม บ้านของเขาเป็นครอบครัวราชการ พ่อรับราชการเป็นทหาร ถึงจะมีเป็นยศเป็นพันตรีแล้ว แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมาย ที่มีโอกาสได้ไปเรียนภาษาระยะสั้นที่ประเทศสิงคโปร์ก็เพราะได้รับทุนแลกเปลี่ยน ไม่เหมือนฐิฐิเบศที่ครอบครัวร่ำรวยเพราะประกอบธุรกิจ เขมอดจะมองฐิฐิเบสด้วยความรู้สึกน้อยใจในชีวิตตัวเองไม่ได้

ฐิฐิเบศเป็นเด็กผู้ชายที่หน้าตาหล่อเหลา คมเข้มเหมือน อาคิน เกียรติรักษ์ ผู้มีศักดิ์เป็นอา ครอบครัวเกียรติรักษ์ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับดอกไม้ประดิษฐ์ขนาดใหญ่ ทำให้ชีวิตของเพื่อนคนนี้ดูจะดีไปหมดทุกอย่าง ไม่เหมือนเขาที่ไม่เคยมีของเล่นราคาแพงแบบนี้เลย

"อาคินบอกว่าสั่งมาให้จากต่างประเทศเลยนะ รุ่นนี้ยังไม่เข้าเมืองไทย" เด็กชายที่กำลังประกอบเกมบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น โดยไม่สังเกตเห็นสีหน้าขัตติยะที่มองตัวเองอยู่เลย

"ดีจังเลยเนอะ" เขมพึมพำเบาๆ มองเจ้าของเกมอีกครั้ง

"พี่เบสขา พี่เบสขา" เสียงเล็กที่นำมาก่อนตัว ทำให้ฐิฐิเบศหยุดมือที่กำลังตั้งใจประกอบเกม คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น เพราะรู้ว่าเป็นเสียงของใคร

"ตุ๊บ"

เพล้ง

"ไม่ต้องร้องเลยนะ หนูแคลร์ ทำเองห้ามร้องไห้ให้พี่ได้ยินเสียงเลยนะ" ฐิฐิเบศดุเสียงเข้ม เมื่อเห็นอลินาสะดุดพรมบนพื้นห้องทำเค้กหล่นกระจายจนเต็มพื้น ส่วนเจ้าตัวก็นั่งแหมะลงบนพื้นอย่างหมดสภาพ

"ก็เอแคลร์ไม่ได้ตั้งใจ" อลินาบอกด้วยใบหน้างอง้ำ ในตาเรียวรีมีน้ำใสๆ มาคลอเต็มลูกตาบ่งบอกว่าจะระเบิดอาการร้องไห้ในไม่ช้านี้

ฐิฐิเบศนั่งมองหน้ายัยกระปุกตังฉ่ายที่ตั้งท่าจะร้องไห้อย่างเหนื่อยใจ ทำไมใครๆ ต้องส่งยัยตัวยุ่งเป็นคนเอาเค้กมาให้ด้วย เด็กรับใช้ในบ้านมีตั้งเยอะ รู้ทั้งรู้ว่ายัยหนูน้อยนี้ดีแต่ทำเรื่องให้ยุ่งกว่าเดิม เด็กชายกำลังจะลุกขึ้นเดินไปปลอบยัยตัวน้อยแบบที่ตัวเองทำมาตลอดตั้งแต่รู้จักอลินา หลานสาวนอกไส้สุดที่รักของปู่และอาตัวเอง

"พี่ช่วยนะครับ ชื่อเอแคลร์ใช่มั้ย พี่ชื่อเขมนะครับ" เขมที่อยู่ใกล้กว่า ขยับเข้าไปช่วยประคองเด็กผู้หญิงตัวเล็กให้ยืนขึ้น กวาดตามองเด็กผู้หญิงที่เพื่อนเคยเล่าให้ฟัง แต่ไม่เคยมีโอกาสได้เจอ ตัวจริงออกจะน่ารักเหมือนตุ๊กตา ไม่เห็นเหมือนที่ฐิฐิเบศเคยเล่าให้ฟังเลยสักนิด

"ไม่ร้องนะครับเอแคลร์ พี่เขมจะไปช่วยถือมาใหม่นะครับ" เขมบอกอลินาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม งอนิ้วของตัวเอง ตั้งใจจะช่วยเช็ดน้ำตาที่คลออยู่ในตาเรียวรีของเด็กน้อยให้อย่างอ่อนโยน

"เดี๋ยวฉันทำเอง" ฐิฐิเบศจับมือขัตติยะไว้ก่อนที่นิ้วมือของขัตติยะจะไปถึงหน้าของอลินา รู้สึกขัดใจกับภาพที่เห็นคนตัวเล็กถูกดูแลด้วยคนอื่นไม่ใช่ตัวเอง

"พี่บอกแล้วยังไงว่าไม่ต้องร้อง ขี้แย จนขี้เหร่หมดแล้วเห็นมั้ย" ถึงปากจะบ่น แต่การกระทำของเด็กชายนั้นแสนจะอ่อนโยน

ฐิฐิเบศค่อยๆ เช็ดน้ำตาให้อลินาพร้อมกับลูบศีรษะเล็กเบาๆ เพื่อเป็นการปลอบใจ ขัตติยะมองภาพตรงหน้าด้วยความแปลกใจ เขาไม่เคยเห็นฐิฐิเบศจะอ่อนโยนกับผู้หญิงคนไหน มีแต่ผู้หญิงเข้ามาตีสนิทด้วย แต่ก็ไม่เคยจะสนใจ หรือใส่ใจความรู้สึกของใคร จนบางครั้งเขาก็คิดว่าฐิฐิเบศเป็นคนที่ค่อนข้างเย็นชาด้วยซ้ำ

"เอแคลร์จะไม่ร้อง ถ้าพี่เบสไม่ดุอีก" อลินาพยายามกลั้นสะอื้น ส่งสายตาออดอ้อนพี่ชายนอกสายเลือด ที่ยังบ่นเธอไม่ยอมหยุด มือเล็กเกาะไปที่แขนฐิฐิเบศอย่างประจบเอาใจ

"รู้แล้ว พี่ไม่ดุแล้วเช็ดน้ำตาก่อนนะ" ฐิฐิเบศหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากางเกง เช็ดคราบน้ำตาให้จนหน้าตาหายมอมแมม

"พี่เบสใช้ผ้าเช็ดหน้าของเอแคลร์ด้วย" อลินายิ้มจนตาหยี

ดีใจที่ฐิฐิเบศยอมใช้ผ้าเช็ดหน้าที่ตัวเองเป็นคนเลือกให้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพิมมาลาพาเธอไปซื้อผ้าเช็ดหน้าสำหรับไว้ใช้ที่โรงเรียน เธอจึงขออนุญาตซื้อฐิฐิเบศด้วยอีกคน

"ให้มาก็ใช้สิ" เด็กชายรีบพับผ้าเช็ดหน้าสีชมพู เก็บคืนใส่กระเป๋ากางเกงอย่างรวดเร็ว รู้สึกอายเหมือนกันที่เพื่อนต้องมาเห็นตัวเองพกผ้าเช็ดหน้าเหมือนเด็กผู้หญิง

เมื่อหลายวันก่อน พิมมาลาเอาผ้าเช็ดหน้ามาให้ บอกว่าอลินาเป็นคนเลือกและน้องตั้งใจอยากจะซื้อให้เขา โดยยัยตัวเล็กยอมให้พิมมาลาหักเงินค่าขนมเพื่อจะเอาเงินมาซื้อผ้าเช็ดหน้าให้เขา แต่ที่ขำก็เพราะมันมีเจ็ดผืน เจ็ดสี ตามสีของแต่ละวันในหนึ่งสัปดาห์เหมือนของอลินาไม่มีผิด ดีที่ของเขาเป็นผ้าสีพื้นเท่านั้นไม่มีลวดลายอะไร

"วันนี้อังคาร สีชมพู ถูกต้องค่ะ" เจ้าของผ้าเช็ดหน้าปรบมืออย่างชอบใจ

"น่ารักดีนะเบส" ขัตติยะอดจะแซวเพื่อนไม่ได้ เห็นหน้าตาเรียบเฉยแบบนี้แต่ใช้ผ้าเช็ดหน้าสีชมพูหวานแหวว

"ขี้เกียจฟังเสียงเด็กร้องไห้หรอกนะ" ฐิฐิเบศรีบเบือนหน้าหนีกลบเกลื่อนอาการเขินของตัวเอง เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องยอมตามใจยัยตัวเล็กไปซะทุกอย่าง สงสัยจะเป็นคำสาปที่อลินาสาปให้ผู้ชายในตระกูลเกียรติรักษ์หลงรักและเอ็นดูตัวเองซะก็ไม่รู้

"เอแคลร์จะกลับแล้วค่ะ อากลลักษณ์ให้เอาเค้กมาให้ แล้วมาลาพี่เบส เราจะกลับไปฉลองกันต่อที่บ้าน คุณพ่อกับคุณแม่ใกล้มาถึงแล้ว" อลินายืนบอกด้วยรอยยิ้มหวาน ตามที่ผู้ใหญ่สั่งมาอย่างครบถ้วน

"อ้อ จะกลับแล้วเหรอ" ฐิฐิเบศมองหน้าเปื้อนยิ้มของคนตัวเล็ก รู้สึกในใจเบาโหวงอย่างบอกไม่ถูก

พรุ่งนี้เขาต้องเดินทางกลับไปสิงคโปร์แล้วคงอีกนานกว่าจะเจอยัยตัวน้อยอีก ทุกคนตัดสินใจที่จะไม่บอกอลินาถึงกำหนดการกลับไปเรียนสิงคโปร์ของเขา เพราะคิดว่ายัยตัวเล็กคงจะงองแงร้องตามไปด้วยอย่างแน่นอน

"สวัสดีค่ะ พี่เบส พี่เขม" เด็กหญิงย่อตัวกระพุ่มไหว้อย่างน่ารัก ยิ้มให้จนตาหยีอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของตัวเอง

"สวัสดีครับ แล้วเจอกันอีกนะครับ น้องเอแคลร์" ขัตติยะบอกลาเด็กผู้หญิงที่ตัวเองรู้สึกถูกชะตาด้วยตั้งแต่แรกเจอ จนเผลอยิ้มตามรอยยิ้มอันสดใสไปด้วย

"แล้วเจอกันนะยัยตัวยุ่ง" ฐิฐิเบศเดินเข้ามากอดคนตัวน้อยไว้แน่น หอมหน้าผากเล็กแผ่วเบา ลูบผมนุ่มของอลินาอย่างอ่อนโยน

ตอนนี้ภายในใจรู้สึกเหมือนสีสันในชีวิตของตัวเองกำลังจะหมดลง ตลอดเวลาที่อยู่เมืองไทย ชีวิตเขามียัยตัวเล็กคอยหาเรื่องยุ่งๆ มาให้เสมอจนรู้สึกเบื่อ แต่พอจะกลับไปในใจกลับรู้สึกแปลกๆ ซึ่งเขาก็หาสาเหตุไม่ได้

"น่ารักดีนะ ไม่เห็นเหมือนที่นายเล่าให้ฟังเลย" ขัตติยะบอกพร้อมมองตามหลังร่างเล็กๆ ที่วิ่งหายออกไปจากห้องนั่งเล่น

"อืม" ฐิฐิเบศนั่งก้มหน้าประกอบเกมที่พื้นตามเดิม แต่หูนั้นยังคอยรับฟังเสียงของอาคินและกลลักษณ์ร่ำลาอลินาอยู่ด้านนอก

เด็กชายเงยหน้าขึ้นมอง ตาคู่คมมองผ่านกระจกใสของห้องนั่งเล่นไปยังหน้าบ้าน เห็นอลินากำลังวิ่งไปขึ้นรถของพุฒิภัทร ฐิฐิเบศยิ้มกับตัวเอง พึมพำเสียงเบาจนแทบจะกระซิบ

แล้วเจอกันนะยัยตัวยุ่งของพี่

#เรื่องนี้ไม่เศร้านะจ้า มาแนวรักแบบผูกพัน หวานๆ ใสๆ หัวใจสีชมพู แต่ขอเปิดปมของเรื่องนิดนึง

#มี E-book นะจ​้าสามารถไป​โหลด​อ​่านได​้ราคาเบ​าๆ 159 บ​าท ค่ะ

MEB : https://goo.gl/qvyLjc

Hytexts : https://goo.gl/mUR578

: http://www.hytexts.com/ebook/book/B014421

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ

ฝากกดติดตามเพจปริญมาราด้วยจ้า ^-^

เพจปริญมารา:https://www.facebook.com/rpinmala/

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Sumo Rangsit
ขอบคุณค่ะ.......
เมื่อ 6 เดือน 3 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย Nymphnim
ขอบคุณนะคะ
เมื่อ 6 เดือน 5 วันที่แล้ว

รีวิว