เล่ห์ลวง บ่วงพยัคฆ์

บทที่ 1

สายลมแผ่วเบาไล้ไปบนกลีบบางของดอกซากุระที่บานสะพรั่ง อันเป็นสัญลักษณ์ของการล่วงเข้าสู่วสันตฤดู บรรยากาศรอบบริเวณศาลาไม้ริมน้ำ ณ พระตำหนักตะวันออก งดงามดั่งสรวงสวรรค์ เหล่าสกุณาร่วมขับขานประสานสรรพเสียงจากธรรมชาติ ไพเราะประดุจการบรรเลงดนตรีจากคณะเครื่องสายชั้นดี แสงแดดส่องกระทบพื้นน้ำก่อเกิดประกายระยิบระยับน่าอัศจรรย์ใจ บนกระจกใสเบื้องหน้ามีฟองอากาศผุดพรายขึ้นเป็นระยะระยะ ตามจังหวะการเริงรมย์เล่นน้ำของหมู่มัจฉาสายพันธุ์ดีที่แหวกว่ายอยู่ หากแต่สิ่งเหล่านั้น ยังมิมีพลังดึงดูดเท่ากับร่างทั้งสองในศาลา

หนึ่งบุรุษในอาภรณ์สีเลือดหมู ที่แม้จะแลเห็นจากระยะไกล แต่ความหล่อเหลา สง่างาม รวมถึงความน่าเกรงขามที่สัมผัสได้จากเรือนกายนั้นกลับมิลบเลือนลงเลย ตรงกันข้ามยังกระจ่างชัดเสมือนอยู่ห่างจากสายตาเพียงแค่คืบเท่านั้น

ใบหน้าได้รูป สันกรามคมชัด ผมยาวสีดำสนิทถูกรวบสูงไว้กลางศีรษะ ปอยผมจำนวนหนึ่งปัดเฉียงลงมาปิดคิ้วขวา ในดวงตาเหยี่ยวมีนัยน์ตาสีดำล้ำลึก คิ้วเข้มดกหนาเป็นทรง จมูกโด่ง ริมฝีปากหยักสวย ทุกองค์ประกอบบนใบหน้าล้วนตรึงตาตรึงใจ ยังไม่นับรวมเรือนร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งกระชับ ความสูงใหญ่ที่เกินหน้าบุรุษเพศทั่วไป รวมถึงผิวกายสีน้ำผึ้งซึ่งผิดแผกแตกต่างไปจากบรรดาชาววัง แต่กลับเสริมเอกลักษณ์ให้เจ้าตัวอย่างน่าประหลาดใจ

“เจ้าหันมามองข้าสักหน่อยมิได้หรือ” เสียงอ่อนโยนแกมเว้าวอนดังขึ้น ดึงให้บุรุษผู้เหม่อลอยด้วยความคิดที่ยังสลัดไม่หลุด จำใจต้องหันกลับมาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

“ยังจะทำหน้าเช่นนั้นอีก” เสียงเดิมว่าเมื่อเห็นใบหน้าไม่สบอารมณ์ของอีกฝ่าย

“ทำหน้าเข้มเชียว กลัวคนมิรู้หรือว่าเป็นราชองครักษ์” บุรุษในชุดสีน้ำเงินเข้มเย้า

“อ่า...อย่าทำหน้าเช่นนั้นสิ เจ้านี่ช่างไม่มีอารมณ์ขันเอาเสียเลย” เจ้าของเสียงเดิมเอ่ยและหัวร่อออกมาเบาๆ แต่เมื่อเห็นปฏิกิริยานิ่งเฉยไม่มีอารมณ์ร่วม ก็อดรู้สึกขัดอกขัดใจขึ้นมามิได้

แทซัน” ผู้สูงศักดิ์กว่าเรียกพร้อมทั้งทำปากยื่น นึกไม่ถึงเลยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวาน จะทำให้องครักษ์คู่กายเอาแต่ทำหน้าประหนึ่งลุงแก่ที่ถ่ายท้องไม่ออกมาเป็นเดือน

“ถ้าเจ้ายังมิเลิกทำหน้าเช่นนั้น ข้าจะเอาจริงแล้วนะ” ซานขู่ออกไป เขาวางพู่กันจีนในมือลงเบาๆ ละทิ้งผืนผ้าใบวาดรูปที่กางอยู่เบื้องหน้า เพื่อเดินเข้าหาหนึ่งในบุรุษผู้ทรงเสน่ห์ที่สุดแห่งวังหลวง

“เจ้าจะโกรธข้าจริงๆ ใช่หรือไม่” เขาถามขณะไพล่มือไว้ที่หลังและเดินเข้าหาอีกฝ่าย

“เจ้าเป็นคนเลือกเองนะ” ชายหนุ่มพูดขึ้นหลังจากนับหนึ่งถึงสิบในใจแล้ว แต่ชายตรงหน้าก็ยังมิเลิกทำหน้าบูดบึ้ง

ซานปราดเข้าไปประชิดขณะที่องครักษ์ประจำตัวทำท่าจะขยับหนี หากแต่เพราะเขานั่งอยู่บนราวไม้ของศาลาริมน้ำ ถ้าถอยห่างไปมากกว่านี้ คงได้ลงไปแหวกว่ายพ่นฟองเป็นเพื่อนเจ้าพวกปลาสายพันธุ์ดีที่อยู่เบื้องล่าง ชายหนุ่มผิวน้ำผึ้งจึงได้แต่กลืนน้ำลายลงคอรอรับชะตากรรม

ลมหายใจอุ่นร้อนของอีกฝ่ายเป็นสิ่งแรกที่แทซันสัมผัสได้ ตามด้วยแสงจ้าที่ทอประกายโอบล้อมวงหน้าเนียนของผู้เป็นนายที่อยู่ห่างเขาไปเพียงแค่คืบเท่านั้น คิ้วสีน้ำตาลรับกับนัยน์ตาสีเดียวกัน ช่วยเพิ่มความอ่อนโยนละมุนละไมให้กับเจ้าตัวเป็นอย่างดี ดวงตาเรียวสวยที่หางตาเชิดขึ้นเล็กน้อยค่อยๆ หยีลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว หากแต่ยังสะท้อนประกายวิบวับประหนึ่งดวงดาวบนฟากฟ้า จมูกโด่ง ริมฝีปากสีอ่อนดุจกลีบซากุระกำลังแย้มยิ้มจนเห็นฟันขาวราวไข่มุกเรียงสวยเป็นระเบียบอยู่ภายใน

ณ วินาทีนั้น สรรพสิ่งรอบข้างพลันหยุดนิ่ง

ไร้เสียง!

ไร้กลิ่น!

ไร้รส!

ไร้สัมผัส!

สิ่งที่ฉายชัด มีเพียงกรอบหน้าเนียนใสภายใต้ประกายพร่างพราง

อ่า...ดวงหน้านั้นช่างอ่อนโยนละมุนละไม น่าหลงใหลจนทำให้ลืมหายใจ

แทซันมิสามารถหยุดตัวเองไม่ให้เคลิบเคลิ้มไปกับภาพที่เห็นได้

รูม่านตาของเขาขยายขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปากสวยได้รูปอ้าค้างอย่างช้าๆ

หัวใจเต้นรัวราวกับกลองศึกในสนามรบ

มือแกร่งที่จับดาบคู่กายอยู่เป็นนิจเผลอคายออกจนสหายรักร่วงหล่น

ความสามารถในการควบคุมปฏิกิริยาต่างๆ ทางกายราวกับถูกสูบไปสิ้น

ด้วยเพียงรอยยิ้มเจิดจรัสตรงหน้า

ชายหนุ่มกำลังจะไถลตัวลงไปแหวกว่ายอยู่กับหมู่มัจฉา แต่มืออุ่นของผู้เป็นนายคว้าตัวเขาไว้ได้ก่อน

“ระวังหน่อยสิ” เสียงอ่อนโยนเอ่ยขึ้นอย่างหยอกเย้า แม้รู้อยู่เต็มอกว่าเหตุใดองครักษ์คู่กายจึงเป็นเช่นนี้ แต่ยังแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ได้อย่างแนบเนียน

“ทรงเล่นแบบนี้อีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ” แทซันกระแอมไอและเอ่ยออกมาอย่างหัวเสีย

“เล่นอะไรหรือ” ซานถามพร้อมกับส่งยิ้มไร้เดียงสาประหนึ่งมิรู้ว่ากำลังถูกต่อว่าเรื่องใดให้

“ทรงชอบใช้วิธีการเช่นนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ประจำตัวตัดพ้อ คิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยความไม่พอใจ “ทรงชอบใช้รอยยิ้มเช่นนี้บังคับกระหม่อมอยู่เรื่อย”

“อ่า...” ผู้เป็นนายเปล่งเสียงออกมาพร้อมทั้งหัวร่อเบาๆ กับท่าทางเหล่านั้น

“ก็ข้าเตือนเจ้าแล้วนินา” เขาว่าและปล่อยมือที่ยังจับร่างแกร่งออก เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทรงตัวได้อย่างมั่นคงแล้ว

“เพราะทรงชอบทำเช่นนี้ คนเหล่านั้นจึงได้เข้าใจผิดนัก” แทซันบ่นขณะนึกถึงเหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ ที่ทำให้ต้องมานั่งปั้นหน้าระหว่างอารักขาผู้เป็นนายที่วาดรูปเล่นอยู่ในศาลาริมน้ำแห่งนี้

“ใครว่ากันเล่า” ซานเถียง

“เมื่อคืนวานเหมือนจะมิใช่เพราะข้า” เขาแก้ต่างและหลุดขำออกมาเมื่อย้อนระลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

หลังแอบปีนกำแพงวังกลับเข้ามาได้ เขาและองครักษ์คู่กายก็รีบหาสถานที่เงียบสงบเพื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่นึกเลยว่าเพิ่งถอดชุดบัณฑิตที่ใช้สำหรับปลอมตัวออกไปข้างนอกเสร็จ ทหารวังจะเข้ามาเดินตรวจตราดูเสียก่อน และเพราะไม่ทันระวัง ถุงเงินถุงน้อยซึ่งซุกอยู่ในชุดเดิมจึงร่วงหล่นลงพื้น ส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขัดกับความสงบเงียบวังเวงในยามค่ำ และแน่นอนว่าบรรดาเจ้าพนักงานชาววังต่างทำหน้าที่เป็นอย่างดี

ทันทีที่ได้ยิน ผู้ตรวจการนับสิบก็กรูกันเข้ามา และพบองครักษ์หนุ่มขวัญใจบรรดาสาวน้อยใหญ่ในสภาพที่เหลือแต่เสื้อกับกางเกงตัวในสีขาวบางยืนหันหลังอยู่ แต่นั่นก็ยังไม่แย่เท่ากับการที่อีกฝ่ายกอดกกใครสักคนไว้ แน่นอนว่าแม้จะเป็นองครักษ์ประจำพระองค์ของรัชทายาท แต่การแอบมาพลอดรักกับสตรีชาววังมิใช่สิ่งที่เหมาะสม บรรดาผู้รักษาการณ์ยามค่ำคืนต่างพยายามสอดส่ายสายตาว่านางในอ้อมกอดแกร่งคือผู้ใด ก่อนจะพบใบหน้าอันคุ้นเคยที่ทำให้ตัวสั่นขึ้นมาอย่างห้ามมิได้

เจ้าของใบหน้าเนียนขาวที่แม้แต่บรรดาสาวชาววังยังอาย ค่อยๆ โผล่หัวออกมาจากอ้อมกอดของชายผู้สูงใหญ่ เขาส่งยิ้มพิฆาตให้พวกทหารวัง และก็มิรู้ได้เหมือนกันว่าที่บางคนปล่อยหอกในมือลงพื้นทันที และหลายคนล้มตึงลงไปนั้น เป็นผลมาจากเอกลักษณ์ประจำตัวอันทรงอานุภาพ หรือเพราะภาพที่ชวนให้เข้าใจผิดคิดไปไกลกันแน่

องครักษ์หนุ่มยังคงกอดผู้เป็นนายไว้แน่นด้วยอารามตกใจ ตอนแรกเขาหวังเพียงว่าตัวเองจะบดบังผู้ที่ตนต้องอารักขาไว้ได้อย่างมิดชิด เนื่องจากมีเรือนกายกำยำสูงใหญ่กว่ามาก เขาเพียงจะแสร้งทำเป็นกำลังหาที่เงียบสงบ เพื่อสยบอารมณ์อันเปลี่ยวเหงาของบุรุษ มินึกเลยว่าเหล่าทหารวังจะจุ้นจ้านขนาดชะเง้อเข้ามาดูว่าเขาได้ปิดบังอะไรไว้เบื้องหน้าหรือเปล่า

ซานขยับออกจากอ้อมกอดแกร่งและยื่นหน้าไปมองเหล่าผู้รักษาการณ์ที่ยังคงมีสภาพร่อแร่อยู่ที่พื้นด้วยความเป็นห่วง ชายหนุ่มมิได้ตั้งใจส่งยิ้มพิฆาตไปทำร้ายคนเหล่านั้น แค่เพียงเห็นว่าบางคนเริ่มสั่นและคิดว่าคงเกรงกลัวบารมี เพราะเพิ่งเคยได้พบรัชทายาทอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก จึงอยากให้กำลังใจ โดยมิทันสังเกตเลยว่าเสื้อสีขาวบางที่ใส่อยู่ เปิดออกจนเห็นลาดไหล่นวลเนียนสะดุดตา ทำให้คนเหล่านั้นมิต้องคิดต่อแล้วว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือกิจกรรมใด

ทหารวังที่พอจะตั้งสติได้รีบถวายความเคารพแล้วเผ่นแนบไปทันที ส่วนพวกที่วิญญาณหลุดลอยไปจากร่างได้แต่นอนตาค้างอยู่ที่เดิม

ซานส่ายหัวน้อยๆ กับท่าทางเหล่านั้น เขาหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาคลุมตัวอย่างลวกๆ และพาแทซันเดินกลับตำหนัก โดยไม่สนใจที่จะเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อยก่อนเข้าไปอีก และแน่นอนว่าไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็แพร่สะพัดไปทั่ววัง

“ข้าบอกแล้วยังไงเล่าว่ามิใช่เพราะข้า” ซานย้ำกับคนข้างกาย

“กระหม่อมจะมิทำเช่นนั้นอีกพ่ะย่ะค่ะ” แทซันตอบอย่างหัวเสีย นึกโทษตัวเองที่ดึงอีกฝ่ายเข้ามาแนบอกไวเกินไป ทำให้ปมเสื้อที่ผูกไว้ไม่ดีหลุดออก จนผู้เป็นนายอยู่ในสภาพชวนให้เข้าใจผิดอย่างไม่น่าให้อภัย

“เจ้าจะทำอีกก็ได้นะ” เจ้าของเสียงอ่อนโยนพูดพร้อมอมยิ้ม “ข้าชอบ”

“ทรงตรัสอะไรเช่นนี้อีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ” แทซันบ่น ใบหน้าคมสันเครียดขึ้ง

“ก็ข้าชอบจริงๆ นินา” นัยน์ตาสีน้ำตาลเต็มไปด้วยประกายแวววามสะท้อนความพึงพอใจ

“จริงๆ แบบนี้ก็ดี ข่าวลือครั้งนี้อาจจะเป็นหนทางใหม่ที่สวรรค์เปิดให้ข้า” เขากลั้วหัวเราะ

“ทรงคิดได้เช่นไรกัน” องครักษ์คู่กายว่า เขาส่ายหัวและพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายกับข้ออ้างใหม่ที่ผู้เป็นนายหมายตาจะนำมาใช้เลื่อนการแต่งงาน

“จะทรงหลีกเลี่ยงเรื่องนั้นเช่นไรก็ย่อมได้ แต่ใช้วิธีการนี้จะไม่เกินไปหน่อยหรือพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มผู้คมสันพูด เริ่มร้อนๆ หนาวๆ กับชะตากรรมของตัวเองต่อจากนี้

“ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่หรอก สวรรค์ส่งเจ้ามาให้ข้านี่ แทซัน” ใบหน้าเนียนขาวเต็มไปด้วยความชื่นมื่น

“สวรรค์ส่งเจ้ามาอารักขาข้าทั้งกายใจ” เขาตบลงไปบนอกซ้ายของตัวเองอย่างมีความสุข

“กระหม่อมชักมิแน่ใจแล้วว่าเป็นสวรรค์จริงๆ หรือไม่” เจ้าของเรือนกายกำยำโอดครวญ หากแต่ยังมิทันเอ่ยอะไรไปมากกว่านั้น นางกำนัลผู้หนึ่งก็วิ่งปราดเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทำให้ซานแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับไปทำหน้าประดับยิ้มบางๆ แบบที่ทำอยู่เป็นประจำ

ทั้งๆ ที่สั่งไว้ว่ามิให้ใครหน้าไหนเข้ามารบกวนการพักผ่อน โดยเฉพาะเวลาวาดรูป ทั้งยังสั่งให้เหล่านางกำนัลและขันทีประจำพระองค์ รวมถึงองครักษ์นายอื่น กระจายตัวอยู่ไกลๆ เหมือนที่ทำมาตลอด แต่ก็ยังมิวายมีบุคคลที่สามแทรกเข้ามาอยู่ดี

“ขะ...ขะ...ขะ...ขอ...” นางกำนัลพูดได้แค่นั้นก็รีบสูดหายใจเฮือกใหญ่อีกสองสามครั้ง จากนั้นจึงกล่าวต่อ

“ขอประทานอภัยเพคะ” นางว่าขณะที่ยังเหนื่อยหอบไม่หาย มือทั้งสองข้างยันเข่าตัวเองไว้ ราวกับกลัวว่าจะล้มลงไปได้ทุกเมื่อ

“ฝะ...ฝะ...ฝ่าบาท...ทรงมีรับสั่ง...ให้รัชทายาท...เข้าเฝ้าด่วนเพคะ”

ตามทางเดินหินขัดที่ทอดยาวเข้าสู่พระตำหนักประจำพระองค์ของพระราชาจูซัม ผู้ปกครองแผ่นดินคูซันมานานกว่า 18 ปี เต็มไปด้วยเสียง ‘ตุ๊บ’ ที่ดังขึ้นเป็นระยะระยะ ตามจังหวะการก้าวเดินของบุรุษทั้งสองผู้เคียงกันมา

เหล่านางกำนัลที่ยืนประจำอยู่ตามเสาแต่ละต้น ต่างพยายามควบคุมปฏิกิริยาทางกายมิให้เผลอหลุดอุทานออกมาเพราะความน่าหลงใหล หรือเป็นลมล้มพับไปเพราะภาพเปี่ยมเสน่ห์เบื้องหน้า

รอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนที่ประดับอยู่น้อยๆ บนใบหน้าเนียนขาวละมุนละไม ทำให้ก้อนเนื้อสีแดงในอกของพวกนางกระตุกถี่รัวเร็วจนมิอาจควบคุมได้ หญิงสาวหลายคนเผลอยกมือขึ้นกำสาบเสื้อของตัวเองแน่นเพื่อสงบสติอารมณ์ ยิ่งเมื่อหลงลืมมารยาทไปสบนัยน์ตาสีน้ำตาล ที่ทอประกายแวววาวจนหมู่ดาวบนฟากฟ้ายังอาย อยู่ๆ แข้งขาที่เคยแข็งแรงจนสามารถยืนเฝ้าตามเสาพระตำหนักทั้งวันทั้งคืนได้ ก็อ่อนแรงราวกับคนขาดอาหารมาแรมเดือน

อ่า...รัชทายาท เหตุใดพระองค์จึงทรงเปล่งประกายถึงเพียงนี้!

อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มที่สวมทับอยู่บนเรือนร่างผู้สูงศักดิ์ ช่วยขับเน้นให้เจ้าตัวไม่ดูอ่อนละมุนเกินไป ลายปักพยัคฆ์สีขาวปลอดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เสริมพลังของชายชาตรีให้แจ่มชัดขึ้น รองเท้าหนังสีดำที่ใส่อยู่เสริมให้ก้าวย่างได้อย่างมั่นคง นางกำนัลที่เป็นหนักหน่อยถึงกับรู้สึกอิจฉาพื้นหินขัด ที่มีโอกาสได้รับสัมผัสจากพระบาทของพระองค์ขึ้นมา

เมื่อรัชทายาทผู้มีท่าทางนุ่มนวลดุจบัณฑิตหนุ่มทรงภูมิเดินผ่านหน้าไปแล้ว ไม่ถึงห้าลมหายใจ ภาพบุรุษอีกผู้หนึ่งที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางกายได้ไม่ต่างกันก็แทรกเข้ามาในลานสายตา

องครักษ์หนุ่มผู้กอบกุมหัวใจของบรรดาสาวชาววังมีเรือนกายสูงใหญ่กำยำกว่าผู้เป็นนายอย่างเห็นได้ชัด เขาอยู่ในอาภรณ์สีเลือดหมู บนอกมีลายปักอาชาไนยสีน้ำตาลอ่อนกำลังเร่งฝีเท้าอยู่ในพื้นวงกลมสีทอง ล้อมรอบไว้ด้วยกรอบสีดำ ซึ่งเป็นทั้งสัญลักษณ์และเอกลักษณ์ของสำนักราชองครักษ์หลวง แม้จะเป็นเพียงผู้อารักขา แต่สง่าราศี รวมถึงความน่าเกรงขามกลับแซงหน้านายอย่างรัชทายาทไปอยู่มากโข อาจเพราะเรือนกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งกระชับ หรือว่าใบหน้าที่องคาพยพลงตัวประหนึ่งเทพเซียนปั้นแต่งมา ไหนจะสันกรามคมชัดเสริมความเป็นชายนั่นอีก เพียงมองเขาไม่นานก็ตกใจจนนึกว่าตัวเองวิญญาณหลุดจากร่าง ไปพบมหาเทพแห่งสงครามผู้หล่อเหลาสง่างามบนสวรรค์เสียแล้ว ต้นแขนล่ำสันที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์สีเข้มทำให้รู้สึกปลอดภัยอย่างแปลกประหลาด ฝ่ามือแกร่งสีน้ำผึ้งโผล่พ้นปลายแขนเสื้อออกมาเพียงเล็กน้อย แต่กลับชวนให้อยากสัมผัสนัก มือแกร่งกุมกระชับดาบคู่กายอยู่เสมอ จนสตรีทั้งหลายที่แอบมีใจให้รู้สึกอิจฉาวัตถุไร้ชีวิตนั่นขึ้นมาทันที

เหล่านางกำนัลต่างมองบุรุษทั้งสองจนเกือบลับสายตาไป ก่อนที่ความคิดดำมืดหอบใหญ่จะถูกพัดพาเข้ามาในจิตใจ ด้วยเรื่องที่เพิ่งได้ฟังมาจากพวกทหารวังที่เดินตรวจการแถวพระตำหนักต้องห้าม นึกแล้วให้เสียใจยิ่งนัก ตอนแรกแค่เจียมตัวเจียมใจว่าเกิดมาเป็นนางกำนัลต้อยต่ำ คงมิมีโอกาสได้เข้าไปปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิดรัชทายาท หรือมิมีโอกาสสานต่อความรู้สึกในใจกับองครักษ์ผู้สง่างาม ไม่คิดเลยว่ามิใช่เพราะเกิดเป็นนางผู้น้อย แต่เพราะเกิดเป็นสตรีต่างหาก

บรรดาหญิงสาวที่ยังพอประคองสติอยู่ได้โดยไม่เผลอหลุดอุทานเสียงดัง หรือล้มพับลงไปกองกับพื้น ได้แต่ยกมือขึ้นโบกลาอย่างอ่อนแรง และอวยพรให้บุรุษทั้งสองมีความรักที่สดใสงดงาม รวมถึงขอให้รัชทายาทผู้อ่อนโยนละมุนละไมสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์การถูกจับเข้าพิธีแต่งงานครั้งนี้ไปได้

“ถวายบังคมเสด็จพ่อ ถวายบังคมเสด็จแม่” ซานพูดขณะถวายบังคมตามธรรมเนียมคูซันที่ใช้เวลาราวครึ่งก้านธูป เหงื่อเม็ดน้อยผุดพรายขึ้นบนใบหน้าเนียนของเขา

พระราชาจูซัมยกพระหัตถ์ขึ้นทันทีเป็นเชิงว่าไม่ต้องมากพิธีอีกต่อไป เนื่องจากพระองค์ประชวรอยู่ จึงทรงอยากจัดการธุระให้เสร็จสิ้นไปโดยไว จะได้ทรงล้มตัวกลับไปบรรทมต่อ

“ข้า...แค่กๆ” พระราชาตรัสขึ้นได้เพียงคำเดียวก็ทรงพระกาสะออกมา

พระมเหสีจียอนที่ประทับอยู่ข้างๆ จึงทรงช่วยลูบหลังให้และสั่งให้นางกำนัลที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบถวายน้ำชา

“เจ้าคงรู้ดีว่า...แค่กๆ” พระราชาตรัสขึ้นอย่างยากลำบาก พระสุรเสียงที่แหบแห้งสลับกับพระอาการไอหอบอย่างทรมาน ทำให้พระมเหสีที่เป็นช้างเท้าหลังเสมอมาจำต้องตรัสขึ้นแทนพระสวามี

“ซาน ฝ่าบาททรงเห็นว่าเจ้าควรรับแม่นางคิมเข้าวังเสียที”

“กระหม่อมยังมิพร้อมพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มตอบกลับไปทันทีด้วยประโยคเดิมๆ ที่พูดมาตลอดหลายปี เขาก้มหน้าลงเพื่อซ่อนสีหน้าขุ่นมัว แต่เพียงครู่เดียวก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น พร้อมส่งยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ให้บุคคลทั้งสอง

ยิ้มทลายใจที่ใครเห็นเข้าก็ต้องตกตะลึงอ้าปากค้างไม่ได้สติไปชั่วครู่

และก็เป็นดังที่คิด พระมเหสีจียอนรวมถึงพระราชาจูซัมที่ทรงทอดพระเนตรเห็นภาพนั้นต่างชะงักค้างไป ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะทรงตั้งสติได้อีกครั้ง

“ซาน” พระมเหสีทรงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับอารมณ์และตรัสต่อ “เจ้าผัดผ่อนเรื่องนี้มานานถึงเจ็ดปี หากยังทำเช่นนี้ต่อไป คงมิเหมาะสมนัก ตอนนี้อายุของนางก็ใกล้เกินวัยที่ควรออกเรือนแล้ว”

“แต่…” ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้เอ่ยคัดค้าน พระราชาที่ทรงจิบชาเสร็จ ก็ทรงกระแอมไออีกสองสามครั้งพอเป็นพิธีและตรัสขัดขึ้น

“ยังไงปีนี้ก็ต้อง...แค่กๆ...แต่ง...” พระองค์ทรงหยุดพักหายใจ จากนั้นจึงตรัสต่อ “ท่านอำมาตย์คิม…แค่กๆ...ทำเพื่อพวกเรามากมาย...แค่กๆ...จะให้เจ้ามิไว้หน้าเขาต่อไปอีกไม่ได้”

พยัคฆ์หนุ่มก้มหน้าลงอย่างรวดเร็วเพื่อเก็บซ่อนอารมณ์คุกรุ่นที่กำลังปะทุขึ้น ยิ่งเมื่อได้ยินพระบิดาเอ่ยถึงปิศาจร้ายที่นำพาแผ่นดินเกิดไปสู่หายนะ ใจของเขาก็ถูกไฟแค้นลามเลียจนมิสามารถรักษาท่าทีนุ่มนวลละมุนละไมอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวต่อไปได้

“ซาน หากยังรั้งรอต่อไป” พระมเหสีเอ่ยขึ้นด้วยทรงเป็นกังวล “ข้าเกรงว่าคนที่จะลำบากที่สุดในตอนท้ายก็คือเจ้า”

ชายหนุ่มก้มหน้า ฝ่ามือใหญ่ค่อยๆ ขยุ้มชายกระโปรงสีน้ำเงินเข้มจนยับย่น แทนการระบายอารมณ์ที่เดือดพล่านอยู่ภายใน

แทซันที่ยืนรวมอยู่ด้านหลังกับขันทียุงและนางกำนัลประจำพระองค์อีกสองสามนาย มองเห็นไหล่ที่สั่นไหวน้อยๆ ของรัชทายาท ได้แต่รู้สึกเหนื่อยหนักใจแทน

“เจ้าจะลำบากขึ้นเรื่อยๆ หากยังเอาแต่ดื้อดึง ยังไงการรับแม่นางคิมเข้าวังก็ยังประโยชน์ต่อเจ้า” พระนางว่าและแย้มพระโอษฐ์ให้พระโอรสอย่างอ่อนโยน

“ท่านอำมาตย์คอยสนับสนุนเจ้ามาตลอด และการแต่งงานครั้งนี้จะทำให้เจ้าได้รับการยอมรับจากเหล่าขุนนางมากขึ้น” พระพักตร์ที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาเต็มไปด้วยความหวัง

“การออกว่าราชการของเจ้าจะง่ายขึ้น ดังนั้น เจ้าควรจะ...”

พระมเหสียังมิทันตรัสจบ ซานก็แทรกขึ้นก่อนด้วยทนฟังต่อไปไม่ไหว เพลิงโทสะที่ลุกโหมในใจจวนเจียนจะระเบิดออกมาอยู่รอมร่อ

“ขอประทานอภัยเสด็จพ่อ เสด็จแม่ กระหม่อมคงมิสามารถทำได้พ่ะย่ะค่ะ”

“นี่เจ้า..!” พระราชาจูซัมทรงกริ้วขึ้นมา ทั้งๆ ที่พระองค์ประชวรหนักจนมิสามารถออกว่าราชการได้มาแรมเดือน แต่รัชทายาทกลับยังผัดผ่อนสิ่งที่ควรกระทำตั้งแต่เมื่อเจ็ดปีที่แล้วออกไปเรื่อยๆ แค่เพราะความไม่พอพระทัยในตัวอำมาตย์คิมที่มีความคิดเห็นมิตรงกัน เช่นนี้เหตุการณ์เลวร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นเกือบทุกยุคทุกสมัยในประวัติศาสตร์คูซัน ย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงมิให้เกิดขึ้นได้ในยุคของพระองค์เช่นกัน

แม้ตระกูลอี ในสายของพระราชาจูซัมมีองค์ชายเพียงสองพระองค์ คือ รัชทายาทอีซาน ผู้เกิดแก่อดีตพระมเหสียอนอาผู้ล่วงลับ และ องค์ชายอีแฮซู ผู้เกิดแก่พระสนมจาง แต่ก็มิใช่ว่าการแก่งแย่งบัลลังก์จะมิสามารถเกิดขึ้นได้เลย ยิ่งเมื่อพระสนมผู้มีสิริโฉมงดงามแสดงออกอย่างชัดเจนว่าหมายปองบัลลังก์เพื่อพระโอรสเช่นกัน การที่รัชทายาทเอาแต่แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ที่พร้อมหนุนหลังพระองค์เช่นนี้ มิเท่ากับเป็นการกระทำที่โง่เขลาเบาปัญญาหรอกหรือ

“ซาน” พระมเหสีตรัสขึ้นด้วยทรงเหนื่อยหน่ายพระทัย

พระนางทรงรู้ดีว่าเหตุใดพระสวามีจึงทรงเร่งรัดเรื่องการนำตัวคิมยองอี บุตรีเพียงคนเดียวของอำมาตย์คิมเข้าวัง แม้จะพยายามปกปิดเรื่องพระอาการเพียงใด แต่การมิสามารถออกว่าราชการได้ก็เป็นการบอกอย่างชัดเจนแล้วว่าพระองค์ทรงพระวรกายถดถอยขนาดไหน และนี่ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะรีบเปลี่ยนตัวรัชทายาท ก่อนการผลัดเปลี่ยนผู้ปกครองแผ่นดิน แต่จิตใจของพระมารดาเลี้ยงอย่างนางก็รู้ดีเช่นกันว่า เหตุใดพระโอรสจึงมิยอมรับข้อเสนอของอำมาตย์ผู้อยู่เคียงข้างราชบัลลังก์มาช้านาน ความฝันของบุตรชายทรงเลี้ยงช่างสวยงามแต่มิสามารถเป็นจริงได้ในขณะนี้ การดื้อรั้นต่อกรกับอำมาตย์คิมเพื่อทำให้สิ่งที่วาดหวังเป็นจริง แม้กระทั่งคนพระทัยกว้างอย่างนางยังเห็นว่ามิใช่สิ่งที่ควรกระทำ

“ช้าหรือเร็วเจ้าก็ต้องทำหน้าที่ อย่ามัวแต่รั้งรออยู่เลย”

“กระหม่อมขอยืนยันคำเดิมพ่ะย่ะค่ะ” พยัคฆ์หนุ่มพูดขณะเงยหน้าขึ้นมองบุคคลทั้งสอง นัยน์ตาสีน้ำตาลเต็มไปด้วยแววมุ่งมั่น

“ซาน มิใช่เพียงชะตากรรมของเจ้าเท่านั้นที่ขึ้นอยู่กับการแต่งงานครั้งนี้ แม้แต่ชีวิตของคนในตระกูลอี ตอนนี้ล้วนขึ้นอยู่กับเจ้า ดังนั้น อย่าดื้อรั้นต่อไปอีกเลย เจ้าย่อมรู้ดีว่าสถานการณ์ตอนนี้แตกต่างจากที่ผ่านมา” พระมเหสีทรงถอนพระทัย

“กระหม่อมขอยืนยันคำเดิมพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มตอบด้วยท่าทีแข็งกร้าวซึ่งน้อยคนนักจะมีโอกาสได้เห็น

“บังอาจ!” พระราชาจูซัมทรงเขวี้ยงจอกชาในพระหัตถ์ใส่พระโอรสทันทีด้วยความโมโห

หากแต่จอกชะตาขาดใบนั้นลอยละลิ่วมาได้เพียงคืบก็ตกลง ทำให้ใบหน้าของรัชทายาทมิได้รับอันตรายใดๆ แม้พระมเหสีที่ประทับอยู่ข้างๆ พระสวามีจะทรงโล่งพระทัยที่บุตรชายทรงเลี้ยงมิได้รับบาดเจ็บ แต่กลับต้องกังวลพระทัยถึงเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ของพระสวามีแทน

บรรยากาศภายในห้องเงียบงันไปชั่วครู่ นางกำนัล ขันทียุง รวมถึงแทซันที่ยืนอยู่ด้านหลังได้แต่เหงื่อตก การเกลี้ยกล่อมรัชทายาทให้ยอมรับแม่นางคิมเข้าวังเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาเจ็ดปีที่ผ่านมา แต่ในครั้งนี้ดูจะแตกต่างออกไป เพราะกระทั่งพระมเหสีที่ทรงมิเคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ยังทรงเริ่มมีท่าทีสนับสนุนให้เกิดการแต่งงานขึ้น

“ซาน” พระมเหสีทรงเอ่ยอย่างหนักพระทัย

“กระหม่อมยืนยันคำเดิมพ่ะย่ะค่ะ”

เพล้ง!

พระราชาทรงเขวี้ยงจอกชาที่เหลือออกมาอย่างเดือดดาล และเจ้าจอกชาชะตาขาดก็มีชะตากรรมไม่ต่างไปจากพี่น้องของมัน คือ ลอยละลิ่วได้เพียงคืบและจากไปอย่างไร้ประโยชน์ ไม่สร้างบาดแผลใดๆ ให้แก่ผู้ที่เป็นเป้าหมายอีกเช่นเคย

พระมเหสีที่ประทับอยู่ข้างๆ พระสวามีทรงทอดพระเนตรเห็นดังนั้นจึงเอ่ยตัดบทขึ้นเพราะรู้ดีว่าตอนนี้ต่างไม่มีใครยอมใคร และการรั้นสนทนาต่อไปจะทำให้ป่วยการเปล่าๆ

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

เสียงดาบที่กระทบกันกึกก้องจากลานฝึกยุทธ์ในเขตพระราชฐาน เป็นสิ่งที่บรรดาทหารวัง ราชองครักษ์ ขันที รวมถึงนางกำนัลที่เดินผ่านไปมาคุ้นเคยเป็นอย่างดี เนื่องด้วยในอาณาเขตนี้ มีบุรุษเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่นิยมชมชอบการฟันดาบ และเสียงกระหึ่มประดุจกำลังมีการรบราฆ่าฟันกัน มักเกิดขึ้นเป็นประจำเมื่อด้านมืดที่ไม่ต้องการเปิดเผยของบุรุษผู้อ่อนโยนอยู่เป็นนิจหลุดออกมา

ร่างชื้นเหงื่อสองร่างในเครื่องแต่งกายรัดกุมสีน้ำตาลหม่น กำลังรุกไล่และตั้งรับกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ประกายไฟเล็กๆ เหมือนจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่คมดาบสัมผัสกัน แต่เจ้าของร่างทั้งสองยังคงไม่หยุดการเคลื่อนไหว

ฝ่ามืออุ่นที่จับด้ามดาบสีทองหม่นสลักรูปพยัคฆ์กระโจนไพร กระชับดาบแน่นขึ้น ก่อนจะโจนเข้าหาร่างสูงกว่าซึ่งอยู่ห่างออกไปยี่สิบก้าว

เจ้าของฝ่ามือแกร่งเห็นการเคลื่อนไหวนั้น ก็จับด้ามดาบสีนิลสลักลายอาชาไนยเหินทะยานแน่น และวาดมือออกไปเบื้องหน้าเพื่อรับแรงที่ฟาดลงมา

เคร้ง!

เสียงกระทบของวัตถุเนื้อดีดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมๆ กับขุมพลังมหาศาลซึ่งถูกกักเก็บไว้ที่พวยพุ่งออกมา ดาบทั้งสองแม้จะสลักสัญลักษณ์ที่บ่งบอกฐานะประจำตัวไว้ แต่ต่างถูกสั่งตีขึ้นเป็นพิเศษโดยช่างฝีมืออันดับหนึ่ง เพื่อให้เป็นอาวุธประจำกายของผู้ครอบครอง และเพราะถูกหลอมขึ้นจากโลหะชั้นดี ผ่านความร้อนเหมาะสม จึงได้ตัวดาบบางเฉียบ น้ำหนักเบา หากแต่แข็งแกร่ง ทนทาน และดังที่บอกไปข้างต้น คือ มีพลังในการทำลายล้างสูง

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

ความแค้นที่อัดแน่นในอกถูกส่งผ่านกำลังที่ปลดปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง เพียงแค่คิดว่าทุกครั้งที่วาดดาบออกไป คือการทิ่มแทงปิศาจร้ายขายชาติ ซานก็ยิ่งเพิ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่องครักษ์คู่กายต้องพยายามรับแรงกระแทกที่โจมตีเข้ามาไม่หยุดยั้ง และเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าแม้ว่าตนมีฝีมือมากกว่าผู้เป็นนายอยู่หลายส่วน ทั้งยังมีเรือนร่างสูงใหญ่กำยำอันเป็นข้อได้เปรียบในการต่อสู้ แต่เพราะอารมณ์คุกรุ่นในใจของผู้ที่เขาอารักขามานานปี ทำให้พละกำลังมหาศาลหลั่งไหลออกมาไม่หยุดหย่อน

ซานรุกไล่แทซันไปโดยรอบ ทุกๆ จุดที่ทั้งสองเคลื่อนไปฟุ้งไปด้วยละอองฝุ่น แสดงให้เห็นถึงความว่องไวในการต่อสู้ เมื่อชายหนุ่มผ่านรั้วไม้กั้นลานฝึกยุทธ์ก็กระโดดขึ้นเหยียบมันเพื่อส่งแรงขา ก่อนจะลอยตัวสูงและฟาดดาบในมือลงมายังบุรุษผู้กำยำที่อยู่เบื้องล่าง แต่เพราะชายผู้นั้นสามารถรับดาบไว้ได้ทันทั้งยังใช้กำลังจากข้อมือต้านแรงของซาน ทำให้สุดท้ายร่างที่เล็กกว่าผู้ติดตามซวนเซถอยห่างไป หากแต่ยังมิยอมหยุดลง ด้วยภาพของคู่อริฉายชัดเข้ามาในความคิดอีกครั้ง ชายหนุ่มจึงกระชับด้ามสีทองหม่นลายพยัคฆ์กระโจนไพร พร้อมทั้งเหวี่ยงมันไปทางซ้ายและขวาเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดดาบในมือหมุนคว้างเป็นวงกลม เขาคำรามก้องแล้ววิ่งเข้าใส่ชายตรงหน้าซึ่งยังยืนปักหลักอยู่กับที่

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

เสียงดาบกระทบกันรัวเร็วจนแทบแยกเสียงมิทัน ชายหนุ่มทั้งสองยังคงรุกไล่ไปโดยรอบอย่างต่อเนื่อง ในจังหวะที่แทซันยอบตัวลงต่ำเพื่อหลบคมดาบที่เหวี่ยงเข้ามาที่ศีรษะ ผู้เป็นนายก็ชักดาบกลับก่อนจะจ้วงแทงลงต่ำตามไปด้วย ต่อมาก็ใช้กำลังขาเพื่อไล่ติดตามองครักษ์คู่กายที่ถอยห่างออกไปเพื่อทิ้งระยะ เจ้าของเรือนร่างที่เล็กกว่าเร่งฝีเท้า จากนั้นจึงเอี้ยวตัวเพื่อตวัดแทงบุรุษผู้สูงใหญ่ที่หมุนตัวหนีไปอีกด้าน หลังจากลูกน้องเริ่มตอบโต้มา เขาก็ตีลังกาตลบหลังเพื่อเปลี่ยนเป็นฝ่ายรับบ้าง

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

เสียงดาบยังคงดังอย่างต่อเนื่อง

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

วัตถุอันทรงพลังกระทบกันไม่หยุด

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ริมฝีปากสวยได้รูปก็รีบเอื้อนเอ่ย หลังจากรับดาบที่ฟาดลงมาห่างจากใบหน้าไปไม่ถึงครึ่งข้อไว้ได้อย่างฉิวเฉียด

“ทรงพักเถิดพ่ะย่ะค่ะ” แทซันพยายามต้านแรงอีกฝ่ายไว้ขณะรอคำตอบ หากแต่มิมีเสียงตอบรับ มีเพียงคมดาบที่ฟาดลงมาไม่หยุด สะท้อนให้เห็นว่าอารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ภายในยังปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง

องครักษ์คู่กายได้แต่พยายามหลบเลี่ยงการโจมตี เขาไม่ต้องการจะรุกเข้าหาผู้เป็นนายอีกต่อไปแล้ว เพราะรู้ดีว่ายิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณการต่อสู้ของพยัคฆ์ที่คลุ้มคลั่งมากเท่าใด รัชทายาทก็จะยิ่งไม่หยุดการกระทำเหล่านั้นมากเท่านั้น ซึ่งจะนำไปสู่เหตุการณ์ที่เขามิต้องการให้เกิดขึ้น คือ การประชวรอย่างกะทันหันเนื่องด้วยทรงมีโรคประจำพระองค์มาแต่กำเนิด

“ทรง...” ยังมิทันที่เสียงนั้นจะเปล่งออกมาจนจบประโยค ดาบที่กำลังพุ่งปราดเข้าหาอย่างรวดเร็วก็ถูกชักกลับไปเป็นไม้ค้ำยันให้แก่เจ้าของ ที่ตอนนี้ทั้งร่างโทรมไปด้วยเหงื่อ

มือที่กำด้ามจับสีทองหม่นสลักลายพยัคฆ์กระโจนไพร สั่นไหวจากการใช้พลังมากเกินไปอย่างควบคุมมิได้ แผงอกกว้างตรงหน้าเคลื่อนขึ้นลงอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าของเรือนกายเหน็ดเหนื่อยมากเพียงใด เสียงหอบหายใจดังขึ้นเป็นระยะระยะ ดุจจะประกาศก้องว่าเจ้าตัวอ่อนล้าขนาดไหน ใบหน้าเนียนขาวซีดลงราวไร้เลือด สวนทางกับกำลังกายที่ใช้ไปซึ่งควรจะทำให้เลือดลมไหลเวียนดี มิใช่ไหลเวียนไม่ดีขึ้นมาดื้อๆ เสียเช่นนี้

“ทรงเป็นเช่นไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ” แทซันแทบจะถลาเข้าไปประคองผู้เป็นนายด้วยความเป็นห่วง แต่เพราะอีกฝ่ายยกมือเป็นเชิงห้ามไว้ เขาจึงทำได้เพียงยืนใกล้ๆ ด้วยใจที่ร้อนรุ่มเท่านั้น

“ปิศาจเฒ่า!” ซานคำรามออกมา ใบหน้าที่เคยประดับยิ้มอยู่เสมอถมึงทึงเสมือนมิใช่ใบหน้าของรัชทายาทผู้ละมุนละไมคนเดิม

“ทรงอย่า…” ยังไม่ทันที่แทซันจะได้พูด อีกฝ่ายก็ส่งสัญญาณเป็นเชิงห้ามไว้เสียก่อน ด้วยรู้ดีว่าองครักษ์คู่กายจะกล่าวสิ่งใดออกมา ระยะเวลาที่อยู่ร่วมกันมานานปีทำให้จิตวิญญาณทั้งสองหลอมรวมเข้าด้วยกัน จนความรู้สึกนึกคิดสามารถถ่ายทอดผ่านกันได้ โดยมิต้องใช้คำพูดด้วยซ้ำ

“ข้ามิอยากนึกถึงตาเฒ่านั่นอีก” ซานบอก

“กลับตำหนัก” เขาทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะโยนดาบในมือทิ้งราวกับของไร้ค่าและเดินจากไป

แทซันได้แต่ส่ายหัว เก็บดาบของผู้เป็นนายขึ้น แล้ววิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย chararat
thank you
เมื่อ 1 ปี 4 เดือนที่แล้ว

ความเห็นโดย Voyardger
มาลองชิม ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ
เมื่อ 1 ปี 5 เดือนที่แล้ว

รีวิว