เล่ห์ลวง บ่วงพยัคฆ์

บทที่ 3

หากกล่าวถึงผลกระทบของการตกเป็นรัฐบรรณาการของต้าเหนิงมานานนับสิบปี คงพูดได้ว่าการถูกกระทบหรือไม่และถูกกระทบอย่างไร ขึ้นอยู่กับเป็นคนในชนชั้นใด

อาณาจักรคูซันยึดถือประเพณีดั้งเดิม คือ ยึดหลักปกครองแบบแบ่งชนชั้นวรรณะ หากแต่ยังดีที่สามารถเปลี่ยนฐานะทางสังคมได้ ผ่านการแต่งงานหรือการถูกรับเป็นบุตรบุญธรรม รวมถึงการเลื่อนชนชั้นเมื่อทำความดีความชอบให้แผ่นดิน ฐานะของประชาชนถูกแบ่งตามหลักเบญจลักษณ์ คือ ชนห้าระดับ ประกอบด้วย ราชวงศ์ ชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง ชนชั้นต่ำ และทาส ซึ่งแน่นอนว่าการเกิดสงครามเมื่อ 18 ปีก่อน ส่งผลกระทบที่ต่อเนื่องยาวนานต่อชนชั้นต่ำและทาสเท่านั้น พวกชนชั้นกลางหากฉลาดหน่อยก็พอเอาตัวรอดไปได้ ยิ่งถ้าเป็นคหบดีพ่อค้าที่ร่ำรวยยิ่งมิต้องพูดถึง เพราะสามารถกักตุนสินค้า รวมถึงมีเงินหมุนเวียนในมือยามที่เกิดภาวะผกผันซึ่งเป็นผลมาจากภัยสงคราม พวกชนชั้นสูงและราชวงศ์ก็เช่นกัน แม้จะได้รับผลกระทบในระยะแรกๆ แต่เมื่อราชสำนักมั่นคงก็มิได้รับผลกระทบอีก ความเป็นอยู่ของพวกเขาเหล่านั้นกลับมาสุขสบายตามเดิม และสำหรับบางคนกลับมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เนื่องจากผู้ที่มีกำลังพล กำลังทรัพย์ หรืออำนาจ สามารถตักตวงผลประโยชน์และเอารัดเอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอกว่าอย่างประชาชนทั่วไปได้

ตัวอย่างที่สะท้อนข้อความข้างต้นได้อย่างชัดเจน คือ บริเวณเขตควันกัน หนึ่งใน 16 เขตของอาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่รุ่งเรืองแห่งนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยเรือนหลังใหญ่หรูหราตระการตาของบรรดาคณบดีผู้มั่งคั่งรวมทั้งขุนนางชั้นสูง

ณ มุมถนนสายหนึ่ง เป็นที่ตั้งของเคหาสถานที่ถูกกล่าวถึงในเรื่องความใหญ่โต โอ่อ่า สง่างาม ซึ่งเจ้าของเรือนเป็นบุคคลที่ขึ้นชื่อว่าทรงอิทธิพลมากที่สุดในราชสำนักคูซัน

ประตูทางเข้าเรือนทำจากไม้ใหญ่ยืนต้นอายุกว่าร้อยปี สลักลวดลายของสัตว์เทพผู้พิทักษ์ไว้อย่างวิจิตรบรรจง ที่ด้านบนสุดของคานไม้ มีป้ายสีดำแสดงชื่อตระกูลไว้ด้วยตัวอักษรสีทองอร่ามชัดเจน บริเวณหน้าประตูที่กว้างพอให้คนสิบคนเดินเรียงแถวหน้ากระดานเข้าไปพร้อมๆ กัน มีทหารรับจ้างในชุดเต็มยศยืนเฝ้าอยู่ถึงสิบสองนาย

เมื่อเดินผ่านเข้าไปยังด้านในจะพบกับทางเดินหินขัด สองข้างทางที่นำไปสู่เรือนรับรองหลังแรก เป็นสวนหย่อมที่จัดโดยผสมผสานระหว่างศิลปะของแผ่นดินใหญ่กับคูซันไว้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะมองไปทางซ้ายหรือย้ายสายตามาทางขวา ก็พบต้นไม้หายากหลากสายพันธุ์ที่ถูกส่งมาเป็นของกำนัลในโอกาสสำคัญต่างๆ แก่เจ้าของเรือน หินรูปร่างแปลกตาที่ใช้ประดับตกแต่งสวนก็เช่นกัน ล้วนเป็นของล้ำค่าที่ได้รับจากบรรดาคนรู้จักที่มีหน้ามีตาทางสังคม

ถัดจากสวนสวย คือ บ่อน้ำขนาดใหญ่ซึ่งถูกขุดไว้เป็นแนวยาวล้อมรอบอาคารไม้หลังงาม น้ำในบ่อใสสะอาดจนเห็นปลาหลากหลายสายพันธุ์ที่แหวกว่ายอยู่ภายในชัดเจน บริเวณรอบๆ ขอบบ่อถูกตกแต่งด้วยก้อนหิน ทรายขาวนวลละเอียด รูปปั้นสัตว์เทพผู้พิทักษ์ และไม้ดอกไม้ประดับหลากสีสันสวยงาม ที่กึ่งกลางของบ่อน้ำมีสะพานไม้โค้งสีอ่อนนวลตา เชื่อมจากบริเวณลานหินหน้าสวนหย่อมไปยังตัวเรือนสูงสองชั้นเบื้องหน้า

“ดูเหมือนว่าตอนนี้รัชทายาททรงกำลังแอบสืบเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 18 ปีก่อนอยู่ขอรับ” ชายหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลาในชุดขุนนางชั้นต้นเอ่ยต่อผู้เป็นนายที่นั่งอยู่เบื้องหน้า

ชายชราเจ้าของเรือนผมสีดอกเลาที่มัดรวบไว้กลางศีรษะแสดงท่าทีรับรู้ออกมาน้อยๆ ใบหน้าของเขาเหี่ยวย่นไปตามวัย หากแต่องค์ประกอบที่ยังชัดเจนทั้งหมดพอบอกเป็นนัยได้ว่า เขาเคยเป็นบุรุษผู้มีใบหน้าคมสันสง่างามเพียงใดในยามหนุ่ม บนเรือนกายที่สมบูรณ์ขึ้นตามกาลเวลามีอาภรณ์เนื้อดีสีม่วงเข้มห่อคลุมอยู่ เพียงมองปราดเดียวจะรู้ว่าเป็นชุดที่ตัดเย็บมาจากแผ่นดินใหญ่ เพราะทั้งตัวผ้าและรูปแบบล้วนเป็นแบบบ้านเมืองนั้นทั้งสิ้น

“นายท่านอยากให้ข้าน้อยทำอย่างไรต่อไปขอรับ”

“แค่ตามไปเรื่อยๆ ก่อน” ชายชราหรี่ตาขณะที่คิดถึงเจ้าลูกพยัคฆ์ดื้อรั้นไปด้วย

“ขอรับ ตอนนี้ข้าน้อยได้ส่งกำลังคนออกไปตามสืบประวัติของคนที่เข้ามาช่วยเหลือพระองค์ รวมถึงหาสถานที่ลับที่พระองค์ใช้ในการติดต่อกับคนพวกนั้นแล้วขอรับ” ลูกน้องผู้ซื่อสัตย์รายงานถึงสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ให้ฟังด้วยท่าทีนอบน้อม

“ดี”

“สำหรับเรื่องข่าวลือที่ว่า เหตุการณ์ลอบสังหารองค์ชายจูทัล ผู้เป็นพระเชษฐาพระองค์รองของฝ่าบาท เมื่อ 18 ปีก่อน มิใช่ฝีมือของกลุ่มกบฏอิลกุกแต่เป็นฝีมือของผู้อื่นนั้น ข้าน้อยได้จัดการปิดปากพวกชาวบ้านที่นำเรื่องนั้นกลับมาพูดแล้วขอรับ”

ชายชราใช้นัยน์ตาล้ำลึกอ่านยากมองคนตรงหน้า ก่อนจะหยิบชาสมุนไพรขึ้นจิบน้อยๆ แบบที่ทำเป็นประจำ

“เท่าไร”

“รอบนี้ 300 คนขอรับ”

“แล้วเรื่องเงียบลงหรือไม่”

“เงียบลงขอรับ” ชายหนุ่มค้อมหัว “และข้าน้อยได้นำชิ้นส่วนจากศพพวกนั้น ส่งไปยังย่านชุมชนต่างๆ ที่มีข่าวลือแพร่กระจายแล้วขอรับ พวกนั้นย่อมไม่กล้ากล่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 18 ปีก่อนอีกแน่”

“ดี” อำมาตย์คิมว่า วางจอกชาในมือลง “ว่าแต่หาตัวการได้หรือไม่”

“ยังมิพบขอรับ” ชายหนุ่มค้อมหัวลงอย่างรู้สึกผิด ทั้งๆ ที่เกิดเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ขึ้น แต่เขากลับยังไม่สามารถขุดรากถอนโคน คนที่ทำให้เหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับขึ้นมาได้

“มิเป็นไร” ชายชราพูดด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อนกับเรื่องที่เกิดขึ้น “เจ้าหาต่อไป”

“ขอรับ” ชายหนุ่มรับคำ ก่อนจะถามต่อ “แต่ว่าแบบนี้ควรจะติดต่อกับใต้เท้าแห่งสำนักสอบสวนหรือไม่ขอรับ”

“มิต้อง” อำมาตย์เฒ่าปฏิเสธพร้อมยกจอกชาขึ้นชิดริมฝีปาก “เขามิใช่พวกหูเบาที่จะเชื่อเพียงลมปากชาวบ้าน”

“แต่ว่า…”

“เจ้ามิสบายใจหรือเอพุน” ชายชราถาม ขณะที่เหลือบนัยน์ตาสีขุ่นขึ้นมองลูกน้องผู้ซื่อสัตย์

“ข้าน้อยกังวลนิดหน่อยขอรับ”

“มีเรื่องอันใดให้ต้องกังวล”

“ข้าน้อยมิเข้าใจว่าเหตุใดเรื่องนี้จึงได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีก ทั้งๆ ที่ผ่านมานานมากแล้ว ซ้ำยังเป็นเรื่องที่มีการตัดสินให้พวกกบฏอิลกุกรับผิดไปเรียบร้อยแล้ว”

“ข้าเองก็ยังมิรู้สาเหตุ แต่ว่าคงมีคนจ้องจะเล่นงานข้าด้วยเรื่องนั้นอยู่”

“เช่นนั้น...” เอพุนกล่าว แต่กลับต้องกลืนคำที่เหลือลงไปเมื่อเห็นสัญญาณมือจากผู้เป็นนาย

“มิต้องกังวลไป ถึงข้าจะเป็นคนสั่งให้ลอบปลงพระชนม์องค์ชายจูทัลเอง แต่ว่าจะมิมีผู้ใดสาวมาถึงข้าได้แน่ เพราะหลักฐานที่จะนำมากำจัดข้าในเรื่องนั้นมิได้อยู่ในแผ่นดินนี้” ชายชราผู้ทรงอิทธิพลว่าและหัวร่อออกมา

“หรือว่า...” ชายหนุ่มกำลังจะถามเพราะนึกขึ้นมาได้ว่าสิ่งที่เจ้านายของตนตัดสินใจทำเมื่อ 18 ปีก่อน จนทำให้กลายเป็นผู้ครองอำนาจสูงสุดในราชสำนัก เป็นการร่วมมือระหว่างผู้เป็นนายและคนจากแผ่นดินต้าเหนิง หากแต่ยังมิทันได้เอ่ยออกไป เสียงขานหน้าประตูกลับดังขึ้นก่อน

“ท่านพ่อ ข้าขอเข้าไปได้หรือไม่เจ้าคะ”

ชายชรามองหน้าชายหนุ่มและส่งสัญญาณแทนการอนุญาต

ทันทีที่ประตูเปิดออก ร่างอรชรร่างหนึ่งก็ก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม ผมสีดำขลับของนางถูกจัดแต่งตามแบบชาวต้าเหนิง โดยที่ส่วนหนึ่งถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยและจัดเป็นช่อใหญ่ๆ เสมือนกลีบซากุระไว้ที่ด้านบนซ้ายของศีรษะ และเยื้องลงมาปิดใบหูข้างนั้นเล็กน้อย บนช่อผมที่โดดเด่นมีปิ่นผีเสื้อล้อมบุปผาสีโอรสปักอยู่ เสริมให้สตรีผู้เป็นเจ้าของเรือนผมดูอ่อนหวานยิ่งขึ้น ส่วนมวยผมที่เหลือถูกเกล้าเก็บอย่างเรียบร้อยไว้เป็นช่อในรูปทรงคล้ายคลึงกันที่ด้านหลังศีรษะ โดยมีผ้าแพรเนื้อดีสีชมพูกุหลาบผูกละยาวลงมาตามแผ่นหลัง

เมื่อไล่สายตาตามเรือนผมดำขลับที่ทิ้งตัวลงมา จะพบเครื่องหน้าที่ลงตัว ใบหน้ารูปไข่เรียวเล็ก คิ้วเรียวสวย ดวงตากลมโต นัยน์ตาสีดำขลับ แววตาล้ำลึกอ่านยากเหมือนผู้เป็นบิดา จมูกโด่งรั้นน้อยๆ ริมฝีปากแดงเรื่ออวบอิ่มได้รูป ผิวกายเนียนละเอียดขาวดุจหิมะ

เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่เป็นเครื่องบ่งบอกถึงฐานะของบุตรีเพียงคนเดียวของอำมาตย์คิมยอซุก นางแต่งกายเหมือนสตรีจากแผ่นดินใหญ่ คือ ใส่อาภรณ์สามชั้น ชั้นแรกเป็นชุดสีขาวบางตัวใน ตามด้วยเกาะอกที่ตัดเย็บมาจากผ้าแพรสีชมพูกุหลาบ รัดไว้ด้วยผ้าคาดใต้อกที่มาจากวัสดุแบบเดียวกันแต่มีสีเข้มขึ้นพร้อมทั้งปักลายผีเสื้อไว้ทั่วทั้งแถบ กระโปรงพุ่มฟูฟ่องที่นางสวมเป็นสีเดียวกับผ้าเกาะอกชิ้นบน ชั้นสุดท้าย คือ เสื้อคลุมที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมเนื้อบางชั้นดีสีไข่ไก่ ดูเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าอาภรณ์ทุกชิ้นบนเรือนกายเป็นของดีที่ส่งตรงมาจากต้าเหนิง

“คารวะคุณหนู” ชายหนุ่มค้อมหัวลงน้อยๆ และขยับเว้นที่นั่งด้านข้างให้แก่นาง

ยองอีเพียงก้มหัวรับเบาๆ จากนั้นจึงเอ่ยกับบิดาของตน

“ข้าเพิ่งรู้ว่าท่านพ่อกลับมาได้สักพักแล้ว” เสียงของนางเรียบนิ่งแต่แฝงอำนาจอย่างแปลกประหลาด

“อืม” อำมาตย์คิมรับ และยิ้มออกมาขณะมองดูบุตรสาวเพียงคนเดียวของตน นางช่างงามสง่าสมกับตำแหน่งพระมเหสียิ่งนัก เขาคิดพร้อมทั้งลอบหัวเราะกับตัวเองเบาๆ

“ข้าเห็นบ่าวไพร่กำลังจะนำชาสมุนไพรมาให้ท่านพ่อ จึงเป็นคนยกเข้ามาให้เองเจ้าค่ะ” มือขาวเนียนค่อยๆ เลื่อนชาใหม่ไปแทนชาเก่าที่บิดาดื่มมาสักพักแล้ว

“ขอบใจเจ้ามาก” นัยน์ตาที่ขุ่นมัวไปตามวัยมองบุตรสาวที่นั่งก้มหน้าลงน้อยๆ อย่างรักษากิริยา ท่วงท่าของนางสะท้อนถึงการเป็นสตรีสูงศักดิ์ได้อย่างดี

“ยองอี เจ้ามีสิ่งใดอีกหรือไม่” ชายชราถามออกไป

“ไม่เจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นจงออกไปก่อน พ่อจะต้องคุยธุระกับเอพุนอีกสักครู่” อำมาตย์เฒ่าว่า ในขณะที่ยองอีแอบเหลือบมองชายหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลาที่นั่งอยู่ใกล้ๆ แม้ว่าจะเคยเจอชายผู้นี้มาบ้าง แต่กลับมิค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาเลย

“ไว้ค่อยคุยกันตอนอาหารค่ำดีหรือไม่” ผู้เป็นพ่อเสนอ

“เจ้าค่ะ” หญิงสาวรับคำพร้อมทั้งหันไปค้อมหัวน้อยๆ แทนการบอกลาชายหนุ่มในชุดขุนนางชั้นต้น

“นางช่างงดงามใช่หรือไม่” อำมาตย์คิมเอ่ยขึ้นหลังจากที่บุตรีออกไปจากห้องแล้ว

“ขอรับ” เอพุนค้อมหัวรับ

“บุตรสาวของข้าดีเกินกว่าจะเป็นเพียงแค่พระชายาของเจ้าลูกพยัคฆ์ขลาดเขลานั่นเสียด้วยซ้ำ” อำมาตย์เฒ่าพูดและพ่นลมหายใจออกมาด้วยความเสียดาย “หากมิใช่เพราะเหตุผลนั้น ข้าจะมิมีวันยอมยกสมบัติล้ำค่าอย่างนางให้มันแน่” เขาจุ๊ปากอย่างขัดใจ

“เจ้าเด็กอ่อนหัดที่มิรู้จักแม้กระทั่งการข่มกลั้นอารมณ์เพื่อทำหน้าที่ เอาแต่หาข้ออ้างผัดผ่อนการแต่งงานไปเรื่อยเพราะความฝันอันโง่เง่า” นัยน์ตาลุ่มลึกอ่านยากทอประกายความไม่พอใจออกมาชั่วระยะสั้นๆ

“ข้าใจเย็นปล่อยให้นางโดนหยามเกียรติมานานเกินไปแล้ว” มือเหี่ยวย่นกำแน่น “ปีนี้ข้าจะใช้ทุกวิธีส่งนางเข้าไปให้ได้”

“อะไรนะ” ซานอุทานออกมาอย่างตกใจเมื่อได้ยินเรื่องที่บ๊กกูรายงาน

“เอ่อ...คือ...” บ๊กกูเอ่ยอย่างเชื่องช้าพลางเกาหัวไปด้วย

“คือกว่าข้าจะคิดได้…” เขาว่าพร้อมทั้งพยายามนึกย้อนไปว่า ตัวเองใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเข้าใจสิ่งที่ชายในคุกคนนั้นบอกใบ้มา เหมือนว่าจะใช้เวลาห้า เอ๊ะ หรือว่าสิบวัน แต่นี่ก็ถือว่าไวมากแล้วสำหรับคนหัวช้าอย่างเขา บางเรื่องใช้เวลาคิดอยู่ครึ่งค่อนเดือนยังมิเข้าใจด้วยซ้ำ

บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เมื่อคนหัวช้าเผลอทำหนทางสว่างในการกำจัดอำมาตย์เฒ่าหายไป

ชายร่างยักษ์ก้มหน้านิ่งด้วยรู้สึกผิด แต่ก็ยังมิเลิกพยายามคิดว่าจริงๆ แล้ว ใช้เวลาในการแก้ปริศนาของชายคนคุกกี่วัน ด้วยเรือนร่างที่สูงใหญ่ผิดมนุษย์มนา รวมทั้งหน้าตาที่เรียกว่าเห็นทีเดียวต้องสะพรึงกลัวไปทั้งอาทิตย์ ทำให้ยามนี้ชายหนุ่มดูเขย่าขวัญสั่นประสาทมากขึ้นไปอีก หากแต่เพราะบรรดาผู้ที่อยู่ในห้องรู้จักกันมาสักระยะแล้ว จึงมิมีใครตกใจจนสิ้นสติ

ที่อีกด้านของห้องใบหน้าคมสันของแทซันเต็มไปด้วยความโมโห เพราะคนที่พอจะเข้ามาช่วยกำจัดอำมาตย์เฒ่า หายไปอย่างไร้ร่องรอย เช่นนี้จะทำอย่างไรต่อไป หากคนผู้นั้นถูกเก็บไปแล้ว มิเท่ากับว่านายของตนหมดหนทางในการเอาชนะชายขายชาติหรอกหรือ

ซานที่นั่งอยู่ข้างๆ องครักษ์ผู้หล่อเหลามีสภาพไม่ต่างกัน ใบหน้าที่เคยประดับยิ้มละมุนละไมอยู่เสมอ บัดนี้มิหลงเหลือร่องรอยเหล่านั้น มีเพียงสีหน้าผิดหวังที่ฉายชัดอยู่ ด้วยใจกลัวในสิ่งเดียวกันกับคนคู่กาย หากชายในคุกที่ส่งคำใบ้ว่ารู้เรื่องเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์เมื่อ 18 ปีก่อน และพร้อมจะช่วยหาหลักฐานมายืนยันเพื่อโค่นล้มปิศาจร้ายที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์อย่างแท้จริงถูกเก็บไปแล้ว พระองค์คงมิสามารถหาหนทางกำจัดมันได้ภายในเร็ววัน ยิ่งเมื่อพระอาการของพระบิดายังมิมีทีท่าว่าจะดีขึ้น และแม้แต่พระมารดาที่มิเคยยุ่งเกี่ยวกับการรับพระชายา ยังเริ่มพยายามหว่านล้อมพระองค์ทุกครั้งที่พบกัน เช่นนี้แล้วยังจะหวังสิ่งใดได้อีก หรือว่าความพยายามตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา จะต้องเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

“อดีตมิคืนมา แต่ว่าจงมองไกล ตรวจสอบจนแน่ใจ คิดเช่นไรจึงว่ากัน” โออินซองที่ยืนพิงผนังห้องเล่นวัตถุโปร่งแสงทรงกลมอยู่อย่างคลั่งไคล้พูดขึ้น ทำให้ทุกคนหลุดจากห้วงความคิดของตัวเอง ก่อนที่สายตาทั้งหกคู่จะหันไปที่จุดจุดเดียวกันทันที

“เขาหมายถึงให้เลิกคิดถึงแต่อดีต เพราะเราย้อนกลับไปแก้ไขอะไรมิได้อีกแล้ว ตอนนี้สิ่งที่พวกเราต้องทำ คือการมองไปสู่อนาคต ในเมื่อเจ้าทึ่มบอกว่าได้ลองกลับไปหาชายคนคุกแล้ว แต่มิเจอ เช่นนั้นพวกเราควรรีบตรวจสอบเรื่องนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าชายผู้นั้นหายตัวไปด้วยฝีมือของผู้ใด และยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หลังจากนั้นจะได้วางแผนต่อว่าควรจะทำเช่นไรต่อไป” เสียงกึ่งหญิงกึ่งชายเอ่ยขึ้นทันทีที่รับรู้ได้ถึงสายตาเหล่านั้น แม้จะอยู่กับคนพวกนี้มาสักระยะแล้ว ทั้งยังรู้ว่าไม่มีใครในกลุ่มเจตนาจะใช้สายตาโลมเลียลวนลามแบบที่มักเผชิญมาตลอดเวลา หากแต่ดัมมินจองยังมิสามารถแก้นิสัยที่ติดมานานจนกลายเป็นกมลสันดานไปแล้วได้

“อืม” ทุกคนขานออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน จริงอย่างที่สาวงามตรงหน้าว่า ตอนนี้เอาแต่คิดโทษอดีตไปก็มิสามารถแก้ไขสิ่งใดได้ ที่ทำได้คือการพยายามสืบหาความเป็นไปของชายผู้นั้น อย่างน้อยจะได้รู้ว่าควรจะทำเช่นไรต่อไป

“เช่นนั้นจะสืบอย่างไรดี” บ๊กกูถาม เขารู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นคนที่นำเรื่องนี้มาบอกคนอื่นๆ ช้าเกินไป จนทำให้เมื่อย้อนกลับไปหาก็มิเจอชายผู้นั้นแล้ว

ชายร่างยักษ์ยังจำวันนั้นได้ หลังจากที่ช่วยเป็นคู่ซ้อมให้พวกองครักษ์ฝึกหัดเรียบร้อย เขาก็รีบเดินทางไปที่สำนักสอบสวนเพราะหวังจะคุยกับชายคนคุกอีกครั้ง แต่ยังมิทันเข้าไปก็พบกับวูแจซอกเข้าเสียก่อน

“ว่าไง” บ๊กกูทักอีกฝ่ายตามปกติ ถึงจะมิได้สนิทสนมกันมากมาย แต่อย่างน้อยก็ฝึกฝนมาในรุ่นเดียวกัน

“เอา เจ้าทึ่ม” บุรุษในชุดสีเลือดหมูอันเป็นสัญลักษณ์ของสำนักราชองครักษ์หลวงทักกลับ

“ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้” เขาถามชายร่างยักษ์ตรงหน้า เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายมิได้มีหน้าที่คอยดูแลอารักขาผู้ใด แล้วเหตุใดจึงออกมาวนเวียนแถวสำนักสอบสวน แทนที่จะอยู่ช่วยดูแลพวกองครักษ์หน้าใหม่ที่หน่วยงาน

“ข้าต่างหากที่ควรจะถามเจ้า” บ๊กกูว่าขณะที่มองสหายร่วมรุ่น “มาที่นี่ทำไม หรือเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวเจ้า” เขาถามอย่างเป็นห่วง

“มิใช่ครอบครัวข้าหรอก ตระกูลข้ามีแต่คนดีๆ ทั้งนั้น” ชายหนุ่มบอกและพ่นลมหายใจออกมา เมื่อเห็นว่าชายร่างยักษ์ยกมือขึ้นเกาหัวด้วยความสับสนก็รีบเฉลย “เป็นนายข้าต่างหาก เจ้าคนไม่เอาไหนคนนั้น”

บ๊กกูยังคงมีท่าทีไม่เข้าใจ ทำให้ชายหนุ่มในชุดสีเลือดหมูที่ยืนรอเจ้านายมาทั้งคืน ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่และระบายความอัดอั้นตันใจออกมา “เจ้าจำคุณชายใหญ่ตระกูลจีได้หรือไม่ คนที่ข้าเคยฝากเจ้ามาอารักขาแทนช่วงที่เมียข้าท้องแก่น่ะ”

“อ๋อ” ชายร่างยักษ์รับคำ ขณะที่นึกภาพคุณชายผู้มีศักดิ์เป็นพระญาติสายรองของพระราชา ผู้ที่เขาเคยต้องมารอรับที่คุกเช่นกัน

“คุณชายนั่นนะสิ ทั้งๆ ที่เข้าออกคุกเป็นว่าเล่น ก็ยังมิหยุดการกระทำที่น่ารังเกียจของตัวเองเสียที” เจ้าตัวยังคงเอ่ยออกมาอย่างต่อเนื่อง “แล้วเมื่อคืนนี้จริงๆ มิใช่เวรของข้าด้วย แต่ยังต้องออกมา เพราะไอ้หมาเน่าจู-นยัง ไอ้องครักษ์นั่นดันบ้าจี้ไปดื่มเหล้าที่หอนิทราผกามาศด้วย ให้ตายเถอะ ดื่มเหล้าอย่างเดียวยังมิเท่าไร กลับไปให้เด็กสาวอายุแค่ 12-13 ออกมาปรนนิบัติเอาใจ เลยถูกจับมาพร้อมคุณชายใหญ่ แทนที่จะไปอารักขาคนกลับพากันไปทำเรื่องเสื่อมเสีย ข้านี่ต้องมารออยู่ทั้งคืน ทั้งๆ ที่กำลังช่วยเมียกล่อมลูกอยู่แท้ๆ” เขาว่าพลางชะเง้อเข้าไปในสำนักสอบสวน เพื่อดูว่าคนที่ตนกำลังบริภาษอยู่ ได้รับการปล่อยตัวออกมาหรือยัง

“นึกว่าจะมารอแค่ชั่วครู่ชั่วยาม ที่ไหนได้...เฮอะ ไอ้สำนักสอบสวนนี่ก็จริงๆ เลย แค่คนคุกหายไปคนเดียวยังมิมีปัญญาหา ซ้ำยังทำอย่างกับเรื่องใหญ่โตอีก” แจซอกบ่น

“คน...คนหายไปงั้นหรือ”

“ก็ใช่นะสิ เห็นว่าเป็นชายท่าทางแปลกๆ สภาพเหมือนขอทาน แถมยังขาเป๋ข้างหนึ่งด้วย มิรู้ทำไมถึงหายไปง่ายๆราวกับวิญญาณได้ คุกนี่ก็ใช่ว่าจะมิมีใครรักษาความปลอดภัย”

“บ๊กกู” เสียงเรียกของแทซันทำให้ชายร่างยักษ์หยุดคิดเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อน จริงสินะ ท่านบัณฑิตโอบอกว่ามิควรคิดถึงอดีต แต่ควรจะมองไปยังอนาคต

“สรุปคือให้เจ้าช่วยหาคนที่ไว้ใจได้ และให้ไปตามสืบจากพวกผู้คุมคุกก่อน” ซานบอกชายร่างยักษ์และถอนหายใจออกมาเบาๆ “ในบรรดาพวกเราทั้งหมด มีแค่เจ้าที่พอจะมีโอกาสหาคน ยังไงเรื่องนี้ข้าคงต้องให้เจ้าจัดการ”

“หรือจะให้กระหม่อมอยู่ที่นี่ก่อนดีพ่ะย่ะค่ะ” แทซันเสนอความเห็น มิใช่เพราะไม่ไว้ใจพี่ชายบุญธรรมอย่างบ๊กกูหากแต่เพราะอีกฝ่ายมิได้ฉลาดเฉลียวนัก เรียกได้ว่าทึ่มทื่อเลยก็ได้ ต่อให้มีพวกเหล่าองครักษ์ฝึกหัดอยู่ในมือ แต่ก็มิรู้ว่าจะแยกแยะออกหรือไม่ว่าควรไว้ใจผู้ใด ยิ่งหากเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมซับซ้อนแพรวพราว ผู้เป็นพี่คงถูกหลอกได้ง่ายๆ

“มิได้ ข้าไม่อนุญาต” ซานบอกคนข้างกายทันที “เจ้าต้องกลับไปกับข้า แทซัน”

“แต่...” เจ้าของใบหน้าคมสันยังมิทันได้พูดจบ เมื่อหันไปสบนัยน์ตาสีน้ำตาลของผู้เป็นนาย ก็เข้าใจความตั้งใจของอีกฝ่ายดี เขาลอบถอนหายใจออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้วยรู้ว่าหากเลือกได้รัชทายาทคงมิต้องทำเช่นนี้ แต่เพราะมิอาจไว้ใจใครในพระตำหนัก มีเพียงแทซันเท่านั้นที่พระองค์จะพอพึ่งพิง บอกเล่าทุกความคิด ความรู้สึกได้ หากละทิ้งเขาไว้ที่นอกวัง ช่วงเวลาที่มิได้อยู่ร่วมกันคงทำให้ผู้เป็นนายทุกข์ใจไม่น้อย

“อย่างไรก็มิได้แปลว่าทุกคนในสำนักราชองครักษ์จะไว้ใจได้พ่ะย่ะค่ะ” แทซันเอ่ยขึ้น หนึ่ง เพื่อบอกให้ผู้เป็นนายระมัดระวัง และสอง เพื่อให้พี่ชายบุญธรรมรู้ว่ามิควรไว้ใจใครมากเกินไป

“ถูกต้องตามเหตุผล ดำรงตนมาเช่นนี้ ควรทำย่อมรู้ดี จึงต้องมีเกราะป้องกัน” โออินซองพูดพลางหมุนวัตถุโปร่งแสงทรงกลมในมือไม่หยุด

“เขาหมายความว่าที่เจ้าพูดมานะถูกต้องแล้ว และเพราะเหตุผลที่ว่ามา จึงมีเพียงพวกเราที่รู้เรื่องที่รัชทายาทพยายามหาทางกำจัดอำมาตย์เฒ่าอย่างไรเล่า ต่อให้คนอื่นรู้ว่าพระองค์ไม่พอใจตาเฒ่าขายชาติแค่ไหน แต่จะปล่อยให้รู้มิได้ว่ากำลังพยายามหาทางกำจัดอยู่ มิเช่นนั้นสุดท้ายแล้วรัชทายาทเองนั่นแหละที่จะได้รับอันตราย ยิ่งในเวลาที่พระราชาร่างกายถดถอยเช่นนี้ แน่นอนว่าย่อมมีหลายฝ่ายรอโอกาสอยู่ ในขณะที่เราอยากไปถึงฝั่งฝัน ก็ต้องมิลืมเลือนที่จะป้องกันตัวเองด้วย” เจ้าของเสียงกึ่งหญิงกึ่งชายร่ายยาวเหยียด ก่อนจะหันไปหยิกต้นขาพ่อหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าดัมมินจองยังมิชินกับการพูดกับพวกผู้ชายต่อหน้าแบบไม่มีฉากกั้น แต่ก็ยังมิวายทำให้ต้องพูดขึ้นมาอีก ช่างน่าหมั่นไส้แท้ๆ

“ข้ารู้ดี” ซานรับคำและระบายลมหายใจออกมา

แม้ตัวเขาจะมีปณิธานมุ่งมั่นแค่ไหน แต่เพราะสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย จึงมิเข้าใกล้สิ่งที่วาดหวังไว้เลย ถึงในราชสำนักจะมีคนที่มิได้อยู่ข้างอำมาตย์เฒ่า ไม่ว่าจะเป็นขุนนางที่แสดงท่าทีเป็นกลาง หรือ ขุนนางที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าสนับสนุนองค์ชายแฮซู ผู้เป็นพระอนุชาของพระองค์ หากแต่มิสามารถขอความช่วยเหลือได้ เพราะพวกที่เป็นกลางก็ไม่อาจวางใจว่าจะอยากกำจัดปิศาจร้ายขายชาติหรือไม่ และพวกที่เข้าข้างสนมจาง ก็มิควรนำมาร่วมแผนกำจัดอำมาตย์ เพราะในขณะดำเนินการอาจถูกหักลำและนำภัยเข้าสู่ตัว ทางเลือกที่มีอยู่จึงน้อยแสนน้อยอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

“อย่างไรก็ตาม เจ้าลองดูก่อน” ชายหนุ่มพูดและยิ้มให้บ๊กกูแทนการให้กำลังใจ

“หากไม่แน่ใจ จงนำความมาปรึกษากับโออินซองและดัมมินจอง” เขาบอกและหันไปมองชายหนุ่มที่ยังคงหมุนวัตถุประหลาดในมืออย่างคลั่งไคล้ หากมิมีคนบอก คงไม่เชื่อว่าเขาเป็นบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งคูซัน ผู้ที่นอกจากจะสามารถเข้าเรียนที่สำนักบัณฑิตตั้งแต่อายุยังน้อยได้แล้ว ยังสามารถคิดค้นสิ่งต่างๆ จนทำให้ได้เป็นอาจารย์พิเศษอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เพราะลักษณะแปลกประหลาดประจำตัวที่คนรอบตัวยังกังขาว่ารอดชีวิตมาเป็นบัณฑิตอันดับหนึ่งได้อย่างไร ทำให้ต้องมีสาวงามอย่างดัมมินจองคอยติดตาม เพื่อดูแลรวมถึงช่วยสื่อสารกับคนอื่น

ซานนึกขอบคุณขึ้นมาเมื่อมองไปที่นาง แม้เสียงของนางจะก้ำกึ่งว่าที่แท้แล้วเป็นหญิงหรือชาย แต่หน้าตาที่งดงามจนทำให้บรรดาผู้พบเห็นโดยเฉพาะบุรุษเพศ มิสามารถหักห้ามสายตาอันเต็มไปด้วยความปรารถนาของตัวเองได้ ก็เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่านางเป็นสตรี อย่างไรก็ตามรูปโฉมนั้นเป็นดังคำสาป เพราะทำให้นางกลายเป็นโรคหวาดกลัวบุรุษ แต่ดัมมินจองยังยอมเสียสละตัวเองมาร่วมกองกำลังลับนี้โดยมิเรียกร้องสิ่งใดตอบแทน

“ข้าต้องขอให้พวกเจ้าช่วยอีกแล้ว” ชายหนุ่มกล่าว พร้อมทั้งยิ้มให้คนทั้งสามอีกครั้ง ถึงจะไม่มีกำลังพลมากมาย แต่เขาพอจะมีกำลังใจ

ร่างแข็งแกร่งกำยำที่กลับมาอยู่ในอาภรณ์สีเลือดหมูค่อยๆ กระโดดลงมาจากกำแพงวังที่สูงเท่ากับเรือนสามชั้น ก่อนจะยืนกางแขนรอรับบุรุษผู้เป็นนายในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักลายพยัคฆ์ซึ่งกำลังกระโดดตามลงมา เมื่อร่างอุ่นนั้นสามารถทรงตัวได้เองแล้ว เขาจึงปล่อยมือและถอยออกห่าง แต่ไม่ลืมหันไปมองรอบๆ เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจอีกทีว่าไม่มีใครเข้ามาเห็นการกระทำลับๆ ล่อๆ ของพวกเขาเมื่อครู่

“เหตุใดจึงทำท่าทางเช่นนี้” ซานเอ่ยขึ้นอย่างขบขันเมื่อเห็นท่าทีของผู้ติดตามที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับเขยื้อนเคลื่อนไปไหน

“กระหม่อมมิอยากให้ใครมาเห็นเข้าและเกิดความเข้าใจผิดอีก” เจ้าของผิวสีน้ำผึ้งว่า พลางสำรวจตรวจตราไปทั่วบริเวณที่ร้างไร้ผู้คน

ถึงที่แห่งนี้จะขึ้นชื่อว่าเป็นพระตำหนักต้องห้ามที่มิมีผู้ใดย่างกายเข้ามา ยกเว้นพวกทหารวังที่จะเข้ามาเดินรักษาการณ์บ้างเป็นบางที ซ้ำยังมักจะมาในยามเย็นไปจนถึงยามค่ำ หากแต่มิสามารถไว้วางใจได้ เขาไม่ต้องการให้ใครรู้เรื่องที่รัชทายาทแอบลอบออกจากวัง เพราะจะทำให้อำมาตย์เฒ่าไหวตัวทันว่าพระองค์ทรงแอบกระทำการใดอยู่ และแน่นอนว่าเพื่อที่จะปกปิดมิให้ใครรู้ คงต้องแสร้งใช้แผนการแบบเดิมๆ คือทำให้คนเข้าใจผิดไปในประเด็นอื่นแทน

“อย่างไรก็ต้องระวังพ่ะย่ะค่ะ” แทซันย้ำขณะชะเง้อมองไปทั่วบริเวณ

“หากเจ้ากลัวว่าใครจะเข้ามาเห็นและเข้าใจผิดอีก ก็อย่ากังวลไปเลย” ผู้เป็นนายว่า พลางลากมือไล่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของตัวเอง “เห็นหรือไม่ว่าพวกเราเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เพียงเท่านี้ก็มิมีใครมาเห็นภาพอันชวนเข้าใจผิดเช่นนั้นอีก” เสียงอ่อนโยนดังขึ้น ตามด้วยเสียงกลั้วหัวเราะเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในเย็นวันนั้นขึ้นมาอีกครั้ง

“อย่างไรก็ต้องทรงระวังอยู่ดีกระหม่อม” ชายหนุ่มบอก พยายามจับเสียงความเคลื่อนไหวโดยรอบ หากแต่ยังมิทันจะแยกเสียงได้ เจ้าของร่างในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มก็ตบไหล่เขาเบาๆ เสียก่อน

“พอได้แล้วแทซัน พวกเรามิได้ทำสิ่งผิดศีลธรรมเสียหน่อย”

“การลอบออกนอกวังก็มิใช่สิ่งที่ถูกต้องนักพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ประจำตัวพูด จากนั้นจึงมองแผ่นหลังกว้างของผู้เป็นนายที่เริ่มห่างออกไป

“เจ้านี่เป็นลุงแก่จริงๆ” ใบหน้าแฝงแววอ่อนโยนหันกลับมามองหลังจากเดินไปได้สักระยะแล้ว “ช่องทางนี้อยู่ในจุดอับสายตา มิมีผู้ใดเห็นเข้าหรอก”

บริเวณนี้เป็นจุดอับสายตาจริงดังที่พยัคฆ์หนุ่มว่า ซ้ำยังร้างไร้ผู้คนจนสามารถใช้เป็นช่องทางลับได้ดี หากแต่ในวันนี้มันได้เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อสายตาของแทซันบังเอิญไปปะทะเข้ากับชายกระโปรงสีเขียวขี้ม้า ที่โผล่ออกมาเพียงเล็กน้อย จากโขดหินประดับสวน

องครักษ์หนุ่มตากระตุกขณะที่มองภาพนั้น ทั้งๆ ที่คิดว่ามุมนี้เป็นจุดที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว แต่กลับมีคนมาเห็นเข้าจนได้ หรือว่า...จะเป็นคนของอำมาตย์เฒ่า

ขณะที่ชายหนุ่มกำลังลังเลว่าจะสาวเท้าเข้าไปจับผู้เห็นเหตุการณ์มาสอบถามตรงๆ เลยดีหรือไม่ ฝ่ามือใหญ่ของผู้เป็นนายที่หยุดเดินแล้วเช่นกันก็แตะที่แขนเขาเสียก่อน นัยน์ตาสีน้ำตาลทอประกายบางอย่างที่แปลกไปจากเวลาปกติ หากแต่เพราะอยู่ด้วยกันมาหลายปี เขาจึงสามารถเข้าใจความนัยที่แฝงอยู่ในแววตาแบบนั้นได้

พวกเขาสาวเท้าเข้าไปใกล้อีกนิด ก่อนที่เจ้าของเสียงอ่อนโยนจะแสร้งพูดดังขึ้น หวังแค่ให้คนที่แอบอยู่ได้ยิน เพราะเขาแน่ใจว่าบทสนทนาเมื่อครู่ของตนและองครักษ์คงจะไม่หลุดรอดไปถึงหูบุคคลที่สาม หากแต่ท่าทางตอนที่ลอบปีนกลับเข้ามาอาจถูกพบเห็นเข้าแล้วก็เป็นได้ และไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนของปิศาจร้ายหรือไม่ ชายหนุ่มเชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยบิดเบือนความจริงที่เขาลอบออกไปอย่างลับๆ ล่อๆ ได้

“แทซัน วันนี้ข้าเหนื่อยล้าเหลือเกิน” นัยน์ตาสีน้ำตาลสบกับนัยน์ตาสีดำสนิทขององครักษ์คู่กาย แววที่วาววามอยู่ ทำให้บุรุษเจ้าผู้ผึ่งผายได้แต่ส่ายหน้า และลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ

“หากไม่เพราะในวังเต็มไปด้วยผู้คน ข้าคงมิต้องแอบออกไปหาสถานที่เงียบสงบอยู่กับเจ้า” ซานสำทับอีกพร้อมทั้งเปล่งเสียงดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย และแน่นอนว่าในบริเวณที่ร้างไร้ผู้คน รวมถึงบรรยากาศเงียบสงบจนเข้าขั้นวังเวงเช่นนี้ ถ้อยคำที่กล่าวออกไปล้วนคมชัดจนกรีดลึกเข้าไปถึงโสตประสาทของบุคคลที่สามและสี่ที่แอบซ่อนอยู่หลังโขดหิน

“เพราะข้าไม่มีทางเลือกจริงๆ จึงต้องลอบออกไป” ใบหน้าเนียนขาวเริ่มแดงก่ำ เพราะกำลังพยายามกลั้นหัวเราะเต็มที่ ทั้งๆ ที่เป็นคนพูดประโยคเหล่านั้นออกมาเอง แต่เมื่อคิดถึงความนัยที่แฝงไว้ก็นึกขันขึ้นมาอย่างห้ามมิได้ แล้วไหนจะสีหน้าของบุรุษข้างกายที่เริ่มจะบึ้งตึงขึ้นเรื่อยๆ นี่อีก

“แต่ถึงจะลำบากแค่ไหน ข้าก็อดทนได้” เขาแสร้งพูด หลังจากสูดหายใจจนปรับอารมณ์ตัวเองได้

“แต่เจ้าก็จริงๆ เลย” มืออุ่นนั้นตีลงไปบนไหล่อันกำยำขององครักษ์ดังพลั่ก เมื่อเห็นสีหน้าของผู้ติดตามเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ เขากลัวว่าหากคนที่ซ่อนอยู่เผยตัวออกมา อาจจับพิรุธได้จึงต้องเตือนสติผู้อารักขาให้รีบปรับสีหน้าและอดทนเล่นตามแผนไปก่อน

“ข้าปวดเนื้อเมื่อยตัวไปหมด” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงคล้ายตัดพ้อ พร้อมทั้งบิดเอวไปมาซ้ายทีขวาทีเสมือนเพิ่งใช้งานร่างกายมาอย่างหนัก

ถึงพวกที่แอบอยู่จะมิเห็นท่าทางของพยัคฆ์หนุ่ม หากแต่วาจาล่อแหลมที่กล่าวออกมา รวมกับข่าวลือต่างๆ ที่แพร่สะพัดในวังอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้สมองน้อยๆ เชื่อมโยงความเป็นไปได้เข้าด้วยกันอย่างมิอาจห้ามได้ หัวใจของพวกเขาเต้นรัวขึ้นจนกลัวว่าองครักษ์ผู้เก่งกาจอย่างแทซันจะได้ยินเข้า หญิงสาวที่แอบอยู่ถึงกับต้องยกมือขึ้นกำสาบเสื้อของตัวเองแน่น ในขณะที่ชายหนุ่มอีกคนก็ยกมือขึ้นปิดปากไว้เพื่อกันไม่ให้เสียงหายใจหลุดออกมา

“อย่างไรวันนี้ข้าก็มีความสุขมาก แทซัน” เสียงอ่อนโยนนั้นยังคงเปล่งออกมาอย่างต่อเนื่อง ในใจมีเพียงความคิดที่ว่าจะทำให้ผู้ที่แอบซ่อนอยู่เชื่อสนิทใจ ตอนแรกที่ไม่ได้จัดการข่าวลือเหล่านั้น ซ้ำยังปล่อยไปเรื่อยๆ เป็นเพราะมิสนใจ รวมถึงเห็นว่าข่าวลือนั้นสร้างแต่ประโยชน์ คือ ทำให้ผู้คนในวังล้วนเข้าใจผิดไปไกล และยังอาจนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการเลื่อนการรับตัวสตรีผู้นั้นเข้าวังออกไปเรื่อยๆ ถึงจะรู้ว่าอำมาตย์คิมมิใช่คนที่จะเชื่อเรื่องเบาสมองเช่นนั้น หากแต่คนอื่นๆ ในวังกลับตรงกันข้าม ส่วนหนึ่งต้องชื่นชมตัวเองที่อดทนไม่เคยแตะต้องสตรีใด หรือมิเคยสั่งให้นางกำนัลคนไหนเข้ามาปรนนิบัติเลยสักครั้งตั้งแต่เข้าสู่วัยฉกรรจ์ เพราะมีนางในดวงใจที่เป็นรักแรกอยู่แล้ว

“ยังไง พวกเรารีบกลับตำหนักกันเถอะ” เจ้าของใบหน้านุ่มละมุนว่า ก่อนจะยื่นมือไปจับข้อมือแกร่งสีน้ำผึ้ง แม้จะเหลือบไปเห็นฝ่ายตรงข้ามแอบเหลือกตาขึ้นอย่างหงุดหงิด แต่ก็ไม่หยุดการกระทำนั้น

“ข้าอยากแช่น้ำเต็มที” ริมฝีปากบางเปล่งเสียงออกมาพร้อมทั้งสำทับต่อเมื่อนึกถึงมือแกร่งที่มักขัดถูหลังให้อย่างแข็งขัน “เพียงไม่นาน ข้าก็คิดถึงสัมผัสอันแข็งแกร่งของเจ้าเสียแล้ว”

เลือดอุ่นๆ จากรูจมูกค่อยๆ ไหลออกมาเปรอะฝ่ามือหนาที่บุรุษผู้ซ่อนตัวอยู่ใช้ปิดปากไว้ ภาพกิจกรรมจากจินตนาการทำให้ชายหนุ่มไม่สามารถคุมควบปฏิกิริยาทางกายได้ ในขณะที่หญิงสาวผู้แอบซ่อนอยู่ด้วยกันหน้าแดงก่ำ ซ้ำยังรู้สึกศีรษะเบาโหวงราวกับพร้อมจะเป็นลมล้มพับไปทุกเมื่อ หากแต่ยังฝืนตัวเองไว้เพราะกลัวว่านายเหนือหัวจะจับได้ว่ากำลังแอบมาพลอดรักกับทหารวังที่ต้องตาต้องใจกันตั้งแต่เมื่อหลายเดือนที่แล้ว

“ข้าอยากให้เจ้าช่วยขัดถูให้” วาจาที่โจ่งแจ้งยังคงไหลออกมาอย่างต่อเนื่องจากริมฝีปากบาง

องครักษ์ผู้สง่างามได้แต่เดินตามการลากจูงของผู้เป็นนายอย่างขัดไม่ได้ ในใจนึกบ่นโทษฟ้าดินเกี่ยวกับข่าวลือที่พัดพาระลอกแล้วระลอกเล่าในวัง รวมถึงระดับสติปัญญาของพวกที่เชื่อข่าวลือนั้น จนสุดท้ายตนต้องมารับเคราะห์กรรม ถูกลดทอนภาพลักษณ์ของชายชาตรีผู้น่าเกรงขาม เนื่องจากเจ้านายหันมาใช้ ‘แผนนิยมบุรุษ’ ในการเอาตัวรอดไปจากสถานการณ์ตรงหน้าเสียได้

ทันทีที่ร่างทั้งสองหายลับไป หนึ่งหญิงหนึ่งชายที่แอบอยู่หลังโขดหินก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน ทั้งๆ ที่อุตส่าห์หาจุดอับสายตาในการแอบมาสานต่อความในใจแล้ว ยังมิวายเจอเข้ากับรัชทายาทและองครักษ์คู่กาย อย่างไรก็ตาม ความต้องการในการสานต่อความสัมพันธ์ได้หายลับไปทันที พวกเขารีบจัดการเครื่องแต่งกายของตนให้เรียบร้อย ก่อนจะบอกลากัน แต่ก็ยังสลัดคำพูดของนายเหนือหัวผู้มีดวงหน้าอ่อนโยนอยู่เป็นนิจออกไปมิได้

เห็นที ข่าวลือระลอกใหม่จะเพิ่มขึ้นอีกแล้ว!

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว