เล่ห์ลวง บ่วงพยัคฆ์

บทที่ 4

บรรดาบุรุษน้อยใหญ่ในชุดขุนนางต่างพากันเดินเรียงแถวออกไป หลังการออกว่าราชการแทนของรัชทายาทในวันนี้สิ้นสุดลง

“กระหม่อมยังมีอีกเรื่องที่อยากกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ” ชายชราเจ้าของเรือนผมสีดอกเลาที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมพูดขึ้น เมื่อท้องพระโรงกลับมาเงียบสงบดังเดิมแล้ว เขาใช้หางตาเหลือบมององครักษ์บางส่วนที่ยืนอารักขาอยู่รอบๆ คนเหล่านั้นเห็นท่าทางบอกใบ้ของผู้ทรงอิทธิพล จึงรีบค้อมหัวลงแทนการทำความเคารพและเดินออกไป ทิ้งไว้แต่ร่างของพยัคฆ์หนุ่ม ชายชราในชุดขุนนางชั้นสูง และบุรุษผู้ผึ่งผายที่มิยอมทำตามคำสั่งของผู้ใดยกเว้นนายเหนือหัว

ซานที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ถอนหายใจออกมา จากนั้นจึงหันมามองชายที่ตนเกลียดชังอย่างเลี่ยงไม่ได้

“พระองค์ได้ทรงคิดทบทวนอีกครั้งหรือยังพ่ะย่ะค่ะ” อำมาตย์เฒ่าถามขณะที่เดินขึ้นไปตามขั้นบันไดทีละก้าว

ในเวลาปกติ ขุนนางทั้งหลายล้วนต้องยืนอยู่ที่พื้นเบื้องล่าง ขณะที่ผู้ออกว่าราชการจะนั่งอยู่บนบัลลังก์ยกสูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง

“พระองค์น่าจะลองทรงคิดทบทวน ตามที่พระสัสสุระอย่างกระหม่อมเคยแนะนำพ่ะย่ะค่ะ” เสียงแหบพร่าน้อยๆ กล่าวออกมา เท้ายังก้าวย่างขึ้นไปอย่างมั่นคง

“ข้าจำได้แม่นว่ายังไม่ได้รับบุตรสาวท่านเข้าวัง” ซานตอกกลับเสียงเรียบ ใบหน้าที่แฝงแววอบอุ่นเสมอกลับกลายเย็นชา

“เป็นจริงดังว่าพ่ะย่ะค่ะ” ชายชราตอบ ขณะที่เหยียบลงที่บันไดขั้นสุดท้ายพอดี

“นางยังอยู่นอกวัง” เขาเว้นจังหวะ “แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น คงมิมีชาวคูซันคนใดที่ไม่รู้ว่าตำแหน่งพระชายา รวมถึงว่าที่พระมเหสีในอนาคตต้องเป็นของนาง” อำมาตย์คิมจ้องบุรุษตรงหน้า เมื่อสบนัยน์ตาสีน้ำตาลก็พบว่าแววตาของเจ้าลูกพยัคฆ์เต็มไปด้วยความไม่พอใจ

“ข้าเชื่อว่ามีชาวคูซันที่คิดแตกต่างจากท่าน” ซานตอบ พร้อมพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย

“เช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” ริมฝีปากบางเหยียดยิ้ม ด้วยรู้ว่าสุดท้ายบุตรสาวจะได้เข้าวังอย่างแน่นอน เขามองชายหนุ่มก่อนจะพยักหน้ากับตัวเองเล็กน้อย

“อย่างไรก็ทรงคิดทบทวนเถิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเชื่อว่าการออกว่าราชการในวันนี้ คงทำให้พระองค์ทรงเห็นตัวอย่างที่ชัดเจนแล้วว่าการรับมือกับพวกขุนนาง มิง่ายอย่างที่ทรงเคยคิดเอาไว้เลย” เขาหัวร่อออกมาเบาๆ

“ทรงเชื่อจริงๆ หรือว่าด้วยเพียงตำแหน่งรัชทายาทที่ถือครองอยู่ จะทำให้ขุนนางเหล่านั้นยอมทำตามที่ทรงต้องการได้”

ซานกำมือเข้าด้วยกันแน่น หัวคิ้วขมวดมุ่น นัยน์ตาสะท้อนประกายโทสะอย่างชัดเจน แค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ก็ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจมากอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องมานั่งฟังวาจาเสียดแทงจากชายที่เกลียดที่สุดอีกเล่า

“ดูสีพระพักตร์สิพ่ะย่ะค่ะ” ใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นเอียงไปมาราวกับกำลังพิจารณาคนตรงหน้าอย่างจริงจัง “เหตุใดจึงชอบแสดงออกอย่างชัดเจนอยู่เรื่อยว่าทรงคิดหรือรู้สึกเช่นใดอยู่”

“ท่าน” ซานขบกรามเข้าด้วยกันแน่น เขาสูดหายใจลึกและขอตัว “หากมิมีสิ่งใดแล้ว...”

“มีพ่ะย่ะค่ะ” อำมาตย์คิมพูด “พระสัสสุระอย่างกระหม่อมมีสิ่งสำคัญที่อยากจะกราบทูล” เขาย่นหัวคิ้วสีดอกเลาเข้าด้วยกัน “แต่ว่าเพราะพระทัยของพระองค์ปิดกั้นอยู่ตลอดเวลา จึงมิเคยมองเห็นความหวังดีของกระหม่อมเลย”

ชายในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักลายพยัคฆ์ได้แต่สูดหายใจเข้าลึก เพื่อระงับอารมณ์ที่ปะทุเดือดขึ้นอีกครั้งภายในอก คำพูดทำนองนี้เขาได้ยินมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา และเดาได้ว่าที่จะตามมาหลังจากนี้ย่อมเป็นคำข่มขู่จากปิศาจร้ายขายชาติตรงหน้า

“ดูพระองค์สิพ่ะย่ะค่ะ” อำมาตย์เฒ่าจุ๊ปากอย่างขัดใจ “เหตุการณ์เมื่อครู่ มิได้สอนอะไรพระองค์เลยหรือ” เขาแสร้งถาม “ทั้งๆ ที่ทรงพยายามหว่านล้อมให้คนพวกนั้นทำตาม แต่ก็มิเห็นจะมีใครสนับสนุนความคิดของพระองค์เลย”

มือของซานกำแน่นขึ้นกว่าเดิมจนเริ่มรู้สึกเจ็บ เขาไม่อยากจะยอมรับว่าตนไร้อำนาจมากเพียงใด แม้กระทั่งการขอให้เจ้ากรมการคลังส่งเงินบรรเทาทุกข์ไปช่วยเหลือบรรดาผู้ประสบภัยในเขตคยอง-ดง ที่กำลังมีวิกฤตการณ์จากโรคระบาด ก็ยังมิสามารถทำได้

นอกจากชายผู้นั้นจะคัดค้านด้วยข้ออ้างที่ว่าเงินในท้องพระคลังจำเป็นต้องเก็บไว้ทำสิ่งอื่นที่สำคัญกว่านั้น เช่น การสร้างกำแพงเมืองในแถบชายแดนเพื่อป้องกันการรุกรานของพวกยอนนัม อีกเมืองที่เป็นคู่อริกันมาช้านาน ซ้ำเจ้ากรมการแพทย์ยังบอกว่าโรคระบาดที่เกิดในแถบคยอง-ดง เป็นสิ่งที่มิสามารถแก้ไขได้ จึงไม่ควรส่งเงินไปบรรเทาทุกข์ รวมถึงไม่ควรส่งคนเข้าไปช่วยเหลือ แต่ควรจะส่งทหารไปปิดล้อมและกำจัดพวกผู้ป่วยให้สิ้นซาก เพราะเกิดการแพร่กระจายโรคมาแล้วถึงห้าครั้งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แม้คำพูดจะดูมีหลักการและเป็นความจริง แต่ซานรู้ดีว่าเจ้ากรมทั้งสองเพียงมิต้องการให้เขาช่วยเหลือประชาราษฎรในเขตนั้น เนื่องจากเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชนชั้นต่ำ ซึ่งเหล่าขุนนางต่างมิเคยมองเห็นความสำคัญของชีวิตน้อยๆ เหล่านั้นเลย

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ทำให้เขาโมโหที่สุด คือการที่เจ้ากรมการคลังเสนอของบปรับปรุงสวนในเขตมยอง-อัน ซึ่งเป็นเขตที่สร้างเคหาสถานไว้รับรองขุนนางชั้นสูงจากต้าเหนิง หลังจากที่เพิ่งปฏิเสธเรื่องเงินบรรเทาทุกข์ทันที ทั้งยังบอกว่าจำนวนเงินที่ต้องใช้จะมิกระทบกระเทือนกับเงินในท้องพระคลัง เพราะเป็นสิ่งที่ได้จัดสรรไว้แล้วในทุกๆ ปี ชายหนุ่มมิสามารถทำสิ่งใดได้ แม้จะออกว่าราชการแทนพระบิดา แต่ก็ไม่ได้มีสิทธิ์ขาดหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับแผ่นดินใหญ่ ถึงจะไม่เห็นด้วยเพียงใด แต่เขาก็ต้องประทับตราลัญจกรลงไปอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

“หากมิใช่เพราะพระสัสสุระอย่างกระหม่อม พวกชาวบ้านเหล่านั้นจะมีโอกาสได้รับเงินบรรเทาทุกข์ รวมถึงความช่วยเหลือจากทางการหรือพ่ะย่ะค่ะ” อำมาตย์คิมถามและเหยียดยิ้มออกมา ถ้าเขามิช่วยพูด แน่นอนว่าเจ้าลูกพยัคฆ์ตรงหน้าต้องมิได้ในสิ่งที่ต้องการอย่างแน่นอน

ถึงจะรู้ว่าเจ้ากรมการคลัง และเจ้ากรมการแพทย์จะไม่พอใจ แต่ชายชราก็ยังพยายามเกลี้ยกล่อม รวมถึงใช้อำนาจของตนที่มีอยู่มากกว่ากดดัน จนเจ้ากรมทั้งสองต้องเปลี่ยนใจหันมาสนับสนุนอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

“ผลลัพธ์ของเหตุการณ์เมื่อครู่ คงประทับเข้าไปในพระทัยของพระองค์แล้ว” นัยน์ตาลุ่มลึกอ่านยากจับจ้องบุรุษตรงหน้าไม่วางตา “เจ้ากรมทั้งสอง ไม่สิ เหล่าขุนนางทั้งหลายต่างเชื่อฟังกระหม่อมเป็นอย่างดี” ริมฝีปากของชายชราแสยะออก

“แม้แต่พวกของสนมจาง พระองค์ทรงคิดจริงๆ หรือว่า เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือก จะเลือกเข้าข้างผู้ที่อยากจะกำจัดไปให้พ้นทางอย่างพระองค์” ใบหน้าเหี่ยวย่นส่ายไปมาเล็กน้อย

“พระสัสสุระอย่างกระหม่อมหวังว่า พระองค์จะทรงนำเรื่องนี้กลับไปคิดทบทวน และทรงยอมรับข้อเสนอเสียทีพ่ะย่ะค่ะ” เขาเว้นจังหวะ

“มิเช่นนั้น...” อำมาตย์เฒ่าจุ๊ปาก หากแต่ยังไม่ทันเอ่ยอะไรออกมา ซานก็ขัดขึ้นเสียก่อน

“ท่านจะขู่ข้ายังไงก็ได้ แต่ข้ามิมีวันเปลี่ยนใจ” นัยน์ตาสีน้ำตาลเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว

“ฮ่าฮ่าฮ่า” ชายชราหัวเราะร่วนประหนึ่งเพิ่งดูการแสดงของคณะละครชวนหัวมา “พระองค์ทรงเป็นบุรุษที่แน่วแน่เหลือเกิน” เขาส่ายหัวไปมาด้วยความขัดใจเล็กน้อย

“ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ทรงแน่วแน่มิเปลี่ยน ทรงทำให้กระหม่อมสงสัยนักว่า ที่ทรงเป็นอยู่นี้เกิดจากนิสัยของพระองค์เอง หรือว่าเป็นผลมาจากความผิดพลาดอันไม่น่าให้อภัยของกระหม่อม” คิ้วสีดอกเลาขมวดมุ่น นัยน์ตาสีขุ่นทอประกายไม่พอใจออกมา

“แต่อย่างไรเสียคนใจกว้างอย่างกระหม่อม มักต้องรับความผิดพลาดทั้งหลายไว้เองอยู่แล้ว ดังนั้นความแน่วแน่ที่ขลาดเขลาเช่นนี้ อาจเกิดจากการที่กระหม่อมเลือกพระอาจารย์ให้พระองค์ได้ไม่ดีพอก็ได้พ่ะย่ะค่ะ”

ทันทีที่ประโยคดังกล่าวหลุดจากริมฝีปากของศัตรู กล้ามเนื้อบนใบหน้าของผู้ที่ยังนั่งอยู่บนบัลลังก์ทองก็กระตุกเกร็ง ความเกลียดชังปะทุขึ้นในใจระลอกแล้วระลอกเล่า ประโยคกระทบกระเทียบที่อีกฝ่ายใช้เพื่อบอกว่าแม้แต่พระราชาผู้เป็นพระบิดาก็ยังมิมีอำนาจเท่า ทำให้เขาแทบทนไม่ไหว

การคัดเลือกขุนนางเพื่อดำรงตำแหน่งพระอาจารย์ประจำพระองค์ เป็นสิทธิ์ขาดของผู้ปกครองแผ่นดิน หากแต่อำมาตย์เฒ่ากลับได้เป็นผู้คัดเลือก นั่นสื่อให้ทุกคนในราชสำนักเห็นว่าผู้ที่มีอำนาจล้นฟ้าคือใคร

“กระหม่อมรู้สึกผิดยิ่งนักที่เลือกพระอาจารย์ให้พระองค์ได้ไม่ดี” เจ้าของใบหน้าเหี่ยวย่นย้ำ ก่อนจะแสร้งจุ๊ปากอย่างขัดใจ “พระอาจารย์ที่กระหม่อมคัดเลือกมา คงสอนแต่สุภาษิตที่ว่า ‘ความแน่วแน่มีค่าสูงเสียยิ่งกว่ายอดผา’ แต่กลับลืมสอนว่า ‘แม้แต่เทพเซียนยังต้องการคนบูชา’ พ่ะย่ะค่ะ”

ซานกำมือแน่นจนแขนเริ่มสั่นตามไปด้วย สันกรามของเขาเด่นชัดขึ้น นัยน์ตาสีน้ำตาลเต็มไปด้วยเพลิงโทสะและความเกลียดชังที่หากพวยพุ่งออกมาได้ คงทำให้ชายชราเบื้องหน้าจบชีวิตลง

แทซันที่ยืนอยู่เบื้องล่างมีสีหน้าไม่ต่างไปจากผู้เป็นนาย มือที่กระชับดาบคู่กายอยู่กระชับแน่นขึ้น ในใจนึกอยากจะดึงอาวุธออกมาฟาดฟันตาเฒ่าที่ช่างพูดจี้ใจดำ คำพูดของเขาสะท้อนให้เห็นว่าต่อให้เป็นรัชทายาท แต่หากไม่มีขุนนางให้ความเคารพสนับสนุน ตำแหน่งดังกล่าวก็มิมีประโยชน์อันใด

อำมาตย์คิมมองท่าทางของบุรุษหนุ่มตรงหน้าและยิ้มเยาะออกมาเบาๆ นอกจากจะอ่านได้ง่ายแล้ว เจ้าลูกพยัคฆ์ยังไม่รู้จักระงับโทสะ เช่นนี้หากในอนาคตได้นั่งอยู่บนบัลลังก์จริงๆ คนที่ลำบากที่สุดก็คือมันเอง ช่างอ่อนหัดจนเกินเยียวยา ชายชราถอนหายใจออกมาน้อยๆ เมื่อคิดขึ้นได้ว่าอย่างไรก็ต้องผลักดันคนตรงหน้า เพราะไม่มีทางเลือกใดที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว เขาสาวเท้าเข้าไปใกล้อีกฝ่าย พร้อมทั้งก้มตัวลงเพื่อตบไหล่ซานที่ยังนั่งอยู่บนบัลลังก์เบาๆ ท่าทางราวกับผู้ใหญ่ที่เอ็นดูและกำลังสั่งสอนเด็กตัวเล็กๆ ด้วยความปรารถนาดี

“พระสัสสุระอย่างกระหม่อมอยากให้ข้อคิดบางประการแก่พระองค์” เขาว่าพร้อมทั้งกระตุกยิ้ม

“ในขณะที่พระองค์ต้องทรงออกว่าราชการแทนฝ่าบาทอยู่นี้ เพียงแค่ยอมละทิ้งความแน่วแน่อันขลาดเขลาไป พระองค์จะได้ในสิ่งที่ทรงต้องการอย่างง่ายดาย แต่หากยังทรงดื้อรั้นต่อ พระสัสสุระคนนี้ก็ทำได้แค่เตือนพระองค์ด้วยความหวังดีเท่านั้น” ชายชราเว้นจังหวะ เขาจ้องเข้าไปในนัยน์ตาสีน้ำตาลด้วยแววตาล้ำลึกอ่านยาก

“กระหม่อมอยากเตือนว่าการนั่งอยู่ในท้องพระโรงคงมิง่ายนัก และอยากให้พระองค์ทรงจดจำไว้ว่า...แม้แต่เทพเซียน...หากไม่มีคนบูชา....ก็ตกสวรรค์ได้พ่ะย่ะค่ะ” ใบหน้าเหี่ยวย่นกระตุกยิ้มซ้ำ จากนั้นจึงถอยออกมาถวายความเคารพตามธรรมเนียมแล้วเดินจากไป ทิ้งไว้แต่ร่างของพยัคฆ์หนุ่มที่ยังนั่งสั่นเทิ้มด้วยความโกรธอยู่ที่เดิม รวมถึงองครักษ์ผู้ผึ่งผายที่มองตามมาด้วยสายตาอาฆาตตลอดทาง

ข้าเตือนเจ้าแล้วอีซาน ไม่มีข้าคอยหนุน เจ้าก็เป็นได้แค่เซียนที่ไร้คนบูชาเท่านั้น ชายชราคิดและหัวเราะออกมาเบาๆ ขณะที่เท้าของเขาสัมผัสลงบนธรณีประตู

ประกายแสงส่องผ่านละอองน้ำในอากาศจนเกิดสีสันลายรุ้งสวยงามจับตา วิหคโผบินเล่นลมอย่างเริงร่าอยู่บนพื้นนภา บ้างส่งเสียงเจื้อยแจ้วเจรจาจนเกิดดนตรีแห่งธรรมชาติที่ไพเราะเสนาะโสต กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดินลอยมาเป็นระยะระยะ พร้อมทั้งการไหวเอนน้อยๆ ของกิ่งไม้ ใบบางสีหม่นใบหนึ่งร่วงลงมาติดเรือนผมดำขลับของเด็กสาวตรงหน้า และเพราะสัมผัสของมันบางเบา นางจึงไม่รู้ตัว ทำให้เด็กหนุ่มผู้จับจ้องเรือนร่างนั้นอยู่ตลอดเป็นฝ่ายบอกนาง

“มีใบไม้ติดผมเจ้า” ซานว่าและเสมองไปทางอื่นเล็กน้อย เพราะกลัวว่านางจะจับสังเกตถึงความรู้สึกในใจได้

มือบอบบางสัมผัสไปทั่วเรือนผมดำขลับ แต่นอกจะไม่เจอใบไม้แล้วยังทำให้ผมเผ้ายุ่งเหยิงไปด้วย เด็กหนุ่มเห็นดังนั้นจึงยื่นมือไปดึงออกให้

“ขอบคุณ” เสียงใสหลุดออกมาจากริมฝีปากสวยได้รูป

“อืม” ซานพยักหน้ารับอย่างเก้อเขิน ก่อนจะเบือนหน้าหนี แค่ปลายนิ้วสัมผัสเส้นผมของนาง หัวใจของเขาก็เต้นรัวอย่างห้ามไม่ได้ ลมหายใจก็ติดๆ ขัดๆ

ตึกตัก! ตึกตัก! ตึกตัก!

“นี่ข้าเอามาให้เจ้า” เจ้าของวงหน้านวลว่า จากนั้นจึงส่งห่อผ้าที่ถืออยู่ให้เด็กหนุ่ม

เขารับมันมาเปิดดู และพบแผ่นแป้งกลมๆ ขนาดครึ่งฝ่ามือที่มีดอกไม้ประดับตกแต่งอยู่ด้านบน ซานเอียงหัวไปมาเล็กน้อย ขณะพิจารณาสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า หลังจากเห็นว่าเด็กสาวรอให้เขาจัดการกับของที่ได้รับมา จึงหยิบมันเข้าปาก

“อันนี้เรียกว่าอะไร” เขาถามออกไปเมื่อลิ้นสัมผัสได้ถึงรสหวานละมุนรวมถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ

“ขนมฮวาจอน”

“ขนมฮวาจอน” ซานทวนคำ

“อืม เจ้าชอบหรือไม่” เด็กสาวถาม เพราะกลัวขนมจะไม่ถูกปาก

“ชอบสิ ชอบมาก” เด็กหนุ่มตอบ คำตอบแรกนั้นเป็นของขนม ส่วนคำตอบหลังเขาหมายถึงนาง แต่เพราะเพิ่งจะเข้าสู่วัยหนุ่มมาหมาดๆ เขาจึงยังรู้สึกขัดเขินเกินกว่าจะลองเอ่ยความในใจออกไปเป็นครั้งแรก

“เช่นนั้นวันหลังข้าจะทำมาอีก” เจ้าของใบหน้านวลว่า

“ไม่เป็นไรหรอก” ซานปฏิเสธออกไปด้วยความเกรงใจ ก่อนจะนึกได้ว่าประโยคก่อนหน้าของนางคืออะไร

“เจ้าทำเองงั้นหรือ” เขาถามอย่างตื่นเต้น ด้วยเคยได้ยินจากพวกนางกำนัลในพระตำหนักว่าพวกสตรีชอบบอกรักผ่านการทำสิ่งต่างๆ ให้ โดยเฉพาะการให้ขนมหรือเสื้อผ้าที่ตัดเย็บเอง แบบนี้ก็หมายความว่านาง...

ตึกตัก! ตึกตัก! ตึกตัก!

“ใช่ ข้าทำเอง ทำไมเจ้าต้องทำหน้าแบบนั้นด้วยเล่า”

“ข้า…เอ่อ…” เด็กหนุ่มอ้ำๆ อึ้งๆ เขากำลังลังเลว่าควรจะถามนางออกไปเลยดีหรือไม่ แต่แบบนั้นคงจะมิดีแน่ เขาควรจะทำเช่นไร ซานได้แต่คิดและลอบถอนหายใจ เหตุใดจึงมิมีการอบรมรัชทายาทในเรื่องสำคัญเช่นการเอ่ยความรู้สึกกับสตรีที่โปรดปรานบ้างนะ

หลังจากขบคิดกับตัวเองอยู่หลายตลบ เขาจึงตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าเนียนที่อยู่ตรงหน้าทำให้เขาลอบกลืนน้ำลายอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่คิดจะเอ่ยถามออกไปตรงๆ แต่พอเห็นนาง ความกล้ากลับหดหายไปเสียหมด เขาก้มหน้าลงอีกครั้ง จากนั้นก็สูดหายใจเข้าลึก หากแต่เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกที ภาพเบื้องหน้ากลับกลายเป็นใบหน้าเหี่ยวย่นของชายที่เขาเกลียดชังที่สุด เด็กหนุ่มร้องโวยวาย แต่ไม่มีเสียงหลุดออกมาจากลำคอของเขา บรรยากาศราวสรวงสวรรค์รอบข้างกลายเป็นภาพขาวดำไปทันที มิมีเสียงใดๆ หลงเหลืออยู่เลย มีเพียงเสียงหัวเราะของปิศาจร้ายดังแว่วอย่างต่อเนื่อง

ฮ่า ฮ่า ฮ่า

เสียงนั้นก้องสะท้อนอยู่ในหัวของเขาอย่างมิอาจสลัดออกไปได้

ฮ่า ฮ่า ฮ่า

กลิ่นเหม็นชวนสะอิดสะเอียนของชาสมุนไพรลอยมา ตามด้วยลมหายใจที่เป่ารดใบหน้า

“ยอมแพ้เถิดพ่ะย่ะค่ะ ลูกพยัคฆ์ติดบ่วงอย่างพระองค์จะได้มิต้องลำบากมากนัก” คำพูดเดิมๆ ดังขึ้นอีกครั้ง ซานพยายามจะตะโกนออกไปว่า ‘ไม่’ แต่กลับมิมีเสียงใดเล็ดลอดออกมา

“เหตุใดจึงทรงพยายามเอาชนะกระหม่อม ทั้งที่มิสามารถทำได้” เสียงแหบพร่าดังขึ้นอีก ทั้งๆ ที่เขารู้ว่านี่คือฝันร้ายแบบที่เผชิญมาตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ แต่กลับไม่สามารถปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นมาได้

“อย่าทรงทำให้เรื่องวุ่นวายไปกว่าเดิมเลยพ่ะย่ะค่ะ” ฝ่ามือหนาวางลงบนบ่าของเขา เด็กหนุ่มพยายามถอยหนี แต่ยิ่งรู้สึกหนักอึ้งที่บ่าเสมือนมีก้อนหินมาทับไว้ ก่อนที่ภาพเบื้องหน้าจะหมุนวนจนทุกอย่างบิดเบี้ยวไปหมด

ซานพยายามปลุกให้ตัวเองตื่น เขาไม่ต้องการเห็นอีกต่อไปแล้ว เขาข่มตาลง ฝ่ามือกำแน่น เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบกับเก้าอี้ไม้ฉลุลายอย่างดี รวมถึงโต๊ะไม้แกะสลักอันคุ้นตา เขาไล่สายตาไปเรื่อยๆ จนพบว่าบัดนี้ตัวเองอยู่ในพระตำหนักส่วนพระองค์ เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยดังแว่วมาอย่างต่อเนื่อง ซานได้แต่ยืนมองอย่างไร้เรี่ยวแรง

“พระองค์ทรงมิสามารถทำสิ่งใดได้พ่ะย่ะค่ะ” ชายวัยกลางคนในชุดขุนนางชั้นสูงกล่าว

“ทรงสงบพระทัยเสีย อย่างไรคนพวกนั้นก็มิอาจฟื้นคืน” ชายคนเดิมว่า ในขณะที่รัชทายาทพระองค์น้อยยังคงร้องห่มร้องไห้ไม่หยุด

ขันทีพระจำพระองค์คนใหม่ได้แต่ยืนก้มหน้างุดอยู่ทางหลังห้อง มิกล้าเข้ามายุ่มย่าม ในขณะที่เหล่านางกำนัลที่เพิ่งถูกส่งตัวมาที่พระตำหนักตะวันออกก็ทำในสิ่งเดียวกัน คือ ยืนก้มหน้าราวกับมองไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“ฮือ ฮือ ฮือ” เสียงร้องไห้ของร่างเล็กดังระงม น้ำตาไหลอาบเต็มใบหน้า จมูกเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำใสๆ ที่ไหลย้อยออกมา เขายกมือขึ้นปาดมัน ก่อนจะแหกปากร้องออกมาอีก

“ฮือ ฮือ ฮือ”

“น้ำพระเนตรมิทรงแก้ปัญหาใดๆ พ่ะย่ะค่ะ” อำมาตย์คิมในวัย 45 ปีกล่าว เขานั่งคุกเข่ามองเด็กน้อยที่เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุดมาสามชั่วยามแล้ว

“อย่าทรงทำให้เรื่องวุ่นวายไปกว่าเดิมเลยพ่ะย่ะค่ะ” เขาพูดขึ้น

“ทะ...ท่าน...ฮือ...” เด็กน้อยเอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกัก เขาสะอึกสะอื้นหนักจนแทบจะหายใจไม่ทันอยู่แล้ว

“ทำไม...ถึง...” ร่างเล็กๆ พักสูดหายใจ ในขณะที่ซานได้แต่มองภาพในอดีตของตัวเองอย่างขมขื่น

“ทำ...เช่นนี้” พระหน่อน้อยวัยเจ็ดชันษาถาม

ซานเดินเข้าไปใกล้ร่างเล็กในชุดสีน้ำเงินเข้มที่ยับย่น ความรู้สึกโศกเศร้าเสียดแทงหัวใจอย่างต่อเนื่อง แม้เหตุการณ์จะเกิดมานานถึง 15 ปี แต่เขาก็ยังมิเคยลืมเลือนสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น

“คน...พวก...นั้น...” พระสุรเสียงของรัชทายาทพระองค์น้อยสะดุดเป็นพักๆ

“ฮือ...ไม่...ควร...ต้องตาย” น้ำตาของเด็กน้อยไหลทะลักลงมาอีกครั้ง

พยัคฆ์หนุ่มย่อตัวลง จากนั้นจึงใช้ฝ่ามืออุ่นลูบไปบนพวงแก้มของตัวเองในวัยเด็กอย่างทะนุถนอม

“แล้ว...ทำไม...” ริมฝีปากเล็กๆ ที่ยังเบะอยู่เอ่ยถาม

“เหตุผลหรือพ่ะย่ะค่ะ” อำมาตย์คิมพูด ก่อนจะมองผู้ที่เขาให้การสนับสนุนมาตลอดตรงหน้า

“เหตุผลคือพวกเขาทำความผิดพ่ะย่ะค่ะ” ชายวัยกลางคนพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย

“ความผิดใด...คน...พวกนั้น...” รัชทายาทพระองค์น้อยยังสะอื้นไห้ไม่หยุด ด้วยทรงไม่เข้าพระทัยว่าเหตุใดบรรดาข้าราชบริพารที่รับใช้ใกล้ชิดในพระตำหนักถึงต้องถูกสั่งประหาร รวมถึงเหตุใด แค่เพราะความสงสัยอันน้อยนิดของพระองค์ จึงนำไปสู่ความตายของคนบริสุทธิ์กว่าร้อยคนได้

“ความผิดนั้นมีหลายแบบพ่ะย่ะค่ะ” อำมาตย์คิมเฉลย “และความผิดของคนพวกนั้น คือการปล่อยให้เรื่องวุ่นวายไปกว่าเดิม”

“แต่ข้า...เป็นคน...” เด็กน้อยเบะปาก หากแต่ชายวัยกลางคนตรงหน้าวางฝ่ามือหนาหนักลงบนบ่าของเขาเสียก่อน

“กระหม่อมทราบดีว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ” นัยน์ตาที่อ่านยากนั้นจับจ้องจนทำให้รัชทายาทพระองค์น้อยรู้สึกกลัวและกระเถิบหนีตามสัญชาตญาณ

ซานพยายามจะเข้าไปแทรก เขาอยากปลอบประโลมตัวเองในวัยเยาว์ แต่ก็ทำสิ่งใดไม่ได้ องค์ชายน้อยในยามนั้นช่างอ่อนแอ โดดเดี่ยว และน่าสงสารเหลือเกิน

“ความผิดเป็นของพระองค์ แต่เพราะลงโทษพระองค์มิได้ คนที่ไม่ได้ห้ามพระองค์จึงต้องถูกลงโทษแทน” ร่างนั้นลุกขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไรก็มิรู้ได้ ใบหน้าเหี่ยวย่นปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วตรงหน้าซาน ละทิ้งให้รัชทายาทพระองค์น้อยยังทรงคร่ำครวญอยู่ที่เดิม ลมหายใจอุ่นที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นชาสมุนไพรน่าสะอิดสะเอียนเป่ากระทบหน้า ก่อนที่นัยน์ตาสีขุ่นจะจ้องตรงมา

“กระหม่อมจะบอกพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย” เสียงแหบพร่าเปล่งออกมาทั้งๆ ที่ริมฝีปากนั้นมิได้ขยับ “หวังว่ากระหม่อมจะมิต้องให้บทเรียนอันล้ำค่าแก่พระองค์อีก”

พยัคฆ์หนุ่มพยายามถอยห่าง หากแต่ใบหน้านั้นยังเคลื่อนเข้ามาประชิด

“อย่าได้ทรงทำให้เรื่องวุ่นวายไปกว่าเดิมเลยพ่ะย่ะค่ะ” ฝ่ามือหนาตะปบลงมาบนไหล่ของซานอย่างแรง

“รัชทายาท”

ชายหนุ่มสะดุ้งตื่น และพบว่าแทซันกำลังเขย่าตัวเขาอยู่

“ทรงเป็นเช่นไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หนุ่มปล่อยมือออกจากไหล่ของผู้เป็นนาย และลอบถอนหายใจออกมา

“ทรงฝันร้ายอีกแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ” นัยน์ตาสีดำสนิทสะท้อนความเป็นห่วงอย่างชัดเจน ขณะที่มองใบหน้าเนียนขาวที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ

“ทรงดื่มน้ำเสียหน่อยไหมพ่ะย่ะค่ะ” เจ้าของเรือนกายแกร่งถาม ทำท่าจะลงจากแท่นบรรทมไปเอาน้ำให้ แต่อีกฝ่ายหยุดไว้ก่อน

“มิเป็นไร” ซานบอกหลังจากปรับอารมณ์ได้ หัวใจของเขายังเต้นรัวจากความฝันเมื่อครู่อยู่ ทุกครั้งช่างเหมือนจริงเสียจนเขาควบคุมปฏิกิริยาทางกายมิได้

“นี่ใกล้สางหรือยัง” ใบหน้าที่มักแฝงแววอ่อนโยนถาม สีหน้าเริ่มดีขึ้นบ้างแล้ว

“อีกราวๆ หนึ่งชั่วยามพ่ะย่ะค่ะ”

“เช่นนั้นเจ้าเตรียมเครื่องสรงน้ำเลยก็ได้”

“พ่ะย่ะค่ะ”

ณ สำนักสอบสวน สังกัดกรมอาญา

อากาศที่เย็นสบายในวันนี้ มิได้ทำให้บรรดาทหารรักษาการณ์ ที่ยืนอยู่หน้าทางเข้ารู้สึกสบายตัวตามไปด้วยเลย เมื่อมีโฉมงามในชุดสาวชาวบ้านพยายามจะฝ่าประตูเข้าไป

“พี่ชาย ได้โปรดเถิด...ข้ามีความจำเป็นต้องพบท่านผู้คุมจริงๆ” เสียงกึ่งหญิงกึ่งชายดังขึ้น หากแต่เนื้อหารวมถึงน้ำเสียงที่เปล่งออกมา กลับมิได้ทะลุไปถึงโสตประสาทของบรรดาผู้อารักขาสถานที่เลย ด้วยมัวแต่หลงอยู่กับรูปโฉมของสตรีตรงหน้า เพราะต้องยืนเฝ้าประตูอยู่ทุกวี่ทุกวัน การได้พบโฉมสะคราญสักคนทำให้จิตใจที่ห่อเหี่ยวชุ่มชื่นขึ้นมาประหนึ่งต้นไม้ได้น้ำ

“พี่ชายได้โปรดเถิดนะ” เจ้าตัวทอดเสียง

“พี่ชาย” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง ในจังหวะเดียวกันกับที่ทหารรักษาการณ์ผู้หนึ่งได้สติขึ้นมาพอดี เขาสะบัดศีรษะเล็กน้อยและกล่าวออกมา

“อ่า...ไม่ได้...ที่นี่เป็นสำนักสอบสวนไม่ใช่ที่สำหรับวิ่งเล่น อยู่ๆ จะให้เจ้าเข้าไปได้อย่างไร”

“ข้าเข้าใจดี แต่ว่า...” ดัมมินจองแสร้งเบือนหน้าเล็กน้อย และเบะริมฝีปากออกราวกับกำลังจะร้องไห้ “ข้า...ฮือ...ข้ามีความจำเป็นต้องพบท่านผู้คุมจริงๆ พี่ชายทั้งหลายโปรดเมตตาด้วย”

“ก็บอกว่าไม่ได้ไง” ชายคนเดิมปฏิเสธซ้ำ “วันนี้มิใช่วันเยี่ยม เจ้าเข้าไปไม่ได้ อีกอย่างท่านผู้คุมก็มีงานมากมาย มิมีเวลามาพบเจ้าหรอก”

“แต่ว่า...” ดัมมินจองหันกลับมา จากนั้นจึงกัดริมฝีปากล่างน้อยๆ ทำให้บรรดาทหารรักษาการณ์ที่เหลือซึ่งยังไม่ละสายตาไปจากใบหน้างาม กลืนน้ำลายลงคอไปพร้อมๆ กัน

“ข้า...ข้ามีเรื่องที่ต้องขอร้องท่านผู้คุมเป็นการส่วนตัว” โฉมงามกล่าว คิ้วสวยได้รูปขมวดเข้าหากัน ทำให้ดูใสซื่อแต่ก็เย้ายวนไปพร้อมๆ กันอย่างแปลกประหลาด

“มะ...ไม่ได้” ชายหนุ่มผู้จิตแข็งที่สุดปฏิเสธ

“แต่ว่า...” ดัมมินจองหันไปมองพวกที่เหลือด้วยรู้ว่ายังมีโอกาสที่จะได้รับอนุญาต ขอเพียงอดทนต่ออีกสักนิดอย่างไรก็ต้องมีคนใจอ่อนแน่ ยิ่งเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนาที่ผู้ชายพวกนั้นส่งมา ถึงจะรู้สึกขนคอลุกชัน แต่ก็ยิ่งย้ำให้แน่ใจขึ้นไปอีกว่ามีโอกาสสำเร็จ

“ได้โปรดเถอะนะพี่ชาย”

“ก็บอกว่ามิได้อย่างไรเล่า ไว้วันเยี่ยมค่อยกลับมาใหม่” ทหารคนเดิมกล่าวอย่างรำคาญ ก่อนจะผลักนางออกจากจุดที่ยืนอยู่เพื่อไม่ให้ขวางประตู

“พวกเจ้าทำอะไร!” เสียงเข้มถามขึ้นอย่างดุดันทันทีที่ร่างของโฉมงามเซถลา

“มิใช่เรื่องของเจ้า” ผู้อารักขาสถานที่ว่าขณะจ้องชายร่างยักษ์ตรงหน้า จากนั้นก็ยื่นแขนที่ถือหอกออกกั้นประตูตามเดิม

“จะมิใช่เรื่องของข้าได้อย่างไร” บ๊กกูถามอย่างโมโห เขาไม่ชอบการใช้กำลังทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการใช้กำลังกับเด็ก สตรีและคนชรา

“ข้าผลักนางมิได้ผลักเจ้าเสียหน่อย” ทหารผู้นั้นกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ หากแต่การปะทะกันยังไม่ทันเริ่ม เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากภายในเสียก่อน

“ข้าบอกพวกเจ้าแล้วยังไงเล่าฮะ...ไอ้พวกสุนัขรับใช้...ฮ่าฮ่าฮ่า” ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมหลุดลุ่ยไม่เป็นทรงในชุดสีขาวบาง ซึ่งมีผ้าคลุมเนื้อดีห่อหุ้มร่างกายไว้อย่างลวกๆ ตะโกนออกมา เขาหันไปชี้หน้าเหล่าผู้คุมรวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ภายในสำนักสอบสวนอย่างเอาเรื่อง ด้านหลังของเขามีองครักษ์หนุ่มผู้หนึ่งยืนก้มหน้าก้มตาอยู่

“ข้า จี-ฮยอน-โด ข้าจะจำหน้าพวกเจ้าทุกคนไว้” เขาข่มขู่อย่างมาดร้ายขณะที่เดินโซซัดโซเซผ่านเหล่าชายฉกรรจ์ที่ยืนรักษาการณ์อยู่หน้าประตู เพื่อออกจากสถานที่ที่เขาค้างแรมอยู่ทั้งคืน

องครักษ์ผู้นั้นเร่งเท้าตาม พร้อมทั้งทำท่าจะเข้าไปประคองผู้เป็นนายเมื่อเห็นว่ากำลังจะสะดุดล้ม หากแต่อีกฝ่ายสะบัดมือของเขาออก

“อย่าสะเออะ...” ชายหนุ่มที่มีสภาพไม่ต่างจากพวกขี้เมาว่า หันไปถลึงตาใส่ผู้ติดตามอย่างเอาเรื่อง

“ข้าไม่น่าพาไอ้งั่งอย่างเจ้าไปเสวยสุขด้วยเลย” เขาตบหัวอีกฝ่ายอย่างแรงด้วยฉุนเฉียวเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน

ทั้งๆ ที่กำลังจะได้เชยชมดอกไม้ที่ยังมิทันผลิบานแห่งหอนิทราผกามาส กลับถูกพวกมือปราบจับมานอนบนพื้นเย็นเยียบในซังเตแทนเสียได้ คิดแล้วก็ให้โมโหองครักษ์คู่กายที่นอกจากจะมิสามารถช่วยอะไรได้แล้ว ยังเมาไม่รู้เรื่องอีก ชายหนุ่มยกมือขึ้นราวกับจะฟาดลงไปซ้ำ แต่เปลี่ยนใจหันกลับมาข่มขู่พวกเจ้าหน้าที่แทน เพราะรู้ดีว่ายังมีโอกาสลงโทษคนของตน หากแต่เวลาที่จะอวดศักดากับคนของสำนักสอบสวนมิได้มีมาก

“หากข้านำเรื่องนี้ไปกราบทูลละก็...” ตัวของเขาโอนเอนไปมาเพราะความมึนเมา

“พวกเจ้า...พวกสุนัขรับใช้ที่น่ารังเกียจอย่างเจ้า...ได้จบเห่แน่” จีฮยอนโดกล่าว ก่อนที่สายตาจะปะทะเข้ากับร่างยักษ์ที่แลดูคุ้นตา

“เจ้า...ทำไม...” ชายหนุ่มปรือตามองอีกฝ่าย พยายามนึกว่าเคยเห็นเจ้าของเรือนร่างนี้ที่ไหน หากแต่บ่าวรับใช้ที่ถูกส่งมารับตัวคุณชายใหญ่รีบเชิญเขาขึ้นเกี้ยวก่อน ด้วยไม่ต้องการจะอยู่หน้าสถานที่อันจะนำความอัปยศอดสูไปสู่ตระกูลจีนานๆ

จีฮยอนโดเห็นท่าทางของบ่าวรับใช้ก็รีบสะบัดศีรษะไล่ความมึนเมา และเดินโซซัดโซเซไปขึ้นเกี้ยวที่จอดรออยู่ด้านล่าง โดยไม่พยายามนึกถึงบุรุษร่างยักษ์อีก พร้อมๆ กับองครักษ์หนุ่มที่รีบก้มหน้าก้มตาตามไปด้วยความอับอาย

ทันทีที่ความวุ่นวายที่เข้ามาแทรกยุติลงแล้ว ดัมมินจองก็รีบดึงความสนใจของบรรดาผู้รักษาการณ์กลับมาที่ตนทันที

“ท่านพี่…ฮือ” เจ้าของเสียงกึ่งหญิงกึ่งชายบีบน้ำตาออกมา พลางหันไปมองหน้าบ๊กกูด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชอกช้ำระกำทรวง

“ฮือ...ฮือ...ท่านพี่” โฉมงามทิ้งตัวลงพร้อมทั้งยกแขนเสื้อขึ้นบังใบหน้าและส่ายหัวไปมาไม่หยุด

ชายร่างยักษ์ได้แต่ตกใจกับภาพตรงหน้า ด้วยคิดว่าดัมมินจองอาจจะบาดเจ็บจากการถูกผลักเมื่อครู่ จึงพยายามยื่นมือไปประคองอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วง หากแต่ทันทีที่ทำเช่นนั้น ก็สัมผัสได้ถึงการถูกจับจ้องจากมุมมืด จึงได้แต่ค้างมือไว้ดังเดิม

“ท่านพี่...ฮือ” โฉมงามที่รับรู้ได้ถึงสายตาของโออินซอง หรือ อินอิน ที่ตนเรียกขานอย่างสนิทสนมอยู่เป็นประจำ ยังคงไม่หยุดการกระทำของตน ร่างที่น่าสัมผัสขยับเข้าใกล้ขาของบุรุษยักษ์ และแสร้งเอ่ยด้วยเสียงระทมทุกข์

“ท่านพี่...ฮือ...ท่านพี่...โปรดอภัยให้เด็กผู้โง่เขลาอย่างข้าด้วย” เสียงนั้นเศร้าสลดอยู่ไม่น้อย

“ท่านพี่...ข้า...ข้ามันไม่ดีเอง” ว่าพลางกอดขาอีกฝ่ายแน่น

“หากข้าเชื่อท่าน หากข้าไม่ปักใจกับชายผู้นั้น...ฮือ” ดัมมินจองพูดได้แค่นั้น ก็ซบหน้าลงที่ขาของอีกฝ่ายซึ่งตนเกาะอยู่ ประหนึ่งว่ามิสามารถทนพูดประโยคต่อไปได้

“จะ...เจ้า” บ๊กกูได้แต่อึกอักด้วยงงว่าดัมมินจองกำลังพูดถึงเรื่องใด

ชายผู้นั้น! ชายผู้ใดกัน เอ๊ะ! หรือจะเป็นบัณฑิตโอ ว่าแต่นางจะกล่าวถึงท่านบัณฑิตทำไม ในเมื่อเขาแอบอยู่ในตรอกใกล้ๆ นี่เอง แถมเมื่อครู่ก็เพิ่งจะแผ่รังสีอำมหิตออกมา อีกอย่างคำที่ใช้เรียกนั่นอีก เหตุใดจึงใช้คำว่า ‘ท่านพี่’ มาเรียกเขา ทั้งๆ ที่ปกติ ไม่เรียกว่า ‘เจ้ายักษ์’ ก็เรียกว่า ‘เจ้าทึ่ม’ ไม่เห็นจะเคยเรียกอย่างเคารพนอบน้อมเช่นนี้เลยสักครั้ง

“ฮือ...” เจ้าของเรือนร่างบริสุทธิ์ผุดผ่องยังคงไม่เลิกพยายาม ด้วยว่าเจ้าทึ่มไม่สามารถหาคนที่ไว้ใจให้มาสืบแทนได้ ตนจึงต้องยอมมาเป็นเป้าสายตาให้บุรุษทั้งหลายเชยชมอยู่นาน ซึ่งผิดกับวิสัยปกติที่ไม่ชอบให้ชายใดจ้องมอง เรียกว่าเข้าขั้นป่วยเป็นโรคหวาดกลัวบุรุษเลยก็ว่าได้ ทำให้คิดว่าอย่างไรก็ต้องฝ่าเข้าไปพบคนที่ต้องการให้ได้ เพราะทุ่มเทพยายามมาถึงขั้นนี้แล้ว

“ฮือ...ข้า...ข้าแค่ต้องการมาพบท่านผู้คุม...ฮือ...ข้าแค่อยากขอความเมตตาจากเขา...ข้าแค่อยากจะรู้เรื่องเกี่ยวกับ...เกี่ยวกับชายผู้นั้นเท่านั้นเอง” ดัมมินจองพูดเสียงสั่น ก่อนจะเอามือข้างหนึ่งลูบขึ้นลงเบาๆ ที่หน้าท้องแบนราบของตัวเอง ส่วนมืออีกข้างก็ปิดปากไว้ ราวกับกำลังพยายามข่มกลั้นก้อนสะอื้นที่จะไหลทะลักออกมา

บ๊กกูที่ยังตามความคิดของโฉมสะคราญไม่ทันขมวดคิ้วทันที ทำให้ใบหน้าที่น่าหวาดกลัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดูเคร่งเครียดราวกับคนที่เพิ่งเผชิญเรื่องร้ายแรงมา

บรรดาทหารรักษาการณ์ที่เห็นท่าทางของโฉมงามและชายร่างยักษ์ ต่างเข้าใจผิดไปว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังขอความเมตตาเหมือนพวกหญิงชาวบ้าน ที่เดือนเดือนหนึ่งจะมีสักสามสี่คนเข้ามาขอเยี่ยมสามีที่ถูกจองจำไว้ หากแต่เพราะวันนี้ไม่ใช่วันเยี่ยมนักโทษ และเพราะคำขอของนางที่ต้องการพบกับผู้คุมคุกมากเกินไป จึงต้องพยายามต้านไว้สุดความสามารถ อย่างไรก็ดี เมื่อโฉมงามเงยหน้าขึ้นสบตากับบรรดาผู้อารักขาสถานที่ ด้วยนัยน์ตาที่มีน้ำตาเอ่อคลอดูน่าสงสาร ทำให้หนึ่งในนั้นใจอ่อนยวบทันที

“แม่นาง...พวกข้าไม่อยากจะใจร้ายกับเจ้าหรอกนะ” เขาบอกเสียงนุ่ม “แต่บ้านเมืองมีกฎระเบียบ นี่ยังมิถึงวันเยี่ยมเลย เจ้าจะเข้าไปขอท่านผู้คุมเพื่อเยี่ยมคนของเจ้ามิได้หรอก”

“ฮือ...ฮือ” ดัมมินจองแสร้งร้องไห้ออกมาอีก

“ข้ามิได้จะไปขอเข้าเยี่ยมคน” โฉมงามปฏิเสธเสียงสั่น

“ข้าแค่อยากไปพบท่านผู้คุม...ฮือ” มือที่ทาบอยู่บนหน้าท้องค่อยๆ เคลื่อนขึ้นมากุมที่ตำแหน่งหัวใจแทน พร้อมกับสั่นตัวน้อยๆ ให้ดูน่าสงสารยิ่งขึ้น

“คน...ฮือ...คนที่ข้าอยากพบ เขามิอยู่ที่นี่แล้ว แต่ว่า...ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าเขาอาจจะไปอยู่ที่ไหน เป็นหรือตายอย่างไรบ้าง”

พวกทหารได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายพูดถึงชายขาเป๋ที่หายตัวไปจากคุกอย่างไร้ร่องรอย แม้จะพยายามปิดข่าวไม่ให้คนนอกรู้ แต่ภายในสำนักสอบสวนก็รู้กันเป็นอย่างดี เพราะการหายไปของชายผู้นั้นช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน

“ฮือ…ฮือ” ดัมมินจองแสร้งร้องซ้ำเมื่อเห็นความลังเลบนใบหน้าเหล่านั้น “ได้โปรดเถอะ...อย่างน้อยก็ให้ข้าได้พูดคุยกับท่านผู้คุม ข้า...ข้าสัญญาว่าเพียงรู้ความเป็นไปสุดท้ายของเขา...เพียงเท่านั้นข้าก็...”

เหล่าผู้อารักขาประตูถอนหายใจกับภาพตรงหน้า และพยักพเยิดให้กันในเชิงให้เปิดทาง แต่ก็ยังมิวายหันมามองชายร่างยักษ์ที่ยังคงทำสีหน้าถมึงทึง ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเป็นเพราะคิดตามมิทัน หากแต่พวกทหารรักษาการณ์กลับเข้าใจผิดไปไกล ว่าเป็นพี่ชายที่มิสามารถห้ามน้องสาวไม่ให้ไปมีความสัมพันธ์กับชายไม่มีอนาคตได้ จนสุดท้ายนางมีพยานรักไว้ให้ดูต่างหน้า ผู้อารักขาสถานที่มองชายร่างยักษ์และสั่งให้เขายืนรออยู่ที่เดิม ขณะที่พาโฉมงามเข้าไปยังสำนักสอบสวน เพื่อให้นางได้มีโอกาสถามไถ่พวกผู้คุมถึงชายที่นางคะนึงหา

ดัมมินจองเมื่อเดินผ่านซุ้มประตูเข้ามาก็ลอบยิ้มกับตัวเอง ถึงจะไม่ชอบที่หน้าตางดงามจนดึงดูดเหล่าบุรุษเกินไป แต่ในเมื่อความงามนั้นนำมาใช้ประโยชน์ได้ในสถานการณ์เช่นนี้ก็รู้สึกดีไม่น้อย นึกไม่ถึงเลยว่าเพิ่งเดินไปได้ไม่ถึงสิบก้าว ทหารหนุ่มที่อาสาพาไปพบผู้คุมจะพูดขึ้นด้วยท่าทางเห็นอกเห็นใจ

“ข้าเห็นใจแม่นางเหลือเกิน ในยุคเช่นนี้สาวชาวบ้านที่ต้องเลี้ยงบุตรคนเดียวย่อมลำบาก” เขาว่าพลางลอบมองโฉมงาม

“ขอบคุณพี่ชายที่เห็นใจข้า” เจ้าของใบหน้างามแสร้งตอบ ตนไม่ได้ท้องสักหน่อย เพียงทำท่าทางเพื่อล่อหลอกพวกผู้ชายโง่งมต่างหาก

“เจ้ายังสาวยังแส้แต่กลับต้องมาลำบากเยี่ยงนี้...อย่างไรถ้าเจ้าต้องการความช่วยเหลือก็บอกข้าได้” เขากล่าวและยกมือขึ้นเกาหลังหูที่เริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ ของตัวเองเบาๆ

“ถึงข้าจะเป็นแค่ทหารรักษาการณ์ ต้องทำงานแทบไม่เว้นแต่ละวัน แต่หากว่าเจ้าไม่รังเกียจละก็...” เขาละไว้แค่นั้นจากนั้นก็เสมองไปทางอื่นด้วยเขินอายเกินกว่าจะเอ่ยความในใจออกมา

ดัมมินจองแอบกลอกตาขึ้นอย่างเบื่อหน่าย ทำทีเป็นไม่เห็นท่าทีเหล่านั้น พร้อมทั้งอดที่จะบ่นขึ้นมาในใจไม่ได้ เพราะอย่างนี้ตนถึงมิชอบโผล่หน้ามาให้พวกผู้ชายเห็นบ่อยๆ อย่างไรเล่า

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว