ยอดยุทธชุดชมพู-1.สิงร่างหงหนิงหรง

โดย  มหาเทพ

ยอดยุทธชุดชมพู

1.สิงร่างหงหนิงหรง

“โอย...ปวดหัวจัง”เสียงเด็กหญิงดังแผ่วเบาท่ามกลางบ้านหลังเล็กกลางหุบเขาที่ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามา หุบเขาแห่งนี้ถูกเรียกว่าหุบเขาอสูร เต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับสูงที่ดุร้ายจำนวนมาก

ดวงตาเรียวยาวค่อยๆลืมขึ้น เธอพบว่าตอนนี้กำลังนอนบนเตียงไม้สี่เสาแบบโบราณ มีผ้าม่านสีฟ้าคลุมเตียงทั้งสามด้าน ขณะด้านในเตียงถูกสร้างชิดกำแพง เตียงที่บ้านเธอไม่มีเสาแบบนี้ และมีขนาดใหญ่ถึงหกฟุต ผ้าห่มก็เป็นผ้านวมลายการ์ตูน ไม่ใช้ผ้าไหมยัดนุ่นแบบนี้

เธอหลับตาลงอีกครั้งคิดว่าคงกำลังฝันไป ทว่าพอลืมตาขึ้นมาทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ขณะที่อาการปวดหัวกลับมาอีกครั้ง เล่นงานจนเธอต้องกุมขมับส่งเสียงร้องดังลั่นบ้าน

“คุณหนูสามเจ้าค่ะ คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างคุณหนูหลับไปเป็นเดือนเลยนะเจ้าค่ะ ขอบคุณสวรรค์ ในที่สุดคุณหนูก็ฟื้นแล้ว ขอบคุณสวรรค์”เสียงของสตรีดังขึ้นข้างเตียงเธอ ขณะที่เธอกุมขมับหลับตาอยู่บนเตียงไม่มีแรงพอที่จะลืมตามองว่าคนตะโกนหน้าตาเป็นยังไง แต่เสียงของอีกฝ่ายฟังดูร้อนรน จริงใจ เป็นน้ำเสียงของคนที่เต็มไปด้วยความเคารพรัก แต่เธออยากจะบอกเหลือเกินว่าเธอไม่ใช่คุณหนูสาม ที่บ้านเธอเป็นลูกคนรองของบ้านนะ

“คุณหนู ใจเย็นๆนะเจ้าค่ะเดี๋ยวเสี่ยวเมิ่งจะรีบยกยามาให้ เจ้าค่ะ”เสียงนั้นดังขึ้น ขณะที่เธอได้ยินเสียงอีกฝ่ายวิ่งออกจากห้องไป

เธอค่อยๆลืมตาขึ้นขณะที่รู้สึกว่าอาการปวดหัวเริ่มดีขึ้นเล็กน้อย เมื่อสังเกตร่างกายตัวเองเธอพบว่าตอนนี้กำลังอยู่ในร่างเด็กสี่ขวบ ผิวขาวซีดเนียนนุ่ม เหมือนกระเบื้องเคลือบ ร่างที่ราวกับไม่เคยพบเจอกับแสงแดดนี้ผอมบางอ่อนแอจนน่ากลัว...

อ่า...นึกออกแล้ว เธออายุยี่สิบห้าปี กำลังเรียนต่อดอกเตอร์ด้านกฎหมาย ทำงานเป็นทนายความในสำนักทนายความของบิดา เธอเป็นทนายที่มีชื่อเสียง คดีล่าสุดเธอทำให้นักการเมืองคนนึงติดคุก ในคดีจ้างวานฆ่ามหาเศรษฐีชื่อดัง เพื่อแย่งชิงมรดก เขาเป็นพี่น้องกับมหาเศรษฐีคนนั้น แต่เพราะเป็นคนใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย บิดาที่ตายไปจึงยกมรดกส่วนใหญ่ให้มหาเศรษฐีผู้ที่ร่ำรวยอยู่แล้วซึ่งเป็นพี่ชาย

แต่มหาเศรษฐีคนนั้นไม่ตาย ฟ้องร้องกลับฐานจ้างวานฆ่า เธอเป็นทนายในคดีนี้ ทำให้นักการเมืองถูกตัดสินจำคุก แม้ศาลจะไม่อนุญาตให้ประกันตัว แต่ภรรยาและลูกชายของนักการเมืองเป็นผู้ส่งคนมาฆ่าศัตรูแทน เธอถูกเก็บเป็นรายแรก คาดว่ามหาเศรษฐีคงเป็นรายต่อไป ตอนนั้นเธอต่อสู้และถูกยิงตกลงไปในแม่น้ำ ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็อยู่ที่นี่แล้ว

‘ฉันตายแล้ว’นั่นคือสิ่งที่เธอนึกออก แต่น่าแปลก ทำไมตายแล้วไม่ไปเกิดใหม่ กลับมาสิงร่างเด็กน้อยแค่สามสี่ขวบ... ผู้หญิงคนนั้นเรียกเธอว่าคุณหนูสาม เกรงว่าเธอจะสิงร่างคนอื่นเสียแล้ว และดูเหมือนจะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กหญิงอ่อนแอคนนี้ เด็กหญิงอาจจะตายไปแล้วก็ได้ เพราะตอนที่เธอปวดหัวรู้สึกได้ว่ามีผ้าผันแผลอยู่รอบหัว เด็กหญิงคงหัวกระแทกอะไรรุนแรงจนถึงตาย

“คุณหนู ยามาแล้วเจ้าค่ะ”เสียงนั้นดังขึ้น ทำให้เธอหันไปมอง

เด็กสาวอายุสิบห้าปี ในชุดสีเหลืองอ่อนหน้าตาจิ้มลิ้ม ท่าทางซื่อสัตย์กำลังยกถ้วยยาต้มเข้ามา“คุณหนูกลั้นใจดื่มหน่อยเจ้าคะจะได้ให้เร็วๆ”

ยานั่นกลิ่นแรงจนเธอหน้านิ่ว‘ยานี่มันกินได้ใช่ไหม’มองยาสีดำๆในถ้วยด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว จะบ้าตาย...“นี่ยาอะไร”

“ยาแก้ปวดเจ้าค่ะ จะช่วยให้คุณหนูรู้สึกดีขึ้น ท่านหมอบอกว่าอาการคุณหนูรุนแรงมากอาจจะไม่รอด”สาวใช้คนนั้นกล่าวพลางเริ่มทำน้ำเสียงสะอึกสะอื้น น้ำตาเริ่มไหล ราวกับพูดถึงเรื่องสะเทือนใจ

“ไม่มียาเม็ดหรือ...”เธอเปล่งเสียงถามแผ่วเบา รู้สึกราวกับคนที่ไม่ได้พูดมานาน หวังว่ายุคนี้จะมียาลูกกลอนแล้ว

“ฮึก...ฮึก...ฮืออออ”คราวนี้แม้สาวชุดเหลืองปล่อยโฮ ออกมาเต็มที่... “แม้แต่หมอที่มาคอยตรวจอาการก็ไม่มีเจ้าค่ะยาเม็ดเป็นของแพงพวกเขาไม่ให้มา”

“......”คราวนี้เธอถึงกับพูดไม่ออกแล้ว ยัยเด็กนี่ร้องไห้ได้น่ากลัวจริงๆ“ไม่มีก็ไม่มีสิจะร้องไห้ทำไม”เธอบ่นงึมงำก่อนจะยกถ้วยขึ้นดื่ม“แหวะ”แต่ก็คายทิ้งในทันที ยาขม รสชาติห่วยแตกจนชวนอาเจียน

“คุณหนูต้องดื่มให้หมดนะเจ้าค่ะ ฮึกๆ อย่า... อย่าคายทิ้ง ยาใกล้จะหมดแล้ว”สาวใช้คนนั้นสะอึกสะอื้นแต่ก็ยังอุตส่าห์เตือน

คาดว่าเจ้าของร่างนี้คงไม่ได้สถานะดีสักเท่าไหร่แล้ว แค่พูดเรื่องยาเม็ดแม่สาวใช้ก็ร้องไห้จะเป็นจะตาย หนำซ้ำยังมียาต้มที่ใกล้จะหมดอีก...

เวรกรรม สิงร่างทั้งทีดันเป็นร่างเด็ก แถมอ่อนแอ ราวกับคนตาย คราวนี้เธอได้แต่กรอกปากดื่มยารวดเดียว สาวใช้คนนั้นส่งน้ำให้อย่างรวดเร็ว เธอดื่มพรวดเดียว หวังจะให้น้ำชะล้างความฝาดขมในปาก ทว่าก็ช่วยได้เพียงเล็กน้อย

ตอนนี้เธอคงต้องทำความเข้าใจกับสถานะของร่างนี้ที่เธอมาสิง และสถานการณ์ของเด็กน้อย...

“มีกระจกไหม”เธอถามขึ้น ขณะเห็นสาวใช้ยังร้องไห้ต่อไป

“มีเจ้าค่ะ คุณหนูอยากส่องกระจกหรือเจ้าคะ”สาวใช้คนนั้นถาม ขณะปาดน้ำตาออก เริ่มเข้าโหมดสาวใช้ ตั้งอกตั้งใจทำงานจนลืมร้องไห้

“อืม”ตอบเราเสียงแผ่วเบา

“นี่เจ้าค่ะ”

กระจกบานเล็กถูกยื่นมา เป็นกระจกกรอบไม้ฉลุลายขนาดประมาณใบหน้าคน เป็นกระจกสี่เหลี่ยมแบบมีขาตั้ง กระจกที่นี่ไม่มัวเหมือนในยุคโบราณในโลกของเธอ มันคล้ายกับกระจกยุคปัจจุบัน มีคุณภาพดี เห็นทุกอย่างได้ชัดเจน ใบหน้าเล็กเรียว จมูกโด่ง ตาเรียวยาว ริมฝีปากบาง ผิวพรรณขาวซีด สีหน้าอิดโรยคล้ายคนป่วยหนักปรากฏในกระจก ผมสีดำเงางามถูกปล่อยล้อมกรอบหน้า นี่คือใบหน้าของเด็กหญิงสี่ขวบที่มีเค้าความงามเมื่อเติบโตขึ้น แม้ว่าตอนนี้ไม่นับว่างามล่มเมือง แต่ก็นับว่าน่ามอง คิดว่าโตขึ้นคงขายออกไม่ยากนัก

นับว่าได้กำไรเหมือนกันอย่างน้อยร่างนี้ก็สวยกว่าร่างจริงของเธอ ผิวพรรณนั้นก็งดงามแบบคุณหนูในตระกูลผู้ดี ซึ่งแทบไม่เคยต้องตากแดด ทำงานหนัก สำรวจจนพอใจแล้วก็ยื่นกระจกให้สาวใช้ที่ยืนมองมาเงียบๆ ไม่ช่างพูด ดูเหมือนคนตระกูลนี้จะฝึกคนใช้มาดี

“เจ้าชื่ออะไร”นั่นคือสิ่งทีอยากรู้อย่างแรก แม้รู้ว่าเมื่อถามไปแล้วจะต้องเกิดปัญหาตามมา

“ค่ะ...คุณหนู”เด็กสาวคนนั้นตกใจจนหน้าซีดเผือด“ข้าเสียวเมิ่งไงเจ้าค่ะ คุณหนูอย่าล้อเล่นสิเจ้าค่ะ ข้าน้อยกลัว”เสี่ยวเมิ่งพูดเสียงสั่น

“แล้วข้าชื่ออะไร”ยังไงก็ต้องถามละ ถึงเวลาก็บอกจำอะไรไม่ได้ก็สิ้นเรื่อง เล่นหัวแตกรุนแรงขนาดนี้ บอกว่าความจำเสื่อมก็ไม่เห็นจะเป็นไร

“ฮือๆ คุณหนู ท่านล้อข้าเล่นแล้วใช่ไหม ฮือๆ คุณหนูความจำเสื่อมแล้ว”สาวน้อยคนนั้นกลับมาร้องไห้อีกแล้ว

บอกตามตรงตอนนี้เธอชักจะรำคาญแล้วสิ เหมือนจะเริ่มปวดหัวอีกแล้ว ยิ่งได้ยินเสียงร้องไห้ยิ่งปวด คราวนี้เธอกุมหัวตัวเอง

“หุบปาก!”ตะคอกสุดแรง ทำเอาสาวใช้คนนั้นสะดุ้ง แม้เสียงของเธอจะไม่ดังมากนักเพราะยังเจ็บป่วย แต่ก็มากพอให้สาวใช้ตกใจ

“ตอบคำถามข้า”คราวนี้เธออารมณ์เสียแล้วจริงๆ ไอ้อาการปวดหัวนี่ก็เหลือเกิน“ข้าชื่ออะไร เป็นใคร ที่นี่ที่ไหน ใครเป็นพ่อเป็นแม่ข้า บอกมาให้หมดทุกอย่าง”ถามขณะเอามือกุมศีรษะ อยากได้ยาเม็ดในโลกเก่าของเธอจริงๆ มียาหลายตัวที่ให้ผลบรรเทาอาการปวดแบบรวดเร็ว

คราวนี้สาวใช้แน่ใจว่าคุณหนูนอกจากไม่ได้ล้อเล่นแล้ว นิสัยเปลี่ยนถึงขั้นเป็นคนหงุดหงิดง่าย เฉียบขาด ไม่เหมือนคุณหนูคนเก่าที่ขี้โรค อ่อนแอบอบบางจนถูกส่งมาอยู่สถานที่อันตรายและห่างไกลผู้คนแบบนี้

“คุณหนูเกิดในตระกูลหง เจ้าค่ะ มีนามว่า หงหนิงหรง เป็นธิดาคนที่สามของท่านแม่ทัพหงซือจง มีมารดาคือฮูหยิน ฮุ่ยเจิน ที่เสียชีวิตไปหลังคุณหนูเกิดได้ไม่ถึงปีเจ้าค่ะ คุณหนูมีพี่ชายคนโตชื่อ หงซือจิ้น อายุหกขวบ มีพี่ชายคนรองชื่อ หงซือจิ้ง อายุสี่ขวบมากว่าคุณหนูสองเดือน แล้วยังมีน้องสาวที่เพิ่งเกิดอายุสองขวบ ชื่อหงซือซิง ทั้งสามคนเป็นลูกของอนุ เซียงหรู เจ้าค่ะ”

ฟังดูแล้วก็พอจะนึกออก แหม ลูกทุกคนชื่อ ซือ ขึ้นต้นเหมือนพ่อหมด แต่ชื่อเธอ กลับเป็นหนิงหรง เหอะๆ ดูท่าบิดาคงรักอนุหัวปักหัวปรำ

“เหอะ...มีลูกชื่อซือ ทุกคน ยกเว้นข้าคนเดียว ดูท่าชีวิตแต่งงานของบิดามารดาข้าคงไม่ราบรื่นเท่าไหร่”

“ถูกต้องเจ้าค่ะ!ชื่อของคุณหนูเป็นฮูหยินตั้งให้ วันที่คุณหนูเกิดท่านแม่ทัพไม่มาดูหน้าคุณหนูด้วยซ้ำ!”คราวนี้แม่สาวใช้เผลอเสียงดัง เพราะความโมโห“ฮูหยินถูกบังคับแต่งงานโดยสมรสพระราชทาน บ่าวติดตามฮูหยินตั้งแต่ยังเด็กฮูหยินเป็นคนสวย มีความสามารถ มีชื่อเสียงมาก เป็นที่หมายปองของบุรุษทั้งหลายในเมืองหลวง

ฮูหยินเป็นธิดาของท่านอ๋อง ฮุ่ยหวง ฮ่องเต้ต้องการคานอำนาจของสกุลหรง จึงพระราชทานงานแต่งนี้ขึ้นมา สุดท้ายคนที่ต้องเป็นทุกข์ก็คือฮูหยิน เพราะท่านแม่ทัพ มีอนุอยู่ก่อนแล้วรักใคร่หัวปักหัวปรำชื่อเซียงหรู แต่งเข้ามาก่อนฮูหยินสองปี เป็นหญิงงามล่มเมือง แต่มีฐานะเป็นแค่ธิดาของพ่อค้า จึงเป็นได้แค่อนุ ถึงจะแต่งเข้ามาก่อนและมีบุตรชาย ก็ไม่ทำให้ฐานะถูกขยับขึ้นมาเป็นฮูหยินได้”

“อ่า...แบบนี้มารดาข้าไม่ถูกรังแกแย่หรือ สามีไม่รักถึงเพียงนี้แถมยังหลงอนุจนหัวปักหัวปรำ”เธออดถามไม่ได้จริงๆ ถึงจะเห็นใจท่านแม่ทัพกับอนุ ที่ถูกคนอื่นเข้ามาแทรกกลางความรัก แต่มารดาของหนิงหรง ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ นางก็โดนบังคับแต่งเหมือนกัน

“ตอนที่ฮูหยินมีชีวิตอยู่ ฮูหยินเป็นคนเด็ดขาดเจ้าคะ บ่าวไพร่ไม่กล้ากำเริบเสิบสาน อนุเซียงหรูเองก็ไม่กล้าตอแย เพราะฮูหยินเป็นถึงธิดาของท่านอ๋องฮุ่ย น้องชายคนเดียวของฮ่องเต้ ท่านแม่ทัพเองแม้จะไม่รัก แต่ก็ให้เกียรติ ให้อำนาจแก่ฮูหยินจัดการเรื่องในบ้านทุกอย่าง เพียงแต่ว่า น้อยครั้งมากที่ท่านแม่ทัพจะไปหาฮูหยินแม้ฮูหยินจะไม่ได้รัก แต่ก็อดที่จะเศร้าโศกไม่ได้ที่มีชีวิตแต่งงานล้มเหลวแบบนี้ สุดท้ายหลังจากคลอดคุณหนู ฮูหยินก็จากไปเจ้าค่ะ”

จากคุณหนูผู้สูงส่ง เป็นเชื้อพระวงศ์ต้องมาตกต่ำในตระกูลแม่ทัพที่ดันมีเมียสุดที่รักอยู่แล้ว น่าสงสารจริงๆ

“ส่วนคุณหนูเอง เกิดมาร่างกายอ่อนแอแม้จะไม่มีใครกล้ารังแก ได้รับความสะดวกสบายที่สมควรได้รับทุกอย่าง แต่ทุกคนก็เห็นคุณหนูเป็นเพียงอากาศ ไร้ตัวตน ยิ่งนิสัยคุณหนูอ่อนแอบอบบางแบบนี้ ยิ่งไม่มีใครสนใจ โดยเฉพาะท่านแม่ทัพ แต่ว่าคุณชายใหญ่กลับเจ้าคิดเจ้าแค้น ที่ฮูหยินแต่งเข้ามาแย่งตำแหน่งของมารดาตัวเอง เขาคอยกลั้นแกล้งคุณหนูตลอดเวลา อย่างล่าสุด เรื่องที่คุณหนูหัวแตกก็เพราะเขาแกล้งคุณหนู ใช้สัตว์อสูรโยนคุณหนูลงในสระบัว จนคุณหนูศีรษะกระแทกขอบสระ แล้วจมน้ำ ข้าตามไปเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี ช่วยขึ้นมาได้ แต่คุณหนูก็เฉียดตาย

ท่านอ๋องฮุ่ยได้ข่าวก็พิโรธหนัก ต่อว่าท่านแม่ทัพกลางท้องพระโรง แม้แต่ฮ่องเต้เองก็ยังทรงตำหนิว่าจวนแม่ทัพไร้คุณธรรม ปล่อยให้ลูกอนุกลั่นแกล้งลูกของภรรยาหลวงซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ ฮ่องเต้กล่าวว่า ท่านแม่ทัพคงไม่พอใจกับการแต่งงานถึงได้ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ข้อกล่าวหานี้ร้ายแรงมากจนท่านแม่ทัพ ได้แต่คุกเข่าหน้าท้องพระโรงทั้งวันเพื่อขออภัยโทษ ตอนนั้นทั่วทั้งเมืองหลวงรู้ข่าวเรื่องนี้กันหมด คนสกุลหง แทบไม่กล้าออกจากบ้านเลยเจ้าค่ะ พอกลับมาถึงบ้านท่านแม่ทัพก็สั่งให้คุณชายใหญ่คุกเข่าในศาลบรรพชนสามวัน”

“เหอะ...ข้าเกือบตายแต่เขาแค่ถูกคุกเข่า ช่างยุติธรรมดีแท้”คิดแล้วก็นึกอยากให้แม่ทัพผู้นี้ โดนอะไรที่มากกว่าคำตำหนิ และคุกเข่า รวมทั้งลูกชายหัวแก้วหัวแหวนนั่นด้วย คอยดูเธอจะทวงความยุติธรรมให้เจ้าของร่างนี้!เธอในโลกก่อนเป็นทนายสาวมากความสามารถ รักความยุติธรรมอย่างยิ่ง ไม่เคยปล่อยให้ใครมาเอาเปรียบได้ เมื่อทะลุมิติมา เธอหรือจะยอมปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา!

“แล้วทำไมข้ามาอยู่ที่นี่ได้ ....แล้วที่นี่คือที่ไหน”คาดว่าคงไม่ใช่สกุลหง เพราะห้องนี้นอกจากผ้าม่านและผ้าห่มที่พอดูมีราคาแล้ว ทุกอย่างล้วนเป็นของคุณภาพปานกลาง ไม่หรูหรา หนำซ้ำยังไร้การตกแต่ง

“หลังจากที่ท่านอ๋องตำหนิท่านแม่ทัพแล้ว ก็ส่งหมอหลวงมาคอยดูอาการคุณหนู แต่คุณหนูก็หลับไปสองอาทิตย์ไม่มีทีท่าจะฟื้น ท่านอ๋องบอกว่าหากคุณหนูเป็นอะไรไป จะให้สกุลหงพินาศทั้งตระกูล จนสุดท้ายท่านแม่ทัพเองก็ทนแรงกดดันจากท่านอ๋องและฮ่องเต้ที่กล่าวว่า กระทบกระเทียบทุกวันไม่ไหว จึงเสนอให้ส่งคุณหนูมาอยู่ที่บ้านกลางหุบเขาแห่งนี้ เผื่อซึมซับปราณอันบริสุทธิ์ ของหุบเขา จะได้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น”

ที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง เพื่อร่างกายที่แข็งแรงจึงถูกเชิญมาบ้านพักตากอากาศกลางหุบเขา ฟังเหมือนดูดี ก็แค่ขับไล่เธอออกมามิใช่หรือ!

“แล้ว สัตว์อสูรกับเรื่องปราณ มันคืออะไร”เธอถามอย่างเพิ่งจะนึกออก ดูเหมือนว่าจะคล้ายนิยายในโลกเก่าของเธอที่พูดถึงคนฝึกยุทธ์ และควบคุมสัตว์อสูรดุร้ายได้ ถ้าเป็นแบบนั้นโลกนี้นับว่าน่าสนใจมาก

“คนส่วนมาก มีชีพจรวรยุทธสามารถฝึกยุทธได้ แบ่งความแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธออกเป็นสิบขั้น ผู้ที่ฝึกได้ถึงขั้นสิบจะถูกเรียกว่ายอดยุทธ ขั้นหนึ่งถึงขั้นสามเป็นระดับต่ำ ขั้นสี่ถึงขั้นหกเป็นระดับกลาง ส่วนขั้นเจ็ดขึ้นไปเป็นระดับสูง ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ ในอาณาจักรฮุ่ย ของเราฝึกได้ถึงขั้นหกเป็นระดับกลาง คนส่วนนึงฝึกได้ถึงขั้นแปดและขั้น9ส่วนขั้นสิบหรือยอดยุทธ นอกจากฮ่องเต้ อ๋องฮุ่ย และท่านแม่ทัพแล้ว มีคนเพียงหยิบมือ ที่ฝึกได้ถึงขั้นนี้ แต่นอกเหนือจากสิบขั้น ยังมีขั้นราชันยอดยุทธ และตำนานราชัน ทั้งสองขั้นเป็นเรื่องเล่า แต่ยังไม่ปรากฎว่ามีคนในอาณาจักรฮุ่ยฝึกได้มาก่อน เหตุผลนึงที่ท่านแม่ทัพไม่โปรดปราณคุณหนู เพราะคุณหนูร่างกายอ่อนแอฝึกยุทธไม่ได้ คนที่ฝึกยุทธไม่ได้สำหรับตระกูลหงที่เป็นตระกูลนักบู๊แล้วถือว่าเป็น...ขยะชิ้นนึงเท่านั้นเจ้าค่ะ”เสี่ยวเมิ่งพูดเสียงแผ่วเบากลัวคุณหนูจะเสียใจ

“ข้าร่างกายอ่อนแอไม่เหมาะกับการฝึกยุทธ แล้วข้ามีชีพจรฝึกยุทธหรือไม่”หากเธอมีชีพจร ขอเพียงบำรุงร่างกายตัวเองออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่างกายเธอต้องแข็งแรงเหมาะแก่การฝึกยุทธได้แน่นอน ในโลกที่เธอจากมา ต่อให้ป่วยเป็นโรคร้ายแรงขอแค่มีกำลังใจ รู้จักออกกำลังกายทานอาหารให้เหมาะสมก็สามารถหายจากโรคภัยได้ ถ้าเธอมีชีพจรฝึกยุทธละก็ เธอจะทำให้คนที่ดูถูกเธอจมอยู่แทบเท้าให้หมด!

คราวนี้เสี่ยวเมิ่งถึงกับตกตะลึง แววตาของคุณหนูมุ่นมั่นบ่งบอกว่านางต้องการฝึกพลังยุทธ ถ้าเป็นคุณหนูคนเก่าไม่มีทางมีแววตาแบบนี้แน่ คุณหนูที่นิสัยอ่อนแอ ไม่กล้าฆ่าแม้กระทั้งมดตัวเล็กๆ ยิ่งพลังยุทธ นางยิ่งไม่สนใจจะฝึก และไม่สนใจบำรุงร่างกายเพื่อฝึกด้วย ท่านแม่ทัพเองก็เคยหาหมอ หายาดีๆมามากมายเพื่อบำรุงร่างกายคุณหนูแต่ทำยังไงคุณหนูก็ไม่ดีขึ้น สุดท้ายท่านแม่ทัพจึงยอมปล่อยคุณหนูให้อยู่แบบไร้ตัวตนต่อไปในฐานะขยะ พลังยุทธในตระกูลบู๊ถือว่าสำคัญมากเป็นหน้าเป็นตาของตระกูล แม้แต่คนรับใช้อย่างเสี่ยวเมิ่งเองยังต้องมีพลังยุทธ

“คุณหนูมีชีพจรสำหรับฝึกยุทธเจ้าค่ะ ท่านประมุขคนก่อนบิดาท่านแม่ทัพเป็นคนทะลวงเส้นลมปราณให้คุณหนูตอนสามขวบ ตอนนั้นคุณหนูป่วยหนักเกือบตาย ท่านผู้เฒ่าจึงจำเป็นต้องใช้วิธีนี้ ทำให้คุณหนูรอดตายมาได้ ท่านผู้เฒ่ากล่าวว่าขอแค่คุณหนูหมั่นบำรุงร่างกาย และฝึกฝนร่างกายให้เเข็งแรง ก็จะสามารถฝึกยุทธได้ แต่คุณหนูเองไม่สนใจจะฝึกและไม่อยากถูกบังคับ จึงไม่ตั้งใจบำรุงร่างกาย หรือฝึกฝนร่างกายเลย จะว่าไปแล้วบนโลกนี้ นอกจากฮูหยินฮุ่ย ท่านอ๋องฮุ่ย ก็มีท่านผู้เฒ่า หงหยางเซินนี่ละเจ้าคะ ที่นับว่าเป็นญาตที่รักคุณหนูจริงๆ น่าเสียดายที่หลังจากท่านผู้เฒ่าทะลวงเส้นลมปราณให้คุณหนูแล้ว ท่านก็ลงจากตำแหน่งประมุขและออกท่องยุทธภพแทน คุณชายใหญ่ถึงได้กล้าลงมือกับคุณหนูรุนแรงแบบนี้”เสี่ยวเมิ่งนึกแค้นใจในโชคชะตาแทนคุณหนู

ยังนับว่าสวรรค์เข้าข้างหงหนิงหรงคนใหม่แล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า คอยดูเถอะ ขยะอย่างเธอจะยิ่งใหญ่ให้สมกับชื่อและสกุล หงหนิงหรงคนเก่าช่างโง่เง่านัก ไม่เข้าใจหรือว่าโลกนี้มีที่ยืนให้เฉพาะคนที่แข็งแกร่งเท่านั้น ขนาดเธอที่เพิ่งมาถึงยังรู้เลยว่าควรทำยังไงให้อยู่รอดบนโลกใบนี้

“ส่วนปราณ คือพลังชีวิต ซึ่งพลังปราณมีอยู่ในทุกๆที่ ทั้งจากต้นไม้ แม้น้ำและก้อนหิน ดวงดาว สัตว์ หรือมนุยษ์เองทำให้คุณหนูถูกส่งมาที่นี่เพื่อรับเอาพลังปราณอันบริสุทธิ์ของภูเขาเก่าแก่ลูกนี้ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น แม้ที่นี่จะอันตรายเต็มไปด้วยสัตว์อสูรดุร้ายก็ตาม ซึ่งสัตว์อสูรก็แบ่งลำดับขั้นออกเป็นสิบระดับ เช่นเดียวกับคน เพียงแต่พวกมันมีราชันยอดยุทธ ตำนานราชัน และยังมีเพิ่มมาอีกคือราชันสัตว์อสูร”

“อย่าบอกนะทั้งหุบเขามีบ้านหลังนี้หลังเดียว รายล้อมไปด้วยสัตว์อสูร”

“ถูกต้องเจ้าค่ะ แถมเป็นสัตว์อสูรระดับห้าขึ้นไป... เล่ากันว่าที่นี่อาจมีราชันอสูรอยู่ก็ได้ ทำให้ไม่มีใครกล้าเหยียบย่างเข้ามาที่นี่”

พอคิดว่ารอบๆบ้านเต็มไปด้วยสัตว์ป่ากระหายเลือดที่จ้องจะตะครุบคนในบ้าน ก็ทำให้หงหนิงหรงขนลุก“ว่าแต่พวกเรารอดชีวิตมาได้ยังไง ท่ามกลางสัตว์อสูรเนี่ยนะ พวกมันทำไมไม่บุกเข้ามาทำลายบ้านหลังนี้หรือฉีกพวกเราออกเป็นชิ้นๆ”

“บ้านหลังนี้เป็นบ้านของประมุขคนก่อนของตระกูลหงเจ้าค่ะ ท่านผู้เฒ่าหลังปลดเกษียรตัวเองจากฐานะประมุขก็ให้ท่านแม่ทัพเป็นประมุขแทน ส่วนท่านผู้เฒ่า หงหยางเซินก็ออกท่องเที่ยวในยุทธภพ ท่านผู้ท่านเป็น ยอดยุทธหรือผู้ฝึกยุทธระดับสิบ มีพันธะสัญญากับกิเลนทอง ซึ่งปกครองพื้นที่แถบนี้ ตราบใดที่กิเลนทองยังมีชีวิตอยู่ จะไม่มีสัตว์อสูรตนใดกล้าบุกเข้ามาในบ้านหลังนี้เจ้าคะ คุณหนูหายห่วงได้ ส่วนคนที่มาส่งอาหาร ข้าวของ แค่พวกเขาพกเส้นขนของกิเลนทองเอาไว้ก็ไม่มีสัตว์อสูรตัวไหนกล้าทำร้ายแล้วเจ้าค่ะ”

“แล้วถ้าในกรณีที่คนไม่ได้พกขนกิเลน เดินออกจากบ้านหลังนี้ละ”

“ก็กลายเป็นอาหารของสัตว์อสูรเจ้าค่ะ!”

“หมายความว่า ข้าถูกขัง ถ้าพวกเขาไม่ส่งข้าว ส่งวัตถุดิบทำอาหารมา ข้าก็อดตายใช่หรือไม่”

“ถูกต้องเจ้าค่ะ แต่คุณหนูอย่ากังวลเลย ไม่มีใครกล้าหรอกเจ้าค่ะ คุณหนูเป็นหลานท่านอ๋องฮุ่ยนะเจ้าค่ะ”เสี่ยวเมิ่งพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจแต่แววตากลับหลุกหลิก

เสี่ยวเมิ่งโกหกชัดๆ!เกรงว่าพวกบ้านอนุคงเริ่มลงมือแล้ว คงคิดว่าเธอใกล้ตาย เลยกลั่นแกล้งลดข้าวลดยาลง จะได้ให้เธอตายเร็วขึ้น ฮึ!ตอนนี้หงหนิงหรงฟื้นแล้ว แต่ไม่ได้ฟื้นมาให้พวกบ้านอนุรังแก!เธอฟื้นมาแก้แค้นต่างหาก!

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย อารีนาฏ ฉายแสงจันทร์
ท่าทางจะมันส์นะเรื่องนี้
เมื่อ 1 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Parinya Rattanaphong
สนุกมากคร้า
เมื่อ 1 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว