เล่ห์ลวง บ่วงพยัคฆ์

บทที่ 6

บรรยากาศสับสนวุ่นวายโดยรอบทำให้เจ้าของใบหน้างามอดบ่นกระปอดกระแปดออกมาอีกครั้งมิได้ ทั้งๆ ที่เพิ่งจะเงียบไปเมื่อครึ่งก้านธูปที่แล้ว

“ให้ตายเถอะ พวกเราจะหาชายผู้นั้นเจอได้ยังไง” เสียงกึ่งชายกึ่งหญิงสะท้อนความเหนื่อยหน่าย ทั้งๆ ที่พยายามงัดทุกไม้ตายที่มีออกมาใช้ แต่กลับยังไม่สามารถตามหานักโทษที่หายไปจากสำนักสอบสวนอย่างเป็นปริศนาได้ เช่นนี้มิเท่ากับว่าการกำจัดตาเฒ่าขายชาติจะต้องเลื่อนออกไปเรื่อยๆ หรอกหรือ แล้วเช่นนี้มิเท่ากับว่าตนจะต้องออกมาพบปะผู้คนมากหน้าหลายตาต่อไปเรื่อยๆ หรอกหรือ เมื่อคิดได้ดังนั้นใบหน้างามก็มุ่ยลงอย่างไม่สบอารมณ์ ทั้งยังรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมา เมื่อนึกถึงสายตาโลมเลียที่ผู้คุมคุกเหล่านั้นใช้มองตน

“ข้าก็ไม่รู้” ชายร่างยักษ์ที่เดินอยู่ข้างๆ ตอบ สีหน้าถมึงทึงจนหากใครมาเห็นเข้าคงนึกว่าเพิ่งประสบพบเจอเรื่องเลวร้ายมา แต่ความจริงมิใช่เช่นนั้น เดิมใบหน้าของเขาก็แฝงแววน่ากลัวอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อต้องมาไล่ตามหาคน ทั้งช่วงนี้ยังนอนหลับพักผ่อนไม่ได้เต็มที่ ความอ่อนล้าที่เข้าครอบงำร่างกายและจิตใจจึงทำให้ดูน่าสะพรึงมากยิ่งขึ้นไปอีก

“ข้าไม่ได้หวังว่าเจ้าจะรู้เลย เจ้าทึ่มเอ๊ย” ดัมมินจองยกมือขึ้นเหมือนจะเขกศีรษะเจ้ายักษ์ ก่อนจะพูดต่อ “ข้าแค่บ่นน่ะ บ่น เข้าใจไหม เป็นการบ่นไม่ใช่การถาม”

“อ่า...” บ๊กกูลากเสียงยาวแทนการตอบรับ

“ทำไมถึงได้ทึ่มขนาดนี้” เสียงกึ่งหญิงกึ่งชายยังดังออกมาอย่างต่อเนื่อง “ไม่แปลกใจเลยที่แม้แต่เรื่องเด็กนั่น เจ้ายังต้องมาขอความช่วยเหลือ”

“อ่า...” ชายร่างยักษ์ได้แต่ก้มหน้ายอมรับผิด ในเวลาที่ต้องเร่งตามหาคนอยู่นี้ เขายังไปสร้างเรื่องไว้จนได้ เพราะความขี้สงสารแท้ๆ

“ไม่ต้องมาทำเศร้าเลย อยู่ดีไม่ว่าดีไปซื้อนางมาทำไม” โฉมงามต่อว่า

“แล้วดูตามตัวเจ้าสิ ขึ้นจุดแดงเต็มไปหมด” เสียงกึ่งหญิงกึ่งชายเปล่งออกมาไม่หยุด “ทำตัวเองแท้ๆ ไม่มีที่ให้นางอยู่ ยังจะไปเอานางมาอีก”

“เจตนาดี มิพาที จัดการดี จึงดังเดิม”

“ข้ารู้ แต่ว่ามันจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้ล่ะ” ใบหน้าแฉล้มแฝงแววไม่พอใจน้อยๆ จากนั้นจึงช่วยแปลประโยคเมื่อครู่ให้คนหัวช้าฟัง เพราะหันไปเห็นสีหน้าถมึงทึงเช่นเดิม แต่เพราะอยู่ด้วยกันมาสักพักแล้ว ดัมมินจองจึงสามารถแยกได้ว่าเจ้าตัวกำลังแสดงสีหน้าสงสัยอยู่

“เขาหมายถึงว่า เจ้าเป็นคนจิตใจดี จึงไปช่วยเด็กนั่นไว้ และเพราะเจตนาในการกระทำของเจ้าดี ถึงจะให้ผลลัพธ์เช่นนี้ ก็มิควรต่อว่าเจ้ามากเกินไป เพราะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ตอนนี้ที่ควรทำคือหาทางยืนยันให้ได้ว่าชายผู้นั้นเป็นตายร้ายดีอย่างไรกันแน่ เพื่อที่เราจะได้วางแผนขั้นต่อไป ส่วนเรื่องเด็กสาวที่เจ้าซื้อต่อมาจากแม่ของนาง เราค่อยหาที่อยู่ใหม่ให้อีกที”

“อ๋อ” บ๊กกูผงกหัวรับ

“ชิ” ดัมมินจองพ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าละปวดหัวจริงๆ ทำไมถึงได้มีแต่เรื่องชวนให้หงุดหงิดอยู่เรื่อย” โฉมงามบ่นไม่หยุด

“ข้าได้แต่หวังว่าคงมิต้องเจอเรื่องยุ่งๆ อีกหรอกนะ” พูดแล้วก็แบะปากออกมาอย่างไม่พอใจ

“แค่นี้ข้าก็แทบจะมิมีเวลาหยุดพัก เจ้าดูสิอินอิน เห็นหรือไม่ว่าผิวหน้าข้าทรุดโทรมเพียงใด” เจ้าของเสียงกึ่งหญิงกึ่งชายหันไปถามบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งคูซันที่ตนมักจะเรียกขานอย่างสนิทสนมว่า อินอิน ทั้งยังชอบให้อีกฝ่ายเรียกตนว่า มินมิน โดยบอกว่าเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างทั้งสอง แต่กลับไม่พบร่างที่คุ้นเคย จึงกวาดตามองหาไปทั่ว ก่อนจะพบว่าคนที่ตนหาอยู่ กำลังยืนส่องวัตถุโปร่งแสงทรงกลมในมืออยู่ที่มุมถนนที่เพิ่งผ่านมา ซึ่งห่างออกไปราวสิบก้าว เจ้าของใบหน้างามจึงรีบตะโกนเรียก

“นี่…” ว่าพลางสาวเท้ากลับไปยังจุดที่จากมา หากแต่ยังเดินไปไม่ถึงห้าก้าวก็ชนเข้ากับคนแบกเกี้ยวที่กำลังเดินเลี้ยวมาจากอีกมุมหนึ่งเข้าเสียก่อน

"ว้าย" เสียงร้องดังขึ้นจากภายในเกี้ยวทันทีที่คนแบกเซถลาจนทำให้เกี้ยวเอียงไปข้างหนึ่ง ก่อนที่จะกลับมาตั้งตรงดังเดิม

ปึก!

เสียงกระแทกหน้าต่างเกี้ยวดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงตวาดแหว

“เกิดอะไรขึ้น!”

“ค่ะ...คือ...” บ่าวรับใช้ผู้นำขบวนเกี้ยว เดินก้มหัวเข้ามาเพื่อตอบคำถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ ใจจริงเขาอยากจะชี้ตัวการที่เดินไม่ดูตาม้าตาเรือมาชนคนแบกเกี้ยวเข้า หากแต่เมื่อมองไปเห็นว่าข้างกายของนางมีชายรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาน่ากลัวอยู่ด้วย ก็เกิดรักชีวิตขึ้นมา แม้จะมีคนแบกเกี้ยวถึงแปดคน แต่ก็เป็นเพียงคนแบกหาม มิใช่นักสู้ คนตรงหน้าดูมีกลิ่นอายน่ากลัวจนตนไม่อยากจะมีเรื่องด้วย

“คืออะไร!” เสียงแหลมสูงตวาดออกมาเมื่อเห็นบ่าวนำขบวนอึกอัก

ดัมมินจองได้แต่แบะปากมองคนในเกี้ยว ในใจก็แอบด่านางที่ทำอย่างกับเป็นเรื่องใหญ่โต ทั้งๆ ที่เกี้ยวก็ไม่ได้ล้ม และไม่ได้มีคนบาดเจ็บสักหน่อย อย่างมากก็แค่ตกอกตกใจ

สตรีในเกี้ยวยังคงหวีดร้องออกมาไม่หยุด นางต้องการจะหาคนรับผิดชอบให้ได้ ในขณะที่บ่าวนำขบวนก้มหัวขอโทษขอโพย และมองไปที่หญิงสาวชาวบ้านผู้มีหน้าตางดงามที่ยังยืนค้างอยู่ที่เดิมอย่างหวาดๆ สตรีในเกี้ยวจึงมองตาม หากแต่ยังไม่ทันจะแผลงฤทธิ์ออกมา เสียงหนึ่งก็ดังขัดขึ้นก่อน

“พอเถอะ”

โฉมงามพยายามสอดส่ายสายตาเข้าไปมองหาที่มาของเสียง ก่อนจะพบกับสตรีอีกนางหนึ่งที่นั่งอยู่ด้านในเกี้ยว แต่เป็นเพราะอีกฝ่ายไม่ได้หันมามอง จึงเห็นเพียงด้านข้างของนางเท่านั้น

สตรีผู้นั้นมีเรือนผมสีดำขลับที่ถูกจัดแต่งไว้เป็นอย่างดี โดยจัดเป็นทรงคล้ายกลีบดอกไม้ห้อยย้อยลงมาทางด้านซ้ายของศีรษะ ปิดส่วนบนของใบหูเล็กน้อย บนมวยผมก้อนนั้นมีปิ่นซากุระล้อมมุกปักอยู่ เมื่อมองไล่ลงมาพบตุ้มหูระย้ารูปดอกซากุระสีขาว ผมที่เหลือปล่อยยาวละลงมาตามไหล่ ส่วนเสื้อผ้าที่สวมใส่ แม้มองเห็นได้ไม่ชัดทั้งตัว แต่แค่เห็นเสื้อคลุมสีขาวไข่มุกที่ใส่ทับชุดเกาะอกสีไข่ไก่อยู่ ก็บอกได้ว่าต้องเป็นคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์สักตระกูลแน่ๆ

“พอได้อย่างไรเจ้าคะ” สตรีเจ้าของเสียงแหลมสูงที่เป็นเพียงบ่าวรับใช้กล่าวขึ้น “จะปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้นะเจ้าคะคุณหนู”

ผู้เป็นนายไม่ได้ตอบอะไร นางเพียงแต่หันมองคนของตนที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยแววตาเรียบเฉยเท่านั้น และเพราะหน้าต่างเกี้ยวยังคงเปิดอยู่ โฉมงามและเจ้าร่างยักษ์บ๊กกูจึงมีโอกาสได้เห็นใบหน้าของนาง

วงหน้ารูปไข่ตรงหน้าเรียวเล็ก คิ้วเรียงสวยเป็นระเบียบ ดวงตากลมโต นัยน์ตาสีดำขลับดึงดูดหากแต่แฝงแววอ่านยาก ดัมมินจองที่เคยคิดว่าตนสามารถอ่านคนได้จากแววตาเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองขึ้นมา จมูกของคุณหนูผู้นั้นโด่งรั้นน้อยๆ ริมฝีปากอวบอิ่มแดงเรื่อตัดกับผิวขาวเนียนละเอียดดุจหิมะ

เป็นสตรีจากตระกูลสูงศักดิ์แน่ๆ ดัมมินจองย้ำกับตัวเอง ในขณะที่บ๊กกูเผลอถอยหลังไปหลายก้าวเพราะความงามสง่าของนาง โดยที่ไม่สามารถห้ามขาตัวเองได้

“นี่เจ้านะ เอาแต่ยืนมองอยู่ได้ ทำไมไม่รีบขอโทษคุณหนูของข้า” เสียงหวีดแหลมที่ดังขึ้นอีกครั้งดึงให้โฉมงามละสายตาจากใบหน้าของหญิงสาวในเกี้ยว มามองเจ้าของใบหน้าที่กำลังส่งเสียงราวกับหมูถูกเชือดแทน

“ข้าขอโทษ พอใจหรือยัง” โฉมงามกล่าว หากแต่คนผู้นั้นกลับชักสีหน้าทันทีที่ประโยคนั้นหลุดออกมา

“นี่เจ้ากล้าดียังไง” สตรีผู้นั้นโวยวาย

“นี่เจ้ากล้าท้าทายคุณหนูของข้าหรือ” นางว่าพลางชะโงกตัวออกมาจากหน้าต่างเกี้ยว ทำให้บรรดาคนแบกเกี้ยวทั้งแปดต้องพยายามทรงตัวเพื่อมิให้เกี้ยวเอียงไปมาเพราะนาง

“นังคนชั้นต่ำ” นางแสยะยิ้มใส่อีกฝ่าย แม้จะเห็นว่าบ๊กกูกำลังจ้องมา แต่กลับไม่เกรงกลัวเพราะคิดว่าตนมีกำลังคนมากกว่า อย่างไรเสียพวกชาวบ้านตรงหน้าย่อมมิกล้าทำอะไรแน่

“มิรู้หรือไงว่าคุณหนูของข้าสูงศักดิ์แค่ไหน” นางใช้สายตากวาดมองคนทั้งสองตั้งแต่หัวจรดเท้า เพื่อบ่งบอกว่าพวกเขาต่ำต้อยด้อยค่าเพียงใด

“นี่คือ คุณ หนู คิม” นางเน้นทีละคำอย่างช้าๆ ชัดๆ

“คุณหนูคิมน่ะ รู้จักไหม นางเป็นบุตรีเพียงคนเดียวของท่านอำมาตย์คิม” นางอวดเบ่งทันทีเพราะคิดว่าชาวบ้านตรงหน้าจะรีบทิ้งตัวลงคุกเข่าขอโทษอย่างนอบน้อม หากแต่ปฏิกิริยาตอบรับที่ได้กลับทำให้นางโมโหยิ่งกว่าเดิม เมื่อดัมมินจองมิได้ทิ้งตัวลง ในขณะที่บ๊กกูก็สาวเท้าเข้ามาใกล้อย่างลืมตัว

“ลูกใครแล้วเกี่ยวอะไรด้วย” ดัมมินจองว่า พลางยกมือขึ้นแคะหูด้วยเริ่มจะทนฟังเสียงนางไม่ไหว

“ข้าก็ขอโทษแล้วไง เจ้าจะเอาอะไรอีก” โฉมงามกลอกตา ในขณะที่บ๊กกูที่สืบเท้าเข้ามากำลังพยายามเพ่งมองใบหน้าของคุณหนูคิมให้ชัดๆ ด้วยเพิ่งจะเคยเห็นนางตัวเป็นๆ เป็นครั้งแรก

“นังคน...” ยังไม่ทันที่จะได้หวีดร้องออกมาจนจบประโยค สตรีสูงศักดิ์ในเกี้ยวก็พูดตัดบทเสียก่อน

“เสียเวลามากแล้ว ออกเกี้ยวเถอะ”

ทันทีที่คำสั่งหลุดจากปากผู้เป็นนาย รวมถึงเห็นว่าหัวคิ้วที่เรียวงามของนางกำลังขมวดน้อยๆ บ่าวรับใช้ประจำตัวจึงหยุดหาเรื่องสาวชาวบ้านตรงหน้า และตะโกนสั่งให้คนออกเกี้ยว ทำให้เกี้ยวหลังใหญ่ซึ่งประดับประดาไปด้วยผ้าแพรและพู่หลากสีสันสวยงามเคลื่อนห่างออกไปทันที

บ๊กกูที่ยังมิทันจดจำใบหน้าของคุณหนูคิมได้ขึ้นใจนึกเสียดายอยู่ในใจ ส่วนดัมมินจองได้แต่มองตามไปก่อนจะแบะปากอย่างไม่ชอบใจ

“ชิ! บิดาเจ้ามีอำนาจแล้วไง แค่โดนชนนิดหน่อยจะอะไรกันนักหนา” โฉมงามบ่นออกมา และรีบเดินไปหาอินอินของตน

พระตำหนักเหนือ หรือ พระตำหนักประจำพระองค์ของพระราชาจูซัม ผู้ปกครองคูซันมานานถึง 18 ปี ยังคงความสง่างาม หรูหรา โอ่อ่าไว้ได้เช่นเดิม มาตรว่าเจ้าของสถานที่จะทรงขึ้นครองราชย์หลังจากสูญเสียแผ่นดินเกิดให้ต้าเหนิงจากภัยสงคราม ซ้ำยังต้องเป็นรัฐบรรณาการส่งของไปให้มังกรแห่งต้าเหนิงทุกปี

เมื่อก้าวเข้าสู่อาณาเขตนี้ สิ่งแรกที่ปะทะสายตา คือ สวนสวยที่จัดแต่งอย่างลงตัวผสมผสานระหว่างศิลปะคูซันและต้าเหนิง กลุ่มต้นซากุระออกดอกสะพรั่งตั้งตระหง่านเรียงรายอยู่ทางด้านซ้ายของพระตำหนัก โดยมีทางเดินหินขัดสีน้ำตาลอ่อนนวลตาเรียงไล่ไปตลอดแนวไม้ ขณะที่ทางด้านขวามีบ่อน้ำพุขนาดใหญ่ รอบบ่อประดับไปด้วยต้นหลิวต่างขนาด รวมทั้งไม้พุ่มและพืชคลุมดิน แต่ละมุมของขอบบ่อมีรูปปั้นสัตว์เทพผู้พิทักษ์สถิตอยู่บนฐานโขดหินใหญ่หลากสีสัน

เมื่อมองไปยังตัวพระตำหนักจะพบเรือนหลังใหญ่ที่มีความสูงสองชั้น หลังคาสี่มุมสีแดงโกเมนเกิดจากการเรียงสลับชั้นอย่างสวยงามของกระเบื้องเนื้อดี มุมหลังคายื่นห่างจากตัวอาคารราวหนึ่งศอกครึ่งและชี้ขึ้นเล็กน้อย ถัดลงมาจากหลังคาคือรูปปั้นพยัคฆ์ในอิริยาบถต่างๆ ที่อยู่บนฐานอันมั่นคงของเสากว้างขนาดสามคนโอบซึ่งตัวเสาถูกทาทับไว้ด้วยสีแดงสดสลักลายพยัคฆ์สีทองอร่าม เสาแต่ละต้นมีนางกำนัลหรือขันทียืนสลับกันอยู่ ผนังพระตำหนักสีน้ำตาลสร้างขึ้นจากไม้เนื้อแข็ง บนผนังมีบานหน้าต่างสูงราวสองศอกไล่เรียงกัน แต่ละบานทำจากไม้สีน้ำตาลอ่อนฉลุลาย กรุด้วยกระดาษเนื้อบางเพื่อให้ลมผ่านเข้าออกได้เป็นอย่างดี

องค์ประกอบทั้งหมดทั้งมวลล้วนเพิ่มความสง่างาม ความยิ่งใหญ่อลังการและน่าเกรงขามให้กับตำหนักส่วนพระองค์ จนทำให้หลงลืมไปได้ชั่วครั้งชั่วคราวว่าอาณาจักรคูซันมิได้เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่รุ่งเรืองเหมือนดังเช่นวันวานอีกต่อไปแล้ว ซ้ำยังอยู่ในฐานะเมืองขึ้นมาเกือบยี่สิบปีอีกด้วย

“ไม่ต้อง...แค่กๆ...มากพิธี” พระราชาจูซัมยกพระหัตถ์เป็นเชิงห้าม หลังจากทรงทอดพระเนตรเห็นว่ารัชทายาทเตรียมถวายความเคารพตามธรรมเนียมซึ่งมักกินเวลากว่าครึ่งก้านธูป พระองค์ทรงเหนื่อยล้ามากขึ้นเรื่อยๆ ทรงเหนื่อยเกินกว่าจะรอแม้กระทั่งให้คนถวายความเคารพเสร็จสิ้นแล้วค่อยตรัสธุระ

“พระอาการของเสด็จพ่อ...” ซานยังไม่ทันได้ถามไถ่ถึงอาการของคนตรงหน้า อีกฝ่ายก็ยกมือขึ้นห้ามก่อนจะหันไปมองหน้าพระมเหสีเป็นเชิงว่าให้ช่วยตรัสแทน

“ซาน ตอนนี้คงถึงเวลาที่เจ้าต้องทำหน้าที่แล้วจริงๆ” พระมเหสีเอ่ยขึ้นด้วยสีพระพักตร์ที่เต็มไปด้วยความหนักใจ พร้อมทั้งทรงทอดพระเนตรรัชทายาทที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ แม้จะไม่ใช่พระมารดาที่แท้จริง แต่ก็ทรงรักบุรุษตรงหน้าราวกับเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง

“กระหม่อม…” คำพูดของซานถูกขัดไว้ พระมเหสีจียอนที่ปกติเป็นคนพระทัยกว้างและพระทัยเย็นยกพระหัตถ์ขึ้นห้ามบุตรชายอีกครั้ง สีพระพักตร์รวมถึงท่าทางช่างดูแปลกไปจนชายหนุ่มรู้สึกถึงลางร้ายบางอย่าง

“ซาน เจ้าผัดผ่อนมานานเกินไปแล้วจริงๆ เวลานี้พระวรกายของฝ่าบาทถดถอยลงเรื่อยๆ ข้ามิคิดว่าการรั้งรอต่อไปจะเป็นความคิดที่ดี”

พยัคฆ์หนุ่มได้แต่นิ่งอึ้งไปเมื่อได้ยินพระมารดาเลี้ยงตรัสเช่นนั้น หากแต่เขายังคงดึงดันด้วยเชื่อมั่นว่าพระบิดาจะต้องพระอาการดีขึ้นสักวัน รวมถึงหากมีการสละราชสมบัติจริง เขายิ่งต้องรีบกำจัดปิศาจนั่นออกไป มิใช่รับสตรีผู้นั้นเข้าวัง เพราะจะยิ่งทำให้ทุกสิ่งที่วาดฝันไว้ไม่มีทางเป็นจริง

“เสด็จพ่อจะทรงหายดีพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยออกไป นัยน์ตาสีน้ำตาลเต็มไปด้วยความหวัง

“ซาน หากเจ้ายังเคารพในตัวฝ่าบาท รวมถึงข้า...” สตรีเจ้าของใบหน้าเปี่ยมเมตตายังเอ่ยไม่ทันจบ ชายหนุ่มที่กึ่งนั่งกึ่งหมอบอยู่เบื้องหน้า ก็ก้มหัวจนติดพื้นก่อนจะเปล่งเสียงออกมา

“กระหม่อมทำให้เสด็จพ่อ เสด็จแม่กังวลพระทัย กระหม่อมสมควรตาย”

ท่าทางเช่นนั้นทำให้พระมเหสีจียอนเจ็บปวดพระทัยมิใช่น้อย แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อพระสวามีประชวรหนัก ซ้ำยังอ่อนแอลงเรื่อยๆ ตนเป็นเพียงช้างเท้าหลังมาตลอด อำนาจที่ได้จากการกุมตำแหน่งพระมเหสี ถือเป็นผู้ดูแลฝ่ายใน ก็เหมือนมิได้มีอยู่อย่างแท้จริง หากต้องตัดสินใจทำเรื่องใด ก็มิวายต้องหันไปถามความคิดเห็นของอำมาตย์คิมก่อนเสมอ

บัดนี้พระอาการที่ทรุดลงเรื่อยๆ รวมถึงฐานอำนาจของรัชทายาทที่ยังไม่มั่นคง ทำให้พระนางกังวลพระทัยเหลือเกิน ยิ่งบุตรชายทรงเลี้ยงผัดผ่อนการแต่งงานมานานถึงเจ็ดปี ซึ่งถือเป็นการกระทำที่นอกจากจะไม่ไว้หน้าอำมาตย์คิมแล้ว ยังเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความเป็นปฏิปักษ์ เช่นนี้หากเกิดเหตุมิคาดฝันขึ้นมาจะมีขุนนางสักกี่คนที่ยินดีช่วยเหลือซาน เพราะแม้กระทั่งคนที่คอยสนับสนุนเขาอยู่เสมอ รัชทายาทยังทรงมิเคยแสดงทีท่านิยมชมชอบเลย

ความกลัวแล่นเข้าเกาะกุมพระทัยของนาง ด้วยทรงรู้ดีว่าการแย่งชิงอำนาจในวังนั้นรุนแรงเพียงใด แม้นรัชสมัยของพระราชาจูซัมจะมีพระโอรสเพียงสองพระองค์ แต่ก็มิได้แปลว่าโอกาสที่จะเกิดการเสียเลือดเสียเนื้อจะมิมีเลย และเมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าความสูญเสียจะเกิดแก่ฝ่ายใดก็นับว่าเกิดความสูญเสียขึ้นทั้งสิ้น

พระนางจะทรงนิ่งเฉยต่อไปมิได้แล้ว มาตรว่าปกติจะมิใช่สตรีที่เข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง รวมถึงทรงมิเคยสนใจเรื่องการใช้อำนาจสิทธิ์ขาดใดๆ หากแต่ในวันนี้ สถานการณ์รอบข้างกลับทำให้พระนางต้องทรงกระทำการบางอย่าง

“ซาน ข้ามิอยากจะกล่าวเช่นนี้ แต่ว่าการรับแม่นางคิมเข้าวังคือสิ่งที่ควรทำให้เสร็จสิ้นเสียที” พระมเหสีตัดพระทัยเอ่ยออกไป

“เจ้าย่อมรู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้มิเพียงจะช่วยเสริมฐานอำนาจให้เจ้า ยังช่วยสะท้อนให้เหล่าขุนนาง ไม่ว่าจะเป็นคนจากฝ่ายไหน เห็นว่าเจ้าสามารถทำตามหน้าที่ที่พึงกระทำโดยมิยึดติดกับความรู้สึกส่วนตัวได้” พระสุรเสียงเต็มไปด้วยความวอนขอ

“ซาน ข้ารู้ว่าสิ่งที่ข้ากำลังขอนั้นทำให้เจ้าลำบากใจ” พระมเหสีจียอนตัดพระทัยตรัสต่อ ยิ่งเห็นท่าทางของบุตรชายทรงเลี้ยง ก็ยิ่งปวดพระทัย แต่ถ้าปล่อยให้รัชทายาทยังดื้อรั้นต่อไป อาจจะไม่มีโอกาสปวดพระทัยอีก เพราะคงจะสิ้นลมไปก่อน พระองค์ทรงมิได้รักตัวกลัวตาย แต่ทรงถือว่าตนเป็นสตรีของตระกูลอี จึงต้องการปกป้องทุกชีวิตในตระกูลไว้

“กระหม่อมมิอาจทำได้พ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มตอบทั้งๆ ที่ยังไม่เงยหน้าขึ้น เสียงของเขาสั่นด้วยความเจ็บปวดที่ปะทุขึ้นในใจ

ภาพต่างๆ ฉายชัดขึ้นในสมอง การต่อสู้นับครั้งไม่ถ้วนระหว่างเขาและปิศาจร้ายขายชาติดำเนินมาตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา เขาพยายามอย่างหนักเพื่อจะไม่ให้ชายผู้นั้นได้สมใจ ในบางครั้งเขาต้องยอมผิดใจกับพระบิดาที่เชื่อแต่อำมาตย์เฒ่าผู้นั้น มิว่าชายน่าชังจะบอกให้ทำอะไร พระบิดาก็ยอมทำตามไปเสียทุกสิ่ง

ฝ่ามือของซานกำแน่นเข้าด้วยกัน ความโกรธเกลียดชิงชังฝังรากลึกในจิตใจจนขุดมิออก มันกัดกินเขาแม้กระทั่งยามนิทรา หลายค่ำคืนที่ต้องทนทรมานอยู่กับการตามหลอกหลอนของปิศาจร้าย ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาไม่มีทางเลือก ผู้ที่สนับสนุนเขาอย่างเปิดเผย คือ อำมาตย์คิมและพรรคพวก ทำให้ขุนนางที่อยู่ฝั่งตรงข้ามต้องหันไปสนับสนุนสนมจางและองค์ชายแฮซูอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ พวกที่แสดงออกเป็นกลางในราชสำนักแม้จะพอมีอยู่ แต่กลับมิสามารถแน่ใจได้เลยว่าเมื่อถึงเวลาคนเหล่านั้นจะให้การสนับสนุนหรือไม่ เขาเองก็มิได้ไร้เดียงสาขนาดที่จะไม่รู้ว่าในเกมที่อันตรายเช่นนี้ หากพลาดพลั้งไปอาจได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือแม้กระทั่งหมดลมหายใจ และที่น่ากลัวกว่าการจบชีวิตของตัวเอง คือการลากคนในตระกูล ข้าราชบริพารผู้รับใช้ใกล้ชิด รวมถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์ไปตายด้วย เพราะแน่นอนว่าหากมีการเปลี่ยนฐานอำนาจ ผลกระทบย่อมแผ่ขยายไปเป็นวงกว้าง

ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก เขาพยายามสงบสติอารมณ์และคิดว่าจะจัดการกับปัญหาตรงหน้าอย่างไรดี เขารู้แต่ว่าต้องเลื่อนการรับพระชายาออกไปเรื่อยๆ ในขณะที่หาทางกำจัดตาเฒ่านั่น เขาจะไม่ยอมพ่ายแพ้และตกอยู่ในเงื้อมมือของปิศาจร้ายจนทำให้บรรดาผู้บริสุทธิ์ต้องมีชีวิตที่ตายเสียดีกว่าอยู่อีกต่อไป

“ซาน...”

“กระหม่อมยังมิพร้อมพ่ะย่ะค่ะ” นัยน์ตาสีน้ำตาลเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นจนทำให้พระราชากริ้วขึ้นมา

“เจ้าคนโง่งม” พระองค์ตวาด “แม้กระทั่งชีวิตตัวเอง เจ้าก็ยังจะโยนทิ้งเพื่อความฝันโง่เง่าหรือ”

“เสด็จพ่อ”

“แต่งกับนางซะ” พระราชาตวาดซ้ำ ก่อนจะทรงไอโขลกอย่างหนักจนนางกำนัลต้องรีบนำชาเข้ามาถวาย

“ไม่พ่ะย่ะค่ะ”

“บัง...แค่กๆ” พระองค์ทรงพระกาสะจนพระมเหสีและขันทียุ่งเข้ามาช่วยลูบหลังให้

“ซาน เจ้าคงไม่เข้าใจ” พระมเหสีตรัสขึ้นด้วยท่าทีเป็นกังวล ขณะที่ยังคงสัมผัสพระวรกายของพระสวามีอย่างห่วงใย

“เจ้าพอจะช่วย...” พระสุรเสียงอ้อนวอนขาดหาย เมื่อพระสวามีที่บัดนี้ทรงมีท่าทางอ่อนระโหยโรยแรงและยังทรงพระกาสะอย่างต่อเนื่องทรงกัดฟันตรัสอีกครั้ง

“เจ้าคงอยากให้ข้า...แค่กๆ...ตายตาไม่หลับ…แค่กๆ”

“มิใช่พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” ซานตอบอย่างขุ่นข้องหมองใจ เขามิได้ต้องการเช่นนั้น มิเคยเลย หากแต่เขาเคยบอกเหตุผลไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับไม่มีใครเข้าใจ

พระราชาจูซัมพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงก่อนจะทรงประกาศกร้าวอีกครั้ง “เช่นนั้นรีบเข้าพิธีกับนาง”

“ไม่พ่ะย่ะค่ะ” เจ้าของใบหน้าเนียนปฏิเสธเสียงแข็ง แววตาของเขาแข็งกร้าวขึ้นกว่าเดิมหลายส่วน

“เจ้าคนโง่งม...” พระราชาตรัสอย่างโรยแรงก่อนที่น้ำพระเนตรจะค่อยๆ ไหลออกมาเมื่อเห็นว่าพระโอรสดื้อดึงเพียงใด

“เจ้ากำลังจะพาตระกูลไปสู่ความล่มจมเพราะความดื้อรั้นของเจ้า” พระองค์ทรงพระกาสะออกมาอีก ในขณะที่พระมเหสีได้แต่ก้มพระพักตร์ลงต่ำ ด้วยทนมองน้ำพระเนตรของพระสวามีมิได้ พระนางรับรู้ถึงความหวาดกลัวในพระทัยของพระสวามีได้เป็นอย่างดี

พระราชาจูซัมทรงหายใจหอบ แม้จะรู้ว่ามิควรหลั่งสายพระเนตรออกมา แต่ก็มิอาจห้ามได้อีกต่อไป พระอาการที่ทรุดลงเรื่อยๆ ช่างสวนทางกับความหวาดกลัวที่เพิ่มขึ้นจนกัดกินไปทั้งพระทัย พระองค์ทรงเคยเห็นการแย่งชิงบัลลังก์ที่แลกมาด้วยเลือดเช่นกัน และคำพูดของอำมาตย์คิมทุกคำสะท้อนยังก้องอยู่เสมออย่างมิอาจสลัดหลุด

“แต่งกับนางซะ...แค่กๆ เจ้าต้องแต่ง แล้วท่านอำมาตย์...แค่กๆ จะมิมีวันทอดทิ้งเจ้า” พระราชาตรัสอย่างโรยแรง น้ำพระเนตรยังคงไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง

ซานนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง เขาก้มหน้าลงน้อยๆ ก่อนที่น้ำตาลูกผู้ชายจะค่อยๆ ไหลอาบแก้ม

“แค่เพราะต้องเอาตัวรอดเช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” เสียงนั้นสั่นอย่างห้ามไม่ได้

พระราชาจูซัมและพระมเหสีจียอนได้แต่ทอดพระเนตรภาพนั้นอย่างปวดใจ แต่ก็ไม่มีทางเลือกใดอีกแล้ว เวลาที่เหลือน้อยขึ้นมาทุกทีทำให้ต้องตัดสินใจบังคับจิตใจพระโอรสเช่นนี้

แทซันที่ยืนอยู่ข้างหลังได้แต่ปวดแปลบในอก เสียงที่สั่นของผู้เป็นนายนั้นสั่นคลอนหัวใจของเขาไปด้วย

“ต้องละทิ้งความตั้งใจเพื่อเอาตัวรอดหรือพ่ะย่ะค่ะ” เสียงนั้นเอ่ยถามอีก

“ต้องละทิ้งคนอื่นเพื่อเอาตัวรอดเช่นเคยหรือพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยซ้ำอีกครั้ง น้ำตายังคงไหลลงมา แต่แววตานั้นเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว

“อีซาน!” พระราชาตวาดด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือ แม้พระสุรเสียงจะไม่ทรงพลังแต่ก็ทำให้เห็นได้ว่าทรงกราดเกรี้ยวมากเช่นกัน

“ต้องละทิ้งทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอด เหมือนตอนที่ละทิ้งเสด็จแม่หรือพ่ะย่ะค่ะ” ซานถาม มือของเขากำชายเสื้อแน่น น้ำตาไหลบ่าเมื่อนึกถึงพระมารดาที่แท้จริงซึ่งต้องจากไปอย่างไม่เป็นธรรม พระมารดาที่ก้าวเข้าวังไม่ถึงเดือน ก็สิ้นพระชนม์อย่างเป็นปริศนา

“หุบปาก!” พระราชาตวาดเมื่อความเจ็บปวดในอดีตย้อนมา

ความเจ็บปวดที่ไม่สามารถรักษาชีวิตของสตรีในดวงใจได้ ต้องปล่อยให้นางตายไปต่อหน้าต่อตา ซ้ำยังไม่สามารถสืบหาตัวผู้ปลิดชีวิตนาง เมื่ออำมาตย์คิมยอซุกพูดว่า การสืบหาและลงโทษผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นั้นจะทำให้ราชสำนักและบ้านเมืองวุ่นวาย การนองเลือดอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งได้ง่ายๆ ตนที่เพิ่งขึ้นเป็นพระราชาจำต้องยอมทำตามทุกคำแนะนำของอำมาตย์ด้วยความหวาดกลัว

ในเมื่อเสียภรรยาที่รักยิ่งไปแล้ว จะสูญเสียพยานรักอย่างซานที่ตอนนั้นยังเป็นเพียงองค์ชายน้อยวัย 4 ชันษาไปไม่ได้อีก พระองค์ทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องลูก โดยยอมมอบทุกอย่างให้กับคนที่สัญญาจะคุ้มครองพระองค์และกล่องดวงใจอย่างอำมาตย์คิม

“การตายอย่างไม่เป็นธรรมของเสด็จแม่เมื่อ 18 ปีก่อน ก็ต้องละทิ้งเพื่อเอาตัวรอดใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ซานว่าต่อราวกับไม่ได้ยินคำสั่งนั้น แม้เขาจะไม่รู้ว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่ก็แน่ใจว่าเป็นการลอบปลงพระชนม์

“ต่อให้รู้ว่ามิใช่การประชวรจนสิ้นพระชนม์ ก็ต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้หรือพ่ะย่ะค่ะ” นัยน์ตาสีน้ำตาลไหวระริก

“ข้าบอกให้เจ้าหุบปาก” พระราชาตวาด “ห้ามเจ้าพูด...แค่กๆ...ถึงเรื่องนี้อีก”

ชายหนุ่มได้แต่กำมือแน่นและเอ่ยต่อ “อำมาตย์ผู้นั้นเป็นใครหรือพ่ะย่ะค่ะ เหตุใดจึงต้องฟังเขาทุกอย่าง”

ใบหน้าขาวเนียนนองไปด้วยน้ำตา ความโกรธแค้นที่อัดแน่นไหลทะลักออกมา แม้กระทั่งเรื่องพระมารดา พระบิดาก็ยังเชื่อคำของปิศาจร้าย

“เขาทำสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ เหตุใดทุกสิ่งที่เขาต้องการเราถึงต้องให้ เหตุใด เราถึงยังต้องยอมพ่ะย่ะค่ะ” มือที่กำชายเสื้ออยู่กำแน่นขึ้นจนสั่นอย่างควบคุมไม่ได้

“หรือแค่เพราะต้องเอาตัวรอด เราจึงต้องยอมให้คนผู้นั้นถึงเพียงนี้” ซานตวาดออกมาอย่างเดือดดาล

“หุบปาก!” พระราชาจูซัมขว้างพระเขนยรองนั่งออกไปอย่างกราดเกรี้ยว คำพูดทุกคำของบุตรชายเหมือนมีดที่กรีดลงมากลางใจ เหตุใดพระองค์จะไม่รู้ถึงความคับข้องใจของผู้เป็นลูก แต่พระองค์จะทำเช่นไรได้ พระองค์ทำสิ่งใดไม่ได้ แม้กระทั่งการรักษาชีวิตของคนที่รักไว้ยังทำได้ยากยิ่ง

เหตุการณ์ในอดีตย้อนมาในห้วงความคิด

เพียงเพราะการเกิดศึกกับต้าเหนิงและเหตุการณ์กบฏอิลกุก ซึ่งสืบเนื่องมาจากการตัดสินใจอันผิดพลาดของพระราชาควางอุค รัชกาลก่อนหน้า ที่อยากขยายอาณาเขตจนทำการศึกทั้งๆ ที่กองกำลังของคูซันไม่แข็งแกร่งพอจะเอาชนะ จนทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายต่างๆ ตามมา

ไม่ว่าจะเป็นการพ่ายศึกอย่างราบคาบหลายครั้งหลายครา

การต้องสูญเสียด่านชายแดนบางส่วนไป

พระมเหสี สนม องค์ชาย องค์หญิงในพระราชาควางอุคทั้งหมดถูกข้าศึกที่เข้าประชิดวังซึ่งร่วมมือกับกบฏอิลกุกสำเร็จโทษ แม้แต่ข้าราชบริพารใกล้ชิดยังล้วนต้องตายตกไปตามกัน

องค์ชายยอนจง ตระกูลอี พระบิดาของพระองค์ซึ่งถือเป็นพระญาติที่มีสายเลือดใกล้ชิดที่สุดและน่าจะได้รับการแต่งตั้งขึ้นครองราชย์แทนกลับถูกลอบสังหารในคืนเดียวกัน

ไม่ถึงสามวันองค์ชายจูฮันผู้เป็นพระเชษฐาคนโตซึ่งมีสิทธิ์รองลงมาก็ถูกลอบสังหารอีก

องค์ชายจูทัล พระเชษฐาคนรองระหว่างเดินทางไปต้าเหนิง เพื่อรับการแต่งตั้งจากจักรพรรดิแห่งแผ่นดินใหญ่ให้ขึ้นเป็นพระราชาคนต่อไปก็ยังถูกลอบสังหาร

มีเพียงองค์ชายจูซัมพระองค์เดียวเท่านั้นที่รอดมาได้ องค์ชายผู้หวาดกลัวในตอนนั้นยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเอง พระชายารวมถึงบุตรชายตัวน้อยรอดชีวิต และอำมาตย์คิมก็เป็นเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

ในขณะที่ขุนนางต่างแตกออกเป็นหลายฝักฝ่ายเพื่อแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ ที่จะตักตวงได้จากความวุ่นวายของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในราชสำนักอย่างกะทันหัน อำมาตย์คิมกลับกางปีกเพื่อปกป้องเขาและครอบครัว พาเขาขึ้นสู่บัลลังก์ทองอย่างปลอดภัย ถึงแม้ภายหลังจะไม่สามารถรักษาชีวิตของพระมเหสีผู้เป็นสตรีในดวงใจได้ แต่บุตรชายซึ่งเป็นพยานรักก็ได้รับการปกป้องคุ้มครองและอยู่รอดมาได้จนเติบใหญ่พอที่จะสืบทอดอำนาจ

พระราชารู้ว่าพระองค์อาจจะทรงทำไม่ถูกต้องนักในฐานะผู้ปกครองที่เอาแต่เชื่อและยอมทำตามความต้องการของอำมาตย์ แต่ในฐานะหัวหน้าครอบครัว ในฐานะบิดาและในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง พระองค์ทรงทำสิ่งใดผิดไปหรือ พระองค์เพียงแค่พยายามปกป้องตัวเองและคนที่พระองค์รักเท่านั้น

“รัชทายาท” แทซันพยายามเรียกอีกฝ่ายหลังจากเห็นว่าตั้งแต่ออกจากตำหนักประจำพระองค์ของพระราชา ผู้เป็นนายดูจะไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะโดยสิ้นเชิง

“รัชทายาท” เสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความห่วงใยดังขึ้นอีก

“รัชทายาท” เจ้าของร่างสูงใหญ่พยายามเรียกซ้ำ แต่ชายหนุ่มที่เดินนำหน้าอยู่กลับไม่สนใจเลยสักนิด

บุรุษในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักลายพยัคฆ์เพียงเดินเหม่อลอยราวกับร่างไร้วิญญาณต่อไปเรื่อยๆ ผ่านเสาต้นแล้วต้นเล่า ผ่านซุ้มประตูโค้งที่ก่อขึ้นด้วยหินประตูแล้วประตูเล่า ผ่านสวนสวยที่ประดับตกแต่งอยู่แต่ละจุด บนใบหน้าขาวซีดบัดนี้ไม่มีน้ำตาหลงเหลืออยู่ หากแต่ความเจ็บปวดในใจกลับมากมายจนแทซันเองยังสัมผัสได้

อ้อมกอดของพระมารดาที่ถูกพรากไปตั้งแต่อายุเพียง 4 ชันษา ซ้ำยังไม่สามารถทวงหาความเป็นธรรมให้ได้ เพราะในครั้งที่พยายามสืบหาสาเหตุได้นำพาให้ข้าราชบริพารที่รับใช้ใกล้ชิดในพระตำหนัก รวมถึงขุนนางและผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องตายตกไปตามกันด้วยโทษกบฏที่นำเหตุการณ์ซึ่งพระราชาไม่อนุญาตให้กล่าวถึงกลับมาพูด

การต่อสู้กับปิศาจร้ายที่ไม่มีท่าทีว่าจะเอาชนะได้ เพราะไม่ว่าจะทำเช่นไรพระบิดาก็ยังเอาใจและสนับสนุนชายเฒ่ามากเล่ห์ผู้นั้น ผู้ที่ขายแม้แต่แผ่นดินเกิดเพื่อเอาใจศัตรูอย่างต้าเหนิง ผู้ที่แม้จะรู้ว่าประชาชนชั้นล่างกำลังทุกข์ยากจนตายเสียดีกว่าอยู่ ก็ยังไม่หยุดการส่งราชบรรณาการจำนวนมากไปเอาใจแผ่นดินอื่นทุกปี

ตำแหน่งรัชทายาทที่ถือครองมิได้ช่วยให้มีอำนาจใด ซ้ำยังเป็นบ่วงร้อยรัดไว้มิให้ขยับตัวไปไหนได้ กระทั่งออกว่าราชการแทนพระบิดา ก็มิได้รับการสนับสนุนจากพวกขุนนางที่แบ่งฝักฝ่ายชัดเจนและเอาแต่แสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว

ซานได้แต่นึกโมโห เขาโกรธเกลียดที่ทุกอย่างเป็นแบบนี้ และต้นตอทั้งหมดทั้งมวลล้วนมาจากอำมาตย์เฒ่าซึ่งเขาไม่ต้องการให้มันมีอำนาจสืบต่อไปอีก แต่หนทางในการกำจัดเสี้ยนหนามหัวใจกลับมืดมน และตอนนี้สถานการณ์ก็บีบบังคับจนแทบไม่เหลือทางเลือก เมื่อพระอาการของพระบิดาย่ำแย่จนไม่สามารถออกว่าราชการได้ และอาจทำให้พวกที่คิดแย่งชิงบัลลังก์ใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนตัวรัชทายาท การต้องเห็นท่าทีของพระมารดาเลี้ยงที่ทำให้รู้สึกปวดใจ รวมไปถึงการข่มขู่จากปิศาจร้ายที่วางบ่วงล่อลวงไว้ ไฟที่ปะทุอยู่ในอกไหลเวียนไปมาไม่หยุด จนสุดท้ายความเหม่อลอยถูกกลืนหายไป นัยน์ตาสีน้ำตาลเต็มไปด้วยเพลิงโทสะและความเคียดแค้น

“ไปลานฝึกยุทธ์” ซานสั่ง ก่อนจะสะบัดชายเสื้อและเดินไปยังจุดหมายปลายทางอย่างรวดเร็ว

การได้รับคำสั่งมิให้อยู่ขวางหูขวางตาไม่ได้ช่วยให้เหล่าข้าราชบริพารสามารถสงบจิตใจได้เลย เพราะเสียงคมดาบที่ปะทะกันยังคงดังสนั่นหวั่นไหว รวมถึงแม้จะอยู่ห่างไกลจากบริเวณลานฝึกยุทธ์ถึงเพียงนี้ แต่ก็สัมผัสได้ถึงรังสีเข่นฆ่าที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวรัชทายาท

เคร้ง!

ร่างทั้งสองรุกไล่กันอย่างเอาเป็นเอาตายประหนึ่งกำลังต่อสู้กับศัตรูคู่อาฆาตจริงๆ ชายในชุดสีน้ำเงินเข้มกระโจนเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามอย่างดุดัน ด้ามจับสีทองหม่นสลักรูปพยัคฆ์กระโจนไพรในมือถูกกระชับแน่นขณะที่เขาฟาดฟันลงไปยังร่างของอีกฝ่าย

องครักษ์ผู้กำยำยกดาบในมือขึ้นรับ ข้อมือแกร่งเพิ่มแรงต้านจนทำให้นายซวนเซถอยไป เขาสูดหายใจลึกและสังเกตการเคลื่อนไหวของนักล่าผู้คลุ้มคลั่งตรงหน้า ที่บัดนี้กำลังสอดส่ายสายตาหาจุดบอดของเขาอยู่

ซานที่เต็มไปด้วยเพลิงอารมณ์ค่อยๆ ยืดตัวขึ้นและวาดอาวุธในมือออกไปข้างหน้าช้าๆ ก่อนจะเพิ่มความเร็วอย่างกะทันหันและเข้าโรมรันทันที

เคร้ง!

คมดาบที่ฟาดลงมาอย่างแรงทางด้านซ้ายถูกต้านไว้ได้อย่างฉิวเฉียด ก่อนที่ผู้ถูกรุกเข้าหาจะต้องรับคมอาวุธที่เหวี่ยงลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง เท้าที่มั่นคงถอยห่างจากร่างนายเรื่อยๆ แรงกระแทกรัวเร็วทำให้ไม่สามารถดันอีกฝ่ายให้ถอยห่างออกไป ฉับพลันชายหนุ่มก็พบว่าตัวเองกำลังถูกต้อนเข้ามุมสนาม และเมื่อขาแกร่งสัมผัสรั้วไม้ เขาก็รีบเบี่ยงตัวออกอีกด้าน แต่เพราะพื้นที่เหลือน้อยเกินไป ร่างกำยำจึงเสียหลักล้มลงกับพื้น

โลหะสีเงินปราดเข้ามาอย่างรวดเร็ว อาวุธของนายรูดไปตามตัวดาบที่กั้นไว้จนเกิดประกายไฟขึ้น ก่อนจะผลักดาบในมือของเขาออกอย่างแรง จนสหายคู่ใจกระเด็นออกไปไกล ชายหนุ่มได้แต่กลิ้งตัวหลบการโจมตีที่ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง ก่อนจะใช้เท้าแตะวัตถุสีเงินที่พุ่งเข้าหาอย่างไม่หยุดยั้ง ละอองฝุ่นฟุ้งตลบไปทั่วบริเวณเมื่อชายกระโปรงสีเลือดหมูปัดผ่านพื้นไปอย่างรวดเร็ว เขาหมุนตัวขึ้นมายืนตามเดิม กุมกระชับสหายคู่ใจที่บัดนี้กลับมาอยู่ในมือไว้แน่น ก่อนจะวาดมือไปรับคมดาบที่ยังคงเหวี่ยงเข้าหาร่างของเขาอย่างบ้าคลั่งและมิอาจคาดเดาทิศทางได้

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

ประกายไฟเกิดขึ้นทุกครั้งพร้อมกับพลังที่หลั่งไหลออกมาจากอาวุธทรงอานุภาพ

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

เสียงคมดาบกระทบกันรัวเร็วจนแทบแยกเสียงมิทัน

แรงกระแทกที่แทซันรับรู้ได้ในแต่ละครั้งที่รับดาบ ทำให้เขาเริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมากับโทสะที่ควบคุมไม่ได้ของคนตรงหน้า ความรู้สึกกลัวที่ผุดขึ้นมิใช่กลัวว่าตนเองจะบาดเจ็บ แต่กลัวว่าเจ้านายจะเป็นเช่นไรมากกว่า เพราะไม่ว่าในเวลาปกติอีกฝ่ายจะนุ่มนวลอ่อนโยนแค่ไหน แต่พอด้านมืดที่เก็บกักไว้หลุดออกมาก็มักจะควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้สักที

ดาบที่ฟันลงมาทั้งรุนแรงและรวดเร็ว แทซันอยากจะเอ่ยปากห้ามไม่ให้ผู้เป็นนายใช้แรงมากเกินไป เพราะด้วยข้อจำกัดทางกาย อีกฝ่ายอาจจะป่วยไข้ได้ง่ายๆ ในวันรุ่งขึ้น แต่เพราะสมาธิต้องจดจ่ออยู่กับการรับการโรมรันที่บ้าคลั่งตรงหน้า และต้องใช้พลังงานเพื่อรับการรุกเข้าหาอย่างต่อเนื่องรุนแรง ทำให้ไม่สามารถหาจังหวะที่จะเอื้อนเอ่ยอะไรออกไปได้

ทั้งสองรุกไล่กันไปทั่วลานฝึกยุทธ์อยู่ราวหนึ่งชั่วยาม จนซานสั่นไปทั้งร่าง หากแต่ชายหนุ่มก็ยังไม่หยุดการเคลื่อนไหว แทซันเห็นดังนั้นจึงได้แต่นึกขอโทษผู้เป็นนายในใจ และพยายามหาช่องโหว่จากความอ่อนแรงของอีกฝ่าย ก่อนจะใช้ท่อนแขนล่ำสันฟาดเข้าไปที่สีข้างอย่างแรง จนผู้เป็นนายต้องดึงดาบกลับไปค้ำยันร่างที่ถูกกระแทกจนเซถลา

“เจ้า!” ซานคำรามออกมาด้วยความหงุดหงิด

เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมององครักษ์ประจำตัว แววตาเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว แผงอกกว้างเคลื่อนขึ้นลงอย่างรัวเร็วประสานกับเสียงหอบหายใจที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง มือที่จับดาบอยู่สั่นอย่างรุนแรง เหงื่อไหลโซมไปทั่วกายจนทำให้อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักลายพยัคฆ์ที่สวมใส่อยู่เปียกชุ่มราวกับเพิ่งไปแช่น้ำมา บริเวณที่ยืนอยู่เกิดรอยน้ำขนาดย่อมขึ้นบนพื้น ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากสั่น กล้ามเนื้อทุกส่วนแข็งเกร็งอย่างเห็นได้ชัด

“ทรงพักเถิดพ่ะย่ะค่ะ” แทซันกล่าวพร้อมทั้งก้มหัวยอมรับผิดแต่โดยดี เขาไม่ควรทำร้ายผู้เป็นนายนอกกติกาแบบนี้ รวมถึงไม่ควรขัดใจอีกฝ่าย แต่หากยังปล่อยให้ดื้อดึงและระบายอารมณ์ไม่หยุดหย่อน เกรงว่าอาจจะไม่ใช่แค่การจับไข้เพียงวันสองวันเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา กลัวว่าจะต้องจับไข้ยาวนานเป็นเดือน

“หึ” ซานเค้นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจ ก่อนจะโยนดาบประจำตัวทิ้งแบบที่ทำเป็นประจำ ชายหนุ่มเดินไปได้ไม่เท่าไร ร่างที่ยังสั่นอยู่จากความเหนื่อยล้าก็ล้มลง

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว