ภารกิจพลิกชะตาฟ้า- เมืองเหอไป่กับไป่อี้จิ้งหน้ามึน

โดย  Phoenix_C

ภารกิจพลิกชะตาฟ้า

เมืองเหอไป่กับไป่อี้จิ้งหน้ามึน

วันลงเขา

หม่าซ่วนฉีมีเวิ่นลั่วเหยียนคอยช่วยเก็บของโดยมีเซิ่นจิ้งเหลียนบ่าวของฮั่วปิงจงช่วยขนของทั้งหมดขึ้นอาชาสีทอง นางที่กำลังวุ่นวายกับการจับเจ้าตัวแสบหยางหลงและเย่วเฟิ่ง เก็บเข้าห้วงมิติก็เหนื่อยหอบ

ตอนนี้เจ้าตัวแสบทั้งสองเติบโตขึ้นมากและเวทย์ยุทธ์ก้าวหน้าเร็วจน นางและเฟิ่งอวี่แทบสู้ไม่ไหว แต่ถ้าเจ้าสองตัวแสบรวมกัน นางกับเฟิ่งอวี่ไม่มีทางสู้ได้ ดังนั้น หม่าซ่วนฉีจึงรู้ว่าตัวเองยังห่างไกลนักกับพญามังกรหงส์ที่เป็นพ่อแม่ของเจ้าตัวแสบ แต่หยางหลงกับเย่วเฟิ่งสองพี่น้องรักนางมาก เย่วเฟิ่งส่งกระแสจิตไปอ้อนพญามังกรว่า

"ท่านพ่อเจ้าขาเย่วเฟิ่งอยากได้ไข่ปราณของท่านพ่อ เพราะข้ากับพี่ใหญ่ต้องใช้ปราณของท่านพ่อและไข่ปราณที่รวมพลังของท่านพ่อท่านแม่ จำนวนมาก ท่านพ่อให้ลูกได้มั้ยเจ้าคะ" พญามังกรที่เจอฤทธิ์อ้อนของลูกสาว ก็แทบยกให้ทั้งหมดที่มี

ส่วนหยางหลงก็ส่งกระแสจิตไปอ้อนกับพญาหงส์ "ท่านแม่ขอรับ ลูกกับน้องเล็กอยากได้ไข่ปราณของทั้งแม่และไข่ปราณที่รวมปราณของท่านทั้งสองลูกกับน้องต้องใช้จำนวนมากทั้งแม่ให้ลูกได้มั้ยขอรับ" พญาหงส์ก็เช่นกันเจอฤทธิ์อ้อนของลูกชายก็แทบจะยกให้หมด

ทีนี้คนที่ลำบากไม่ใช่ใคร ผู้เฒ่าดูแลสัตว์อสูร ที่ต้องรับหน้าที่เอาของที่เจ้าสองตัวแสบขอมาส่งให้หม่าซ่วนฉี

"นังหนู นี่เจ้าจะเอาไข่ปราณไปทำอะไรตั้งมากมาย นี่ถ้าเป็นไข่เป็ด ไข่ไก่ ข้าคงคิดว่าเจ้าจะเอาไปร้านขายอาหาร" เฒ่าดูแลสัตว์อสูรบ่น

"ข้าต้องขอโทษแทนเจ้าสองตัวแสบด้วยนะเจ้าคะ ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้าตัวแสบส่งกระแสจิตไปขอพญามังกรหงส์" ตอนนี้นางเริ่มรู้สึกเหมือนกรรมตามทันยังไงไม่รู้ ตอนอาจารย์โดนเฒ่าดูแลดวงชะตาบ่นคงรู้สึกเช่นเดียวกัน

"ข้าก็บ่นไปงั้น เอ้านี่ไข่ปราณ" แล้วผู้เฒ่าดูแลอสูรก็เสกมันออกมาให้ เป็นไข่ปราณพญามังกร 50 ใบ เป็นไข่พญาหงส์ 50 ใบ และเป็นไข่ของทั้งคู่รวมกัน 80 ใบ ทำเอานางถึงกับตาค้าง เข้าใจแล้วทำเฒ่าดูแลอสูรถึงถามนางว่าจะเปิดร้านขายอาหารหรือดังนั้นหม่าซ่วนฉีจึงมีไข่ที่มีปราณกล้าแข็งจำนวนมาก ทำเอาฮั่วปิงจงและเฟิ่งอวี่ได้รับผลพลอยได้ไปด้วย

  • (05.00-07.00)

ฮั่วปิงจงที่ออกมาส่งศิษย์รักถึงกับใจหาย หม่าซ่วนฉีเป็นเด็กที่สดใส ทำให้เขาหัวเราะได้บ่อยครั้งพอๆ กับปวดหัวเพราะความแสบของนาง แต่เขาก็เข้าใจว่างานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ทุกคนย่อมมีทางเดินเป็นของตัวเอง

"ฉีเอ๋อ ข้าจะให้จิ้งเหลียนไปส่งเจ้าลงเขา ข้าได้จ้างรถม้าไว้แล้ว อาจารย์ขอให้เจ้าเดินทางปลอดภัย ดูแลตัวเองนะศิษย์รักของข้า"

"ขอบคุณท่านอาจารย์ที่อบรมสั่งสอนศิษย์ ศิษย์จะจดจำคำสอนของท่าน และจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ศิษย์ไม่อยู่แล้วท่านต้องดูแลตัวเองให้ดี ถ้าศิษย์มีโอกาสจะขึ้นเขามาเยี่ยมท่าน" หม่าซ่วนฉีก็ลงไปคุกเข่าโขกหัวสามครั้งเป็นการแสดงความเคารพและขอบคุณ ฮั่วปิงจงลูบหัวหม่าซ่วนฉี

"ถ้ามีอะไรข้าจะไปหาเจ้าเอง นี่เป็นหม้อปรุงโอสถที่เป็นมรดกตกทอดของตระกูลข้า ข้าขอมอบให้เจ้า แล้วข้าให้เจี่ยงเชาไปกับเจ้า เพราะงานบางอย่างเจ้าต้องมีมือมีเท้าทำแทน สายแล้วรีบลงเขาเถอะเดี๋ยวจะมืดค่ำซะก่อน" พูดจบฮั่วปิงจงก็หยิบเอาหม้อปรุงโอสถและตำราปรุงโอสถที่เขาศึกษาและเขียนขึ้นมาเองมอบให้หม่าซ่วนฉี หม่าซ่วนฉีก็ตัดใจเดินขึ้นรถม้าไป

หม่าซ่วนฉีที่เปลี่ยนมาขึ้นรถม้าที่ฮั่วปิงจงจ้างไว้ การเดินทางจากตีนเขากลับเมืองหลวงใช้เวลาประมาณ 2 วัน

"คุณหนูขอรับนี่ใกล้ยามอู่(11.00-13.00) แล้ว คุณหนูจะหยุดพักทานอาหารที่นี่หรือ คุณหนูอยากจะเข้าไปในเมืองเหอไป่" คนขับรถม้าหันมาถาม

"จากตรงนี้ไปเมืองเหอไป่อีกไกลมั้ยจ้ะ ท่านลุง"

"ใช้เวลาอีกเกือบชั่วยาม(เกือบ2ชั่วโมง) เมืองเหอไป่เป็นเมืองท่าใหญ่รองจากเมืองหลวงเลยนะ คุณหนู" คนขับรถม้าบอก

"งั้นเราแวะพักที่เมืองเหอไป่กันดีกว่าท่านลุง"

คนขับรถม้าจึงเร่งม้าให้ถึงเมืองเหอไป่ ประมาณครึ่งชั่วยามก็ถึงเขตเมืองสองข้างทางผู้คนเดินขวักไขว่ เป็นเมืองที่การค้าดูคึกคัก หม่าซ่วนฉีมีแววตาเป็นประกาย ตั้งแต่นางมาถึงมิตินี้ก็ยังไม่เคยได้ไปท่องเที่ยวที่ไหนมาก่อน นางจึงคิดจะอยู่ที่เมืองนี้นานอีกหน่อย เพราะเมืองนี้เป็นเมืองท่าน่าสนใจที่จะมาทำการค้าที่นี่

"คุณหนูท่านต้องการพักที่โรงเตี๊ยมใด"

"ท่านลุงข้าอยากพักโรงเตี้ยมที่ดีที่สุด ท่านลุงข้าอยากอยู่เมืองนี้อีก2-3วัน ท่านลุงว่างหรือไม่"

"คุณหนูข้าต้องขอโทษด้วย ข้าต้องรีบกลับเข้าเมืองหลวงเพราะเมียข้ากำลังจะคลอด"

"ไม่เป็นไรท่านลุง ข้าเข้าใจ งั้นท่านลุงไปส่งข้าที่โรงเตี๊ยมแล้วท่านลุงก็กลับเมืองหลวงได้เลย"

หม่าซ่วนฉีที่ลงจากรถม้า ผู้คนที่เดินขวักไขว่หยุดมองนางด้วยความตะลึง เหล่าบรรดาชายหนุ่มมองจนเหลียวหลังด้วยความอยากรู้ว่านางเป็นคุณหนูบ้านใดจะได้ไปสานสัมพันธ์ หญิงสาวผิวขาวผิวพรรณละเอียดขาวที่อมชมพู ใบหน้างดงามดุจดั่งภาพวาด ผมสีดำสนิทเงางามที่ถักเป็นเปียเล็กๆครึ่งศีรษะที่เหลือปล่อยยาวจนถึงกลางหลังรับกับใบหน้ากลม คิ้วที่ยาวพาดเฉียงนัยน์ตาทั้งคู่ดำขลับเป็นประกาย จมูกที่โด่งขึ้นมาเล็กน้อยรับกับ ริมฝีปากบางที่แดงระเรื่อดุจผลอิงเถาใส่ชุดสีชมพูขลับผิว รูปร่างสูงโปร่งกว่าสตรีทั่วไปแต่เอวบางกิ่ว สะโพกกลมกลึง และเรียวขาที่ยาวทำให้นางดูสวยสง่า จัดว่าเป็นหญิงงามล่มเมืองก็ว่าได้

โรงเตี๊ยมเชี่ยนอัน

เสี่ยวเอ้อที่มองหม่าซ่วนฉีจนตะลึงตาค้าง ก็ได้ยินเสียงไม่พอใจของลั่วเหยียน

"คุณหนูข้าต้องการเปิดห้องพักที่ดีที่สุดสองห้อง"

"เชิญทางนี้เลยขอรับคุณหนู แล้วคุณหนูต้องการอาหารด้วยหรือไม่ขอรับ" เสี่ยวเอ้อถาม

"ยังไม่ต้อง ขอบใจมาก " เสียงหวานของหม่าซ่วนฉีทำเอาเสี่ยวเอ้อเคลิ้ม

"ไม่มีอะไรแล้วเจ้าออกไปได้" เสียงดุๆของลั่วเหยียนทำให้เสี่ยวเอ้อรู้สึกตัว พอเสี่ยวเอ้อออกไป

หม่าซ่วนฉีก็หันไปบอกเจี่ยงเชา "เจ้าไปเก็บของให้เรียบร้อย เดี๋ยวข้ามีอะไรให้เจ้าทำ"

เจี่ยงเชาออกไปแล้วลั่วเหยียนก็ปิดประตู แล้วเอาข้าวของขึ้นมาจัดไปบ่นไป

"คุณหนูเจ้าคะ บ่าวไม่ชอบเลยที่คนพวกนั้นมองคุณหนูด้วยสายตาแบบนั้น นี่ขนาดคุณหนูใส่หน้ากากหนังมนุษย์ ถ้าเห็นใบหน้าจริงๆของคุณหนูคงมีชายหนุ่มนับไม่ถ้วนมาเฝ้าหน้าโรงเตี๊ยม

หม่าซ่วนฉีฟังแล้วก็ส่ายหัว "เจ้าก็พูดเกินไปลั่วเหยียน หน้ากากหนังมนุษย์อันนี้ที่ข้าทำออกจะงามล่มเมือง เจ้าจำไม่ได้หรือข้าใช้มันตอนเข้าป่าตะวันออก"

"บ่าวจำได้ แต่คุณหนูบ่าวไม่เข้าใจถ้าคุณหนูอยากปิดบังหน้าจริงทำไมคุณหนูไม่ปลอมเป็นบุรุษจะปลอดภัยกว่า หรือไม่ก็ทำหน้ากากที่หน้าตาธรรมดาไม่สะดุดตาผู้คน แต่คุณหนูกลับเลือกหน้ากากที่งดงามมาใส่"

"ที่ข้าเลือกหน้ากากอันนี้เพราะข้าต้องการรวบรวมคนเพื่อเปิดสำนัก และข้าอยากจะทำการค้าขาย หน้าตางดงามคืออาวุธชั้นดี แต่ข้าไม่อาจเปิดเผยหน้าจริงเพราะจะทำให้สืบพบข้าได้" หม่าซ่วนฉีอธิบาย

"ข้าเข้าใจแล้วคุณหนู บ่าวเก็บของเสร็จแล้ว คุณหนูจะพักผ่อนหรือจะออกไปเดินเล่นเจ้าคะ"

"ออกไปเดินเล่นแล้วหาอะไรทานกัน เสร็จแล้วข้าอยากไปที่แห่งหนึ่ง แต่เดี๋ยวก่อนลั่วเหยียน หน้ากากหนังมนุษย์ของเจ้าทำไมข้างๆถึงเป็นรอย" หม่าซ่วนฉีสงสัย

"เมื่อวาน ก่อนออกจะลงจากเขาบ่าวเอาวางไว้บนโต๊ะ พอเมื่อบ่าวจะเอามาใส่ก็เห็นรอยแล้วแต่เพราะต้องรีบลงเขา บ่าวจึงลืมไปเลยเจ้าค่ะ" ลั่วเหยียนพูดจบ หม่าซ่วนฉีก็แยกจิตเข้าไปในห้วงมิติ

"รับมาซะดีๆว่าใครทำ ไม่งั้นข้าจะทำโทษเจ้าทั้งสองตัวไม่ให้ออกไปเที่ยวเล่นหนึ่งเดือน แต่ถ้ารับสารภาพก็จะยกโทษให้ ว่าไง ใครทำ"

"ฉีเอ๋อ ข้าทำเอง ข้าไม่ได้ตั้งใจ พอดีเย่วเฟิ่งแกล้งข้า ข้าเลยไล่จับนาง เลยไม่ทันระวังข่วนถูกหน้ากากของลั่วเหยียน ฉีเอ๋ออย่าโกรธข้าเลยนะ" หยางหลงสารภาพเสียงอ่อย

"ได้ข้ายกโทษให้แต่เจ้าต้องทำความดีไถ่โทษ"

"ได้เลยฉีเอ๋อ เจ้าจะให้ข้าทำอะไรว่ามาเลย" หยางหลงกระตือรือร้นเหมือนมันเจอเรื่องสนุกให้ทำแก้เบื่อ

"ข้าต้องการให้เจ้าใช้เนตรทิพย์ดูว่า ตรงไหนเป็นค่ายโจร ข้าจะให้พวกเจ้าพาเจี่ยงเชาไปด้วยแล้วช่วยกันจัดการพวกสวะทิ้ง ส่วนเจ้าเย่วเอ๋อ ข้าอยากให้เจ้าอ่านจิตใจของพวกนั้นว่าเป็นอย่างไร ให้เหลือแต่พวกที่ไม่ได้ตั้งใจอยากจะเป็นโจร และมีความซื่อสัตย์และภักดีมาให้ข้า ข้าจะรับมาเข้าพรรค"

"ได้เลยฉีเอ๋อข้ากับพี่ใหญ่จะจัดการให้" เย่วเอ๋อบอกด้วยความดีใจที่มีอะไรทำ

"คุณหนูแล้วข้าเล่า" เฟิ่งอิ่นที่ยังว่างก็เริ่มเบื่อแล้วเช่นกัน

"ส่วนเจ้าข้าอยากให้เจ้าไปเก็บน้ำค้างเก้าภูผา เพราะที่ข้ามีมันใกล้หมดแล้ว และเก็บสมุนไพรหายากมาด้วย เมื่อเก็บแล้วให้นำมาใส่ไว้ที่จี้มิติ" แล้วหม่าซ่วนฉีก็เอาจี้คล้องกับสร้อยแล้วสวมให้เฟิ่งอวี่

"ไม่ต้องห่วงคุณหนู ข้าจะรีบไปรีบกลับ พวกท่านก็อย่าซนทำให้คุณหนูปวดหัวล่ะ" พูดจบเฟิ่งอวี่ก็หายตัวไป

เจี่ยงเชาที่เก็บของเสร็จแล้วก็มาเคาะประตูหน้าห้องหม่าซ่วนฉี "เข้ามาได้"

"คุณหนูมีอะไรให้ข้าทำ"

"เจ้าไปกับหยางหลง เย่วเฟิ่ง ไปที่ค่ายโจรแล้วช่วยกันจัดการพวกสวะทิ้ง ให้เหลือแต่พวกที่ไม่ได้ตั้งใจอยากจะเป็นโจร และมีความซื่อสัตย์และภักดีมาให้ข้า ข้าจะเอาเข้าพรรค"

หม่าซ่วนฉีนำกำไลมิติเวทย์มอบให้เจี่ยงเชา เพื่อที่ให้สองแสบเข้าไปอยู่ ก่อนที่จะสั่งกำชับว่า

"เจ้าสองพี่น้องห้ามก่อนเรื่องวุ่นวายและต้องเชื่อฟังเจี่ยงเชา และห้ามแกล้งเขาด้วย ถ้าขัดคำสั่งต่อไปข้าจะไม่ให้เจ้าออกไปเล่นสนุกแบบนี้เอง เข้าใจหรือไม่"

"พวกข้าเข้าใจแล้ว" เจี่ยงเชาได้ยินสองแสบรับปากหม่าซ่วนฉี แต่ทำไมเขารู้สึกไม่ดีเลย หม่าซ่วนฉีที่เห็นหน้าเจี่ยงเชา ก็หันไปปลอบ

"เจี่ยงเชาเจ้าวางใจได้ วันนี้สองแสบนี่ไม่แกล้งเจ้าแน่นอน" เจี่ยงเชาทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้หมายความว่าวันนี้เขาไม่โดนสองแสบแกล้งแต่วันหน้าไม่รอดใช่มั้ย

หลังสั่งงานเสร็จหม่าซ่วนฉีกับลั่วเหยียนก็เดินไปตามถนนที่มีของขายมากมาย ไม่ว่านางเดินไปที่ใดก็มีแต่บุรุษมองตาค้าง ลั่วเหยียนก็คอยถลึงตาไล่

"ลั่วเหยียนเจ้ามัวแต่ถลึงตาจนจะหลุดออกมาอยู่แล้ว เจ้าไม่ต้องไปสนใจก็สิ้นเรื่อง" นายสาวขำปนระอาใจกับท่าทางของสาวใช้

"แต่คุณหนู" ลั่วเหยียนก็เงียบเมื่อเห็นคุณหนูปลายตามอง

สองสาวนายบ่าวเดินชมของอยู่ครึ่งชั่วยามก็เริ่มหิว กลิ่นหอมของบะหมี่โชยมาทำเอาสองสาวรีบเดินไปร้านบะหมี่ ระหว่างกำลังเดินไป ก็มีทหารคอยไล่คนที่เดินดูของอยู่ให้หลบ แต่จู่ๆก็มีเด็กน้อยคนหนึ่งก็วิ่งออกมากลางถนนรถม้าที่วิ่งมาด้วยความเร็วไม่ได้สนใจที่จะหยุดทั้งๆที่ได้ยินเสียงกรีดร้องของมารดาเด็กที่พยายามวิ่งเข้าไปช่วยลูกตนแต่ก็กางแขนห้ามแล้วผลักมารดาของเด็กล้มลง

หม่าซ่วนฉีจึงใช้เวทย์อสูรสั่งม้าให้หยุดก่อนจะใช้วิชาตัวเบาเข้าไปอุ้มเด็กออกมาท่ามกลางตกตะลึงของผู้คน ม้าที่หยุดกะทันหันทำให้บุตรชายคนโตของใต้เท้าต่งที่เป็นผู้ตรวจการของเมืองนี้กลิ่งออกมานอกรถม้า ชาวบ้านที่เห็นภาพนี้บ้างก็หัวเราะ บ้างก็อมยิ้ม

"พวกเจ้าขำอะไร อยากตายใช่หรือไม่" เสียงของต่งเล่ยตะคอกด้วยความโมโหและเสียหน้า ผู้คนแถวนั้นต่างหวาดกลัวคุณชายต่งที่มีนิสัยอันธพาล

หม่าซ่วนฉีไม่ไดสนใจคุณชายต่ง ก็เดินอุ้มเด็กไปคืนให้กับแม่ "ขอบคุณคุณหนูมากที่ช่วยลูกข้าไว้" แล้วอยู่ๆทหารก็มาจับสองคนแม่ลูก

"นี่ขอรับคุณชายใหญ่ เด็กน้อยที่ขวางรถม้าท่าน แล้วแม่นางคนนี้ที่เข้าไปช่วยเด็กทำให้รถม้าคุณชายใหญ่เสียหลัก แล้วทหารก็จะลากนางออกมารับโทษ ที่จริงทหารเห็นว่านางงดงามมากจึงตั้งใจจะเอานางมาให้คุณชายใหญ่ เพราะพวกเขาก็จะได้รางวัลถ้านางงามถูกใจ จังหวะที่ทหารกำลังจะฉุดหญิงสาว จู่ๆก็รู้สึกเจ็บที่ข้อมือมาก เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของเขาทำให้ทุกคนหันมามอง ภาพมือที่ขาดแล้วเลือดไหลนองทำเอาผู้คนแตกตื่นวิ่งไปหลบอยู่ตามร้านค้า

"ทหารจับตัวแม่นางคนนี้ไว้" เสียงของคุณชายต่งเรียกสติเหล่าทหาร ทหารเหล่านั้นก็กล้าๆกลัว ไม่แน่ใจว่าแขนของเพื่อนที่ขาดเป็นฝีมือแม่นางผู้นี้หรือไม่เพราะมันเร็วจนมองไม่ทัน

"ถ้าพวกเจ้าอยากมีสภาพแบบนั้นก็เข้ามาจับข้าเลย" หม่าซ่วนฉีที่งดงามปานเทพธิดาแต่ดวงตากลับฉายแววเหี้ยมโหด จิตสังหารที่รุนแรงทำให้หม่าซ่วนฉีดูงดงามราวเทพธิดาแห่งความตาย ต่งเล่ยที่เพิ่งมองหม่าซ่วนฉีเต็มตาก็ตะลึงในความงามของนาง ก่อนสั่งทหารให้ถอยไป

"แม่นางเจ้ารู้หรือไม่ว่าทำรถม้าของข้าเสียหลักแล้วยังทำร้ายทหารของข้า ถือว่ามีความผิดร้ายแรงแต่ถ้าเจ้ายอมเป็นอนุคนที่ห้า ข้าต่งเลี่ยงคุณชายใหญ่ของจวนผู้ตรวจการจะละเว้นเจ้า ว่าอย่างไรแม่นาง" แล้วต่งเล่ยก็หมายจะฉุดนาง

เมื่อเห็นพวกไม่เจียมตัวก็ยิ้มเหยียด "ถ้าเจ้ามีปัญญาจับข้าก็เข้ามา"

หม่าซ่วนฉีก็ปล่อยพลังเวทย์อัคคีระดับหยก(ระดับ2) ขั้นกลาง พุ่งเข้าใส่ ต่งเล่ยใช้วิชาตัวเบาหลบทัน เขาที่มีวรยุทธ์ระดับโกเมน(ระดับ3) ขั้นสูง ก็ทะนงตนคิดว่า แม่นางน้อยที่อายุไม่น่าเกิน 14 หนาว คงมีวรยุทธ์ไม่เกินระดับหยก(ระดับ2)

"ได้ถ้าเจ้าอยากเล่นสนุกข้าก็จะเล่นด้วย" แล้วตงเล่ยก็ปล่อยพลังวายุหมุน ระดับโกเมน(ระดับ3) ขั้นกลาง เข้าใส่หมายจะให้เสื้อผ้านางขาดและอับอาย แต่ที่ไหนได้อยู่ๆนางก็หายไป ต่งเล่ยที่เบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อว่านางจะหายตัวได้เร็ว แล้วจู่ๆก็รู้สึกเหมือนใครถีบ เขาจึงถลาเข้าไปในวายุหมุนของตัวเอง เสียงต่งเล่ยที่โดนวายุหมุนของตนเองก็ราวกับถูกปั่น ชายหนุ่มจึงเดินพลังสลายวายุ เมื่อพายุหยุดหมุนแล้ว

ก็มีเสียงร้อง ว้าย ดังขึ้นพร้อมกันหลายเสียง ต่งเล่ยจึงก้มลงมองตัวเองก็เห็นว่าเสื้อผ้าตัวเองขาดหลุดลุ่ย จึงหันไปตวาดทหาร "เจ้าพวกโง่ยังไม่เอาเสื้อคลุมมาให้ข้าอีก" เหล่าทหารได้สติก็วิ่งเอาเสื้อคลุมมาคลุมให้แต่ก็ถูกคุณชายใหญ่ถีบ

"เจ้ากล้าทำให้ข้าอับอาย วันนี้ข้าจะเอาชีวิตเจ้า" ต่งเล่ยที่ทั้งอับอายทั้งโมโหจึงกะจะสังหารนาง

"อย่างที่ข้าบอกถ้าเจ้ามีปัญญาเอาชีวิตข้าก็เชิญ"

"หญิงแพศยาอย่างเจ้าวรยุทธ์แค่ระดับหยก(ระดับ2)ทำมาเป็นปากดี ข้าจะให้เจ้าเห็นว่าวรยุทธ์ระดับโกนเมน(ระดับ3) ขั้นสูงสุดเป็นเยี่ยงไร"

หม่าซ่วนฉีที่ได้ยินต่งเล่ยด่าว่านางเป็นหญิงแพศยาก็ปล่อยพลังจิตสังหารออกมา

ต่งเล่ยที่เป็นผู้ใช้ธาตุลมก็กระหยิ่มยิ้มย่องว่าอีกฝ่ายใช้ธาตุไฟและพลังเวทย์น้อยกว่า ยังไงตนก็ชนะ ชายหนุ่มจึงปล่อยพลังวายุสะท้านปฐพีระดับโกเมน(ระดับ3) ขั้นสูงสุด ทำให้สิ่งของบริเวณนั้นโดยพายุพัดไปรวมถึงชาวบ้านด้วยเช่นกัน

หม่าซ่วนฉีใช้ปราณเวทย์ปกคุมร่างตัวเองและผู้คนที่อยู่รอบตนไว้ไม่ให้โดนพายุพัดไป แล้วก็ใช้วิชากายไร้เงาพยายามช่วยคนให้มากที่สุด ก่อนจะกลับไปยืนที่เดิม นางไม่รู้เลยว่าการกระทำของนางอยู่ในสายตาของคนผู้หนึ่งที่จับจ้องด้วยความสนใจ

ทางคุณชายต่งที่ตอนแรกไม่เห็นหญิงสาวก็ลำพองใจว่านางคงโดนพลังวายุสะท้านปฐพีเล่นงาน จึงหยุดปล่อยพลัง แต่จู่ๆนางก็กลับมายืนที่เดิมโดยไม่มีอะไรบุบสลายรวมถึงคนที่อยู่รอบตัวนางด้วย

เขาแทบไม่เชื่อสายตาว่าพลังเวทย์ขั้นสูงสุดของเขาทำอะไรนางไม่ได้ นางก็แค่วรยุทธระดับหยก(ระดับ2)มิใช่หรือทำไมถึงไม่มีรอยข่วนแม้แต่น้อย

"เป็นไปไม่ได้ เวทย์ยุทธ์เจ้าก็แค่ระดับหยก ขั้นสูง ทำไมถึงหลบเวทย์ข้าได้ หรือเจ้าจะเป็นปีศาจ"

หม่าซ่วนฉีหัวเราะ "เจ้านี่มันสมองหมู แถมยังด้อยปัญญา ข้าปล่อยพลังเวทย์อัคคีระดับหยกไม่ได้หมายความว่า ข้าจะมีพลังเวทย์ระดับหยก เจ้านี่นอกจากต่ำช้าแล้วยังโง่เง่าอีกต่างหาก"

"เป็นไปไม่ได้ ข้าจับพลังเวทย์ก็ได้แค่นั้น เจ้าโกหก" ต่งเล่ยที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ก็โวยวาย

"เจ้าอยากจับพลังข้าใหม่หรือไม่ล่ะ แล้วคุณชายท่านนั้นสนใจจะจับพลังข้าด้วยหรือไม่เจ้าคะ"

หม่าซ่วนฉี่พูดจบ บุรุษหน้าตาหล่อเหลาคมคายดวงตาเหมือนเหยี่ยวที่กำลังฉายแววขบขัน

"ต้องขอโทษแม่นาง ข้าไม่ได้ตั้งใจจะเสียมารยาท เพียงแค่ข้าสนใจวรยุทธ์ที่เจ้าใช้เมื่อครู่ " ระหว่างที่ทั้งสองคุยกันอยู่ ต่งเล่ยก็ซัดอาวุธอาบยาพิษเข้าใส่หม่าซ่วนฉี นางรู้ตัวแล้วว่าอีกฝ่ายเล่นไม่ซื่อแต่ก็ทำเฉย เนื่องจากนางอยากรู้ว่าเลือดนางต้านพิษได้จะกลัวไปทำไมและที่สำคัญนางอยากเห็นหน้าคุณชายหน้าโง่นั่นตอนเห็นว่าพิษของตนทำอะไรนางไม่ได้

ทางด้านบุรุษชุดดำรู้สึกถึงอาวุธลับที่คนน่าตายนั่นซัดมาและเขาก็คิดว่านางก็ต้องรู้สึกได้ แต่ทำไมนางไม่หลบหรือทำอะไรเลย เขาจึงทนไม่ไหวใช้ฝ่ามือโบกอาวุธลับอาบยาพิษก็กลับไปปักที่เจ้าของเดิม

คุณชายต่งที่โดนอาวุธอาบยาพิษของตัวเองก็ร้องด้วยความเจ็บปวดและตกใจว่าทำไมมันถึงย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง เขาที่ตอนนี้เจ็บปวดกับพิษที่กำเริบก็รีบกลับจวนเพื่อที่จะทานโอสถถอนพิษ แต่ก็ยังไม่วายเอ่ยวาจาอาฆาต

"สักวันข้าจะกลับมาคิดบัญชีกับพวกเจ้าต่อให้ข้าต้องพลิกแผ่นดินหาข้าก็จะทำ"

"ถ้าสมองหมูอย่างเจ้าหรือจะมีปัญญาแก้แค้น ข้าจะรอ" หม่าซ่วนฉีพูดจบต่งเล่ยก็สะบัดหน้า รีบขึ้นรถม้ากลับจวน

หม่าซ่วนฉีกำลังเดินไป บุรุษชุดดำก็เดินเข้ามาหา "แม่นางเมื่อครู่ข้ามั่นใจว่าเจ้ารู้ว่าไอ้คนน่าตายนั่นซัดอาวุธลับมาทำไมจึงไม่หลบ เจ้าอยากตายหรืออย่างไร" น้ำเสียงที่แสดงถึงความเป็นห่วงและตำหนิ ทำให้หม่าซ่วนฉีนิ่วหน้าเล็กน้อย

"ข้าจะอยากตายหรือไมก็ไม่เกี่ยวกับท่าน" น้ำเสียงดูไม่พอใจทำให้บุรุษชุดดำรู้สึกตัว

"ข้าไป๋อี้จิง ต้องขอโทษแม่นางที่ล่วงเกิน ข้าไม่มีเจตนาเลยจริงๆ ถ้าอย่างนั้นข้าขอเลี้ยงอาหารแม่นางสักมื้อ หวังว่าเจ้าจะยอมให้ข้าได้ไถ่โทษ"

"ไม่จำเป็น ข้ามิได้ใส่ใจ ลาก่อน" หม่าซ่วนฉีก็หันมาพยักหน้ากับลั่วเหยียนและทั้งสองคนก็เดินจากไป

"ท่านอ๋อง แม่นางผู้นี้ช่างหยิ่งยโสนัก เป็นแค่สาวน้อยกล้าเมินท่าน ฮึช่างมีตาหามีแววไม่" เฉินเจาองครักษ์ของไป๋อี้จิ้งกำลังจะพูดต่อแต่เห็นท่านอ๋องปรายตามองมาด้วยความไม่ค่อยพอใจเฉินเจาจึงหยุดวิจารณ์แม่นางน้อยทันที "ขออภัยพะย่ะค่ะ"

"ตามนางไป" ไป่อี้จิ้งพูดจบ องค์รักษ์เงาก็ปรากฏตัวขึ้นมารับคำสั่งและก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

หม่าซ่วนฉีที่ตอนนี้หิวมากก็แวะร้านบะหมี่ที่เมื่อครู่ตั้งใจมากิน ผู้คนในร้านที่เห็นหญิงงามก็ได้จองมองกันตาค้าง นางและสาวใช้หาสนใจมั้ย

"คุณหนูอยากทานอะไรเจ้าคะ"

"บะหมี่เกี้ยว" หม่าซ่วนฉีพูดจบ ลั่วเหยียนก็เรียกเสี่ยวเอ้อมาสั่งบะหมี่เกี้ยว 2 ชาม เพียงครู่เดียวบะหมี่เกี้ยวหอมฉุยหน้าทานก็มาเสิร์ฟ

"บะหมี่เกี้ยว 2 ชาม" สิ้นเสียงสั่งอาหารของชายข้างกายบุรุษชุดดำที่นางเจอเมื่อครู่ ไป่อี้จิ้งนั่งโต๊ะตรงข้ามกับนางแล้วพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะนั่งทานบะหมี่ตรงหน้าโดยไม่ได้มากวนใจนางอีก

เมื่อทานอิ่มแล้วนางจึงเรียกเสี่ยวเอ้อคิดเงิน เป็นอย่างที่คาดบุรุษชุดดำจ่ายให้เรียบร้อยแล้ว

ท่านอ๋องที่เห็นนางเดินออกไปก็ไม่ได้พูดอะไร แล้วก็เห็นสาวใช้ของนางเดินเข้ามาหาตน เฉินเจาทำท่าจะลุกขึ้นมาขวาง แต่ไป่อี้จิ้งปรายตามองห้ามไว้ เฉินเจาจึงนั่งลงตามเดิม

"เรียนคุณชาย คุณหนูของข้าฝากมาขอบคุณท่านมากที่เลี้ยงบะหมี่ และฝากบอกมาอีกว่าในเมื่อคุณหนูยอมรับคำขอโทษจากท่านแล้ว ท่านก็ไม่จำเป็นต้องส่งคนตามนางมาอีก เพราะถือว่าหายกันแล้ว หวังว่าท่านจะเข้าใจ" ลั่วเหยียนพูดจบก็ย่อตัวทำความเคารพก่อนจะออกไปหานายตนที่ยืนรออยู่

เฉินเจาได้ยินที่แม่นางผู้นั้นฝากสาวใช้มาบอกนายตนก็ไม่พอใจมากแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร เพราะดูท่าท่านอ๋องจะพอใจนางมาก ดูจากประกายในดวงตาและรอยยิ้มน้อยๆที่มุมปากจนแทบมองจะมองไม่เห็น แต่มีหรือคนสนิทอย่างเขาจะมองไม่ออก ในเมื่อท่านอ๋องไม่เดือดร้อน แล้วองครักษ์อย่างเขาไยต้องเดือดร้อนตาม

"บอกพวกนั้นให้กลับมาแล้วเลิกตาม" องครักษ์เงารับคำสั่งแล้วหายไป

เดินเล่นอยู่พักนึง หม่าซ่วนฉีก็ได้ยินหยางหลงรายงานว่า ออกจากเมืองเหอไป่ไปทางทิศเหนือ 10 ลี้(5กิโลเมตร) มีค่ายโจรตั้งอยู่ ตอนนี้พวกมันกับเจี่ยงเชาจัดการเรียบร้อย เหลือลูกสมุนที่มาเป็นโจรเพราะไม่มีทางเลือกพ่อแม่พวกเขาเป็นโจร ตัวเขาก็ต้องโดนบังคับให้เป็น หรือพวกที่เป็นเชลยแล้วสุดท้ายก็โดนบังคับให้ออกปล้น จำนวน 30 คน

"ทำดีมากหยางหลง เดี๋ยวรอเฟิ่งอวี่กลับมาข้าจะตามไป"

หม่าซ่วนฉีก็เลือกที่จะกลับโรงเตี๊ยมเพื่อเตรียมตัวจะไปค่ายโจร นางก็กำลังเข้าห้องพักก็เห็นบุรุษชุดดำเดินเข้ามาหา

"เจ้าตามข้ามาทำไม ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าข้ารับคำขอโทษเจ้าแล้ว ถ้าเจ้ายังไม่เลิกตาม อย่าหาว่าข้าใจดำก็แล้วกัน"

ไป่อี้จิ้งที่ได้ยินหม่าซ่วนฉีโวยขึ้นด้วยความโมโห ดวงตาก็ฉายแววสนุกแวบหนึ่ง "ต้องขอโทษด้วยแม่นางคงเข้าใจผิดแล้ว ข้ามาพักที่นี่ได้ 2 วันแล้ว ไม่เชื่อจ้าถามเสี่ยวเอ้อก็ได้"

ประจวบเหมาะอย่างกับจัดฉาก เด็กในร้านหิ้วถังน้ำขึ้นมาพอดี ไป่อี้จิ้งจึงถามขึ้นมา "เสี่ยวเอ้อเจ้ามานี้ที แม่นางผู้นี้บอกว่าข้าตามนางมา รบกวนเจ้าบอกนางทีว่าข้ามาพักตั้งแต่เมื่อใด"

เสี่ยวเอ้อทำหน้างง "เรียนคุณหนู คุณชายท่านนี้มาพักที่นี่ได้ 2 วันแล้ว ข้าหาบน้ำขึ้นมาให้คุณชายอาบทุกวัน" พูดจบเสี่ยวเอ้อ ก็ตามเฉินเจาเข้าไปในห้องพักของท่านอ๋องที่ห่างจากหม่าซ่วนฉีสามห้อง

หม่าซ่วนฉีที่หน้าแตกยับ ก็เก็บอาการอายและเสียหน้าแต่ก็ยังปรากฏรอยแดงจาง ๆ ที่ใบหู ทำเอาไป่อี้จิ้งที่สังเกตอยู่ลอบยิ้มในใจ เวลานางอายช่างน่ารักเสียจริง

"ข้าต้องขออภัยด้วยที่เข้าใจผิด ข้าขอตัวก่อน" แล้วนางก็รีบเข้าห้องปิดประตู

------------------------

ตอนนี้หนุ่ม ๆ ออกมาครบแล้ว ทั้งสี่หนุ่มต่างมีรถขนอ้อยเป็นของตนเอง เรามาลุ้นกันดีกว่า ว่ารถขนอ้อยของใครจะเข้าตาน้องฉี ขอ30 เสียงค่า รับประกันตอนหน้าหนุ่ม ๆ มาตรึม

อย่าลืมเข้ามาเล่นเกมส์ด้วยนะคะ

ตอนนี้กลุ่มภารกิจพลิกชะตาฟ้าเปิดกลุ่มไลน์แล้วค่ะ ใครสนใจพูดคุย Add Line Phoenix-c แอดแล้วทักด้วยนะคะว่าอยากอยู่กลุ่มภารกิจพลิกชะตาฟ้า

ไรท์กำลังรีไรท์บางช่วงที่เวิ่นเว้อออก และใส่ช่วงหนุ่มขนอ้อย และเวทย์ที่นางเอกฝึก ช่วงนี้อาจทำผลโหวตเยอะนิดนึงนะคะ อย่าลืมมากดติดตามกันเยอะ ๆ นะคะ จะได้เป็นกำลังให้ไรท์สู้ต่อไป

อยากอ่านคอมเม้นท์จากรีด เพื่อเป็นกำลังใจ ส่งมาหน่อยนะคะ

special thanks

ขอบคุณรีดที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ ถ้าไม่มีพวกคุณคอยให้กำลังใจ ช่วยคิด ช่วยแก้ไขงาน เรื่องนี้คงไม่ออกมาดีแบบนี้ ไรท์ขอบคุณจากใจค่ะ

รีดที่น่ารักคะ กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักเขียนทุกคน ถ้าชอบ กด Like Share และ Favoriteให้ด้วย จะได้รู้ว่ามีคนอยากอ่านเรื่องของเราอยู่

กราบขอบพระคุณค่า

ไรท์

เหมือนเดิมนะคะ

1 เม้นท์ = 1 กำลังใจ

1 โหวต = 1แรงเชียร์

1 แชร์ = 1เสียงชื่นชม

1 กดติดตาม = 100 ล้านกำลังใจ เพราะไรท์จะได้รู้ว่ามีรีดชอบอ่านแค่ไหน

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย AppleBlue
โห...มีแตแรร์ไอเท็มทั้งนั้น
เมื่อ 1 ปี 5 เดือนที่แล้ว

รีวิว