เล่ห์ลวง บ่วงพยัคฆ์

บทที่ 7

เจ้าของร่างกำยำบิดผ้าขาวจนหมาด จากนั้นจึงช่วยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ผู้เป็นนายอย่างเบามือ

“ข้าไม่ได้บาดเจ็บทั้งตัวเสียหน่อย” เสียงอ่อนโยนแกมหยอกเย้าดังขึ้น แต่อารมณ์ของผู้อารักขามิได้รื่นเริงตามไปด้วย ตรงกันข้ามกลับขุ่นมัวถึงขีดสุด เรียกว่าขุ่นมัวยิ่งกว่าตอนที่ได้ยินข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตนกับผู้เป็นนาย ที่ทำให้เสียความน่าเกรงขามไปเสียด้วยซ้ำ

“เจ้าทำเป็นขรึมอีกแล้ว” เสียงนั้นยังคงเริงร่า และตามมาด้วยเสียงหัวร่อน้อยๆ

เจ้าของมือแกร่งยังคงทำหน้าบึ้งตึงไม่เปลี่ยน เขาเอาผ้าขาวจุ่มลงไปในอ่างน้ำ บิดมันจนหมาดและแตะลงไปอย่างแผ่วเบาบนเรือนกายเนียนขาวเปลือยเปล่าของผู้เป็นนาย

“แทซัน มองข้า” เจ้าของใบหน้าละมุนเอ่ยเมื่อเห็นว่าคนคู่กายเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเช็ดไปตามเนื้อตัวของตนอย่างเบามือ

“แทซัน นี่ไม่ใช่คำขอร้อง” เขาบอก ทำให้องครักษ์หนุ่มจำใจต้องเงยหน้าขึ้นอย่างมิอาจหลบเลี่ยงได้

นัยน์ตาสีน้ำตาลสบกับนัยน์ตาสีดำสนิทอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นความนัยที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้นก็เอ่ยออกมา

“ไม่ใช่ความผิดของเจ้า อย่าโทษตัวเอง”

เจ้าของเรือนกายสีน้ำผึ้งได้แต่ถอนหายใจ พร้อมทั้งก้มหน้าก้มตาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้อีกฝ่ายต่อ

“ข้าบอกว่าไม่ใช่ความผิดของเจ้าไง” ฝ่ามืออุ่นยกขึ้นมาจับฝ่ามือของผู้ติดตามไว้เพื่อหยุดการกระทำนั้น

“ถ้าข้าไม่คลุ้มคลั่งขนาดหนัก เจ้าคงมิต้องทำเช่นนั้น” เขาพ่นลมหายใจออกมาเมื่อคิดถึงตอนที่ควบคุมตัวเองมิได้

“อีกอย่างข้ามิได้บาดเจ็บอะไรมากมาย” พยัคฆ์หนุ่มบอก ยิ่งเมื่อเห็นว่าสายตาของผู้อารักขามองไปที่รอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำที่อยู่บนกายขาว ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดที่ฝ่ามือซึ่งหยุดมือของอีกฝ่ายไว้ “ข้าเจ็บที่เจ้าเป็นแบบนี้ ยิ่งกว่าเจ็บที่แผลเสียอีก”

“กระหม่อม...” แทซันเอ่ยออกมาได้แค่นั้นก็ระบายลมหายใจออกมา เขาโมโหตัวเองจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงอีกต่อไปแล้ว เมื่อวานเพราะคิดแค่จะต้องหยุดผู้เป็นนายเพื่อมิให้ใช้งานร่างกายหนักเกินไปจนป่วยไข้ จึงได้ฟาดท่อนแขนเข้าใส่อย่างเต็มแรง โดนมิทันคิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาเลย

“เป็นชายชาตรีก็ต้องเจ็บตัวบ้างเป็นธรรมดา” เจ้าของใบหน้าละมุนบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะยอมปล่อยมือองครักษ์

“แต่กระหม่อม…”

“ข้าว่าแบบนี้ยังดีกว่าล้มป่วยเป็นเดือนด้วยซ้ำ” ซานคลี่ยิ้ม

ภาพตรงหน้าทำให้เจ้าของใบหน้าคมสันแข็งค้างไปชั่วขณะ แม้กระทั่งในยามที่พยัคฆ์หนุ่มเหนื่อยล้า ซ้ำยังมีแผลฟกช้ำปื้นใหญ่เป็นของแถมจากการต่อสู้ แต่อานุภาพของรอยยิ้มพิฆาตกลับมิได้ลบเลือนลงเลย

“ยังจะทรงทำเช่นนี้อีกหรือพ่ะย่ะค่ะ” แทซันบ่นออกมาเล็กน้อยเมื่อได้สติ เขาก้มลงเก็บผ้าที่ร่วงจากมือลงไปนอนแอ่งแม้งอยู่บนพื้น จากนั้นจึงหยิบผ้าผืนใหม่จุ่มลงไปในอ่างน้ำ แล้วบิดรีดน้ำออก

“ฮ่าฮ่าฮ่า” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนแท่นบรรทมหัวเราะออกมากับท่าทางของผู้ติดตาม

“กลับไปเป็นตาแก่คนเดิมแล้วสินะ” เขาว่าและพ่นลมหายใจออกมาเมื่อเห็นสีหน้าบูดบึ้งบนใบหน้าคมสันอีกครั้ง

“เจ้านี่จริงๆ เลย ทั้งๆ ที่คนเจ็บตัวคือข้าแท้ๆ แต่ทำไมเจ้าถึงได้ทำท่าอย่างกับเป็นคนเจ็บไปเองเสียได้” ชายหนุ่มทำปากยื่น

“หากคนที่เจ็บเป็นกระหม่อมได้คงจะดีกว่านี้พ่ะย่ะค่ะ” เสียงทุ้มเปล่งออกมาจากริมฝีปากหยักสวย

“อ่า...ข้ารู้แล้วว่าเจ้ายอมมอบกายถวายชีวิตให้ข้าขนาดไหน” ใบหน้าที่แฝงแววอ่อนโยนเต็มไปด้วยความพึงพอใจ

“แต่ว่าไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ เพราะสำหรับข้า เจ้ามิได้เป็นเพียงองครักษ์” นัยน์ตาสีน้ำตาลทอประกายสื่อความหมาย

“รัชทายาท” มือแกร่งที่กำลังเช็ดไปตามเนื้อตัวของผู้เป็นนายชะงักลง

“เจ้าเป็นสหายคนแรกของข้า มิใช่เพียงผู้รับใช้” ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกมาอีก และครั้งนี้ก็ให้ผลเหมือนเดิม คือบุรุษผู้ผึ่งผายชะงักค้างไปจนสุดท้ายต้องเปลี่ยนผ้าขาวผืนใหม่อีกครั้ง ชายหนุ่มผู้รอรับการปรนนิบัติอยู่หัวร่อออกมาน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เร่งมือเข้าเถอะ ข้าอยากไปพบคนพวกนั้นเต็มทีแล้ว”

การเกิดภัยสงครามขึ้นเมื่อ 18 ปีก่อนมิได้ส่งผลกระทบต่อชนชั้นล่างแต่เพียงเท่านั้น หากมองในแง่ของวิถีชีวิตแล้ว ภัยสงครามได้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงแก่คนทุกชนชั้น และสถานที่ชุมนุมที่รัชทายาทใช้เพื่อปรึกษาหารือกับกองกำลังลับ ก็เป็นผลพวงมาจากหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพราะหลังเกิดภัยสงคราม หนังสือดีๆ ต่างถูกเผาทำลาย หัวหน้าสำนักบัณฑิต ‘โอดูจุน’ ซึ่งเป็นบิดาของบัณฑิตอันดับหนึ่งอย่าง ‘โออินซอง’ จึงแอบสร้างสถานที่เพื่อเก็บกักสมบัติล้ำค่าที่เรียกว่าคลังความรู้ไว้

ทันทีที่ลงบันไดและเปิดประตูกลเข้ามาจะพบตู้ไม้จำนวนมากเรียงรายอยู่ตลอดแนวเต็มพื้นที่ห้อง ทุกช่องต่างอัดแน่นไปด้วยสารพัดตำรา ทั้งที่ใช้ในสำนักบัณฑิตเอง ตำราต้องห้าม รวมไปถึงตำราที่ได้มาจากบ้านเมืองรอบข้างด้วย

ณ มุมหนึ่งภายในห้องใต้ดินแห่งนี้ มีโต๊ะไม้ขนาดย่อมไว้สำหรับนั่งทำงาน และผู้ที่กำลังจับจองพื้นที่อยู่ก็รีบเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของบุรุษที่รอคอย

“นะ...นางเป็นใคร” แทซันถามออกไปหลังจากตั้งสติได้ ตอนแรกเขานึกว่าตัวเองดวงซวยถึงขีดสุดเนื่องจากทำให้รัชทายาทได้รับบาดเจ็บ สวรรค์จึงลงโทษให้ภูตผีปิศาจปรากฏกายให้เห็น แต่เมื่อสังเกตดูดีๆ ก็พบว่าร่างเล็กที่ยืนชิดจนแทบจะสิงเข้าไปในกำแพง เป็นร่างของเด็กสาวที่มีชีวิตจิตใจไม่แตกต่างไปจากตน ซ้ำนางยังดูหวาดกลัวมากเสียด้วย

“เอ่อ...คือ...” บ๊กกูเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก ด้วยไม่รู้ว่าจะบอกว่านางเป็นใครดี เพราะนางเป็นหลายอย่างเหลือเกิน

“คือ...” เขาเกาหัวไปด้วยขณะใช้ความคิด

“คืออะไร” ชายหนุ่มผู้คมสันถาม

“ส่งสาร” โออินซองที่ยืนเล่นวัตถุโปร่งแสงทรงกลมอยู่พูดขึ้น ทำให้ดัมมินจองที่ยืนอยู่ข้างๆ ช่วยแปลสารทันที

“คือ เขาหมายถึงว่า นางจะมาเป็นตุ๊กตาส่งสารระหว่างพวกเรา”

“ตุ๊กตาส่งสาร” ซานทวนคำ

“คืออย่างนี้” โฉมงามกลอกตาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ “เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าและอินอินของข้าเพิ่งถูกลอบทำร้ายมา แต่โชคดีที่เจ้าทึ่มนี่เข้าไปช่วยไว้ได้ทัน ข้ากับอินอินของข้าก็เลยไม่ต้องย้ายขึ้นไปอยู่ด้วยกันบนสวรรค์ และยังมีโอกาสมาพบพวกท่านที่นี่ได้”

“พวกเจ้าถูกลอบทำร้ายเช่นนั้นหรือ” ซานถามออกไปด้วยความเป็นห่วง

“ใช่ แต่ก็รอดมาได้ ต้องขอบคุณเจ้าทึ่มนี่” เสียงกึ่งหญิงกึ่งชายตอบ

“แล้วจับคนทำได้หรือไม่” องครักษ์หนุ่มถามขึ้นบ้าง

“เอ่อ...คือ...” ชายร่างยักษ์อ้ำๆ อึ้งๆ อีกครั้ง ก่อนจะหลบสายตาคมปลาบของน้องชายเพราะกลัวจะถูกตำหนิ

“ถ้าหมายถึงจับตายก็คงเรียกว่าได้ แต่เพราะตายก็เลยไม่มีโอกาสได้สอบถามอะไรเลย” ดัมมินจองว่า

“ข้าบอกกี่ทีแล้วว่าให้รู้จักยั้งแรงเสียบ้าง” ผู้มีศักดิ์เป็นน้องพูดและยกมือขึ้นเขกหัวพี่ชายบุญธรรมของตนอย่างเต็มแรงด้วยความโมโห

“ข้าก็พยายามแล้ว แต่มัน เอ่อ...สงสัยเขาจะร่างกายอ่อนแอเลยตายไวไปหน่อย” บ๊กกูเถียงข้างๆ คูๆ ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยข้ออ้างเดิมๆ ที่ใช้มาตลอดตั้งแต่เด็ก แม้เขาจะสามารถปกป้องผู้ที่ต้องอารักขาได้เป็นอย่างดี แต่เพราะพละกำลังที่เยอะเกินไปและไม่รู้จักวิธีใช้ ทำให้เขาเป็นได้แค่ผู้ช่วยครูฝึกราชองครักษ์เท่านั้น ซึ่งตำแหน่งดังกล่าว ก็มีหน้าที่เพียงช่วยฝึกซ้อมให้องครักษ์หน้าใหม่ คอยดูแลลานฝึกยุทธ์รวมถึงเรือนพักต่างๆ เรียกง่ายๆ ว่าคล้ายๆ พ่อบ้านที่มีฝีมือด้านการต่อสู้บ้างเท่านั้น

“ฮยู ข้าบอกกี่ทีแล้วว่าการเป็นองครักษ์มิใช่แค่อารักขาเจ้านายให้ปลอดภัย แต่ต้องสืบให้รู้ด้วยว่าผู้ที่ปองร้ายนายของพวกเราเป็นใคร มาจากไหน มิเช่นนั้นก็ต้องคอยระแวดระวังภัยกันมิหยุดหย่อน” วิญญาณลุงแก่เข้าสิงเจ้าของใบหน้าคมสันอีกครั้ง ก่อนที่เจ้านายผู้นุ่มละมุนจะช่วยสงบศึก

“เอาละ ยังไงคนก็ตายไปแล้ว” ซานเอ่ยตัดบท “มิต้องพูดสิ่งใดอีก”

“แต่เช่นนี้ยิ่งต้องระวังพระองค์พ่ะย่ะค่ะ” แทซันพูดกับผู้เป็นนายด้วยความเป็นห่วง ใบหน้าหล่อเหลาแฝงแววเครียดขึ้งอย่างเห็นได้ชัด

“ถึงได้บอกให้ใช้ตุ๊กตาส่งสารอย่างไรเล่า” โฉมงามย้ำ ก่อนจะหันไปมองบุรุษผู้ยืนเล่นวัตถุประหลาดในมืออยู่อย่างไม่สนใจผู้ใด ทั้งๆ ที่เป็นแผนการของตัวเองแท้ๆ แต่กลับยังสนใจแต่ไอ้วัตถุบ้าในมือนี่อยู่ได้

“หมายความว่าต่อไปข้ามิควรออกมาเช่นนั้นหรือ” เจ้าของเสียงอ่อนโยนถามเพื่อให้แน่ใจ เขาไม่ต้องการผลักภาระของตัวเองให้คนอื่น แค่ให้คนเหล่านี้ช่วยตามหาหลักฐานให้เป็นส่วนใหญ่ เขาก็รู้สึกห่วงกังวลมากพออยู่แล้ว

“ปรับความพยายาม มิได้ความติดตามไป หลายฝ่ายอย่าปักใจ คิดสงสัยได้หลายทาง”

“เขาหมายถึงว่า แน่นอนว่ารัชทายาทควรจะเปลี่ยนไปทำเช่นนั้น เพราะพวกเราพยายามตามมาชายผู้นั้นอยู่พักใหญ่ แต่กลับมิได้ความคืบหน้าใดๆ เกี่ยวกับเขาเลย มีความเป็นไปได้หลายทางสำหรับเรื่องนี้ เช่นว่าเขาอาจจะถูกคนของอำมาตย์เฒ่ากำจัดไปแล้ว เพราะรู้ว่าพวกเรากำลังพยายามตามสืบเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ หรือว่าเขาอาจจะหนีเอาตัวรอดไปเองก็ได้ และจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราไม่สามารถสอบปากคำนักฆ่าที่ส่งมา เฮ้อ ข้าไม่อยากพูดอะไรที่เป็นอัปมงคลกับตัวเองเลย” เสียงกึ่งหญิงกึ่งชายหยุดลง ก่อนจะร่ายต่อ

“เราไม่สามารถสอบปากคำนักฆ่าที่ส่งมาฆ่าข้ากับอินอินได้ ดังนั้นเราจึงมิรู้ว่านี่ใช่ฝีมือของอำมาตย์เฒ่านั่นหรือเปล่า เพราะหากใช่ ย่อมเป็นไปได้ที่ชายคนคุกจะตายไปแล้ว ซึ่งจะทำให้พวกเราลำบากมากขึ้นในการสืบหาเหตุลอบปลงพระชนม์เมื่อ 18 ปีก่อน ถ้าเสียคนที่พอจะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นไปย่อมต้องงมหาหลักฐานใหม่ และต้องใช้เวลานานกว่าเดิม แต่หากมิใช่ เช่นนั้นจะยิ่งอันตราย เพราะเป็นไปได้ว่าอาจเป็นคนของฝ่ายอื่นที่รู้ว่าพวกเรากำลังแอบทำอะไร แล้วใช้โอกาสนี้ในการทำร้ายพวกเรา แบบนี้รัชทายาทควรจะต้องระวังตัวมากขึ้น เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนที่ยื่นมือเข้ามาคือใคร”

“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าคิดว่าน่าจะเป็นกรณีใดที่สุด” พยัคฆ์หนุ่มถาม ในใจมีคำตอบอยู่แล้วว่าน่าจะเป็นฝีมือผู้ใด หากแต่เพราะคำพูดของโออินซองที่ล่ามประจำตัวช่วยแปลให้ ทำให้เขามองเห็นถึงความเป็นไปได้อื่นๆ อีก

“ถามความมิแน่ใจ อย่าเสี่ยงไปจักบานปลาย”

“เขาหมายถึงตอนนี้ยังสรุปไม่ได้และไม่ควรสรุปด้วยเพราะข้อมูลที่เรามียังไม่มากพอ จึงควรใช้วิธีการส่งสารผ่านตุ๊กตาชีวิตอย่างนางไปก่อน อย่างไรก็ตามสถานการณ์ตอนนี้สุ่มเสี่ยงและอันตรายยิ่งขึ้น หากเกิดอะไรขึ้นกับท่านในภาวะที่พระราชากำลังล้มป่วยเช่นนี้ เห็นทีจะยิ่งทำให้เรื่องราวบานปลายใหญ่โต สิ่งที่เราหวาดกลัวที่สุดอาจจะเกิดขึ้นและเกิดผลกระทบเป็นวงกว้างได้”

“อืม” ซานตอบรับ เขาสาวเท้าเข้าไปหาเด็กสาวที่ยังยืนตัวลีบติดกำแพงอยู่ นางพยายามถอยห่างทันทีที่เห็นดังนั้น หากแต่เพราะตัวชิดติดกำแพงอยู่แล้ว จึงเหมือนซอยเท้าถี่อยู่ที่เดิมมากกว่า ชายหนุ่มเห็นท่าทางหวาดหวั่นของนางก็เกิดสงสารขึ้นมาจับใจ จึงคิดจะส่งยิ้มปลอบใจไปให้ แต่ยังมิทันจะได้ทำเช่นนั้น แผ่นหลังสูงใหญ่กำยำขององครักษ์หนุ่มก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเสียก่อน

“ว่าแต่นางชื่ออะไร เป็นใคร มาจากไหน ไว้ใจได้แค่ไหน แล้วมั่นใจได้หรือไม่ว่านางจะไม่ทำให้เรื่องนี้แย่ลง” แทซันที่ยืนบังระหว่างผู้เป็นนายกับเด็กสาวตัวเล็กถามออกไปตามแบบฉบับของคนที่ไม่ค่อยไว้ใจใครง่ายๆ โดยเฉพาะหากคนๆ นั้นจะต้องเข้ามาอยู่ใกล้ชิดผู้ที่ตนอารักขา เขายิ่งต้องการรู้เรื่องเกี่ยวกับคนผู้นั้นให้มากที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่เขาต้องการปกป้องจะปลอดภัยหายห่วง

“นางชื่อจีเอ” บ๊กกูกล่าว และทันทีที่ชื่อของนางหลุดออกมาจากริมฝีปากของชายหน้าตาน่ากลัว เด็กสาวก็หันเข้ากำแพงไปพร้อมทั้งใช้เล็บจิกลงไปบนก้อนหินแน่นด้วยยังจำวันแรกที่เจอกับชายร่างยักษ์ได้ วันนั้นแม้นางจะกลัวที่ต้องถูกนำไปขายเข้าหอนางโลมมากแค่ไหน แต่กลับรู้สึกว่าคงดีกว่าต้องมาอยู่ปรนนิบัติรับใช้ชายน่าสะพรึงผู้นี้ ถึงเขาจะมิเคยล่วงเกินนางอย่างที่คิดไว้ แต่ก็อดรู้สึกกลัวไม่ได้อยู่ดี

ดัมมินจองหันไปเห็นท่าทางของเด็กสาว ก็ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายที่นางช่างไม่รู้จักบุญคุณคน ทั้งๆ ที่เจ้าทึ่มช่วยนางมาอย่างบริสุทธิ์ใจ ซ้ำยังยกห้องพักในค่ายฝึกองครักษ์หลวงของเขาให้นางอีก โดยเจ้าตัวต้องไปอาศัยหลับนอนตามเก้าอี้พักในลานฝึกทุกวัน จนเป็นลาภปากอันโอชะของยุงทุกคืน แล้วดูเจ้าทึ่มสิ เนื้อตัวเต็มไปด้วยตุ่มแดง จนทำให้ดูน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงขึ้นอีกหลายเท่า นึกแล้วก็ให้เห็นใจชายร่างยักษ์ขึ้นมา โฉมงามส่ายหัวน้อยๆ เมื่อคิดได้ดังนั้น ก่อนจะเหลือกตาขึ้นเพราะแทซันถามคำถามที่เจ้าทึ่มคงไม่มีทางตอบได้ละเอียด

“แล้วนางเป็นใคร มาจากไหน ไว้ใจได้แค่ไหน แล้วมั่นใจหรือไม่ว่านางจะไม่ทำให้เรื่องแย่ลง ตอบมาให้ครบด้วย” ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาพูด น้ำเสียงที่ใช้เสมือนกำลังสอบสวนนักโทษคดีอุกฉกรรจ์อยู่

“คืออย่างนี้ ข้าจะอธิบายให้ฟังแล้วกันนะ ไม่งั้นก็ถามกันไปไม่จบไม่สิ้นเสียที” เจ้าของใบหน้างามกล่าวพร้อมพ่นลมหายใจออกมา

“นางเป็นเด็กสาวที่เจ้าทึ่มนี่ซื้อมาจากเขตคยองดง เขตที่มีโรคระบาดอยู่นั่นแหละ แต่นางมิได้ติดโรคหรอกนะ เจ้าทึ่มพานางไปตรวจจนแน่ใจแล้ว บิดาของนางเพิ่งตายเพราะอุบัติเหตุเมื่อไม่กี่เดือนก่อน มารดาของนางอยู่ๆ ก็ล้มป่วย ทำให้หาเลี้ยงครอบครัวไม่ไหว ที่บ้านนางมีน้องๆ อีกเจ็ดแปดคน มารดาของนางเห็นว่านางโตสุด ซ้ำยังหน้าตาพอใช้ ก็เลยพาไปขายนะ เหมือนกำลังพาไปหอคณิกาที่ชื่อนิทราบุปผา เอ๊ะ หรือว่านิทราผกามาศ หรืออะไรสักอย่าง หอนั้นให้ราคาดีสุดเลยนะถ้าเทียบกับหออื่น แต่ก็อย่างว่าแหละ นิยมขายแต่เด็กเอ๊าะๆ ที่ยังไม่ทันจะเป็นสาวเต็มตัวเลยด้วยซ้ำ...อ่า...ข้าหลงประเด็นนี่ เอาล่ะ คือระหว่างที่พวกเราไปตามหาชายคนคุกอย่างไม่ย่อท้อ เจ้าทึ่มก็ไปเจอนางเข้า พอเห็นนางร้องห่มร้องไห้เสียใจแถมมีเด็กๆ วิ่งตามมาเป็นพรวน ก็เกิดใจอ่อน อาการรักเด็ก สตรีและคนชรากำเริบจนขอซื้อนางมา” เสียงกึ่งหญิงกึ่งชายหยุดลงเมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีน่ากลัวที่แผ่ออกมาจากตัวบุรุษผู้นุ่มนวลเป็นครั้งแรก

ฮยู โฉมงามพ่นลมหายใจออกมาน้อยๆ ขณะที่คิดกับตัวเองว่าพวกพี่ๆ ในหอคณิกาสอนไว้ไม่ผิดจริงๆ ว่าพวกผู้ชายไม่ว่าภายนอกจะดูสงบนิ่งนุ่มนวลแค่ไหน แต่ภายในก็ยังมีพลังรุนแรงแอบแฝงอยู่

ซานสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับอารมณ์ เพลิงโทสะที่เขากดไว้ในใจปะทุขึ้นเมื่อได้ยินสิ่งที่ดัมมินจองเล่า คูซันกำลังตกต่ำลงเรื่อยๆ อย่างมิอาจหยุดยั้งได้ แม้แต่พ่อแม่แท้ๆ ยังต้องเอาลูกไปขายประทังชีวิต และเขตที่ว่าก็เป็นเขตที่เขาเพิ่งให้การช่วยเหลือไป เช่นนี้มันควรจะหมายความว่าอย่างไร หรือแม้กระทั่งความช่วยเหลือที่ส่งไป ก็ยังมิสามารถทำให้อะไรดีขึ้นได้เลย ประชาชนชั้นล่างยังคงต้องอยู่อย่างแร้นแค้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดจากการต้องยอมก้มหัวให้คนจากแผ่นดินอื่นเหยียบย่ำมาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะการส่งเครื่องราชบรรณาการซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ความอดอยากยิ่งแพร่กระจายไปในชนชั้นล่าง เพราะของที่ส่งไปล้วนมีที่มาจากแรงกายแรงใจของคนเหล่านั้นทั้งสิ้น

ผลผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าว เกลือ น้ำตาล ผ้าป่าน เนื้อสัตว์ หรืองานฝีมือ ล้วนต้องส่งเข้ารัฐในรูปแบบของภาษีที่อัตราพุ่งขึ้นทุกปีๆ อย่างน่าใจหาย เนื่องด้วยขุนนางอ้างว่าบ้านเมืองต้องใช้งบประมาณมากมายในการซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างต่างๆ หลังภาวะสงคราม และเรียกเก็บภาษีจากประชาชนที่บอบช้ำจากภาวะดังกล่าวไม่ต่างกัน ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วภาษีเหล่านั้นล้วนนำไปเป็นของกำนัลแด่แผ่นดินศัตรู

กลุ่มชนชั้นที่เหลือมักรอดตัวและหลบเลี่ยงการจ่ายภาษีไปได้ด้วยข้อยกเว้นรวมถึงสารพัดข้ออ้าง เช่น คหบดีใหญ่ที่มิต้องเสียสิ่งใดให้รัฐเนื่องจากรู้จักมักคุ้นกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการเก็บส่วย ขุนนางตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไปที่ได้รับการลดหย่อนให้จนแทบไม่ต้องจ่าย เพราะถือว่าการดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นการทำหน้าที่เพื่อแผ่นดิน พวกชนชั้นสูงรวมถึงราชวงศ์บางรายที่ต่อให้มิจ่ายก็ไม่มีผู้ใดกล้าตามไปทวงถาม ทำให้กลุ่มชนที่ไร้อภิสิทธิ์ใดๆ ได้แต่แบกภาระอันหนักอึ้งนั้นไว้บนบ่า และแน่นอนว่าความบอบช้ำที่ได้รับมาอย่างยาวนานค่อยๆ นำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเกิดโรคระบาดในเขตที่พักอาศัยของคนเหล่านั้นหลายครั้งหลายครา โดยที่แทบมิได้รับการดูดำดูดีจากทางการเลย จำนวนคณิกาเด็กเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับอายุของคณิกาที่อ่อนวัยลง แม้แต่จำนวนทาสที่ไม่ได้มาจากชนชั้นทาสก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหาย เพราะบางคนขายคนในครอบครัวเพื่อประทังชีวิตไปจนหมดแล้วยังมิสามารถเอาชีวิตรอดได้ จนต้องขายตัวเองไปเป็นทาสเพื่อหวังให้ได้กินข้าววันละมื้อก็ยังดี สิ่งเหล่านี้อยู่ในสายตาของซานมาตลอด แต่ถึงเห็นชัดกลับช่วยอะไรมิได้ ชายหนุ่มกำมือเข้าด้วยกันแน่น ดัมมินจองเห็นท่าทางเช่นนั้นจึงพยายามที่จะทำให้รัชทายาทอารมณ์ดีขึ้น

“แต่ว่าอย่างน้อยนางก็โชคดีนะ เพราะแม้แต่เบี้ยหวัดเดือนนี้เจ้าทึ่มยังเอาไปให้ครอบครัวนางด้วยความสงสารเลย ทั้งๆ ที่ซื้อตัวมาแล้วแท้ๆ…” เสียงกึ่งหญิงกึ่งชายหยุดลงเมื่ออยู่ๆ โออินซองก็เงยหน้าขึ้นมองตนเป็นเชิงปราม

“เอาล่ะๆ ข้าจะปิดปากให้สนิท ไม่พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว” โฉมงามบอก

แทซันพยักหน้ารับเป็นเชิงว่าเข้าใจแล้ว เขารู้ดีว่าในใจของผู้เป็นนายตอนนี้คงเต็มไปด้วยความเดือดดาล จึงไม่อยากจะทำให้มันโหมกระหน่ำขึ้นกว่าเดิมด้วยเพียงความสงสัยที่ยังหลงเหลืออยู่ในใจของตัวเอง

“แล้วจะใช้นางทำงานยังไง” ชายหนุ่มพยายามเบี่ยงเบนประเด็น

โออินซองเงยหน้าขึ้นจากวัตถุประหลาดในมือ ก่อนที่แผนการต่างๆ จะถูกอธิบายโดยโฉมงามข้างกาย

หลังจากพูดคุยวางแผนเรื่องการตามหาชายปริศนาและวิธีการใช้ตุ๊กตาส่งสารเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดก็แยกย้ายกัน ซาน แทซัน และเด็กสาวตัวเล็ก หรือ จีเอ รีบเดินออกจากที่ลับ และเร่งเท้าเพื่อกลับเข้าวัง แต่นึกไม่ถึงว่าระหว่างทางจะบังเอิญเจอกับกลุ่มนักฆ่าเข้าเสียก่อน

“หลบไป” แทซันว่า เขากันบุคคลทั้งสองไว้ที่ด้านหลัง ขณะที่เอาตัวเองเป็นโล่กำบังและดึงสหายคู่กายที่ซ่อนไว้ออกมาเพื่อเตรียมต่อสู้กับกลุ่มคนจำนวนมากที่ยืนรอจังหวะโจมตีอยู่ตรงหน้า

คมดาบแรกฟันลงมาทันทีด้วยความรวดเร็ว ทำให้ชายหนุ่มรีบรับดาบนั้นไว้ ก่อนจะผลักกลับไปด้วยความเร็วที่ไม่ต่างกัน นักฆ่าคนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็เข้ามารุมล้อมและต่างไสดาบของตนเข้ามาพร้อมๆ กัน

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

แทซันหมุนคว้างเป็นวงกลมต่อสู้กับนักฆ่าที่เข้ามาจากทุกทิศทาง

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

เสียงดาบยังคงประสานกันอย่างต่อเนื่อง

เหล่านักฆ่าต่างทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี สามคนไสดาบเข้ามาทางซ้าย ส่วนอีกสามคนไสดาบเข้ามาทางขวา ทำให้แทซันต้องถีบตัวขึ้นสูงและฟาดดาบใส่คนทั้งหก เขาตีลังกาบนอากาศแล้วถอยไปยืนในจุดที่ไกลออกไปจากเดิม จากนั้นจึงพุ่งเข้าใส่วงล้อมนักฆ่าที่เร่งฝีเท้าตามมา

คมดาบจำนวนมากปราดเข้าหาเขาพร้อมๆ กันอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มหงายตัวลงและเหวี่ยงดาบขึ้นมาจากด้านล่าง จากนั้นก็แกว่งมือจนดาบหมุนเป็นวงในจังหวะเดียวกับที่หมุนตัวขึ้นจากพื้นเพื่อยืนจนเต็มความสูง เขากระโดดขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นนักฆ่าอีกคนวาดดาบเข้ามาที่ข้อเท้า และถีบเข้าไปที่บ่าของอีกฝ่ายอย่างแรง ต่อด้วยยอดอกของนักฆ่าอีกสามคนที่อยู่ใกล้ๆ จนผู้ประสงค์ร้ายเหล่านั้นกระเด็นออกไปนอกวงล้อม จากนั้นก็เอี้ยวตัวหลบและหันไปรับคมอาวุธที่ปราดเข้ามาทางขวา ก่อนจะผลักออกไปจนคมดาบนั้นฟันเข้ากับนักฆ่าอีกสองคนที่เป็นพวกเดียวกัน

เขาใช้แรงขากระโดดขึ้นและตีลังกาเพื่อเปลี่ยนทิศทางอีกครั้ง เมื่อลงสู่พื้นก็ยอบตัวหลบนักฆ่าสามคนที่อาศัยจังหวะนั้นถีบตัวขึ้นสูงเพื่อที่จะแทงเขา เหงื่อเม็ดน้อยๆ ผุดพรายขึ้นบนใบหน้าคมสัน แม้จะมีฝีมือมากเพียงใด แต่จำนวนนักฆ่าที่รุมล้อมเข้ามาไม่น้อยเลยทีเดียว และฝีมือของทุกคนก็อยู่ในเกณฑ์ดี เมื่อรวมพลังกันจึงสูสีกับแทซันอย่างเห็นได้ชัด

ชายหนุ่มพยายามต่อสู้อย่างสุดกำลัง และไม่ว่าจะต้องเคลื่อนตัวหลบการโจมตีของกลุ่มนักฆ่ามากเพียงใด หรือต่อสู้จนเหน็ดเหนื่อยมากแค่ไหน เขาก็ไม่เคยลืมที่จะเหลือบหางตาไปดูความปลอดภัยของผู้เป็นนาย

ในขณะที่นักฆ่าส่วนใหญ่ไปรุมล้อมร่างกำยำอยู่นั้น นักฆ่าอีกสามคนที่โผล่มาทีหลังก็ตีวงล้อมเข้ามาหาซาน แม้จะปกปิดใบหน้าไว้ แต่รังสีเข่นฆ่ากลับแผ่ออกมาอย่างชัดเจน จนเด็กสาวที่ถูกบังไว้ด้านหลังถึงกับตัวสั่นไม่หยุดด้วยความหวาดกลัว แม้ใจจริงจะอยากวิ่งหนี อยากหลบไปจากสถานการณ์ตรงหน้า ละทิ้งบุรุษทั้งสองที่กำลังถูกจู่โจม แต่เพราะขาน้อยๆ สั่นไม่หยุดและไม่สามารถควบคุมได้ จีเอจึงได้แต่ยืนไร้เรี่ยวแรงอยู่ตรงนั้น

คมอาวุธที่ปราดเข้ามาอย่างรวดเร็วถูกซานใช้ดาบรับและผลักออกไป นักฆ่าทั้งสามต่างรุมล้อมและโจมตีรัชทายาทอย่างต่อเนื่อง แม้แทซันจะเห็นจากหางตาว่าผู้เป็นนายกำลังต่อสู้กับสามคนนั่น แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะมิอาจฝ่าวงล้อมนักฆ่าจำนวนมากที่ยังคงผลัดกันโจมตีตนเพื่อกันไม่ให้ออกไปช่วยนายเหนือหัว

ซานพยายามหาทางกำจัดหนึ่งในสามนักฆ่า และเปิดทางให้เด็กสาวที่อยู่ด้านหลังวิ่งหนีไป ด้วยใจรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังหวาดกลัวเพียงใด และการที่นางยังยืนอยู่อย่างนี้ก็ทำให้เขาต่อสู้ไม่ถนัด เพราะกลัวว่าเด็กสาวผู้บริสุทธิ์อาจจะถูกลูกหลงเข้า เขาคิดอยู่แค่ว่านางเป็นเพียงประชาชนธรรมดา ไม่ควรต้องมาจบชีวิตลงเพราะปัญหาของเขาเอง

พยัคฆ์หนุ่มใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดในการตีวงล้อมให้แตกออก แต่เพราะกล้ามเนื้อที่อ่อนล้าจากการใช้งานหนักเกินไป และความเจ็บปวดบริเวณสีข้างที่ถูกแทซันใช้ท่อนแขนแกร่งกระแทกเพื่อหยุดเขาจากการใช้งานร่างกายจนเกินขีดจำกัด ทำให้ซานไม่สามารถต่อสู้ได้ดังใจ เพียงไม่นานนักฆ่าทั้งสามก็ประชิดเข้ามา จนรู้สึกได้ว่าอาจจะต้องเพลี่ยงพล้ำและจบชีวิตลง

คมดาบทั้งสามปราดเข้ามาพร้อมกัน ซานรับรู้ได้ถึงไอสังหารจากวัตถุสีเงินที่พุ่งตรงมายังคอเขา ก่อนจะรู้สึกร้อน และเห็นประกายไฟเมื่อมีดาบอีกเล่มมารับดาบของเหล่านักฆ่าไว้อย่างฉิวเฉียด

บุรุษในชุดดำปิดหน้าปิดตาที่จู่ๆ ก็โผล่มาทำให้นักฆ่าทั้งสามงุนงงไม่น้อย หากแต่เป็นเพียงเสี้ยววิเท่านั้น เมื่อได้สติทั้งสามก็เข้าโรมรันกับบุรุษผู้นั้นทันที ซึ่งบุรุษผู้นั้นก็ไม่รอช้ารีบดึงความสนใจของเหล่านักฆ่าเพื่อเปิดทางให้ซาน

ชายหนุ่มหันไปมองแทซันที่ยังอยู่กลางวงล้อมของนักฆ่าอย่างเป็นห่วง อีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าเจ้านายมีโอกาสหนี ก็พยักหน้าเป็นเชิงว่าให้รีบหนีไปก่อนแล้วตนจะรีบตามไป ซานจึงรีบพาจีเอที่ยังคงยืนสั่นไม่หยุดออกวิ่ง แต่เพราะเด็กสาวหวาดกลัวจนไร้เรี่ยวแรง เขาจึงต้องพยายามฉุดข้อมือของนางอยู่นานกว่าขาน้อยๆ จะก้าวออกไปได้ และนั่นทำให้นักฆ่าคนหนึ่งสามารถสลัดการโรมรันของชายชุดดำ และหันกลับมาโจมตีชายหนุ่มด้วยความรวดเร็ว ดาบคมปราดฟันเข้าที่แผ่นหลังของเขาอย่างมาดร้าย

ความปวดแปลบแล่นขึ้นมาทันที เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกชา ตามมาด้วยความรู้สึกร้อนที่แผ่นหลัง ความเจ็บค่อยๆ แผ่ขยายไปทั่วเมื่อเนื้อบริเวณนั้นเริ่มแยกออกจากกัน จากนั้นความรู้สึกชาก็หวนกลับมาอีกครั้ง ตามด้วยความรู้สึกหนึบหนับ เลือดอุ่นๆ ไหลทะลักออกมาอย่างไม่ขาดสาย แต่ซานยังเร่งฝีเท้าไม่หยุด ด้วยรู้ว่าวินาทีนี้เป็นวินาทีที่จะตัดสินความเป็นความตายของเขา ตระกูลอี บรรดาข้าราชบริพารที่รับใช้ใกล้ชิด รวมถึงจีเอที่วิ่งอยู่ข้างๆ

ชายชราในชุดแพรไหมเนื้อดีสีม่วงเข้มค่อยๆ ยกชาสมุนไพรขึ้นจิบราวกับไม่ทุกข์ร้อนใดๆ ทั้งๆ ที่ชายหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลาผู้รับใช้มานานปีกำลังก้มหัวรับผิดอยู่เบื้องหน้า

“ครั้งนี้ข้าน้อยทำงานผิดพลาด ปล่อยให้พวกมันหนีรอดไปได้ ขอนายท่านโปรดลงโทษด้วย”

อำมาตย์คิมมองบุคคลตรงหน้าก่อนจะยิ้มออกมาน้อยๆ “เจ้าบอกว่าคนของเจ้าฟันมัน?”

“ขอรับ” เอพุนว่า หัวก้มต่ำด้วยรู้สึกผิด

“ข้าน้อยทำงานผิดพลาด ไม่สามารถทำตามคำสั่งของนายท่านได้ โปรดลงโทษข้าน้อยด้วย”

อำมาตย์เฒ่าค่อยๆ ยกชาสมุนไพรขึ้นจิบอีกครั้ง คิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าลูกพยัคฆ์คงรู้ตัวแล้วว่าสถานการณ์ในตอนนี้อันตรายเพียงใด และคงระมัดระวังตัวมากขึ้นเนื่องจากรู้ว่ากำลังถูกปองร้าย แม้ผลลัพธ์ของเหตุการณ์จะไม่เป็นดังหวัง แต่อย่างน้อยเขาก็วางหมากได้ตรงจุด

“ข้าจะลงโทษเจ้าได้อย่างไรเอพุน” ชายชราว่าเนิบๆ จนทำให้อีกฝ่ายก้มหัวลงต่ำกว่าเดิมด้วยความรู้สึกผิดเต็มหัวใจ

“หากลงโทษเจ้า บิดาบุญธรรมผู้แก่ชราของเจ้าจะมิรู้เอาหรือว่าเจ้ากำลังแอบทำการใดอยู่” ริมฝีปากของผู้ทรงอิทธิพลระบายยิ้มน้อยๆ เมื่อคิดถึงคู่ปรับตลอดการอีกคน

“นายท่าน” เอพุนเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายด้วยความตกใจ

“อย่างไรบิดาเจ้าก็มิธรรมดา อำนาจของเขาไม่มากเท่าข้าก็จริง แต่เราต่างอยู่ในราชสำนักมานานพอๆ กัน หากวันใดวันหนึ่งเขาลุกขึ้นมาต่อต้านข้า แม้แรงต้านนั้นจะไม่มากพอ แต่ก็ทำให้แผนการของข้าสั่นคลอนได้”

เอพุนได้แต่ขบกรามแน่นด้วยรู้ว่าสิ่งที่นายตนพูดนั้นเป็นความจริงทุกประการ เวลานี้แผนการที่วางไว้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นแล้ว จะมาทำให้เสียหายแค่เพราะความผิดพลาดของเขาคนเดียวมิได้

“สำหรับความผิดของเจ้าครั้งนี้ ครั้งหน้า...อย่าให้เกิดซ้ำอีก” ชายชรากล่าวด้วยท่าทางสบายๆ มิได้ถือสาหาความใดๆ

“แต่ว่ารัชทายาท...” เอพุนได้แต่กลืนคำพูดลงคอเมื่ออีกฝ่ายส่งสัญญาณว่าไม่ต้องพูดอะไรทั้งสิ้น

“นอกจากหมอหลวงมุนและพวกที่รับใช้ใกล้ชิดแล้ว ตอนนี้อย่าเพิ่งให้ใครรู้เป็นอันขาดว่าเจ้าลูกพยัคฆ์ได้รับบาดเจ็บ” อำมาตย์คิมว่า “ให้ปล่อยข่าวลือไปว่าพระองค์ทรงล้มป่วยด้วยโรคประจำตัวเหมือนเช่นทุกครั้ง”

“ขอรับ”

“แล้วก็อย่าลืมตามไปปิดปากนักฆ่าพวกนั้นให้หมด” นัยน์ตาสีขุ่นสะท้อนความไม่พอใจออกมาเมื่อนึกถึงคนกลุ่มนั้น

“ขอรับ” เอพุนรับคำ เขารู้ดีว่าจะสามารถไล่ล่าและตามปิดปากนักฆ่าเหล่านั้นได้ทั้งหมด แต่ก็ยังคงรู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อย เรื่องราวต่างๆ ภายในวังใช่ว่าจะปิดกันได้ง่ายๆ การบาดเจ็บครั้งนี้ของรัชทายาทนั้นหากหลุดรอดออกไปรังแต่จะเป็นผลเสียต่อผู้เป็นนาย และเสมือนชายผู้ทรงอิทธิพลจะรู้ความคิดของอีกฝ่าย เขาเพียงยิ้มน้อยๆ ให้ลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ ก่อนจะเอ่ยออกมา

“ในวังมีแต่คนของข้า เจ้าไม่ต้องกังวล ส่วนพวกที่ไม่ใช่คนของข้านั้น...” เขายกยิ้มอย่างมีความสุข “ย่อมไม่กล้าพูดเรื่องนี้แน่”

เจ้าของเรือนผมสีดอกเลายกชาสมุนไพรขึ้นจิบอีกนิด จากนั้นจึงพูดออกมา “ถึงเหตุการณ์นี้จะผิดจากที่ข้าหวังไว้ แต่กลับเปิดหนทางใหม่ให้เราไปต่ออย่างสะดวกสบายขึ้น”

เอพุนมองหน้าผู้เป็นนายอย่างไม่เข้าใจเท่าใดนัก แต่แล้วประโยคถัดมาของผู้เป็นนายก็ทำให้เขาหนาวสะท้านไปทั้งร่าง ด้วยรู้สึกว่าความผิดพลาดครั้งนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายไปซะทีเดียว

“รัชทายาทล้มป่วยอย่างหนัก พระคู่หมั้นก็ควรเข้าวังไปดูแล เจ้าว่าจริงหรือไม่”

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว