วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น -บทที่4. มีอะไรรึอาหมาน

โดย  เพลงมีนา

วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

บทที่4. มีอะไรรึอาหมาน

บทที่ 4.

มีอะไรรึอาหมาน

บุรุษวัยสามสิบปีนามว่าเสียเอี๋ยนยืนอยู่ริมหน้าผา สายตากวาดมองไปยังเบื้องล่างคล้ายรอคอยบางสิ่ง สายลมสงบไม้ไหวขยับไหวเพียงเล็กน้อย ผีเสือปีกขาวพิสุทธิ์สะท้อนแสงอาทิตย์งามระยิบระยิบโบยบินอย่างอ้อยอิ่งมาเบื้องหน้า จนกระทั้งชายหนุ่มยื่นปลายนิ้วออกไป มันจึงเกาะที่นิ้วเรียวของเขา

“กลับมาแล้วรึ” เขาเอ่ยกับผีเสื้อตัวน้อย ยกปลายนิ้วขึ้นเสมอระดับสายตา นี่มิใช่ผีเสื้อธรรมดาแต่เป็นภูตผีเสื้อที่ถูกร่ายมนตร์ให้ติดตามหาข่าวสารของคนผู้หนึ่งที่เขาออกตามหานานนับเดือนแล้ว

“ข้ารู้ว่าเจ้าเหนื่อย แต่ข้าจำเป็นต้องรีบค้นหาคนผู้นั้น เจ้าช่วยนำทางไปทีเถิด”

ผีเสื้อกระพือปีกบินขึ้นอีกครา มันบินวนเวียนชายที่แต่งกายราวนักพรตแล้วบินนำไปเบื้องหน้า แม้ผีเสื้อจะโบยบินห่างออกไปแล้ว แต่มีลำแสงสีขาวที่มีเพียงเสียเอี๋ยนเท่านั้นที่มองเห็นเป็นเครื่องหมายนำทาง เขาพยักหน้าอย่างพอใจ กระโจนขึ้นหลังอาชาสีนิลแล้วบังคับม้าให้ติดตามผีเสื้อโบยบิน

หนึ่งเดือนเต็มกับการตามหาซุนเว่ยหมิน สิ่งที่เขาตามหามิใช่ร่างกายแต่เป็นดวงจิตของซุนเว่ยหมิน เขาส่งร่างของซุนเว่ยหมินกลับเมืองหลวงไปนานแล้ว ตั้งแต่เกิดเหตุลอบทำร้ายและก้อนหินถล่ม ทำให้ซุนเว่ยหมิงบาดเจ็บสาหัส จนปานนี้ยังไม่ฟื้น แต่สาเหตุที่ไม่ฟื้นมิใช่เพราะแค่เขาได้รับบาดเจ็บเท่านั้น แต่เพราะดวงจิตของเขาหลุดออกจากร่างไป นี่ก็ครบหนึ่งเดือนแล้วที่ดวงจิตนั้นหลุดออกจากร่าง มีเวลาเพียงแค่สี่สิบเก้าวันเท่านั้น เขาต้องเร่งรีบหาดวงจิตของซุนเวยหมินให้พบ เขาได้ใช้ภูตผีเสื้อออกตามหา มาบัดนี้เพิ่งได้ทราบข่าว หัวใจของเขายิ่งตื่นเต้นและเป็นทุกข์พร้อมกัน

ซุนเว่ยหมินเป็นคนที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง เขาเป็นถึงอนุชาของเต๋อเฟย สนมคนโปรดขององค์ฮ่องเต้ แม้ท่าทางเหมือนคุณชายไม่เอาไหน แท้จริงแล้วเขาเสมือนมือขวาขององค์ฮ่องเต้ ได้รับแต่งตั้งเป็นจวิ้นอ๋อง มอบทหารหนึ่งแสนนายเพื่อปกป้องราชวงศ์

ซุนเว่ยหมินไม่คิดว่าชีวิตจะมีวันที่ตัวเองตกอยู่ในสภาพน่าเวทนาเช่นนี้

เอ่ยปากส่งเสียงสื่อสารกับใครก็ได้เพียงแค่เสียงอือๆอาๆ ครางเครือในลำคอ ขยับร่างกายได้แค่ปลายนิ้วมือ นิ้วเท้าและใบหน้า ส่วนอื่นของร่างกายไม่อาจเคลื่อนไหวได้ตามใจเลยสักนิด เรื่องที่น่าสมเพชที่สุดคือการขับถ่ายที่เขาไม่อาจทำได้ด้วยตนเอง อาศัยเพียงเหมยซิงจัดการเช็ดทำความสะอาดให้อย่างไม่รังเกียจ เขาอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ชีวิตคนเราต้องพบเจอมากเพียงใดถึงทำเรื่องพวกนี้ได้อย่างหน้าตาเฉยเช่นนี้

ร่างกายที่ไม่ใช่ของเขาเริ่มดีขึ้น ร่องรอยบอบช้ำจางไปมาก แต่ก็ยังคงสภาพความเป็น ‘ผัก’ เช่นเดิม เมื่อเขาไม่มีไข้แล้ว เหมยซิงก็กังวลว่าเขาจะนอนให้ห้องเหม็นอับอย่างเบื่อหน่าย จึงแบกร่างผักนี้ขึ้นหลังมานั่งอยู่ที่ลานกว้างของบ้าน ได้รับแสดงแดดอ่อนๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก

หากไม่นับร่างกายที่มีสภาพเป็นผักเช่นนี้ ชีวิตความเป็นอยู่อันแสนยากจนทว่าเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะนี้ก็นับว่ามีความสุขมากนัก ติงเชาที่เด็กๆ เรียกพ่อบุญธรรมเป็นพรานป่าอาศัยหาของป่าเลี้ยงชีพ เขาเองไม่รู้ความเป็นมาเป็นไปของติงเชา แต่เหมยซิงและเด็กๆ ที่นี่เป็นผู้ที่หลงเหลือจากสงครามเมื่อหกปีก่อน ผลัดพรากจากพ่อแม่ญาติพี่น้องหรืออาจตายจากกันไปแล้ว พวกเขาจึงอยู่ที่นี่กันอย่างเรียบง่าย ไม่นานมานี่ติงเชาเกิดเจ็บป่วยทำให้เหมยซิงไปทำงานในบ้านเศรษฐีเป็นหญิงรับใช้ และถูกทำร้ายปางตาย ทำให้นางกลับมาอยู่ที่เดิมนี่

เขาเองก็ไม่รู้ว่าเจ้าของร่างเดิมนี่เป็นมาอย่างไร แต่เหมยซิงเองคงเข้าใจไปว่าเจ้าของร่างนี้เป็นเช่นเดียวกับนาง เพราะนาง ‘เก็บ’ เขามาจากป่าช้า

นอกจากปลายนิ้วมือและเท้าแล้ว ก็มีเพียงดวงตาที่กลอกไปมาได้ตามใจซึ่งยามนี้เขาเฝ้ามอง ร่างของเด็กสาวผอมบางที่ควงไม้พลองอย่างคล่องแคล่วท่ามกลางเสียงปรบมือของน้องๆ

“พี่สาวเก่งแบบนี้ไปขายศิลปะในเมืองคงได้หลายเงินเป็นแน่” ติงเกาพูดขึ้นแล้วทำท่าหมุนตัวเลียนแบบพี่สาว

“ขายศิลปะคืออะไร?”

เหมยซิงถามพลางเช็ดเหงื่อบนใบหน้าด้วยท่อนแขน อยู่ที่นี่มาสองเดือนเริ่มชินกับร่างกายนี้แล้ว พอได้ขยับตัวบ่อยการเคลื่อนไหวบ่อยๆ ก็เริ่มคุ้นชิน นางฝึกยืดหยุนตัวเหมือนตอนที่ยังเป็น ‘พันดาว’ ในทุกวันนางมีตารางฝึกออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้คล่องแคล่วพร้อมรับทุกบทบาทที่ได้รับมา

“ก็ไปแสดงศิลปะการต่อสู้ แลกเงินหรือข้าวสารของกินได้” ติงเกาพูดด้วยรอยยิ้มมีความหวัง “พี่สาวสอนข้าบ้างซิ”

เหมยซิงพยักหน้าเข้าใจ คงจะเหมือนกับ ‘เปิดหมวก’ ละซิ ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดี นางอยากหาเงินซื้อข้าวสารมาตุนไว้ให้น้องๆ เมล็ดพันธ์พืชที่ได้มาก็ลงแรงเพาะปลูกไปแล้ว ช่วงนี้อาการพ่อบุญธรรมดีขึ้นก็ลุกขึ้นมาสอนนางใช้ธนูล่าสัตว์ นางจึงได้รื้อเอาเครื่องมือล่าสัตว์ของบิดาออกมาซ่อมแซม นางรู้ว่าพ่อบุญธรรมดูประหลาดใจที่นางสนใจเรื่องพวกนี้ แต่นางก็ใช้รอยยิ้มกลบเกลือนทำให้ติงเชาไม่เอ่ยถามอะไร สอนให้นางรู้เครื่องไม้เครื่องมือเหล่านี้อย่างเต็มใจ

หญิงสาวหันมาทางชายหนุ่มที่ทุกคนในบ้านต่างตกลงใจที่จะเรียกเขาว่า ‘อาหมาน’ ติงปิงบอกว่า ‘หมาน’ แปลว่า ‘เต็ม’ แม้สีหน้าคนถูกเรียกจะไม่เต็มใจแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ นางเห็นเหมยลี่ช่วยหวีผมให้อาหมานแล้วก็กระโดดลงมายืนจ้องมองชายหนุ่มที่กระตุกกระติกตัวไม่ได้แล้วยิ้มอย่างภูมิใจ

“เหมยลี่เก่งจริงๆ” นางเอ่ยชมน้องสาวคนเล็ก แล้วเดินไปใกล้แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าซับน้ำลายที่มุมปากให้อาหมาน ดูเขาอึดอัดใจที่นางคอยดูแลเขาเช่นนี้

“อย่าคิดมาก ข้าเคยดูแลคนอาการหนักกว่าเจ้าอีก ถึงบ้านนี้จะมีเด็กผู้ชายแต่เขาก็เด็กเกินกว่าให้มาทำอะไรพวกนี้เอง ให้ข้าจัดการให้เถอะ เจ้าก็ทำเป็นมองไม่เห็นก็ได้”

นางพยายามไม่ให้เขาคิดมาก แต่ดูท่าเขาจำยอมอย่างจนใจ นางประเมินอาหมานว่าเขาคงอายุประมาณยี่สิบนิดๆ หรือไม่เกินนี้ ถ้านับตามอายุ ‘พันดาว’ แล้วละก็ ชายผู้นี้ก็เป็น ‘น้อง’ ของนางอีกด้วย และความที่เขาผอมบางมาก ทำให้นางสามารถใช้ร่างเหมยซิงเด็กสาวอายุสิบหกแบกเขาไปโน้นมานี่ได้อย่างไม่ลำบากนัก

สองเดือนกับการอยู่ในร่างเหมยซิง บางทีนางก็อดคิดไม่ได้ว่า อาจเป็นชะตาลิขิตให้นางต้องมาใช้ชีวิตที่นี่ก็เป็นได้ ถ้านางไม่เคยเป็นสตั๊นท์เกิร์ลมาก่อน คงใช้เครื่องมือล่าสัตว์ไม่เป็น ถ้านางไม่เคยออกค่ายอาสา นางคงไม่รู้วิธีเพาะปลูก และถ้านางไม่เคยดูแลคุณตาข้างบ้าน นางก็ไม่รู้ว่าจะดูแลอาหมานอย่างไร

พอคิดแบบนี้แล้วนางมีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตในโลกแปลกประหลาดใบนี้ และเมื่อไหร่ที่นางคิดถึงลุงทองดี นางก็จะดูตั้งใจดูแลพ่อติงเชาและน้องๆ ให้มาก

ซุนเว่ยหมินมองร่างบอบบางเดินเอาผ้าที่เช็ดน้ำลายของเขาไปซักแล้วก็ถอนหายใจเบาๆ ชีวิตเขาจะต้องอยู่ในสภาพนี้ไปนานเพียงใด คนที่เคยทำอะไรด้วยตัวเองได้ทุกอย่าง มาเวลานี้ไม่อาจทำอะไรได้เลย ศักดิ์ศรีที่เคยมีท่วมท้น ยามนี้แทบไม่มีสิ่งนั้นเหลือแล้ว แต่เขายังพอมีหวัง บ้างทีอย่างน้อยเขาเริ่มเปล่งเสียงได้มากขึ้น ขยับข้อมือได้ ลองฝึกยกแขนแม้จะขึ้นเหนือพื้นมาเล็กน้อยแต่ก็นับว่าดี ขอเพียงเขาขยับมือเขียนจดหมายได้ เขาก็จะสามารถติดต่อผู้อื่นได้

ในขณะที่ใจพะวงหาวิธีการติดต่อกับผู้อื่น เขาเห็นผีเสื้อสีขาวพิสุทธิ์ตัวหนึ่งโบยบินวนเวียนอยู่เบื้องหน้า ขณะที่จับจ้องมองผีเสื้อแปลกตาตัวนี้มันก็บินมาเกาะที่ปลายจมูกของเขา เขาหรี่ตามองผีเสื้อตัวนี้ด้วยความรู้สึกคุ้นตา

“อืออออ....”

เหมยซิงที่มักจะไวกับปฏิกิริยาของอาหมานจึงหันมาทันที เห็นเพียงเขามีสีหน้าตื่นเต้นและส่งเสียงครางครือในลำคอเท่านั่น นางเอียงคอมองอย่างประหลาดใจแล้วเดินกลับมานั่งจ้องหน้าชายหนุ่มแล้วเอ่ยถาม

“มีอะไรรึอาหมาน”

“อืออออออ...”

“หือ?” นางรู้สึกเหมือนเขาพยายามจะบอกอะไรนาง แต่คราวนี้นางไม่เข้าใจจริงๆ ได้แต่หันซ้ายหันขวามองตามลูกตาดำของเขาที่กลอกไปมา ยังไม่ทันได้ค้นหาคำตอบ นางได้ยินเสียงม้าอยู่หน้าบ้าน บ้านที่ไม่ค่อยมีใครผ่านมานักทำให้เด็กๆ และพ่อบุญธรรมหยุดการเคลื่อนไหวและหันไปมองทางประตูหน้าบ้าน

บุรุษในชุดดำก้าวพรวดพราดเข้ามาในลานกว้างอย่างไม่เกรงใจและมารยาทเจ้าของบ้าน เขากวาดตามองราวกับไม่เห็นผู้ใดในสายตา จับจ้องไปเพียงยังชายที่นั่งเอนหลังนิ่งๆ เบิกตากว้างด้วยความดีใจ

“ท่าน...” เสียเอี๋ยนก้าวเร็วๆ มาคุกเข่าเบื้องหน้า กำลังจะเรียกชื่ออีกฝ่ายแต่ตระหนักได้ว่าคนที่อยู่เบื้องหน้านี้แม้มีดวงจิตของท่านอ๋องซุนเว่ยหมินที่เขาตามหามานานนับเดือน ทว่าร่างกายและใบหน้าไม่ใช่ของท่านอ๋อง เป็นใบหน้าและร่างกายของ...

‘เสียเอี๋ยน!’

“คุณชาย...” เสียเอี๋ยนนอกจากจะฝึกยุทธแล้ว เขายังมีความสามารถในการมองเห็นสิ่งที่ผู้อื่นมองไม่เห็น เป็นพรสวรรค์ที่ได้รับมาตั้งแต่เกิด แต่ทำให้ผู้อื่นหวาดกลัว บิดามารดาจึงยกเขาให้นักพรตท่านหนึ่งเลี้ยงดู ทำให้เขาได้ร่ำเรียนเวทมนตร์คาถาต่างๆ พอที่จะเรียกสัตว์ใช้สัตว์อาคมติดตามหาผู้ที่ต้องการพบตัวได้เช่นนี้

“คุณชาย?” เหมยซิงที่อยู่ใกล้ที่สุดออกมายืนขวาง แม้คนผู้นี้ทำท่าสนิทสนมกับอาหมาน แต่เขาจู่ๆ เข้ามาแบบนี้ก็ไม่ค่อยน่าไว้ใจนัก

“ขออภัยทุกท่าน” เสียเอี๋ยนลุกขึ้นประสานมือคาวระเด็กสาวและหันไปทางชายที่อยู่ไม่ไกลนัก “ข้าชื่อเสียเอี๋ยนได้รับคำสั่งให้ออกติดตามหาคุณชายหานมานับเดือนแล้ว เมื่อทราบว่าคุณชายอยู่ที่นี่จึงได้รีบเข้ามา บุกรุกบ้านของพวกท่านโดยมิได้ตั้งใจ โปรดอภัยให้ด้วย”

“คุณชายหาน?” เหมยซิงขมวดคิ้วแล้วหันไปทางอาหมาน เนื่องจากนางดูแลเขามาจนพอจะเข้าใจสายตาของเขาแล้ว จึงเห็นแววตาของเขามีประกายตื่นเต้นยินดี ซึ่งแสดงว่าต้องรู้จักกับคนผู้นี้

‘ไยเรียกข้าว่าคุณชายหาน’

ซุนเว่ยหมินาส่งเสียงถามอยู่ในใจ แต่เสียเอี๋ยนที่มีพรสวรรค์เรื่องเร้นลับเหนือธรรมชาติกระตุกมุมปากยิ้มเล็กน้อย ตอบกลับด้วยเสียงที่มีแต่ซุนเว่ยหมินที่ได้ยินเช่นกัน

‘ก็ร่างที่ท่านอ๋องยืมใช้อยู่นี่เป็นร่างของคุณชายหานหงปิง ข้าจำเป็นต้องเรียกท่านว่าคุณชายหานนะซิ!’

“อาหมาน เจ้ารู้จักชายผู้นี้หรือไม่” เหมยซิงถามเพื่อความแน่ใจ เห็นใบหน้านั้นพยักหน้าลงเล็กน้อย นางก็พยักหน้ารับหันไปทางพ่อบุญธรรมของและน้องๆที่ยืนมองอย่างงุนงง

“อาหมานรู้จักชายผู้นี้” นางเอ่ยขึ้นแต่ยังไม่ค่อยไว้ใจนัก จู่ๆ โผล่เข้ามาก็น่าสงสัยไม่น้อย “เหตุใดท่านจึงรู้ว่าอาหมานอยู่ที่นี่”

“อาหมาน?” เสียเอี๋ยนทำหน้างุนงง กลอกตามองไปยังซุนเว่ยหมินที่พยักหน้าเล็กน้อย

‘นางเรียกข้าว่าอาหมาน’

“อ้อ! คุณชายของเราถูกลอบทำร้าย ข้าได้ส่งคนออกติดตามมานานนับเดือนแล้ว และมีคนส่งข่าวว่าน่าจะอยู่แถบนี้ ทีแรกคิดจะเข้ามาสอบถาม แต่พอเห็นคุณชายก็ดีใจเกินไปจนลืมมารยาทไปสิ้น”

เหมยซิงที่ยืนกอดอกแหงนหน้ามองชายที่เข้ามาใหม่อย่างประเมิน มีความแคลงใจอยู่บ้าง เพราะบ้านของนางห่างไกลผู้คน ไม่คิดว่าจะมีใครล่วงรู้ว่าที่บ้านของนางรับคนแปลกหน้ามาอยู่เพิ่ม

“ทุกท่าน ข้าขอคุยกับคุณชายสักครู่เถิด”

“ท่านจะคุยได้อย่างไร อาหมานพูดไม่ได้”

“อะไรนะ!” เสียเอี๋ยนทำหน้าตกใจ ลืมไปว่าที่เขาสนทนากับซุนเว่ยหมินนั้นใช้การพูดด้วยกระแสจิต แม้ได้ขยับปากส่งเสียจึงคุยกันได้

“ท่านเป็นคนดูแลอาหมานมิรู้หรือ?” เหมยซิงหาทางจับผิดทุกทาง

“เพราะดีใจที่ได้พบจนลืมไป” เขายิ้มแก้เก้อ

“ให้ข้าอยู่เป็นเพื่อนหรือไม่” นางถามจ้องตาเขาอย่างจริงจัง เห็นใบหน้านั้นส่ายไปมาช้าๆ จึงได้แต่พยักหน้ายอมรับ

“ข้าจะเอาน้ำชามาให้ รอสักครู่”

“ขอบใจแม่นางน้อยมาก”

นางจำใจต้องถอยห่าง พาน้องๆ ออกมารวมทั้งพ่อบุญธรรมด้วย เหมยลี่เบ้ปากเหมือนจะร้องไห้ ทำให้เหมยซิงอุ้มน้องสาวตัวเล็กขึ้นมาหอมแก้มนุ่มๆ เล่น

“เหมยลี่คนดีเป็นอะไรไป”

“เขาจะเอาอาหมานไป”

“อาหมานไม่ใช่ของเราเสียหน่อย” ติงเกาพูดขึ้น

“ถ้าเป็นญาติของอาหมานจริงๆ ก็ดีซิ อาหมานจะได้กลับบ้านไง” ติงหยี่ปลอบน้องสาวตัวเล็ก เขารู้ว่าเหมยลี่มองอาหมานเหมือนของเล่นที่นางประคบประหงมดูแล

“ใช่ๆ อาหมานไม่สบายกลับบ้านไปจะได้มีหมอรักษาอย่างไรเล่า” ติงปิงเองก็ช่วยปลอบน้องสาวไปด้วย

แต่ทั้งหมดที่พูดมาเหมือนจะปลอบใจเหมยซิงด้วยเช่นกัน นางดูแลเขามาเกือบครึ่งเดือน แม้รู้ว่าวันหนึ่งเขาต้องกลับไปในที่ที่จากมา

แต่นางก็อดเศร้าใจไปด้วยไม่ได้

เด็กๆ มัวแต่ซ่อนความเศร้าที่อาหมานจะจากไป มีแต่ติงเชาที่รู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ทั้งการมาของชายที่เรียกตัวเองว่า ‘เสียเอี๋ยน’ และคนที่ลูกสาวแบกมาจากป่าช้าที่ชายผู้นั้นเรียก ‘คุณชายหานหงปิง’ หากอาหมานเป็นคุณชายหานหงปิงตัวจริง ไยเหมยซิงจึงจำไม่ได้ว่าคนที่นางดูแลเป็นคุณชายหาน

เพราะบ้านเศรษฐีที่นางไปเป็นหญิงรับใช้นั้นคือบ้านตระกูลหาน! คนพวกนั้นลงโทษนางและเอานางไปโยนทิ้งในป่าช้าราวเศษสวะชิ้นหนึ่ง!

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Bbenee
สนุกนะ แม้จะมีความมั่ว ข้ามประเทศก็เถอะ ...รออ่านเรื่องใหม่อยู่ค่ะไรท์
เมื่อ 2 เดือน 3 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย nathalie
สนุกค่ะน่าติดตาม
เมื่อ 1 ปี 1 เดือนที่แล้ว

รีวิว