วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น -บทที่ 5. เหตุใดเป็นข้า

โดย  เพลงมีนา

วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

บทที่ 5. เหตุใดเป็นข้า

บทที่ 5.

เหตุใดเป็นข้า

“ข้าไม่มีเวลาอธิบายเรื่องทั้งหมด”

เสียเอี๋ยนรีบเอ่ยขึ้นหลังจากไม่มีผู้อื่นในบริเวณนี้แล้ว “แต่ท่านอ๋องมีเวลาไม่มากแล้ว ต้องรีบกลับเมืองหลวงโดยเร็ว”

‘เหตุใดจึงรีบร้อนนัก’ ซุนเว่ยหมินเอ่ยตอบอยู่ในใจ โชคดีที่สามารถสื่อสารด้วยจิตได้ ทำให้เขาไม่ลำบากนัก

“ดวงจิตของท่านอ๋องออกจากร่างมานานนับเดือนแล้ว ท่านต้องรีบกลับเข้าร่างภายในสี่สิบเก้าวัน มิเช่นนั้นจะกลับเข้าร่างไม่ได้ตลอดไป”

‘เรื่องสำคัญถึงเพียงนี้ ไยเจ้าเพิ่งหาข้าพบ!’ เขาก็มิได้อยากอยู่ในร่างผู้อื่นเช่นนี้

“หาใช่ความผิดของข้า” เสียเอี๋ยนเบ้ปาก “เป็นท่านที่ดวงจิตกระเด็นกระดอนออกจากร่างมาอยู่ในร่างของ....”

‘ข้าอยู่ในร่างของผู้ใด!’ ตั้งแต่ลืมตามา รู้เพียงแค่ว่านี้ไม่ใช่ร่างของตน แต่ยังไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นของใคร

เสียเอี๋ยนถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนกล่าวออกมา “เป็นคุณชายหานหงปิง”

‘หานหงปิง! เขามิได้พิกลพิการเจ็บป่วยหนักหนาอยู่เมืองหลวงหรอกหรือ? ไยมาอยู่หมู่บ้านกันดารแห่งนี้’

“เรื่องนั้นข้าไม่รู้ แต่ข้ามั่นใจว่าใบหน้าและรูปนี้เป็นของคุณชายหาน เพราะข้าเคยพบเขามาก่อน”

เสียเอี๋ยนโคลงศีรษะไปมา เขาเคยพบคุณชายหานมาก่อนจริง เพราะคนในตระกูลหานเคยขอร้องให้เขาไปตรวจดูอาการคุณชายหงปิงที่ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่กำเนิดและยังมีไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หากไม่เพราะตระกูลหานเป็นตระกูลที่ร่ำรวยเพราะทำการค้า เป็นเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองหลวง และหานหงปิงเป็นเป็นบุตรชายคนโตของภรรยาเอก ชะตากรรมของชายผู้นี้คงไร้คนเหลียวแลและทิ้งให้ตายอย่างน่าเวทนา

แต่เขาเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดคุณชายหานหงปิงมาอยู่ที่นี่ และเหตุใดดวงจิตของจวิ้นอ๋องหรือซุนเว่ยหมิน ถึงมาอยู่ในร่างของคุณชายหานหงปิง

‘ทำอย่างไรดวงจิตของข้าจึงจะกลับเข้าร่างเดิมได้’

“ร่างของท่านอ๋องเวลานี้อยู่ที่จวนแล้ว เดิมทีคิดว่าที่ท่านยังไม่ได้สติเพราะบาดแผลที่ได้รับ แต่เมื่อหมอหลวงขจัดพิษจนหมดแล้ว ท่านก็ยังไม่ตื่นฟื้น ข้าเดินทางตามไปทีหลังจึงได้ตรวจดูว่าดวงจิตของท่านหลุดลอยออกจากร่าง ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาข้าใช้พยายามค้นหาดวงจิตของท่าน ดีที่ย้อนกลับมาที่เดิม ภูตผีเสื้อหาท่านพบ”

เสียเอี๋ยนนิ่งไปครู่หนึ่ง รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวด้านหลัง เขาจึงหุบปากและเมื่อร่างของเด็กสาวเดินเข้ามาพร้อมกาน้ำชา เขาก็คลี่ยิ้มเป็นเชิงขอบคุณ

“บ้านข้ายากจน ใบชานี้ก็ทำเอง ไม่รู้จะถูกปากท่านหรือไม่”

“เพียงน้ำใจที่มอบให้ก็นับว่ามีค่ายิ่งนักแล้ว”

เหมยซิงรินน้ำชาให้ แต่ดวงตาลอบมองอาหมานด้วยความเป็นห่วง แต่เห็นดวงตาคู่นั้นเพียงแค่จ้องมองการเคลื่อนไหวของนาง ไม่มีแววร้องขอความช่วยเหลือใด นางก็ถอยออกไปอย่างเงียบๆ เสียเอี๋ยนสังเกตสายตาของซุนเว่ยหมินที่กลอกตามองตามร่างเล็กที่เดินออกไปแล้ว

“ท่านเชื่อใจนาง” เสียเอี๋ยนถามยิ้มๆ นิสัยของชายผู้นี้ยากจะไว้ใจใครได้ง่าย

‘สภาพเช่นข้าไม่มีทางเลือกนัก’ เขาปากหนักเกินกว่าจะยอมรับสิ่งที่รู้สึกอยู่ข้างใน

“เห็นทีว่าข้าต้องขอความช่วยเหลือจากนางแล้ว”

‘เจ้าหมายถึงเรื่องใด’

“ข้าคงต้องการให้นางพาร่างนี้กลับเมืองหลวง”

‘ไยต้องเป็นนาง!’

“กว่าข้าจะหลบผู้คนออกมาตามหาท่านก็มิใช่เรื่องง่าย คนที่ลอบสังหารท่านก็ยังจับตัวไม่ได้ ที่ข้ามาที่นี่ก็มาเพียงลำพัง ร่างของท่านนั้นข้าให้เยี่ยนฉือองครักษ์ของท่านค่อยดูแลมิให้ใครเข้าใกล้” เสียเอี๋ยนชี้หน้าตัวเองแล้วฉีกยิ้ม “ข้าคิดว่าคนที่ลอบสังหารท่านยังติดตามข้าอยู่ หากข้าพาร่างนี้กลับเมืองหลวงต้องถูกตามราวีจนอาจกลับเข้าเมืองหลวงไม่ทัน ข้าคิดว่าให้แม่นางน้อยพาท่านไป ส่วนข้าจะล่อหลอกพวกมันไปอีกทาง”

‘เจ้าหาผู้ที่ไว้ใจอื่นมิได้แล้วหรือ’ เขาไม่ต้องการให้นางต้องมาลำบากเพราะเขาอีก ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาอยู่ในชายที่มีร่างเป็นผักนี้ เขารู้สึกเวทนาตัวเองยิ่ง ร่างกายที่ขยับได้เพียงแค่กลอกตาไปมาและปลายนิ้วเพียงเล็กน้อย ที่นี่มีเด็กเล็กและติงเชาที่เจ็บป่วยไม่แพ้กัน จึงมีแต่เหมยซิงที่คอยดูแลเขาทุกอย่าง เรียกว่าพื้นที่ในร่างกายนี้ ผ่านสายตาของนางมาแล้วทั้งนั้น แม้เขาไม่ใช่เจ้าของร่างนี้ แต่ไม่รู้สึกยินดีที่ต้องให้ผู้อื่นมาคอยดูแลเช่นนี้

“ในเวลาเร่งด่วนและสถานการณ์เช่นนี้ เห็นทีว่ายากยิ่ง” เสียเอี๋ยน กลับยิ้มอย่างไม่ทุกข์ร้อน “อย่าได้กังวล ข้ามั่นใจว่านางยินดีพาร่างและดวงจิตของท่านไปเมืองหลวงเป็นแน่”

‘เพราะเหตุใด?’

บุรุษในชุดดำเหลือบตามองไปด้านหลัง รู้ว่าเด็กสาวหลบซ่อนไม่ไกลนัก เขาคลี่ยิ้มไม่คิดว่าที่นางทำเป็นการเสียมารยาท เพราะนางเป็นห่วงชายที่ขยับตัวไม่ได้คนนี้

“แม่นางน้อย ข้าขอเชิญทางนี้สักครู่เถิด”

“เอ่อ...”

เหมยซิงยิ้มแหย คิดว่าตัวเองซ่อนตัวแนบเนียนแล้วยังถูกจับได้อีก นางเดินออกมาแล้วยกมือเสียผมตัวเองแก้เขิน นิสัยเดิมตั้งแต่โลกโน้นยังนำมาใช้ในโลกนี้แม้จะอยู่คนละร่างแล้วก็ตาม

“แม่นาง” เสียเอี๋ยนเรียกขึ้นน้ำเสียงกึ่งขบขัน แต่ที่อยากหัวเราะเพราะสายตาไม่พอใจของชายผู้ขยับตัวไม่ได้ต่างหาก

“เรียกข้าเหมยซิงก็ได้” นางแนะนำตัว แต่เสียเอี๋ยนกลับเลิกคิ้วสูง

“นั้นใช่ชื่อของแม่นางน้อยแน่รึ”

“เอ๊ะ!” หญิงสาวเผลอทำตาโตแล้วแสร้งทำเป็นไม่ตกใจกับคำพูดของเขา “ชื่อของข้า ข้าต้องจำได้ซิ”

เสียเอี๋ยนโน้มตัวลงยื่นหน้าไปใกล้ใบหน้าของเด็กสาว จ้องมองในดวงตาสีนิลที่จ้องตอบอย่างไม่มีท่าทีเกรงกลัวและหลบสายตาของเขา ซุนเว่ยหมินฮึกฮักอย่างไม่พอใจที่เห็นเสียเอี๋ยนเข้าใกล้เช่นนั้นแต่เขาขยับตัวไม่ได้ นอกจากเสียงครางอืออาในลำคอที่ทำให้เหมยซิงรีบย้ายสายตากลับมามองทางเขา

“อาหมานเป็นอะไรไปรึ” เห็นเขาพยายามขยับตัวแล้ว นางอด เป็น ห่วงไม่ได้

“เขาไม่ได้เป็นอะไรแค่เป็นห่วงเจ้า”

“เป็นห่วงข้า?” นางชี้ปลายนิ้วที่หน้าตัวเอง

เสียเอี๋ยนยิ้มให้ แต่เหมยซิงกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มนี้ประหลาดชอบกล “ข้ามีเรื่องต้องขอความช่วยเหลือจากแม่นางน้อย”

“เรื่องใดกัน”

“พาคุณชายของข้ากลับเมืองหลวง”

เหยมซิงอ้าปากค้างแต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงฉีกยิ้มอยู่เช่นเดิมคล้ายยืนยันคำพูดตัวเอง นางจึงได้สติและเอ่ยปากถามต่อ

“เหตุใดเป็นข้า”

“ก่อนอื่นข้าต้องขอเล่าก่อนว่าคุณชายของข้าก็เป็นเช่นเจ้า” เขายิ้มแบบคนที่เหนือกว่าและไม่รอให้อีกฝ่ายถามอะไรรีบชิงลงมือพูดก่อน “ดวงจิตของคุณชายข้ามาอาศัยอยู่ในร่างของชายผู้นี้...เหมือนเจ้า”

“ท่าน...ท่านรู้” เหมยซิงทำหน้าตื่นตกใจแล้วมองหน้าอาหมานสลับกับชายที่ชื่อเสียเอี๋ยนไปมาอย่างงุนงง “ถ้าเช่นนั้น...”

“เรื่องที่เจ้าสงสัยข้าตอบให้ตอนนี้มิได้” เสียเอี๋ยนรู้ว่านางจะถามอะไร “ดวงจิตของเจ้ามาจากอีกโลก แต่ร่างของคุณชายข้าและดวงจิตเพียงแค่อยู่กันคนละที่ ตอนนี้ร่างที่แท้จริงอยู่ที่เมืองหลวง ร่างนั้นหลับใหลไม่ตื่นฟื้นมาสามสิบราตรีแล้ว ดวงจิตจะอยู่นอกร่างเกินสี่สิบเก้าวันมิได้ ต้องรีบพาดวงจิตของคุณชายกลับคืนร่างให้เร็วที่สุด แต่ยามนี้ดวงจิตของคุณชายข้าอยู่ในร่างของคุณชายหานหงปิง จึงต้องพาร่างนี้และดวงจิตกลับเมืองหลวงโดยเร็ว”

เหมยซิงไม่ได้คิดตามที่เสียเอี๋ยนพูด สมองนางหยุดคิดตั้งแต่ได้ยินสี่สิบเก้าวันแล้ว นางมาอยู่ที่นี่เกือบสองเดือน... มิเท่ากับว่า นางในโลกโน้นได้ตายไปแล้วหรือ

เห็นสีหน้าตื่นตะลึงและซีดเซียวของเหมยซิงแล้ว ซุนเว่ยหมินทุกข์ร้อนในอกอย่างบอกไม่ถูก เขาได้แต่ส่งสายตาไปยังเสียเอี๋ยนที่ยังคงยิ้มกริ่มอย่างคนที่เหนือกว่า

‘เจ้าหมายถึงสิ่งใด ไยนางจึงเป็นเช่นนั้น’

“แม่นาง สิ่งที่เจ้าใคร่รู้และสงสัยนั้น มิอาจได้คำตอบจากที่นี่” เสียเอี๋ยนเอ่ยอย่างใจเย็น “อาจมีบางสิ่งรอแม่นางอยู่ที่นั้น”

เหมยซิงได้สติจ้องตาของบุรุษในชุดดำเบื้องหน้า “หมายความว่าอย่างไร”

“ถ้าเจ้าอยากรู้คำตอบในทุกสิ่งที่สงสัย เจ้าต้องเดินทางไปเมืองหลวง เมื่อถึงที่นั้นข้าจะให้ความกระจ่างแก่เจ้าได้”

“...ถ้าข้าไม่อยากรู้แล้วละ” นางขมวดคิ้ว พูดในสิ่งตรงข้ามกับใจ

“เช่นนั้นข้าคงต้องขอร้องให้เจ้าไปส่งคุณชายของข้า” เสียเอี๋ยนรู้ว่านางอยากรู้ถึงเรื่องของตนเองมากเพียงใด แต่เห็นนางตอบเช่นนี้ก็รู้สึกพอใจในความฉลาดเฉลียวของนาง

“แล้วเหตุใดท่านมิพาเขากลับไปด้วยตนเอง”

“ที่คุณชายของข้าเป็นเช่นนี้เพราะถูกคนลอบสังหาร หากเป็นข้าที่พาเขากลับไปคนร้ายย่อมรู้แน่ว่าคุณชายยังไม่ตายและลงมืออีก เช่นนั้นจะทำให้การเดินทางล่าช้า เพราะเรามีเวลาไม่มากนัก”

แม้ยามนี้ดวงจิตของซุนเว่ยหมินอยู่ในร่างคุณชายหานหงปิง แต่เขาก็เชื่อว่าเหล่านักฆ่าต้องไม่ปราณี คนที่อยู่ใกล้เขาจะถูกต้องสงสัยทั้งสิ้น

“มีเวลาไม่มาก” นางเอ่ยขึ้นแล้วหันไปทางอาหมาน แม้ระยะนี้เขาดูแข็งแรงขึ้นกว่าวันแรกที่นางพบเขา แต่สภาพร่างกายเช่นนี้...

“ข้าไม่อาจอธิบายได้ทั้งหมด แต่...คุณชายจะอยู่ได้เพียงสี่สิบเก้าวัน ตอนนี้เวลาเหลือเพียงแค่สิบห้าวันเท่านั้น หากไม่รีบกลับเมืองหลวงคุณชายของข้าก็จะ...”

‘ตาย’ แม้ไม่ได้พูดมาแต่นางเข้าใจคำนั้นได้อย่างดี

หญิงสาวกัดริมฝีปากอย่างครุนคิด ไม่เพียงแค่อยากรู้ถึงเหตุผลที่ตัวเองมาที่นี่ รวมทั้งร่างของตัวเองในอีกโลกยังรวมถึงชีวิตของอาหมานอีกด้วย แต่นางอดเป็นห่วงคนที่นี่ไม่ได้ นางเป็นคนเดียวที่แข็งแรงที่สุด เป็นพี่สาวของน้องๆ

“ข้ารู้ว่าแม่นางน้อยเป็นคนมีคุณธรรมไม่อาจเอาเรื่องเงินทองมาพูดคุยได้ แต่ถ้าเจ้ามีใจเมตตา ข้ายินดีจ่ายค่าตอบแทนให้ในเวลานี้ทันทีห้าสิบตำลึง และจะได้รับอีกห้าสิบตำลึง เมื่อคุณชายกลับถึงเมืองหลวง”

“ห้าสิบตำลึง”

เงินห้าสิบตำลึงมันเยอะแค่ไหนนะ?

ดวงตากลมมีแววประหลาดใจ นางมองหน้าเสียเอี๋ยนกับอาหมานสลับไปมาแล้วถอนหายใจหนัก

“ยังไงก็ต้องเป็นข้าใช่ไหม”

“แม่นาง...”

“ขอข้าปรึกษาท่านพ่อก่อน” นางพูดตามตรง “แต่ท่านควรรู้ว่าข้าอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ ไม่รู้เส้นทาง”

“เรื่องนั้นมิใช่ปัญหา เพียงของแค่แม่นางพาเขากลับให้ถึงเมืองหลวงก็พอ”

เหมยซิงมองหน้าอาหมานเล็กน้อย ส่งยิ้มให้แล้วเดินหายไป ทิ้งให้เขาชะเง้อคอยาวแต่ไม่อาจทำสิ่งใดได้มากไปกว่านี้

บ้านของนางมิได้ใหญ่โต แม้จะส่งเสียงพูดคุยกันเบาๆ แต่คนที่แอบฟังย่อมได้ยิน เหมยซิงเดินมาหาพ่อบุญธรรมที่นั่งอยู่กับน้องๆ ติงเชารู้ว่าเหมยซิงมาทำอะไรจึงโบกมือไล่ให้เด็กๆออกไปก่อน

“ท่านพ่อ”

“ไปเถิด”

“เอ๋?” เหมยซิงทำหน้างุนงง

“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่เหมยซิง”

คราวนี้นางถึงกับพูดไม่ออก แม้เห็นรอยยิ้มของพ่อบุญธรรมแต่

หัวใจกลับตื่นตระหนกและปวดร้าว

“ข้าไม่เคยคิดร้ายและหลอกลวงท่านพ่อกับน้องๆ”

“ไม่ว่าสิ่งใดที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่มีเหตุผลของมันทั้งสิ้น บางทีนี่อาจเป็นโชคชะตาของเจ้าเอง” ติงเชายื่นมือไปลูบผมของลูกสาวอย่างเอ็นดู “สองเดือนที่เจ้ากลับมา เจ้าไม่เคยทอดทิ้งน้องๆหรือแม้แต่คนป่วยอย่างข้าหรืออาหมาน บ้านเรายากจนถึงเพียงนี้เจ้าก็ยังอดทนอยู่ เป็นพ่อต่างหากที่ซาบซึ้งน้ำใจของเจ้านัก”

นางคุกเข่าลงเบื้องหน้า สบตากับชายที่นางเรียกพ่อบุญธรรม แววตาที่จ้องมองเต็มไปด้วยความหนักแน่น ยืนยันในสิ่งที่ตนเองกำลังจะพูดออกไป

“ข้าสัญญาว่าถ้าข้ายังใช้ร่างนี้อยู่ จะไม่ทอดทิ้งท่านพ่อและน้องๆ”

................................

คำทักทายจากนักเขียน

วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น เดิมที่อยากลองเขียนนางเอกที่ตลกๆ (สายฮา) ดูบ้าง

ก็ไม่รู้ว่านักอ่านจะได้ยิ้มหรือขำกันบ้างไหม แฮะๆ

และจากเดิมที่คิดจะเขียนให้เป็นนิยายสั้นๆ คั่นเวลา (ระหว่างเขียนเรื่อง ‘ลมหายใจมังกร’ รุ่นลูกของ ‘ท่อนแขนมังกร’)

แต่ไม่รู้ทำไม ถึงยาวได้ขนาดนี้ แฮะๆ (โทษเหมยซิง กับซุนเว่ยหมินก็แล้วกันค่ะ 555)

นักอ่านหลายท่านที่ติดตามผลงานกันมาและเข้าไปทักทายที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘เพลงมีนา’

คงทราบดีว่า ชีวิตส่วนใหญ่ของนักเขียนต้องดูแลคนป่วย

ในการดูแลคนป่วยนั้น สำคัญที่สุดคือการสร้างกำลังใจ สร้างเสียงหัวเราะ

ให้คนป่วยได้ผ่อนคลายมากที่สุด

"อายอะไร ไม่เห็นอะไรหรอก" เป็นประโยคที่มักพูดจาหยอกล้อกับคนป่วยเวลาที่ต้องช่วยเหลือคนป่วย

การเขียนนิยาย จึงเหมือนการผ่อนคลายตัวเองจากการดูแลคนป่วย

แล้วกระโดดเข้าไปสู่อีกโลก

‘เหมยซิง’ จึงเกิดขึ้น กลายเป็นตัวละครที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ ของตัวนักเขียนเอง

สร้างเสียงหัวเราะ สร้างรอยยิ้ม สร้างความหงุดหงิด สร้างความรำคาญใจ และแสดงความห่วงใยไปในตัวเอง

ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะและขออภัยในทุกความผิดพลาด

ศรัทธาในทุกตัวอักษร

เพลงมีนา

..............

#วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น #เพลงมีนา #e-book

บุรุษคนหนึ่งแต่งงานมีภรรยาได้หลายคนเป็นที่ยอมรับได้
แต่สตรีนางหนึ่งจะรักใคร่ชายสองคนไม่ได้
คิดถึงเรื่องนี้นางก็อยากเอาหัวโขกต้นไม้ใหญ่ให้ได้สติ
นางไม่ใช่หญิงมากรักสองใจนะ!
นางแค่...แค่ไม่รู้ว่าตนเองคิดอย่างไรกันแน่
.............
'พันดาว'สตั๊นท์เกิร์ลสาววัยยี่สิบหกปี ขณะกำลังถ่ายทำฉากสำคัญ
เกิดระเบิดผิดพลาดพาให้ดวงจิตหลุดจากร่าง มาสู่อีกโลกหนึ่งที่ไม่มีบันทึกในประวัติศาสตร์
ลืมตาขึ้นอีกครั้งอยู่ในร่างเด็กสาวอายุสิบหกนาม 'เหมยซิง'
เพื่อให้รู้ว่าอีกร่างของตนในอีกโลกหนึ่งเป็นเช่นไร
หญิงสาวจำใจรับจ้างพา คุณชาย 'ผัก' ไปส่งที่เมืองหลวง
เรื่องวุ่นๆ ที่ชวนให้ใจหวั่นๆ จึงเริ่มขึ้น

e-book ราคา159บาท หนังสือ 405 หน้า
http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNTE3NTMyIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NToiNzQxNDciO30

http://www.ookbee.com/shop/BookInfo?pid=267b4afe-770b-439e-8d45-db91e681b298&affiliateCode=5b5e190f25ab427dac416e661ca0266b

https://www.hytexts.com/ebook/B015237-วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย pukky
อยากได้ฉบับหนังสือนะคะ สั่งซื้อได้ที่ไหนคะ
เมื่อ 4 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย mamayu
สนุกน่าติดตามมากค่ะ ขอบคุณนะคะ
เมื่อ 5 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว