เล่ห์ลวง บ่วงพยัคฆ์

บทที่ 9

การรอคอยเป็นสิ่งที่ทรมานจิตใจผู้คนเสมอ และจะยิ่งทรมานมากยิ่งขึ้น หากทุกวินาทีที่เคลื่อนไปเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ร่างทั้งสามที่ยืนพิงกำแพงอยู่ต่างถูกโอบคลุมด้วยอารมณ์เดียวกัน แต่เพราะหน้าตาที่ติดตัวมาแต่กำเนิดทำให้ใบหน้าทั้งสามดูจะแสดงอารมณ์ต่างกันออกไป

ใบหน้าเนียนของบัณฑิตผู้ทรงภูมิแห่งคูซันยังคงรักษาความนิ่งเฉยไว้ได้ดังเดิม ถึงจะถือวัตถุประหลาดหมุนไปมา แต่ท่าทางก็ทำให้เจ้าของใบหน้างามที่ยืนอยู่ข้างๆ รับรู้ว่าเขากำลังไม่สบายใจ ล่ามประจำตัวถอนหายใจออกมา ก่อนจะทำหน้ามุ่ยเพราะคนที่รอคอยอยู่นานยังไม่มาสักที ขณะที่ชะเง้อมองอยู่นั้น สายตาก็เผลอไปสบกับใบหน้าถมึงทึงน่าสะพรึงกลัวที่ยืนอยู่อีกฟากของห้อง แม้จะคุ้นชินจนสามารถแยกอารมณ์ที่อยู่บนใบหน้านั้นได้แล้ว ซ้ำยังบอกได้ว่าตอนนี้เจ้าตัวกำลังวุ่นวายใจมากแค่ไหน แต่ภาพไม่น่ามองนั้นก็ทำให้ดัมมินจองเบือนหน้ากลับไปมองอินอินของตนแทนเพื่อล้างตา

เสียงประตูกลทำงานทำให้ทั้งสามหันไปมองที่ที่มาของเสียงโดยพร้อมเพรียงกัน ก่อนที่ร่างเล็กของคนที่รออยู่จะเดินเข้ามาอย่างหวาดๆ

“ข้านึกว่าเจ้าเป็นอะไรไปแล้วเสียอีก” ดัมมินจองกล่าวขึ้นเมื่อจีเอเดินเข้ามาใกล้

“ขะ...ขะ...ข้า” เสียงของเด็กสาวสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ นางเผลอหันไปมองหน้าชายร่างยักษ์ที่ยืนปักหลักอยู่ที่กำแพงห้องอีกด้านหนึ่ง

บ๊กกูเห็นความหวาดกลัวที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าและแววตาของนางจึงได้แต่หันหน้าเข้ากำแพงไปอย่างเซื่องซึม แม้จะเคยเจอปฏิกิริยาแบบนี้จากผู้คนมากมาย แต่พอได้เห็นจากคนที่ตนเองพยายามช่วยเหลือด้วยความจริงใจ ก็อดรู้สึกหดหู่ขึ้นมาไม่ได้

“เอาล่ะ เจ้าตั้งสติแล้วค่อยพูดก็ได้ ไม่ต้องตกอกตกใจขนาดนั้น” โฉมงามปลอบโยน แม้ปกติจะไม่นิยมชมชอบการพูดคุยกับบุรุษ รวมถึงไม่ชอบการตกเป็นเป้าสายตาอันเต็มไปด้วยความปรารถนาของผู้คนเหล่านั้น แต่กับเหล่าสตรี เจ้าของเสียงกึ่งหญิงกึ่งชายกลับสามารถพูดคุยได้อย่างเป็นกันเอง ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเติบโตมาในหอคณิกาก็เป็นได้

“ข้า ข้ามารับสาร” จีเอกัดฟันพูดออกมา แม้จะหวาดกลัวชายร่างยักษ์ แต่นางกลับเผลอหันไปมองแผ่นหลังมหึมาของเขาอยู่หลายครั้ง มิรู้ว่าเพราะกลัวเขาจะพุ่งเข้ามาทำร้ายหรือไร

“อ๋อ ตอนนี้พวกเราสามคนยังไม่เจอชายผู้นั้นเลย” ดัมมินจองที่พอจะสื่อสารกับคนอื่นได้ดีที่สุดกล่าว ก่อนที่ชายหนุ่มผู้ยืนส่องวัตถุในมือเพื่อดูการตกกระทบของแสงที่แตกต่างกันตามมุมต่างๆ ภายในวัตถุชิ้นนั้นจะเอ่ยขึ้น

“เร่งเร็วไว เตรียมไว้ทัน”

“เขาหมายถึงว่า พระอาการของพระราชาที่ยังมิดีขึ้นเป็นเครื่องเร่งเวลาชั้นดีที่ทำให้เราต้องรีบหาทางกำจัดตาเฒ่าขายชาติออกไป เพราะหากโชคร้ายต้องผลัดเปลี่ยนแผ่นดินเร็วๆ นี้ คนที่ลำบากที่สุดคงจะเป็นรัชทายาทอย่างมิต้องสงสัย แต่ว่าเราต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการสืบหาเบาะแสของชายผู้นั้น เพราะไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ไม่สามารถหาข้อมูลหรือความเชื่อมโยงใดๆ ได้เลย เขาเหมือนเป็นวิญญาณที่อยู่ๆ ก็หายวับไป ทำให้บางทีเราอาจจะต้องหาทางอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย และตอนนี้มีความเป็นไปได้อย่างมากที่ชายผู้นั้นจะตายไปแล้ว” ล่ามประจำตัวช่วยอธิบาย

“เช่นนั้นเจ้าจงแจ้งรัชทายาทไปก่อนว่าพวกเราขอเวลาอีกสักระยะ และเมื่อคิดแผนการหรือหาหนทางใหม่ได้แล้วจะรีบส่งข่าวให้อีกที” เสียงกึ่งหญิงกึ่งชายว่า

“เรื่องนั้น...” เด็กสาวอึกอัก นางก้มหน้างุดด้วยรู้สึกกังวลใจ

“มีอะไรหรือ” ดัมมินจองถามหลังจากเห็นสีหน้าท่าทางไม่สบายใจของนาง

“คือว่า...ข้ายังมิมีโอกาสได้พบรัชทายาทเลยเจ้าค่ะ” จีเอตอบพร้อมทั้งก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม มือที่ประสานกันบีบแน่นเพราะความกังวล แม้ตอนเกิดเหตุการณ์จะอยากละทิ้งเหล่าบุรุษผู้ถูกโจมตีเพื่อหนีเอาชีวิตรอดมากแค่ไหน แต่พอผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้และได้คิดทบทวนดูดีๆ ก็พบว่าที่ยังมีโอกาสได้มายืนหายใจอยู่ตรงนี้ เป็นเพราะรัชทายาทผู้ทรงเมตตาที่ช่วยปกป้องนางไว้ หากพระองค์จะวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ละทิ้งสตรีชาวบ้านที่แสนไร้ค่าคนหนึ่งไว้ก็ย่อมได้ แต่กลับพยายามฉุดกระชากข้อมือนาง จนขาเล็กๆ ที่สั่นอยู่สามารถเคลื่อนตามไปได้ และแม้จะหวาดกลัวมากเพียงใด นางก็พอจะรู้ว่าคมดาบที่ฟันถูกพระองค์ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ต้องเสียเวลาช่วยชีวิตนาง

“ทำไมถึงมิเจอล่ะหรือว่าถูกจับได้” โฉมงามถามออกไปอย่างตื่นตระหนก ถ้ามีใครสักคนรู้เรื่องเข้าแล้ว อย่างนี้มิเท่ากับว่าพวกตนต้องยุติการสืบหาเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 18 ปีก่อนหรอกหรือ แล้วต่อไปจะกำจัดตาเฒ่านั่นออกไปได้อย่างไร

“มิได้ถูกจับได้เจ้าค่ะ” เด็กสาวตอบ หัวคิ้วของนางขมวดมุ่นเข้าด้วยกัน ด้วยไม่สามารถสลัดภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากตอนที่รัชทายาทถูกฟันออกไปได้ แม้จะยังสับสนงุนงงและตามไม่ทันอยู่บ้าง แต่ก็รู้สึกขอบคุณผู้มีพระคุณที่ช่วยไว้ ถึงตอนแรกจะโดนทรมานปางตายเพื่อให้เล่าความจริงก็ตาม

“กะ...เกิดอะไรขึ้น” บ๊กกูที่ทนหันหลังเข้ากำแพงต่อไปอีกไม่ไหวเผลอหันมาถามด้วยความร้อนใจ ใบหน้าที่ถมึงทึงอยู่เสมอเพิ่มความน่าประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งไปกว่าเดิม จนเด็กสาวที่เงยหน้าขึ้นมาในจังหวะนั้นพอดีถอยหลังไปหลายก้าว

“หันไปก่อนเลย เจ้าทึ่ม” ดันมินจองสั่ง จากนั้นจึงกอดอกและมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างคาดคั้นประหนึ่งว่าจงเล่าทุกอย่างออกมาก่อนที่จะไม่ได้กลับออกไป

“คือ...” เด็กสาวเอ่ยออกมาพร้อมทั้งสูดหายใจเข้าลึกเพื่อปรับหัวใจที่เต้นรัวเพราะความตื่นตระหนก นางกัดริมฝีปากตัวเองและเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้สามคนที่เหลือฟัง

หลังจากวิ่งหนีจากเหล่านักฆ่ามาได้สักพัก จีเอก็สัมผัสได้ว่าแรงบีบที่ข้อมือน้อยลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็หายไป

“ระ...” นางเกือบจะหวีดร้องด้วยความตกใจ แต่เพราะชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าละมุ่นยกนิ้วชี้ขึ้นแตะที่ริมฝีปากตัวเองเป็นเชิงว่าไม่ให้เรียก ทำให้นางได้แต่หุบปากลง

“เจ้า...จุดสิ่งนี้” พยัคฆ์หนุ่มทิ้งตัวลงนั่งข้างกำแพงสูงตระหง่านและหยิบของในสาบเสื้อบัณฑิตออกมา ก่อนจะวางลงบนฝ่ามือเล็ก เขาพยายามหลีกเลี่ยงที่จะใช้มันมาตลอด เพราะไม่ต้องการให้เรื่องที่แอบกระทำอยู่ถูกเปิดเผย แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องเอาชีวิตรอด เขาจึงต้องตัดใจและค่อยไปตามแก้ปัญหาทีหลัง

“จะ...จุดยะ...” เด็กสาวถามออกไปอย่างตะกุกตะกัก เธอไม่รู้วิธีใช้ของที่อยู่ในมือ ยิ่งเห็นว่าใบหน้าเนียนตรงหน้ามีเหงื่อผุดพรายอยู่เต็มไปหมดก็ยิ่งตกอกตกใจจนแทบจะเป็นลม

“ดึง...สลักตรง...นี้” ชายหนุ่มพูดกระท่อนกระแท่นพลางส่งยิ้มให้กำลังใจนาง

ปลายนิ้วเล็กๆ สั่นอย่างไม่อาจควบคุมได้ ในขณะที่กำลังพยายามจะดึงสลักออก แม้สลักจะมิได้แน่นขนาดที่ใช้ปลายนิ้วออกแรงดึงเพียงน้อยๆ ไม่ออก แต่เพราะความกลัวทำให้เรี่ยวแรงหายไปจนหมด ที่ควรจะทำได้อย่างรวดเร็วจึงช้าไปถนัดตา ปลายนิ้วสั่นเทาแตะลงไปอีกครั้ง พร้อมทั้งพยายามเกี่ยวสายเล็กๆ ที่อยู่บนวัตถุแปลกๆ ตรงหน้า หากแต่ยังมิทันออกแรงดึงก็ได้ยินเสียงที่ดังขึ้นเสียก่อน

“นั่นใคร” ทหารวังที่เดินตรวจรักษาการณ์ตะโกนถามทันทีเมื่อได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ขณะที่พรรคพวกหันมองไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง ทั้งๆ ที่ใจจริงไม่ได้อยากจะมาเดินตรวจตราที่พระตำหนักต้องห้าม ซึ่งได้รับขนานนามว่าเป็นพระตำหนักที่ไม่ควรเข้าใกล้มากที่สุดในวังหลวง เนื่องจากมักมีเรื่องแปลกประหลาดเหนือธรรมชาติเกิดขึ้นที่นี่ แต่เพราะไม่อาจละทิ้งหน้าที่ จึงต้องคอยกลั้นใจข่มความกลัวเข้ามาตรวจตราอยู่เสมอ นึกไม่ถึงเลยว่าจากที่เคยๆ ได้ยินมา วันนี้จะต้องมาประสบพบเจอด้วยตัวเอง

เหล่าผู้เดินยามหันมองหน้ากันเลิ่กลั่กก่อนจะพยักพเยิดและรีบออกจากสถานที่นั้นไป โดยมิได้เอะใจเลยว่ากลิ่นเลือดคละคลุ้ง มิได้มาจากภูตผีปิศาจตามที่พวกตนเข้าใจ แต่มาจากตัวรัชทายาทหนุ่มที่นั่งอยู่อีกฟากของกำแพงวัง

จีเอหันไปมองหน้าชายสูงศักดิ์ เหงื่อยังคงผุดพรายอยู่เต็มใบหน้าที่ซีดลงเรื่อยๆ เสมือนไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง หัวใจของนางเต้นรัวด้วยไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำเช่นไรดี ยิ่งเมื่อมองเห็นแอ่งเลือดที่ล้อมรอบตัวชายหนุ่มอยู่ก็ยิ่งแทบคุมสติไม่ได้

“ดึง” พยัคฆ์หนุ่มสูดหายใจลึกและพยายามเค้นเสียงออกมา

ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูปร่างเงาสองร่างก็ปรากฏขึ้นใกล้ๆ เด็กสาวได้แต่มองภาพตรงหน้าอย่างตื่นตระหนกตกใจ ขณะที่นางกำลังจะหันไปถามชายหนุ่มผู้ได้รับบาดเจ็บก็พบว่าเขาสลบไปเสียแล้ว

“ลุกขึ้น” เงาหนึ่งว่า ในขณะที่อีกเงาอุ้มร่างของชายผู้สิ้นสติจากไป

จีเอสะลึมสะลือตื่นขึ้นอีกครั้งหลังจากที่สลบไปนานแค่ไหนมิรู้ได้ หูของนางได้ยินเสียงแว่วมา

“พระองค์ทรงแอบกระทำการใดอยู่ถึงได้โดนทำร้ายหนักขนาดนี้ แต่กลับไม่ยอมเรียกเงาพิทักษ์” เสียงนั้นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเดินไปมาขณะใช้ความคิด

“ทรงถูกทำร้ายไม่น้อย หากช่วยไม่ทัน ข้ามิอยากจะนึกถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาเลย” เสียงเดิมว่า และหยุดลงเมื่อหันมาเห็นสตรีที่ไม่ได้สติมานานปรือตาขึ้นมองตน

“เจ้าจะพูดความจริงหรือยัง” ชายชราถามทันที

“ขะ...ข้า...ข้ามิรู้เจ้าค่ะ” เด็กสาวตอบออกไปอย่างกระท่อนกระแท่นด้วยความหวาดกลัว

“ข้า...มิรู้” นางสูดหายใจพร้อมทั้งพยายามขยับตัว แต่กลับรู้สึกเจ็บขึ้นมาเมื่อเชือกที่รัดไว้ทั้งที่ข้อมือและข้อเท้าเสียดสีกับเนื้อนวล

“โกหก” ขันทียุงว่าพลางส่งสัญญาณให้ร่างเงาทั้งสองช่วยกันเฆี่ยนตีนาง

“ขะ...ข้า...ข้ามิรู้จริงๆ เจ้าค่ะ” สตรีตัวน้อยตอบออกไปแบบเดิม แม้จะรู้สึกปวดแปลบทุกครั้งที่แส้ฟาดใส่ แต่นางก็ยังตอบไปเช่นนั้น เพราะนางมิรู้อะไรเลยจริงๆ นางเพิ่งออกมากับบุรุษทั้งสองได้ไม่เท่าไรก็ถูกรุมทำร้าย เช่นนี้จะให้ตอบสิ่งใดออกไป

การลงทัณฑ์กินเวลายาวนาน นางสลบไปอีกหลายรอบ บางครั้งตื่นขึ้นมาก็พบชายชราท่าทางน่ากลัวผู้นั้น แต่บางครั้งก็ไม่ จะพบเพียงเงารางๆ ที่แฝงตัวอยู่ริมกำแพงห้องเพื่อรอรับคำสั่งเท่านั้น

หลังผ่านไปสองวัน สติของนางก็เริ่มพร่าเลือน พูดจาสะเปะสะปะไปหมดเพราะพิษไข้ นางมิรู้ว่าตัวเองกล่าวสิ่งใดออกไปสุดท้ายจึงได้รับการปล่อยตัว ทั้งยังได้รับการรักษาบาดแผลที่ถูกเฆี่ยนตีและได้รับตำแหน่งนางกำนัลอีกด้วย

“เช่นนั้นก็แสดงว่าขันทีแก่นั่นไม่เอาผิดเจ้า” ดัมมินจองสรุปหลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวที่จีเอเล่ามา

“ซ้ำยังให้ตำแหน่งนางกำนัลแก่เจ้าด้วย” โฉมงามเอียงหัว ด้วยยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดขันทีคนดังกล่าวต้องทำเช่นนั้น

“ดำรงผล ป้องกันภัย”

“อ่า จริงเหรอเนี่ย” เจ้าของใบหน้างามอุทาน แต่เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจของตุ๊กตาส่งสาร ก็ช่วยอธิบายให้

“เขาหมายถึงว่า ขันทีแก่นั่น ไม่สิ ขันทียุงอะไรของเจ้าคงได้ยินอะไรสักอย่างที่เขาเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ ก็เลยยอมปล่อยเจ้า ซ้ำยังช่วยรักษาบาดแผลและให้ตำแหน่งอีก แต่อย่างไรก็ยังสรุปไม่ได้ว่าเขาจะช่วยพวกเราที่เหลือในการกำจัดตาเฒ่าขายชาตินั่นหรือเปล่า แต่เพราะเขารู้ว่าเจ้ามีหน้าที่อะไร และรัชทายาทก็ทรงได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถติดต่อพวกเราด้วยตัวเองได้ ซ้ำแทซันคงต้องคอยอยู่ดูแลเจ้านายอยู่ตลอดจนไม่สามารถออกมาพบพวกเราได้เช่นกัน จึงใช้เจ้าติดต่อกับพวกเราแทน เพื่อให้รู้ความเคลื่อนไหวและจะได้หยุดยั้งทันหากพวกเราเผลอทำอะไรที่จะทำให้รัชทายาทเดือดร้อนได้ในอนาคต”

“เจ้าค่ะ” เด็กสาวตอบรับอย่างอ้ำๆ อึ้งๆ นึกเสียใจกับตัวเองที่พออีกฝ่ายช่วยเหลือ ก็เผลอเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟังไปจนหมด ทำให้ตอนนี้ขันทียุงรู้ถึงแผนการที่มีอยู่ของรัชทายาทและกองกำลังลับของพระองค์แล้ว

“จงวางใจ มิยืนยัน”

“อ่า เช่นนั้นเหรอ” ดัมมินจองพยักหน้ารับรู้ จากนั้นจึงช่วยแปลข้อความเหล่านั้น

“เขาหมายถึงว่า เราไม่ต้องกังวลไปหรอกเพราะขันทียุงเป็นอีกคนที่เราไว้ใจได้ว่าจะไม่ทำร้ายรัชทายาทแน่ เท่าที่รู้เขาเองก็สนับสนุนพระองค์มาตลอด แต่การจะช่วยกำจัดอำมาตย์เฒ่าหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ระบุได้ยาก เพราะนายเหนือหัวของเขา ข้าหมายถึงพระราชา จำเป็นต้องพึ่งพิงตาเฒ่านั่น”

“เจ้าค่ะ” จีเอก้มหัวรับ

“อย่างไรความเคลื่อนไหวตอนนี้ก็มิมีอะไรมาก หากจะให้ขันทีผู้นั้นรู้คงมิเป็นไร ว่าแต่เมื่อกลับเข้าวังไปได้ เจ้าจะไปส่งสารอย่างไร” โฉมงามถามอย่างเป็นกังวล ถึงจะไม่เคยเข้าวังมาก่อน แต่ก็เคยได้ยินจากพวกพี่ๆ คณิกาที่ไปแสดงการร่ายรำในช่วงเทศกาลสำคัญว่าในวังมีกฎระเบียบเคร่งครัดมาก กระทั่งนางกำนัลยังต้องมีเขตแดนว่าอยู่ได้แค่พระตำหนักใดหรืออาณาเขตไหนบ้างเลย

เด็กสาวได้ยินคำถามของสาวงามตรงหน้าก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา นี่คือเรื่องที่ทำให้นางหนักใจที่สุดยิ่งกว่าการลอบออกมานอกวังโดยไม่ให้ใครจับได้เสียอีก

“ฮ่าฮ่าฮ่า ทำไมท่านถึงไม่ทานเข้าไปอีกสักหน่อยเล่า” ชายชราถามขณะมองคนตรงหน้าไม่วางตา

“ข้าน้อยอิ่มแล้ว ขอบคุณสำหรับความเมตตาขอรับ” หมอหลวงผู้แก่ชราค้อมศีรษะลงเล็กน้อย

อาหารคาวหวานเลิศรสจำนวนมากยังคงถูกจัดวางไว้บนโต๊ะไม้เนื้อดี กระทั่งสุราหมักชั้นหนึ่งที่ส่งตรงมาจากแผ่นดินใหญ่ก็ยังเหลืออยู่เต็มกา

“อะไรกัน ทำไมท่านถึงทำท่าทางราวกับคนอื่นคนไกลเยี่ยงนี้” อำมาตย์เฒ่าแสร้งถามประหนึ่งว่าสนิทสนมกับแขกผู้มีเกียรตินักหนา “หรือว่ามีสิ่งใดที่ทำให้ท่านลำบากใจที่จะรับไมตรีจากข้า”

แพทย์ผู้แก่ชราได้แต่ก้มศีรษะไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองผู้ทรงอิทธิพลแห่งราชสำนักด้วยรู้สึกอึดอัดใจ

“คงมิใช่เรื่องที่ท่านต้องคอยเฝ้าดูพระอาการในพระตำหนักทั้งวันทั้งคืนหรอกนะ”

“ท่านอำมาตย์” หมอหลวงได้แต่ก้มหน้าอย่างจนใจ สถานการณ์เบื้องหน้าทำให้เขาลำบากใจยิ่งนัก

“เหตุใดจึงมิลองเล่าให้ข้าฟังว่าพระอาการเป็นเช่นใดบ้าง” อำมาตย์เฒ่าพูดขึ้นด้วยท่าทีสบายๆ

“ข้าน้อย...” ชายชราเอ่ยออกมาได้เพียงครึ่งคำก็กลืนคำที่เหลือลงไป ด้วยไม่รู้ว่าควรจะบอกชายตรงหน้าอย่างไรดีว่าขันทียุงได้กำชับตนไว้เป็นมั่นเหมาะมิให้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปให้ผู้ใดรู้

“จะช้าหรือเร็ว ข้าก็ต้องรู้เรื่องพระอาการอยู่ดี ท่านก็รู้ความจริงข้อนี้” ผู้ทรงอิทธิพลแห่งราชสำนักเหยียดยิ้ม “สู้ให้ข้ารู้จากปากคนคุ้นเคยอย่างท่าน มิดีกว่ารู้จากพวกที่ส่งไปแฝงไว้ในพระตำหนักหรอกหรือ”

“ท่านอำมาตย์”

“หรือว่า มีผู้ใดในพระตำหนักบอกให้ท่านปกปิดเรื่องนี้เอาไว้” ชายชราแสร้งถาม ขณะที่หรี่ตาลงและนึกภาพขันทีอาวุโสผู้หนึ่งขึ้นมา คนผู้นั้นมีอิทธิพลอย่างมากในพระตำหนักใหญ่และเป็นผู้ที่ทำให้เขาไม่สามารถแฝงคนเข้าไปได้ดังที่โกหกหมอหลวงมุน

“ขันทียุงเช่นนั้นหรือ” เขากล่าว พร้อมทั้งพยักหน้าให้กับความคิดของตัวเองเล็กน้อย และหันไปมองหน้าลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ที่นั่งค้อมหัวอยู่ตรงมุมห้อง ก่อนจะหันกลับมาจ้องคู่สนทนาตรงหน้า

“ขันทียุงก็ยังเป็นขันทียุง เขาคิดจริงๆ หรือว่าอำมาตย์อย่างข้าจะมิรู้เรื่องที่เกิดขึ้น”

“ท่านอำมาตย์”

“หมอหลวงมุน ท่านย่อมรู้ดีว่า ข้าสามารถเข้าออกพระตำหนักได้เสมือนบ้านของตัวเองด้วยซ้ำ” ชายชราหยิบจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปาก “และด้วยสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงขึ้นเพราะรัชทายาทได้รับบาดเจ็บ ท่านมิคิดหรอกหรือว่าคนที่ควรจะรู้เรื่องนี้ให้เร็วที่สุดก็คือข้า” เขาดื่มสุราในจอกเข้าไป จากนั้นก็หัวเราะออกมาราวกับกำลังนั่งสังสรรค์อยู่ในงานเลี้ยงฉลอง

“ท่านอำมาตย์” แพทย์ผู้แก่ชราได้แต่เรียกตำแหน่งของบุคคลตรงหน้าซ้ำๆ ด้วยมิรู้ว่าควรจะเอ่ยคำใดออกมา

“ข้ารู้ดีว่าท่านกังวลใจ” ใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นเอียงไปมา “แต่ว่าคนฉลาดเช่นท่านน่าจะรู้ว่าควรทำเช่นไร ข้าจะไม่บังคับให้ท่านพูดออกมา เพราะข้ามิเคยบังคับขืนใจผู้ใด แล้วก็จะมิถือสาสหายเก่าแก่อย่างท่านด้วย”

“ท่านอำมาตย์” หมอหลวงเรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงที่สั่นเทา

“ช่างเถิด แม้แต่เรื่องเมื่อ 18 ปีก่อน ข้ายังจัดการให้ท่านเพราะถือว่าท่านคือสหายผู้หนึ่ง ถึงตอนนั้นข้าจะปล่อยให้ท่านคุกเข่ารออยู่หน้าลานหินข้างนอกนั่นนานสามวันสามคืน แต่ว่าใจจริงมิเคยต้องการเช่นนั้นเลย” ชายชราปด

หน้าของหมอหลวงพลันเปลี่ยนสีเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น

“อะไรกัน เหตุใดหมอหลวงมุนจึงได้มีสีหน้าเช่นนั้น” ชายชราเอียงหน้าลงต่ำเพื่อมองหน้าอีกฝ่าย จากนั้นจึงยกสุราขึ้นจิบด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ

“ข้าคงมิได้ทำลายบรรยากาศหรอกนะ” เขาถามพร้อมทั้งแสร้งผายมือไปตามจานอาหารคาวหวานรสเลิศตรงหน้า

“มีคำกล่าวที่ว่า ‘ยิ่งคนเราแก่ตัว ยิ่งคิดถึงอดีต’ ข้าว่าคำกล่าวนั้นน่าจะจริงเสียแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า” อำมาตย์เฒ่ากลั้วหัวเราะ “เพราะอยู่ดีๆ ตาแก่อย่างข้า ก็เริ่มนึกถึงลูกหลานขึ้นมา”

“ท่านอำมาตย์”

“จะว่าไป ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อครั้งนั้น ข้าก็มิเคยได้เจอบุตรชายของท่านอีกเลย” เขาพูดพลางกระตุกยิ้ม “เขาหนี ไม่ใช่สิ เขาย้ายไปอยู่ที่เขตใดกันหรือ”

แพทย์ผู้มากฝีมือก้มหัวลงจนหน้าแทบจะติดกับพื้นห้อง มือเหี่ยวย่นสั่นเทาเพราะนึกเรื่องในอดีตขึ้นมา เขารู้ซึ้งแล้วว่าเรื่องที่เคยผิดพลาดเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังคงมิสามารถเปลี่ยนจากผิดเป็นถูกไปได้

“ข้านึกถึงเขาอยู่มากเชียว ไม่รู้ว่าเพราะเหตุสิ้นพระชนม์ของอดีตพระมเหสี จะทำให้หมอหลวงผู้นั้นต้องมีชะตากรรมที่ยากลำบากเพียงใด” ผู้ทรงอิทธิพลแสดงท่าทีเห็นอกเห็นใจออกมา

“ท่านอำมาตย์”

“เหตุใดจึงเอาแต่เรียกข้าโดยมิกล่าวอะไรเลยเล่า ข้าเพียงอยากรู้ความเป็นไปของเขาก็เท่านั้น” ชายชราว่า

“เด็กนั่นกตัญญูไม่น้อย ทั้งๆ ที่ควรหลบหน้าไปทันที แต่ก็ยังอุตส่าห์พาภรรยาและบุตรสาวมาขอบคุณข้าเสียยกใหญ่ ฮ่าฮ่าฮ่า” อำมาตย์คิมหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

“ข้าเองก็ชอบเขาอยู่มาก ดังนั้น แม้ว่าการสิ้นพระชนม์อย่างทรมานของอดีตพระมเหสี จะเกิดจากการตรวจวินิจฉัยรวมถึงการรักษาที่ผิดพลาดของเขา แต่ว่าเพราะพระองค์ทรงสวรรคตไปแล้ว หากมีการสอบสวนหมอหลวงที่ทำการตรวจรักษาและลงโทษอีก คงจะมิเกิดประโยชน์อันใด” ชายชราเว้นจังหวะ เขามองหมอหลวงผู้อยู่มานานตรงหน้าที่กำลังสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้และกระตุกยิ้ม รู้สึกโชคดีขึ้นมาที่คนตรงหน้ารู้เพียงว่าบุตรชายทำผิดพลาด แต่มิได้รู้ความจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด

“อีกอย่าง ข้าก็เห็นใจท่านมาก ข้ารู้ดีว่าตระกูลมุนในสายของท่านมีทายาทผู้สืบสกุลเพียงผู้เดียว แม้จะมีบุตรสาวอีกมากมาย แต่หากทายาทชายต้องจบชีวิตลง คงจะทำให้ท่านช้ำใจไม่น้อย นอกจากนั้น เพราะข้าเห็นแก่ท่านที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหมอหลวงผู้มากฝีมือ หากราชสำนักต้องขาดผู้ที่เก่งกาจแบบท่านไปคงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจยิ่งนัก” อำมาตย์เฒ่าแสร้งถอนหายใจออกมาและกล่าวต่อ “ข้าไม่น่าชวนท่านย้อนรำลึกความหลังเลย คงเพราะส่วนหนึ่งข้าเริ่มเหนื่อยล้าจากการตามเก็บกวาดสิ่งต่างๆ ในราชสำนักให้เข้าที่เข้าทาง อยู่ๆ ก็เลยเผลอคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา โชคดีที่ตอนนั้นฝ่าบาททรงทำตามคำแนะนำของข้าทุกประการ เรื่องนี้จึงมิต้องมีการสูญเสียที่มากเกินความจำเป็นเกิดขึ้น”

แม้วาจาที่กล่าวออกมาจะมิใช่การข่มขู่ตรงๆ หากแต่หมอหลวงผู้แก่ชราก็เข้าใจถึงนัยที่แฝงไว้ในทุกประโยค เขารู้ดีว่าเหตุการณ์เมื่อ 18 ปีก่อนนั้น บุตรชายถือว่ามีความผิด มิใช่เพียงไม่สามารถรักษาพระอาการให้ดีขึ้นได้อย่างที่กล่าวอ้าง ยังทำให้มีพระอาการแทรกซ้อนจนอดีตพระมเหสีต้องนอนทรมานอยู่ระยะหนึ่งกว่าจะสิ้นพระชนม์

“ข้ามิสามารถพูดได้ขอรับ” หมอหลวงมุนกล่าว พร้อมทั้งถอนหายใจออกมา พระคุณของคนตรงหน้า หากจะวัดกันจริงๆ แล้ว ยังมากกว่าผู้ที่ตนรับใช้อยู่ด้วยซ้ำ เพราะมิเช่นนั้นตระกูลมุน สายโฮอัน อาจจะต้องหมดสิ้นผู้สืบทอด

“เช่นนั้นหรือ”

“ขอรับ”

“แม้ว่าคำสัตย์ที่ให้กับขันทีนั่นจะทำให้เรื่องวุ่นวายไปกว่าเดิมงั้นหรือ”

“ท่านอำมาตย์” หมอหลวงมุนได้แต่ก้มหน้า มิรู้ว่าจะเอ่ยตอบไปว่าอะไรดี ในหัวใจของเขาเต็มไปด้วยความสับสน เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าชายตรงหน้าสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ

“ข้าจะให้เวลาท่านคิดทบทวน” อำมาตย์เฒ่าเอ่ย จากนั้นจึงยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปาก

“ระหว่างนี้ข้าจะร่ำสุรารอท่านอยู่เงียบๆ ดีหรือไม่” มือเหี่ยวย่นนั้นวางเครื่องเคลือบชั้นดีลง ก่อนจะรินสุราเพิ่มให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง ผ่านไปสักระยะ หมอหลวงผู้แก่ชราก็เงยหน้าขึ้น

“พระอาการมิทรงสู้ดีขอรับ” เสียงแหบพร่าเปล่งออกมาอย่างมั่นคง หลังจากตัดสินใจแล้วว่าจะเปิดปากพูด

“เช่นนั้นจะทรงเป็นเช่นไรต่อไป” อำมาตย์เฒ่าถาม ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแฝงแวววิตกกังวล หากพระอาการแย่ลงจนต้องเกิดการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินในยามนี้ แปลว่าต้องทำอย่างไรก็ได้ให้บุตรีได้ตำแหน่งพระชายามาครองโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ฐานอำนาจของเจ้าลูกพยัคฆ์แข็งแกร่งพอ มิเช่นนั้นทุกสิ่งที่ทุ่มเททำมาตลอดระยะเวลา 18 ปีย่อมสูญเปล่า

“เพราะว่าเกิดจากโรคประจำพระองค์ พระอาการจึงมิสามารถดีขึ้นได้ขอรับ” หมอผู้แก่ชราตอบ เขารู้ว่าด้วยคำตอบเช่นนี้ คนตรงหน้าคงจะทราบแล้วว่าสถานการณ์ตอนนี้สุ่มเสี่ยงแค่ไหน

นัยน์ตาลุ่มลึกทอประกายความไม่พอใจออกมา เมื่อได้ยินวาจาของหมอหลวง

“ข้าเหลือเวลาอีกกี่เดือน” เขาเอ่ยถาม

“มากสุดก็สามเดือนขอรับ” ใบหน้าที่เหี่ยวย่นของแพทย์หลวงระบายไปด้วยความสิ้นหวัง

“แล้ว...” ชายชราละถ้อยคำที่เหลือไว้ เพราะรู้ดีว่าคู่สนทนาย่อมเข้าใจว่าเขาต้องการถามอะไร

“มิสามารถบอกได้ขอรับ แต่เหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสมอ” ผู้มากฝีมือด้านการรักษาตอบ เขาเองก็มิสามารถบอกอะไรได้มากนัก รู้แค่ว่าไม่ว่าจะพยายามมากเพียงใด แต่ก็มิสามารถรักษาพระอาการของฝ่าบาทได้

“อืม” อำมาตย์เฒ่ารับคำ จากนั้นจึงชูจอกสุราในมือขึ้น “หวังว่าเจ้าจะยังประคองพระอาการของพระองค์ไปได้เรื่อยๆ จนกว่ารัชทายาทจะทรงสามารถเข้าพิธีกับบุตรีของข้าได้” เขาพยักพเยิดให้คนตรงหน้าแทนการเชื้อเชิญ และยกสุราขึ้นดื่ม

“แล้วก็ ท่านหัวดีมิน้อยที่ยอมตระบัดสัตย์กับขันทียุงเพื่อข้า หากแต่คงมิเกิดเบาปัญญาขึ้นมา แล้วเผลอไปเปิดปากกับผู้อื่นเข้า”

หมอหลวงวางจอกสุราในมือที่เพิ่งร่วมดื่มไปเมื่อครู่ลง เขาค้อมหัวรับอย่างนอบน้อม หัวใจเต้นรัวเร็วจนแทบจะทะลุออกจากอก เพราะรู้ดีว่าคำพูดที่ผู้ทรงอิทธิพลแห่งราชสำนักกล่าวออกมาหมายถึงอะไร หากจะต้องบอกเรื่องนี้กับผู้ใดอีก เห็นทีเขาชิงฆ่าตัวตายไปก่อนเสียยังจะดีกว่า

อำมาตย์คิมเห็นท่าทางของชายชราตรงหน้า ก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจที่อีกฝ่ายยังไม่เลอะเลือนขนาดที่ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร เขากำชับขึ้นอีกประโยค จากนั้นจึงให้ลูกน้องผู้ซื่อสัตย์เดินไปส่งท่านหมอกลับเรือน

ชายหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลารับคำสั่งและออกไปส่งหมอผู้แก่ชราขึ้นเกี้ยวตามมารยาท จากนั้นจึงเดินกลับเข้ามาหาผู้เป็นนาย แม้ว่าขณะนี้จะเป็นเวลาย่ำค่ำแล้ว แต่เขาก็ยังคงไม่กลับไปยังที่พักอาศัยของตัวเอง ด้วยมีเรื่องที่จะต้องคุยกับผู้เป็นนายต่อ

“เอพุน จากนี้เจ้าตามดูเขาให้ดี” อำมาตย์เฒ่าว่า

“ขอรับ” ลูกน้องผู้ซื่อสัตย์รับคำ

“ส่งคนไปคอยประกบเลยก็ได้ แม้เขาจะมิใช่พวกเบาปัญญา ซ้ำยังมิใช่พวกรักตัวกลัวตาย แต่เขาก็รักครอบครัวมาก หากมีใครระแคะระคายเรื่องนี้ แล้วนำครอบครัวเขามาข่มขู่ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะพูดออกไป” ชายชราหรี่ตา

“ขอรับ”

“เราต้องระวังให้มาก ช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญ ไม่แน่ว่านอกจากสนมจางแล้ว พวกที่แสร้งทำตัวเป็นกลางทั้งหลาย อาจจะรอโอกาสนี้อยู่เพื่อแย่งชิงอำนาจไปจากข้า” นิ้วที่เหี่ยวย่นเคาะลงไปบนโต๊ะไม้เบาๆ ขณะคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

“เจ้าส่งคนไปติดตามการเคลื่อนไหวของสนมจางเสียหน่อย แม้นางจะเบาปัญญา แต่ข้าอยากแน่ใจว่านางไม่มีโอกาสรับรู้เรื่องพระอาการของฝ่าบาท” นัยน์ตาสีขุ่นทอประกายความไม่พอใจออกมา เมื่อนึกขึ้นได้ว่าอีกไม่นานจะต้องแวะเวียนไปเยี่ยมนางด้วยตัวเอง

“ขอรับ”

“แล้วก็ พรุ่งนี้เจ้ามิต้องมาพบข้า ข้าจะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท รวมถึงไปกระตุ้นเจ้าลูกพยัคฆ์บาดเจ็บให้รีบยอมจำนนเสียที”

ร่างที่นอนไร้เรี่ยวแรงอยู่บนเตียงหลังใหญ่ยังคงกระตุกเกร็งจากการไอหอบอย่างต่อเนื่อง กระนั้นเสียงไอกลับมิหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากสีซีดไร้เลือดเลยสักนิด มือที่เริ่มเหี่ยวย่นลงตามวัยพยายามยกขึ้นแตะมือเนียนนุ่มของสตรีข้างกาย ที่แม้จะมิใช่หญิงในดวงใจ แต่ก็เป็นสตรีเพียงคนเดียวที่คอยอยู่เคียงข้างมาตลอด

“ฝ่าบาท” พระสุรเสียงอ่อนโยนดังขึ้นพร้อมๆ กับไออุ่นที่ส่งผ่านมายังพระหัตถ์ที่เย็นเยียบลงทุกที

“ทรงบรรทมก่อนเถิดเพคะ” พระมเหสีมองพระสวามีอย่างสงสาร จากนั้นจึงช่วยห่มผ้าให้ด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยความห่วงใย

“จี...ยอน” เสียงแหบแห้งดังออกมา

“เจ้า...ต้อง...จัด...การ” พระราชาจูซัมฝืนตรัสขึ้น ก่อนที่จะทรงพระกาสะออกมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งพระหัตถ์ที่จับพระหัตถ์สตรีคู่กายก็ยังบีบแน่นขึ้นตามการเกร็งตัว

“ฝ่าบาท” พระมเหสีมองพระสวามีอย่างเจ็บปวด น้ำพระเนตรค่อยๆ ไหลลงมาอาบพระพักตร์ที่มักแฝงแววอ่อนโยนเปี่ยมเมตตา

“อย่า...ร้อง...ไห้” พระราชาจูซัมตรัสขึ้นอย่างกระท่อนกระแท่น พยายามยกฝ่าพระหัตถ์ขึ้นเพื่อช่วยซับน้ำตาออกจากพระพักตร์ของสตรีคู่บัลลังก์ ความรู้สึกสงสารปรี่ล้นเต็มพระทัย แม้แต่ในยามนี้คำวิงวอนของนางที่เคยถามว่าจะทรงสามารถมอบความรักให้นางเสมือนสตรีคนอื่นๆ ได้หรือไม่ คำตอบก็ยังคงเดิม

“อย่า...ร้อง” พระราชาตรัสซ้ำเมื่อเห็นสายพระเนตรที่ไหลอาบแก้มนวล

“ฝ่าบาท” นัยน์ตาที่แฝงแววอ่อนโยนพร่ามัวไปด้วยม่านน้ำตาที่เอ่อคลอ แม้จะพยายามสกัดกั้นไว้เท่าใด แต่เมื่อต้องเห็นบุรุษผู้เคยน่าเกรงขามกลายสภาพเป็นเช่นนี้ พระนางก็ปวดพระทัยยิ่งนัก

“จี...ยอน” พระหัตถ์ที่เย็นเยียบพยายามออกแรงบีบแทนคำปลอบประโลม

“อย่า...ร้อง” พระเนตรที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจ้องตรงมา

“เรียนพระมเหสี อำมาตย์คิมขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ขันทียุงที่ซอยเท้าเข้ามารายงานอย่างแผ่วเบา

บรรยากาศหม่นเศร้าเช่นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่หมอหลวงมุนแสดงออกอย่างชัดเจนว่าพระอาการจะมิมีทางดีขึ้น สิ่งที่เหลืออยู่คือการประคองพระอาการต่อไปเรื่อยๆ แต่เพียงเท่านั้น

พระราชาจูซัมที่บรรทมอยู่ค่อยๆ หันพระพักตร์ไปยังขันทีคนสนิท ซึ่งเป็นอีกคนที่คอยอยู่เคียงข้างอย่างซื่อสัตย์เสมอมา

“ให้...ท่าน...อำ...มาตย์” พระสุรเสียงที่กระท่อนกระแท่นขาดหายไป เมื่อพระองค์ทรงพระกาสะอีกครั้ง

พระมเหสีจียอนทรงหันไปพยักหน้าแทนการให้พระราชานุญาต เพราะรู้ดีว่าไม่ว่าอีกฝ่ายจะขอเข้าเฝ้าเวลาใด พระสวามีย่อมทรงอนุญาตเสมอ พระนางหันมาทอดพระเนตรพระสวามีก่อนจะรับรู้แรงบีบเบาๆ ที่พระหัตถ์ จึงทรงพยายามฝืนยิ้มออกมา เพื่อบอกให้รู้ว่ารับรู้ความซาบซึ้งพระทัยของพระองค์แล้ว

“ถวายบังคมฝ่าบาท ถวายบังคมพระมเหสี” อำมาตย์คิมที่เข้ามาถึงรีบทำท่าถวายความเคารพแบบย่อเพื่อมิให้เสียเวลา และเดินเข้าไปประชิดแท่นบรรทมของพระราชาแบบที่ไม่ต้องรอให้ได้รับพระบรมราชานุญาตทันที

“ฝ่าบาท” นัยน์ตาสีขุ่นจับจ้องไปที่ร่างในชุดสีขาวไข่มุกที่ยังอ่อนระโหยโรยแรงอยู่บนแท่นบรรทม เขารู้สึกโกรธขึ้งตัวเองขึ้นมาที่มัวแต่ปล่อยให้เจ้าลูกพยัคฆ์เอาแต่ดื้อดึงผัดผ่อนเรื่องการแต่งงานไปเรื่อย จนสุดท้ายภาวะวิกฤตเช่นนี้เกิดขึ้น แม้หมอหลวงมุนจะบอกว่าน่าจะทรงอยู่ได้อีกสามเดือน แต่ก็รู้ดีว่าไม่สามารถเอาแน่เอานอนกับความเจ็บป่วยของมนุษย์ได้ ดูอย่างกรณีของอดีตพระมเหสีผู้ล่วงลับ ที่ในครั้งนั้นแพทย์ผู้รักษายังมิสามารถให้คำตอบที่ถูกต้องได้

“ท่าน...อำ...” เสียงแหบพร่าขาดหายไปและถูกแทนที่ด้วยการกระตุกเกร็งทั่วพระวรกายอย่างรุนแรงจากพระอาการไอหอบ

“มิต้องตรัสสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมิคิดเลยว่าพระอาการจะทรุดลงรวดเร็วถึงเพียงนี้” ชายผู้ทรงอิทธิพลแสร้งพูดเสมือนมิได้รู้ข้อมูลจากปากหมอหลวงประจำพระองค์มาก่อนแล้ว และเหลือบมองขันทียุงอย่างไม่พอใจ เป็นนัยให้อีกฝ่ายเห็นว่ามิควรจะปกปิดพระอาการของพระราชาจากเขา หากแต่อีกฝ่ายก็เพียงแสร้งทำเป็นไม่เห็นและเบือนหน้าหนีไปอีกทาง

“ขอทรงอย่ากังวลพระทัย” อำมาตย์คิมกล่าว

“ขอเพียงรักษาพระวรกายให้แข็งแรงไว้ เรื่องที่เหลือต่อจากนี้กระหม่อมจะทำหน้าที่แทนพระองค์เองพ่ะย่ะค่ะ” ใบหน้าที่เหี่ยวย่นสะท้อนด้วยความมุ่งมั่น เขาจะมิยินยอมให้ทุกอย่างยืดเยื้ออีกต่อไปแล้ว ต่อให้ต้องขุดร่างของรัชทายาทขึ้นจากแท่นบรรทมเพื่อส่งเข้าพิธีแต่งงานเขาก็จะทำ

พระราชาที่ทรงหายจากพระอาการไอหอบทรงสูดลมหายใจลึก และทรงบีบพระหัตถ์พระมเหสีเป็นเชิงให้ตรัสแทน

“ขอบคุณท่านอำมาตย์มากที่คอยช่วยเหลือพวกเรามาตลอด” พระสุรเสียงที่เปี่ยมพระเมตตาเปล่งออกมา

“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ” อำมาตย์คิมค้อมหัว จากนั้นจึงหันไปมองหน้าสตรีที่ประทับอยู่ข้างๆ แท่นบรรทม

“กระหม่อมคิดว่าเราจะรอต่อไปอีกไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ” เขาบอกความคิดของตัวเองออกไปทันที

“แม้ว่ารัชทายาทจะทรงประชวรอยู่ แต่ว่าหากพระอาการดีขึ้นจนพอจะเดินเหินได้” ชายชราสูดหายใจเข้าลึก “กระหม่อมคิดว่าเมื่อนั้นคงถึงเวลาเหมาะสมที่จะจัดพิธีพ่ะย่ะค่ะ”

สีพระพักตร์ของพระมเหสีหม่นเศร้าลงด้วยความกังวลพระทัย พระนางพยายามเกลี้ยกล่อมพระโอรสทรงเลี้ยงมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังมิเห็นว่าจะมีท่าทียอมลดราวาศอกเลย แล้วเช่นนี้จะมีโอกาสได้จัดพิธีหรือไม่

อำมาตย์คิมเห็นสีพระพักตร์ของพระมเหสีก็เข้าใจในความกังวลของพระนาง จึงกล่าวขึ้น “กระหม่อมคิดว่า เวลานี้นอกจากความพยายามของกระหม่อมแล้ว กระหม่อมต้องขอพึ่งพาพระบารมีของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”

สตรีผู้สูงศักดิ์ที่สุดแห่งวังหลวงถอนพระทัยและพยักหน้ารับ แต่สีพระพักตร์ยังเต็มไปด้วยความหวั่นวิตกดังเดิม ชายผู้ทรงอิทธิพลจึงต้องช่วยจัดการให้เหมือนดังเช่นทุกครั้ง

“กระหม่อมจะลองไปเกลี้ยกล่อมรัชทายาทอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่าอย่างที่พระองค์ทรงทราบดี เพราะพระทัยของรัชทายาทมิเคยเปิดรับความหวังดีของกระหม่อม เช่นนั้นเรื่องนี้จึงต้องหวังผลลัพธ์จากการกระทำของพระองค์ด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ชายชราสูดหายใจอีกครั้ง “กระหม่อมอยากทูลขอให้ทรงช่วยเกลี้ยกล่อมโดยใช้สิทธิ์ความเป็นพระมารดาพ่ะย่ะค่ะ”

“ข้าทราบแล้ว” พระมเหสีถอนพระทัยซ้ำ

พระนางมิเคยต้องการทำเช่นนี้เลย แต่ดูเหมือนว่ายามนี้จะต้องทำเสียแล้ว ถึงตลอดเวลาที่ผ่านมาจะทรงช่วยเลี้ยงดูอีกฝ่าย แต่ก็มิใช่เพราะเป็นรัชทายาท เป็นพระโอรสทรงเลี้ยง หรือเพราะคาดหวังผลประโยชน์อื่นใด พระนางทรงเลี้ยงดูและรักซานดั่งเลือดเนื้อเชื้อไข เพราะพระมารดาที่แท้จริงของซานเคยมีพระคุณเท่าชีวิตต่างหาก การจะไปเรียกร้องให้บุตรชายทรงเลี้ยงทดแทนคุณด้วยการยอมเข้าพิธีแต่งงานจึงทำให้ลำบากพระทัยอยู่ไม่น้อย

ถึงการแต่งงานของคนในราชวงศ์จะมิได้ขึ้นกับความสมัครใจและความรัก และมักเป็นไปด้วยผลประโยชน์รวมถึงความเหมาะสมต่างๆ แต่พระนางก็ยังมิสามารถตัดพระทัยได้ เพราะตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดอย่างพระสวามีก็ทรงได้ครองคู่กับสตรีในดวงใจ ซึ่งคืออดีตพระมเหสีผู้ล่วงลับ รวมถึงแม้แต่สนมจางที่เข้าวังมาก่อน ครั้งหนึ่งก็เคยได้พระทัยของพระสวามีไปครอบครอง เป็นพระนางเองเสียอีก ที่แม้จะคอยอยู่เคียงข้างเสมอ ทั้งยังทำทุกอย่างด้วยใจที่บริสุทธิ์ มิได้คาดหวังอำนาจวาสนาหรือสิ่งใดตอบแทน แค่เพียงต้องการอยู่เคียงข้างแทนอดีตพระมเหสีผู้ล่วงลับเท่านั้น แต่ตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ในพระทัยของพระสวามีก็มิเคยมีนางเลย แม้จะเคยเอ่ยปากวอนขอความรักอย่างหน้าไม่อาย แต่กลับได้รับเพียงความสงสารเห็นใจตอบกลับมาเท่านั้น

พระนางจึงรู้ดีว่าการต้องอยู่ด้วยกันโดยมิได้รับความรักทำให้ทรมานใจเพียงใด เมื่อพระโอรสทรงเลี้ยงพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับบุตรีของอำมาตย์คิมทุกวิถีทาง พระนางจึงมิเคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวบังคับขืนใจเลย

“กระหม่อมหวังว่าพระมเหสีจะทรงกลั้นพระทัยและใช้สิทธิ์ขาดของพระมารดาพ่ะย่ะค่ะ” นัยน์ตาสีขุ่นเต็มไปด้วยแววมุ่งมาด “ขอเพียงรัชทายาททรงเห็นว่าพระองค์ทุกข์ใจและจริงจังกับเรื่องนี้มากแค่ไหน ส่วนที่เหลือ กระหม่อมจะเป็นผู้จัดการเองพ่ะย่ะค่ะ”

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว