บุปผาร่ายรัก -บทที่1. หลุมพราง

โดย  เพลงมีนา

บุปผาร่ายรัก

บทที่1. หลุมพราง

1.

หลุมพราง

อาชาสีน้ำตาลเข้มพุ่งทะยานไปดุจลูกธนูที่พุ่งออกจากเกาทัณฑ์ รวดเร็วพอที่จะเข้าขวางไม่ให้คนที่อยู่บนอาชาอีกตัวฟาดดาบลงทำร้ายคนอีกผู้หนึ่งได้สำเร็จ ดวงตาคมกริบตวัดมองอย่างยากจะคาดเดาอารมณ์ บังคับบังเหียนม้าด้วยมือเพียงข้างเดียวขณะที่ยกกระบี่จ่อที่ลำคอของอีกฝ่ายที่ล่วงรู้ความพ่ายแพ้ของตนแล้ว

“จะฆ่าก็ฆ่าเลย ข้าไม่ต้องการความปราณีของพวกเจ้า!”

คิ้วงามขมวดอย่างครุ่นคิดแต่สีหน้ายังเรียบนิ่ง หางตารับรู้การเคลื่อนไหวของคนบนหลังอาชาสีขาวงามสง่า มือใหญ่ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนล่วงรู้ว่าหัวหน้าโจรป่าพ่ายแพ้ในการสู้รบครั้งนี้แล้ว

“เจ้าตายก็มิได้อะไรขึ้นมา สู้รักษาชีวิตอยู่กับลูกเมียไม่ดีกว่าหรือ?” เป็นน้ำเสียงของจ้าวจิ่นสือ บุรุษหนุ่มผู้นำทหารมาปราบเหล่าโจรป่าที่ดักซุ่มปล้นเสบียงของทางราชสำนักหลายครั้ง

“พวกเจ้าหมายความเช่นใดกัน”

“ความตายไม่ช่วยอะไร แต่กลับตัวกลับใจเป็นฝ่ายเดียวกับทางการ ชีวิตเจ้ายังจะมีประโยชน์เสียกว่า” คราวนี้เป็นน้ำเสียงของหญิงสาว ทำให้คนฟังตะลึงไป เพราะเจ้าของเสียงถือกระบี่จ่อที่คอของโจรป่า

“เหอะ! ทางการนะเรอะ! ข้าไม่หลงเชื่อพวกเจ้าหรอก! เอาแต่ขูดรีดประชาชน” หัวหน้าโจรตะโกนใส่อย่างไม่กลัวตาย

ปลายกระบี่ลดลงพร้อมเสียงทอดถอนหายใจ เจ้าของกระบี่มองดูคราบเลือดที่ยังเปรอะเปื้อนอยู่จนหยดลงบนพื้น หากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องการให้กระบี่ต้องดื่มโลหิตผู้ใด หัวหน้าโจรมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายลดกระบี่ที่จ่อคออยู่ลง

“ข้าเข้าใจ” เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างจริงใจมืออีกข้างปล่อยบังเหียนแล้วปลดผ้าที่ปิดครึ่งหน้าอยู่ลง “พ่อของข้าก็เคยเป็นเช่นท่าน แต่นับว่าโชคดีที่พ่อของข้าได้พบกับ แม่ทัพจ้าวซื่อก่วง ทำให้รู้ว่าคนในราชสำนักยังมีคนดีให้นับถืออยู่”

“พ่อของเจ้าคือ...”

“ข้าคือเคอหลิ่งหลินบุตรสาวเพียงคนเดียวของขุนโจรแห่งเขาชิงซาน”

นางแนะนำตัวอย่างสุภาพ ไม่จำเป็นต้องเอ่ยชื่อบิดาผู้ล่วงลับของนางออกไปก็ทำให้คนที่อยู่ตรงหน้าอ้าปากค้างก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ บิดาของนางคือเคอตงตงเป็นเจ้าของฉายาขุนโจรแห่งหุบเขาชิงซาน แม้บิดาของนางจะจากไปหลายปีแล้ว แต่กระนั้นชื่อเสียงของบิดายังคงคุ้มครองนางอยู่เสมอจนถึงวันที่นางอายุยี่สิบปีแล้วก็ตาม

“ถ้าเป็นเช่นนั้น”

“หากพวกเจ้าทั้งหลายกลับตัวกลับใจไม่กระทำการเยี่ยงโจรอีก ข้าเคอหลิ่งหลินขอเอาชีวิตเป็นประกันว่าจะไม่มีผู้ใดทำร้ายพวกเจ้า”

“ได้! ข้าจะลองเชื่อใจพวกเจ้าดู”

“ถ้าเช่นนั้นขอเชิญท่านตามพวกเรากลับไปที่จวนเถิด เพื่อจะได้พูดคุยเจรจาตกลงให้เข้าใจกัน”

หญิงสาวในชุดทหารสีน้ำเงินเข้มเก็บกระบี่เข้าที่แล้วผายมือเชิญ จอมโจรยอมทำตามอย่างว่าง่าย ชายหนุ่มผู้อยู่หลังอาชาสีขาวกระตุกม้าให้เดินเข้ามาใกล้ยื่นมือไปตบไหล่หญิงสาว

“ทำดีมาก”

“อึก!”หญิงสาวกัดฟันข่มความเจ็บที่แล่นขึ้นมา

ชายหนุ่มเห็นสีหน้ากลั้นความเจ็บปวดของอีกฝ่าย

“หลิ่งหลิน? เจ้าเป็นอะไร”

หญิงสาวฝืนทนแล้วส่ายหน้าไปมา “กลับจวนเถิด ข้าหิวจนจะกินห่านได้ทั้งตัว”

“ดี...ครึ่งเดือนมานี่ลำบากเจ้ามากจริงๆ”

‘จ้าวจิ่นสือ’ ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาได้รับคำสั่งจากบิดาให้ออกมาปราบกองโจรที่ออกปล้นทรัพย์สินโดยเฉพาะคนจากราชสำนัก ผู้ที่รู้เส้นทางในป่าเขาแทบทุกซอกก้อนหินก็คือหญิงสาวที่นั่งบนหลังม้าชื่อเดิมของนางคือ ‘เคอหลิ่งหลิน’ แต่ตอนนี้นางคือ ‘จ้าวหลิ่งหลิน’ บิดาของเขารับนางเป็นบุตรบุญธรรมหลังจากที่เคอตงตง-พ่อบังเกิดเกล้าของนางตายจากไปเมื่อหกปีก่อน

“เจ้านำหน้ากลับจวนไปก่อนเถอะ ข้าจะคุ้มกันด้านหลังให้เอง” เคอหลิ่งหลินเผลอสั่งบุรุษบนหลังม้า ตามด้วยเสียงถอนหายใจโล่งอกหลังจากทุกอย่างคลี่คลายลงแล้ว

“ได้” จ้าวจิ่นสือพยักหน้ารับ กลั้นยิ้มทำหน้าเคร่งขรึม อ้อ! นี่เขากลายเป็นน้องชายตัวน้อยในสายตานางไปอีกแล้วละซิ ถึงได้ออกปากสั่งเขาให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้

“ข้าจะให้คนที่จวนเร่งทำอาหารไว้รอเจ้า”

“ฝากดูแลหัวหน้าโจรด้วย ข้าเชื่อว่าเขาไม่มีเจตนาทำร้ายผู้อื่น”

“ข้ารู้แล้ว” จ้าวจิ่นสือเห็นเคอหลิ่งหลินมีท่าทางเหน็ดเหนื่อยจึงกระตุ้นม้าให้เดินนำหน้าไปก่อนเพื่อคุมผู้คน

เคอหลิ่งหลินรั้งม้าให้เดินช้าลงสายตาของนางมองบรรดาโจรกลับใจราวๆ สามสิบคนที่เดินเท้ามุ่งหน้ากลับจวนของ ‘แม่ทัพจ้าวซื่อก่วง’ ที่มอบหมายหน้าที่นี่ให้บุตรชาย แน่ล่ะ นางไม่ได้ถูกส่งให้มาปราบโจรด้วย แต่นางเองที่เสนอตัวมาช่วยจ้าวจิ่นสือเอง และมันก็เป็นอย่างนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

หญิงสาวในชุดทหารองอาจสีน้ำเงินเข้มที่ตัดเย็บเพื่อให้นางได้ออกสนามรบเคียงบ่าเคียงไหล่จ้าวจิ่นสือ สำหรับนางแล้วแม้ตัวเองจะอยู่ในฐานะบุตรบุญธรรมของ ‘แม่ทัพจ้าวซื่อก่วง’และ ‘ฮูหยินอี้ซิ่ว’ และนางข่มเหงจ้าวจิ่นสือทำให้ผู้ชายตัวโตอย่างเขาต้องยอมเรียกนางว่า ‘พี่สาว’

ใบหน้าสวยได้รูป แม้จะไม่สวยเลิศเท่าหญิงสาวในเมืองหลวง แต่นางก็มีเครื่องหน้าที่ชวนมอง ไม่ว่าจะเป็นคิ้วโกงหรือดวงตาพราวระยับและริมฝีปากน่าหลงใหล หากไม่เพราะนางชอบทำหน้าเรียบนิ่งดุจแผ่นน้ำแข็งและมือไม่ได้จับกระบี่อยู่เป็นนิจ นางก็เป็นสาวงามคนหนึ่งเลยทีเดียว ขณะอยู่บนหลังม้าเคอหลิ่งหลินนึกถึงเรื่องราวเมื่อเกือบสิบปีที่ผ่านมา บิดาของนางเป็นจอมโจรที่ถูกทางการหมายหัวแต่อาจเพราะนางเป็นเด็กจึงไม่ได้เข้าใจความหมายนั้น จนเมื่อบิดาของนางได้พบกับแม่ทัพจ้าวซึ่งถูกส่งออกมาปราบโจรป่าก่อนจะออกไปประจำที่หัวเมืองชายแดน ช่วงนั้นมีการเปลี่ยนแปลงในราชสำนักการขึ้นครองราชของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ บิดาของนางได้พบกับแม่ทัพจ้าวที่ช่วยเหลือชาวบ้านด้วยใจจริงจึงยอมติดตามออกร่วมรบ แน่นอนว่ามีนางติดสอยห้อยตามไปด้วย เคอหลิ่นหลิงใช้ชีวิตในป่าเขาเชี่ยวชาญเรื่องเส้นทางในป่าและการแกะรอย บิดาของนางฝึกวรยุทธให้นาง มารดาของนางจากไปตั้งแต่นางไม่ถึงขวบและบิดาไม่แต่งภรรยาใหม่ บิดาจึงเลี้ยงดูนางเหมือนเด็กชายมากกว่าเด็กหญิงเพียงเพราะให้นางดูแลตัวเองได้ยามเมื่อไร้เงาของบิดา

เมื่อชายแดนสงบแม่ทัพจ้าวได้กลับมาอยู่จวนกับครอบครัว นางกับบิดาก็ติดตามกลับมาด้วย ฮูหยินอี้ซิ่วมีใจเมตตาต่อนาง ยิ่งรู้ว่านางเป็นกำพร้าต้องติดตามบิดาไปร่วมรบกับท่านแม่ทัพก็ยิ่งสงสาร ฮูหยินมีบุตรชายเพียงคนเดียวซึ่งเกิดปีเดียวกับนางแต่อ่อนเดือนกว่าชื่อจ้าวจิ่นสือ

“ข้าอยากมีลูกสาวมานานแล้ว เจ้ามาเป็นลูกสาวของข้าได้ไหม หลิ่งหลิน”

หญิงสาวจำได้ว่าตอนนั้นนางเอาแต่สั่นหน้าปฏิเสธจนผมยาวสะบัดไปมา การปฏิเสธครั้งนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากคนรอบข้าง มีเพียงจ้าวจิ่นสือที่แสดงท่าทางไม่พอใจเหมือนเด็กที่กลัวถูกแย่งความรักจากพ่อแม่...ก็แน่ละ บิดาของเขาไปอยู่ชายแดนนานหลายเดือน เขาแทบไม่ได้เจอบิดาของตนเลย แต่นางกลับได้อยู่ใกล้บิดาของเขาซ้ำบิดายังฝึกเพลงกระบี่ให้อีกด้วยจะไม่เขาริษยาได้อย่างไรกัน

หญิงสาวกลั้นหัวเราะ นางไม่อยากหัวเราะเพราะมันทำให้รู้สึกเจ็บในกาย แต่กระนั้นก็อดคิดถึงวัยเด็กของตนไม่ได้ ในปีถัดมานางอายุสิบสี่เป็นปี่ที่บิดาตายไปเพราะช่วยชีวิตแม่ทัพจ้าวจากการถูกลอบสังหาร นางเหลือตัวคนเดียวแล้วจริงๆ เพราะออกจากหุบเขาชิงซานมานานจนไม่แน่ใจว่านางเคยมีญาติพี่น้องที่ใดหรือไม่ นางควรจะร้องไห้ให้การจากไปของบิดา ทว่ากลับไม่มีน้ำตารินไหล หลายคืนล่วงผ่านนางยืนมองเงาจันทร์ในสระบัวของจวนแม่ทัพจ้าว ขณะครุ่นคิดถึงหนทางชีวิตของตัวเองอยู่นั้น ร่างของจ้าวจิ่นสือก็ปรากฏอยู่เบื้องหลังพร้อมเสียงกระแอมไอให้นางรู้ตัวถึงการมาของเขา

“คุณชายจิ่นสือมีอะไรจะให้ข้ารับใช้เหรอเจ้าคะ”

นางถูกบิดาสั่งสอนมาให้วางตัวเสมือนเป็นหญิงรับใช้เมื่ออยู่กับบุตรชายแม่ทัพเจ้า นางเคยเถียงบิดาหลายครั้ง ก็ทำไมนางต้องกลายเป็นหญิงรับใช้ด้วยเล่า? นางก็อยู่ของนางดีๆ ไยให้ไปรับใช้ผู้อื่นล่ะ แต่ตอนนี้สถานะนางเปลี่ยนไป นางไม่มีที่ไปแถมไม่มีที่ซุกหัวนอนอีกต่างหาก ไม่รู้ว่าจะอยู่ในจวนแม่ทัพจ้าวในฐานะอะไร นอกจากหญิงรับใช้ที่บิดาเคยบอก

“ข้าจะมาใช้เจ้าทำไมกัน คนรับใช้มีเยอะแยะไป” เขาขมวดคิ้ว แม้จะอายุเท่ากันแต่เขาดูสง่างามสมกับเป็นบุตรของฮูหยินอี้ซิ่วและท่านแม่ทัพ

“อ้าว” มือน้อยๆ ของนางยกขึ้นเกาศีรษะอย่างงุนงง

“แล้วเจ้ามายืนคนเดียวที่นี่ทำไมตั้งนาน ดึกแล้วน้ำค้างแรงนัก”

“อ่อ” นางพยักหน้าอย่างนึกได้แล้วเพิ่งรู้สึกว่าน้ำค้างแตะไหล่จนซึมทะลุผ่านเสื้อเนื้อหยาบที่สวมอยู่ มือเล็กปัดหยดน้ำที่บ่าแล้วบ่นพึมพำ

“ข้ามีเสื้อผ้าไม่เยอะเสียด้วยซิ ซักบ่อยจะเปื่อยเอาเสียก่อน”

คิ้วเข้มของเขาขมวดยุ่งและฮึดฮัดกับท่าทางไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับโชคชะตาของตนเอง จ้าวจิ่นสือยอมรับว่าสงสารนาง เขาบังเอิญได้ยินบิดาและมารดาสนทนากันเรื่องเคอหลิ่งหลิน ชีวิตนางน่าสงสารและถ้าบิดาของนางไม่สละชีวิตของตนเองปกป้องบิดาของเขาแล้ว คงเป็นเขาเองนั้นแหละที่จะเป็นกำพร้า เช่นนั้นแล้วการที่บิดาของเขาจะรับนางเป็นบุตรบุณธรรมจึงเป็นเรื่องที่สมควรอยู่ ปัญหาอยู่ที่นางไม่อยากอยู่ที่นี่แต่นางเองก็ไม่มีที่จะไป

“ถ้าเจ้าเป็นคนสกุลจ้าวเมื่อไหร่ อยากได้เสื้อผ้ามากแค่ไหนก็ไม่ใช่ปัญหา”

เด็กหญิงเอียงคอฟังอีกฝ่ายแล้วทำหน้าฉงนในสิ่งที่ได้ยิน นั้นยิ่งทำให้เด็กหนุ่มหงุดหงิด

“เสื้อผ้าข้ามีพออยู่แล้ว เพียงแค่ข้าขี้เกียจซักน่ะ”

“ถ้าเจ้าเป็นคนสกุลจ้าวเมื่อไหร่ เสื้อผ้าก็ไม่ต้องซักเอง” นางช่างทึ่มนัก นี่นะหรือเด็กสาวแสนชาญฉลาดที่บิดาเขากล่าวชมอยู่เสมอ “นอกจากเสื้อผ้าแล้วก็ยังมีอาหารการกิน เจ้าชอบกินหมั่นโถวไม่ใช่เรอะ”

“จริงเหรอ ข้าจะได้กินหมั่นโถวด้วยเหรอ”

โธ่! เรื่องกินนี่เรื่องใหญ่จริง

“ใช่...จะกินเท่าไหร่ก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ด้วย ถ้าเจ้าอยู่ที่นี่นะ”

“ข้าอยู่ที่นี่ได้จริงๆ เหรอ” เด็กสาวถามอย่างไม่มั่นใจ

“ได้ซิ ท่านพ่อกับท่านแม่ก็อยากให้เจ้าอยู่ที่นี่”

“แล้วเจ้าล่ะ?”

“ข้า?”

“อืม...ข้าก็ชอบที่นี่นะ มีที่ซุกหัวนอน มีของอร่อยให้กิน แต่ข้าไม่อยากเป็นคนรับใช้นี่”

“ใครจะให้เจ้าเป็นคนรับใช้กันเล่า”

“แล้วจะให้ข้าอยู่ที่นี่ทำอะไรล่ะ” นางยังเกาศีรษะน้อยๆอย่างไม่เข้าใจ

“ก็มาเป็นพี่น้องกับข้าไง” จ้าวจิ่นสือพูดอย่างหมดความอดทน

“ห๋า!” นางร้องเสียงดังอย่างตกใจ

“ใช่! ไม่ดีหรือไง!”

“ก็...ถ้าข้าเป็นน้องของเจ้า เจ้าก็ต้องข่มเหงข้านะซิ”

เด็กหนุ่มตบหน้าผากตัวเอง นางโง่และทึ่มอย่างที่สุดแต่เขาก็สงสารนาง ยิ่งเห็นนางยืนเหม่อลำพังก็รู้ดีว่านางต้องเหงาและทุกข์ใจมากเพียงใด

“ถ้าเช่นนั้นข้าให้เจ้าเป็นพี่สาวของข้าก็ได้ เจ้าจะได้เลิกกังวลว่าจะมีใครรังแกเจ้ารวมทั้งข้าด้วย”

ใบหน้าเด็กสาวค่อยๆ ระบายยิ้มและยังเป็นยิ้มกว้างจนจ้าวจิ่นสือขมวดคิ้วก่อนจะร้องออกมา

“เจ้าแกล้งข้าใช่ไหม! หลิ่งหลิน!”

“บุรุษพูดแล้วไม่คืนคำ เจ้ายกตำแหน่งพี่สาวให้ข้าแล้ว ข้าย่อมยินดีรับไว้ด้วยความเต็มใจ” ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้มและแววตาที่เป็นประกายว่านางนั้นได้ชัยชนะในครั้งนี้แล้ว

จากชีวิตที่ไร้พี่น้องมาสิบสี่ปี มาบัดนี้นางมีน้องชายตัวโตแถมอายุห่างกันเพียงห้าเดือนเท่านั้น เช้าวันต่อมานางจึงได้อยู่จวนแม่ทัพในฐานะบุตรบุญธรรม แต่กระนั้นนางก็มักบอกผู้อื่นด้วยนามสกุลเดิมของบิดาเสมอ นางได้มีที่ซุกหัวนอนแถมยังเป็นที่นอนอุ่นๆ อาหารการกินไม่มีอดยากและยังได้ร่ำเรียนหนังสือด้วย ผิดก็แต่ที่นางไม่อาจเป็นกุลสตรีอย่างที่จ้าวฮูหยินคาดหวัง เพราะนางแก่นแก้วซุกซนนัก ให้นางฝึกกระบี่ยังก้าวหน้ากว่าเขียนภาพ เล่นดนตรี เดินหมาก หรือร่ายรำเสียอีก

เคอหลิ่งหลินหัวเราะให้กับความคิดคำนึงของตัวเอง นางติดตามแม่ทัพจ้าวออกรบหลายครั้ง แม้นางจะเป็นเด็กแต่เรื่องพื้นที่การแกะรอยนั้นแม่นยำนัก รวมทั้งจ้าวจิ่นสือที่บิดาฝึกให้เรียนรู้กลศึกต่างๆ นางเองก็คอยติดตามเขาเสมือนเงาไปอย่างไม่รู้ตัว

หญิงสาวมองดูผู้คนที่ทยอยเข้าไปในจวนแม่ทัพหมดแล้วก็ลงจากหลังม้า ส่งให้เด็กรับใช้นำม้าไปเก็บแล้วเดินไปที่ห้องพักของตนเอง ชุนเอ๋อร์เห็นผู้เป็นนายกลับมาแล้วก็รีบเข้าไปช่วยปลดผ้าคลุมไหล่ที่เต็มไปด้วยฝุ่นดินออก

“คุณชายจิ่นสือให้บ่าวเตรียมน้ำอุ่นให้คุณหนู บ่าวชะเง้อมองจนคอแทบเคล็ดไม่เห็นคุณหนูมาเสียทีนึกว่าท่านจะหลงทางกลับบ้านไม่ถูกเสียแล้ว”

“คนอย่างเคอหลิ่งหลินนะรึจะหลงทาง”

หญิงสาวหัวเราะเสียงใส แต่ก็ขมวดคิ้วข่มความเจ็บแปลบที่แล่นพาดผิวหนัง ชุนเอ๋อร์เป็นหญิงรับใช้ประจำตัวนางซึ่งอยู่ทำงานกับหญิงสาวมาหลายปีจึงสังเกตเห็นอาการเจ็บปวดของผู้เป็นนายได้ชัด ก็คุณหนูของนางเหมือนคุณหนูบ้านอื่นที่ไหนกันเล่า

“คุณหนู หลังท่านมีแต่รอยช้ำเต็มไปหมด” ชุนเอ๋อร์อุทานอย่างตกใจ

“ข้าอยากแช่น้ำอุ่นเสียหน่อย เจ้าไปรอข้างนอกก่อนเถิด ถ้าข้าเงียบไปนานค่อยเข้ามาดู” เพราะร่างกายแบบรับความเหนื่อยล้า นางจึงมักเผลอหลับในอ่างอาบน้ำเสมอ

“เจ้าค่ะ บ่าวจะหายามาทาให้นะเจ้าคะ”

เคอหลิ่งหลินได้แต่พยักหน้าแล้วจัดการสระผมที่เต็มไปด้วยฝุ่น นางอยากล้างกลิ่นคาวเลือดออกให้หมด ไม่ชอบเลยที่ต้องให้กระบี่เปื้อนเลือด แม้ครั้งนี้จะไม่มีผู้ใดเสียชีวิตแต่ก็บาดเจ็บกันไม่น้อย เมื่อชำระล้างคราบเหงื่อออกไปครั้งหนึ่งแล้วนางจึงลงไปแช่ในอ่างอาบน้ำ และหลับตาลงอย่างอ่อนล้า

“หลิ่งหลิน”

เสียงทุ้มต่ำดังอยู่หน้าห้อง หญิงสาวลืมตาขึ้นยังไม่ทันขานรับอะไร บานประตูก็เปิดออกพร้อมกับร่างสูงของจ้าวจิ่นสือที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่เรียบร้อยแล้วเดินเข้ามา ดวงตาคมหรี่มองคนที่ยังแช่ตัวอยู่ในอ่างอาบน้ำ นางไม่ได้ขยับตัวแต่รู้ว่าสายตาของเขาต้องการมองเพียงแผ่นหลังของนาง

“รอยช้ำเล็กน้อย เดี๋ยวก็หาย”

“ฮืม...”

เคอหลิ่งหลินออกจะแปลกใจที่ได้ยินเสียงตอบรับเพียงแค่นั้น แต่นางก็ไม่ได้หันมาเผชิญหน้ากับเขาจึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ เพียงอึดใจร่างสูงก็หมุนตัวแล้วก้าวออกไปเป็นจังหวะเดียวกับที่ชุนเอ๋อร์วิ่งเข้ามาพอดี

“คุณชาย เอ่อ...” ชุนเอ๋อร์เพียงได้แค่ยอบกายลงอย่างน้อบนอมแต่อีกฝ่ายเพียงปรายตามองขวดยาในมือนางแล้วเดินออกมา หญิงรับใช้ไม่รู้ว่าคุณชายคิดอะไรอยู่แต่ตอนนี้นางรีบปิดประตูแล้วมาดูแลคุณหนูของนาง

“จิ่นสือออกไปแล้วใช่ไหม” ถามทั้งที่รู้แต่อยากได้ความมั่นใจมากกว่า ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่เขาเข้ามาแบบนี้ เขาเพียงเป็นห่วงนางก็เท่านั้น

“เจ้าค่ะ”

“ช่วยข้าแต่งตัวหน่อยเถิด ข้าหิวจนหมดแรงแล้ว”

“เดี๋ยวบ่าวทายาให้คุณหนูก่อนนะเจ้าคะ”

ชุนเอ๋อร์มองผู้เป็นนายที่ขึ้นมาจากอ่างอาบน้ำ ปกติคุณหนูของนางทำอะไรเองไม่ค่อยให้นางปรนนิบัติ แต่คงเพราะคุณหนูอ่อนเพลียจริงๆ วันนี้นางถึงได้ช่วยคุณหนูแต่งตัว รวมทั้งทายาที่รอยช้ำด้านหลัง เคอหลิ่งหลินสวมชุดกระโปรงสีเขียวละมุนตา ผมยาวสลวยปักด้วยปิ่นหยกทำให้ดูงดงามยิ่งขึ้น แม้เครื่องหน้าจะไม่ได้ประทินโฉมอะไรแต่ก็งดงามอย่างพอดี

“เจ้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไรกัน” เคอหลิ่งหลินทำเสียงหงุดหงิด

“ก็คุณหนูของบ่าวงดงามนี่เจ้าคะ” ไม่บ่อยหรอกที่จะเห็นคุณหนูของนางแต่งกายงดงามสมเป็นบุตรีของแม่ทัพจ้าวนี่นะ ผิดกับคุณชายที่มักงามสง่าทุกเวลาอยู่แล้ว

“เอาเถอะ ข้าหิวแล้ว กินอิ่มท้องแล้วข้าจะกลับมานอนให้สำราญใจ”

ร่างงามพูดเขินๆ แล้วเดินออกไป แต่เพราะไม่คุ้นกับชุดสตรีงดงามเช่นนี้ นางเกือบเผลอเหยียบชายกระโปรงตัวเอง โชคดีที่ชุนเอ๋อร์ไหวพอที่จะช่วยประคองคุณหนูได้ทันเวลา โธ่! ชุดสวยแต่คนใส่ซุ่มซ่ามไม่สมชุดเอาเสียเลย เคอหลิ่งหลินได้แต่บอกตัวเองแล้วยืดตัวตรงเดินด้วยท่วงท่างามสง่าแบบที่ชุนเอ๋อร์คอยแนะนำนางบ่อยๆ ปีนี้นางอายุยี่สิบแล้ว นางไม่มั่นใจว่าตัวเองจะดีงามเพียบพร้อมพอจะเป็นที่รักของใครสักคนได้หรือไม่ หญิงสาวที่มักมีใบหน้าเรียบนิ่งดุจน้ำแข็งยามเมื่ออยู่สนามรบอย่างเคอหลิ่งหลินเผลอยิ้มเขินอายอย่างไม่รู้ตัว เพียงแค่คิดถึงบุรุษคนหนึ่งที่เคยให้คำสัญญากับนางไว้.

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย jewlew2526
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 6 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย อิสรีย์ กองสุวรรณ์
ขอบคุณค่ะ...
เมื่อ 1 ปี 6 วันที่แล้ว

รีวิว