เล่ห์ลวง บ่วงพยัคฆ์

บทที่ 11

พระมเหสีจียอนห่มผ้าให้พระสวามีที่เพิ่งเข้าบรรทมหลังจากได้รับพระโอสถไป พระนางนิ่งมองบุรุษในดวงใจอยู่นาน ก่อนจะทรงถอนพระทัยออกมาและกำพระหัตถ์แน่น เพื่อปลุกปลอบตัวเองให้กระทำสิ่งที่จะช่วยรักษาชีวิตทุกคนในตระกูลอีไว้ แม้ในพระทัยจะมิละทิ้งความหวังว่าพระสวามีจะดีขึ้น แต่ก็รู้ดีว่ามิควรปล่อยให้เรื่องราวสุ่มเสี่ยงไปยิ่งกว่านี้ พระองค์ทรงผินหน้าไปมองขันทียุงที่ยืนค้อมหัวรอรับคำสั่งอยู่ข้างๆ และตรัสสั่งให้ดูแลพระสวามีระหว่างที่ไปพบรัชทายาท

ร่างในอาภรณ์เต็มยศใช้เวลาไม่นานในการเดินนำขบวนเสด็จมาถึงพระตำหนักตะวันออก เหล่าข้าราชบริพารเมื่อเห็นขบวนของสตรีผู้ขึ้นชื่อว่าสูงศักดิ์ที่สุดแห่งวังหลวง ก็ต่างยอบกายถวายความเคารพอย่างนอบน้อม และช่วยเปิดประตูแต่ละชั้นให้นาง พระมเหสีจียอนทรงพระดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่ห้องบรรทมของพระโอรสทรงเลี้ยง

“ถวายบังคมเสด็จแม่” ซานพูดขึ้นพร้อมพยายามปีนลงจากแท่นบรรทมเมื่อพบพระมารดาเดินผ่านฉากกั้นเข้ามา

“มิเป็นไร ซาน” พระมเหสีตรัสและทรงแย้มพระโอษฐ์ให้ชายหนุ่ม

“เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง” พระนางทรงถามขณะที่ประทับลงบนเก้าอี้ไม้ข้างแท่นบรรทม

“เริ่มดีขึ้นบ้างแล้วพ่ะย่ะค่ะ” พยัคฆ์ผู้ได้รับบาดเจ็บบอก และคิดจะเอ่ยขอให้แม่นางคิมมิต้องเข้ามาดูแลตนอย่างใกล้ชิดอีกต่อไป เพราะไม่ต้องการให้อำมาตย์เฒ่าได้ใจไปมากกว่านี้

“เช่นนั้นหรือ” พระมเหสีตรัสและลอบถอนพระทัยอย่างโล่งใจ “เช่นนั้นคงได้ฤกษ์เสียที”

“ฤกษ์” ซานทวนคำด้วยความสับสน

“ใช่ ฤกษ์เข้าพิธีแต่งงาน” พระมารดาเลี้ยงบอก แย้มพระโอษฐ์ให้น้อยๆ อย่างอ่อนโยน

“กระหม่อมยังมิพร้อมพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มตอบออกไปทันที คิ้วของเขาขมวดมุ่นเข้าด้วยกัน สีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“ซาน การจะรอความพร้อมของเจ้านั้น คงเป็นไปมิได้อีกต่อไปแล้ว” พระสุรเสียงที่อ่อนอกอ่อนใจเปล่งออกมา

“พระอาการของฝ่าบาทกำลังทรุดลง ข้าหวั่นใจยิ่งนักว่าจะเกิดเรื่องมิดีขึ้น” สีพระพักตร์เต็มไปด้วยความลำบากพระทัย เพราะกลัวว่าอาจจะเกิดกบฏแย่งชิงบัลลังก์หากเรื่องพระอาการหลุดออกไป

“หากเจ้าพอจะช่วยทดแทนทุกสิ่งที่ข้าเคยมอบให้ ด้วยการเข้าพิธีกับนางได้ ข้าคงจะโล่งใจมาก” ฝ่าพระหัตถ์สัมผัสไปบนตัวของพระโอรสทรงเลี้ยง ถึงจะรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังทุกข์ระทม แต่ก็ทรงต้องเดินหน้าต่อ ด้วยไม่มีทางให้ถอยกลับไปอีกแล้ว

“กระหม่อมมิสามารถทำได้พ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มขบกราม กำหมัดแน่น เขาพ่นลมหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิดที่อำมาตย์เฒ่าใช้แม้กระทั่งพระมารดามาบีบเขา

“ซาน เจ้าย่อมรู้ดีว่าแม้ข้าจะเป็นเพียงพระมารดาเลี้ยง แต่ข้าก็รักเจ้ามิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าที่มารดารักบุตรเลย เช่นนั้นโปรดรับความหวังดีของมารดาคนนี้ไว้ได้หรือไม่” พระมเหสีตรัสถามอย่างเว้าวอน “เพียงเจ้าเข้าพิธีกับนาง มิใช่แค่ข้าและฝ่าบาทเท่านั้นที่จะโล่งใจ แต่ฐานอำนาจของเจ้าย่อมแข็งแกร่งขึ้น และนี่จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเจ้าเองในอนาคต เจ้าย่อมรู้ดีว่าการนั่งบนบัลลังก์ต้องมีขุนนางสนับสนุน”

“กระหม่อมรู้แต่มิสามารถทำได้พ่ะย่ะค่ะ” พยัคฆ์ผู้เต็มไปด้วยความหวั่นวิตกบอก

พระมเหสีจียอนจับมือของซานขึ้นมา จากนั้นจึงสบตาพระโอรสทรงเลี้ยงและเอ่ยขึ้น “ตั้งแต่เล็กจนโต ข้ามิเคยวอนขอสิ่งใดจากเจ้าเลย แต่ข้ากำลังวอนขอสิ่งนี้ หากมิใช่เพื่อข้า ซึ่งเจ้าอาจมองว่าเป็นเพียงพระมารดาเลี้ยง ก็ทำเพื่อฝ่าบาท เพื่อตระกูลของเจ้าได้หรือไม่” พระมเหสีตรัสพร้อมทั้งน้ำพระเนตรที่หลั่งรินลงมา

“เสด็จแม่” หัวคิ้วของซานขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นน้ำพระเนตรของพระมารดา

“เสด็จแม่อย่าทรงกันแสงเลยพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มปวดใจ แม้จะมิได้มีความผูกพันทางสายเลือด แต่ก็นับถือคนตรงหน้าเสมือนเป็นพระมารดาที่แท้จริงและมิเคยมองนางเป็นคนนอกเลย

“หากมิอยากให้ข้ากันแสง จงรับปากข้า” พระมเหสียื่นคำขาด ในพระทัยเต็มไปด้วยความปวดร้าว ภาพพระหนอน้อยที่เคยช่วยอุ้มชูมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ฉายขึ้นมา

ไม่ว่าจะเป็นภาพการพบกันครั้งแรก ที่รัชทายาทซึ่งยังเป็นเพียงองค์ชายอีซานมิกล้าเข้าใกล้พระองค์

ไม่ว่าจะเป็นภาพที่ได้ช่วยดูแล รวมถึงมอบอ้อมกอดอันอบอุ่นแก่เด็กน้อยผู้น่าสงสารแทนพระมารดาที่แท้จริงซึ่งจากไปก่อนวัยอันควร

ไม่ว่าจะเป็นภาพที่พระโอรสทรงเลี้ยงสนอกสนใจพระครรภ์ที่โป่งนูนของนาง และเอาแต่พูดคุยหยอกล้อกับพระธิดาในพระครรภ์

ไม่ว่าจะเป็นภาพตอนที่องค์ชายน้อยได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาท และทรงตื่นเต้นกับพระตำแหน่งจนเอาแต่พูดถึงมิหยุดหย่อน แม้กระทั่งยามที่ต้องเข้าบรรทมก็ทรงกล่าวถึงจนกว่าจะผล็อยหลับไป

หรือภาพครั้งที่ทรงปลอบโยนอีกฝ่ายที่ร้องห่มร้องไห้มิหยุด เพราะต้องเสียข้าราชบริพารผู้รับใช้ใกล้ชิดในพระตำหนักไปเพื่อตัดปัญหาที่จะตามมา

ภาพต่างๆ ตามกาลเวลาที่ล่วงเลยหมุนวนเข้ามาในพระทัย มีทั้งภาพห้วงเวลาแห่งความสุขและทุกข์ หากแต่ทุกห้วงเวลา พระนางได้จดจำสลักเอาไว้ในพระทัยเป็นอย่างดี

“เสด็จแม่อย่าทรงกันแสงอีกเลยพ่ะย่ะค่ะ” พยัคฆ์ผู้บาดเจ็บกล่าว เขาลุกขึ้นมานั่งบนแท่นบรรทมและกำลังก้มหัวขอร้องให้พระมารดาทรงหยุดทำเช่นนี้

“กระหม่อมทำให้ทรงเจ็บปวดพระทัย กระหม่อมสมควรตายพ่ะย่ะค่ะ” น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาในนัยน์ตาสีน้ำตาล “หากแต่กระหม่อมก็มิอาจทำได้พ่ะย่ะค่ะ” มือของเขากำแน่นด้วยความคับแค้นใจ

“ซาน” พระมเหสีมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ เหตุใดบุตรชายทรงเลี้ยงจึงได้ดื้อดึงนัก

“ความฝันของกระหม่อมจะมิสามารถเป็นจริงได้ หากชายผู้นั้นได้อำนาจไป คูซันภายใต้การปกครองของกระหม่อมจะมิมีวันเปลี่ยนแปลงไปพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มบอก นัยน์ตาสีน้ำตาลที่สบกับพระเนตรของพระมารดาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ

“ซาน” พระมเหสีจียอนทรงสูดหายใจเข้าลึก

“เสด็จแม่อย่าทรงกันแสงอีกเลยพ่ะย่ะค่ะ ลูกอกตัญญูอย่างกระหม่อมมิสามารถทำตามคำขอนี้ได้พ่ะย่ะค่ะ” ซานกัดฟันปฏิเสธ

“ซาน หากพระอาการของฝ่าบาทมิทรุดลงจนข้าจำเป็นต้องทำเช่นนี้ เจ้าคิดว่าข้าจะวอนขอเจ้าเช่นนั้นหรือ” พระสุรเสียงเริ่มแตกต่างไปจากยามปกติ

“เสด็จแม่” พยัคฆ์ผู้บาดเจ็บได้แต่มองคนตรงหน้าอย่างหวั่นวิตก หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยรับรู้ว่าพระนางจะไม่ยอมถอยในครั้งนี้

“หากมิอาจวอนขอได้ ข้าขอสั่งเจ้าในฐานะพระมารดา รวมถึงในฐานะพระมเหสี” พระนางกลั้นพระทัยใช้ไม้แข็ง

“สะ...เสด็จแม่” ซานเอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกัก

“นี่คือพระบัญชาจากข้า รัชทายาท เจ้าต้องเข้าพิธีกับแม่นางคิม”

นัยน์ตาขุ่นมัวกวาดมองไปทั่วบริเวณหลังจากฝ่าเท้าเหยียบลงบนพื้นห้องที่ไม่คุ้นเคย สายตาของเขาไปปะทะเข้ากับโต๊ะไม้แกะสลักเป็นอันดับแรก เมื่อมองเลยไปจะพบฉากกั้นส่วนที่เอาไว้กั้นบริเวณอาบน้ำ ที่ใกล้ๆ กันเป็นโต๊ะเครื่องแป้งสำหรับสตรีและหีบเก็บผ้า เมื่อย้ายสายตามาอีกฟากของห้องจะพบกับเตียงหลังใหญ่ที่วางอยู่ ถือว่าเป็นห้องพักที่ไม่เลวเลยจริงๆ

“นั่งก่อนเถิดเจ้าค่ะ” เสียงของบุตรสาวที่ดังขึ้นดึงสายตาเขาให้กลับไปมองนาง ชายชราเดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่เข้าชุดกับโต๊ะไม้เนื้อดีตรงกลางห้อง

“ข้าจะไปเตรียมชาสมุนไพรให้เจ้าค่ะ” หญิงสาวบอก นางยิ้มให้บิดาน้อยๆ และตั้งท่าจะเดินออกไป แต่ผู้เป็นพ่อกลับหยุดนางไว้ก่อน

“ไม่ต้องไปทำเองหรอก เรียกพวกนางกำนัลข้างนอกมาสั่งได้” ชายชราว่าพร้อมทั้งจัดการสั่งนางกำนัลข้างนอกเสร็จสรรพ เมื่อข้ารับใช้ผู้น้อยเดินออกไปแล้ว จึงหันกลับมามองบุตรสาว พอเห็นนางแสดงสีหน้าไม่เข้าใจเล็กน้อยจึงอธิบายออกมา

“มิเป็นไรยองอี พ่อเป็นบิดาของเจ้า จะเข้ามาหาเจ้ามิได้หรือ อีกอย่างไม่มีข้าราชบริพารคนใดกล้าเอาไปเล่าลือหรอกว่า พ่อเข้ามาเพื่อวางแผนกับเจ้าเรื่องรัชทายาท”

“เจ้าค่ะ” ยองอีตอบรับ

“เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้สักพักแล้ว ยังมิรู้หรือว่าคนในตำหนักนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนของพ่อทั้งสิ้น” อำมาตย์เฒ่าถามและเหยียดยิ้มออกมา

“ข้ากังวลเกี่ยวกับคนอื่นๆ ที่มิใช่คนของท่านพ่อเจ้าค่ะ” นัยน์ตาดำขลับสะท้อนแววกังวลเพียงชั่วครู่แล้วกลับไปนิ่งสงบดังเดิม แม้จะเพิ่งเข้าวังมา แต่เพราะได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดีจึงรู้ว่าต้องสงวนท่าทีต่างๆ เพียงใดเมื่ออยู่ในสถานที่แห่งนี้

“เจ้ามิต้องกังวลมากไปหรอก อีกไม่นาน พิธีแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้น เมื่อถึงเวลานั้น คนในตำหนักนี้จะกลายเป็นคนของพ่อและเจ้าทั้งหมด” ใบหน้าเหี่ยวย่นระบายไปด้วยรอยยิ้ม ทั้งยังหัวเราะชอบใจกับความรอบคอบของบุตรสาว

“ท่านพ่อหมายความว่า...” ยองอีละคำพูดเอาไว้ แม้นางจะมีคำตอบในใจ แต่ก็ไม่คิดว่าจะสามารถทำเช่นนั้นได้หากเพิ่งได้ตำแหน่งพระชายา

“เป็นดังที่เจ้าคิด” ผู้ทรงอิทธิพลแห่งราชสำนักพยักพเยิด “เพราะพระอาการของฝ่าบาทมิทรงดีนัก ทันทีที่เจ้ารับตำแหน่งพระชายา พ่อจะรีบบีบให้รัชทายาทยอมจำนน และผลักดันเรื่องการสละราชสมบัติ เมื่อนั้นเจ้าก็จะกลายเป็นพระมเหสีทันที”

“แต่ว่า...” หญิงสาวขมวดคิ้วน้อยๆ ด้วยไม่คิดว่าทุกอย่างจะสามารถดำเนินไปได้รวดเร็วปานนั้น

“ยองอี พ่อรู้ดีว่ามันอาจมิรวดเร็วดังที่เราคิดหวังไว้ พ่อจึงได้เตรียมแผนสำรองไว้ให้เจ้าแล้ว” ชายชราบอก

“ต่อให้ไม่สามารถผลักรัชทายาทขึ้นบัลลังก์ในฐานะพระราชาได้ภายในเร็วๆ นี้ แต่เพราะพระอาการของฝ่าบาททำให้พระมเหสีต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดจนแทบมิมีเวลาดูแลฝ่ายใน เช่นนี้อำนาจของนางควรจะตกอยู่กับผู้ใด ระหว่างสนมผู้ไร้สติปัญญากับพระชายาผู้สง่างาม” นัยน์ตาสีขุ่นสะท้อนประกายแห่งความสุขอย่างเต็มเปี่ยม

“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” ยองอีก้มหัวรับและคลี่ยิ้มให้บิดา นางแน่ใจว่าอำนาจในฝ่ายในต้องตกอยู่ในมือนางอย่างแน่นอน

“ดี เจ้าแค่เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเข้าพิธีก็พอ อีกไม่นานรัชทายาทจะต้องทรงยอมเข้าพิธีแน่” ชายชรากล่าว

“เพราะมิเพียงพระอาการของฝ่าบาทเท่านั้น ตอนนี้กระทั่งพระมารดาเลี้ยงก็ยังทรงช่วยสนับสนุนการเข้าพิธีแต่งงานแล้ว” เขากระหยิ่มยิ้มย่องเมื่อนึกขึ้นได้ว่าพระมเหสีต้องไปเกลี้ยกล่อม ไม่สิ ต้องไปบีบให้เจ้าลูกพยัคฆ์นั่นยอมละทิ้งความดื้อด้านที่คิดจะช่วยเหล่าราษฎรชั้นล่างและยกเลิกการจัดส่งบรรณาการไปให้มังกรแห่งต้าเหนิง ซึ่งจะทำให้เกิดความวุ่นวายตามมาแน่นอน

ในใจของอำมาตย์เฒ่าเป็นสุขนักเมื่อคิดได้ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็นผลพวงมาจากการที่เขาเลือกสตรีที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนี้ได้ดีตั้งแต่เมื่อ 17 ปีก่อน เขาจึงสามารถเก็บเกี่ยวดอกผลแห่งความสำเร็จนี้ได้ในเวลาที่เหมาะสมทันท่วงที ถึงตอนแรกจะไม่ได้อยากให้นางเข้ามา แต่เมื่อเห็นความพยายามในการตอบแทนพระคุณอดีตพระมเหสีผู้ล่วงลับของนาง เขาก็รู้ดีว่านี่เป็นหมากสำคัญที่จะปล่อยให้หลุดมือไปมิได้ อะไรจะดีไปกว่าการใช้ความรู้สึกอยากตอบแทนบุญคุณมาบีบให้นางต้องพยายามรักษาชีวิตรัชทายาทและคนในตระกูลอีไว้อีกเล่า

“เจ้าค่ะ” ยองอีรับ และพยายามปลุกปลอบใจตัวเอง ถึงภายนอกจะแสดงท่าทีเยือกเย็นสงบนิ่ง และมั่นใจว่าตัวเองมีสิทธิ์ได้รับตำแหน่งนี้ แต่ภายในก็สั่นไหวอย่างประหลาด เพราะการกระทำที่ไม่ไว้หน้านางของรัชทายาท รวมถึงข่าวลือที่ช่างเหยียดหยามเกียรติเหลือเกิน อย่างไรก็ตาม นางได้เสียสละไปหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อจะมาถึงจุดนี้ และได้ปฏิญาณด้วยชีวิตและจิตใจไว้แล้วว่าอย่างไรต้องทำแผนของบิดาและความฝันของพี่ชายให้สำเร็จจงได้

“ขออนุญาตเจ้าค่ะ” นางกำนัลน้อยขานขึ้น จากนั้นจึงเปิดประตูและยกชาสมุนไพรเข้ามา

อำมาตย์เฒ่าเหลือบมองหญิงสาวขณะวางชุดน้ำชาเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเป็นสายลับของตนก็สั่งให้ออกไป

“ว่าแต่ บาดแผลของรัชทายาทเป็นเช่นไรบ้าง” ชายชราถามขึ้นหลังประตูห้องปิดสนิท ถึงจะมิเป็นห่วงอีกฝ่าย แต่ก็ห่วงว่าหลังเข้าพิธีอาการของชายหนุ่มจะขัดขวางแผนการมีพระโอรสของเขาหรือไม่

“ยังมิหายดีเจ้าค่ะ แต่แผลเริ่มสมานแล้ว หมอหลวงมุนบอกว่าหากทรงรับพระโอสถสม่ำเสมอ อีกไม่เกินเดือนน่าจะหายดีเจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบ นางได้ซักถามเรื่องนี้จากหมอหลวงไว้เรียบร้อยแล้ว

“เช่นนั้นก็ดี หลังเข้าพิธีเจ้าต้องเร่งมีพระโอรสให้ได้” อำมาตย์คิมกำชับ

“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ” ยองอีตอบรับและมองบิดาของตน ถึงสีหน้าจะเรียบเฉย แต่นัยน์ตาดำขลับที่เต็มไปด้วยคำถามก็ทำให้ชายชราผู้อยู่มานานจำต้องเอ่ยขึ้น

“เจ้าอยากถามอะไรพ่อเช่นนั้นหรือ”

“เกี่ยวกับแผลนั่น...” หญิงสาวละคำพูดที่เหลือไว้ นางรักและเคารพบิดาก็จริง แต่ก็อดสงสัยเกี่ยวกับบาดแผลของรัชทายาทไม่ได้ ยิ่งเมื่อพระองค์ทำท่าทางรังเกียจนาง ซ้ำยังชอบตรัสว่าจะมิยอมรับสตรีมากเล่ห์กลที่ใช้แผนสกปรกเข้าวังเป็นพระชายา ทำให้นางไม่แน่ใจว่าที่ตนเข้ามาอยู่ตรงนี้ได้ ต้องแลกมาด้วยเลือดของพระองค์หรือเปล่า ซึ่งแน่นอนว่านางมิได้ใส่ใจความเป็นความตายของพระองค์ แต่คงจะรู้สึกผิดไม่น้อย หากได้ตำแหน่งนี้มาอย่างไม่ถูกต้อง และคงจะพูดทวงถามถึงสิทธิ์ของนางได้ไม่เต็มปากนัก หากความจริงเป็นเช่นนั้น

“เจ้าสงสัยพ่องั้นหรือ” อำมาตย์คิมถาม เขายักคิ้วข้างซ้ายขึ้นน้อยๆ และหัวเราะออกมา

“พระองค์คงมิได้ทำให้เจ้าเคลิบเคลิ้มไปเหมือนพวกนางกำนัลบางคนในพระตำหนักหรอกนะ” ชายชราว่า ก่อนจะนึกถึงเสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องยิ้มพิฆาตของเจ้าลูกพยัคฆ์ที่ตัวเองไม่เคยได้เห็น เนื่องจากความเกลียดชังที่อีกฝ่ายมีให้ดูจะมากเกินกว่าจะสามารถเสแสร้งส่งยิ้มให้ตนได้

“มิใช่เจ้าค่ะ” ยองอีปฏิเสธ พร้อมทั้งนึกถึงข่าวลือเรื่องรอยยิ้มทรงอานุภาพของรัชทายาท ซึ่งนางไม่เชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะเท่าที่ได้เห็นก็มีแต่รอยยิ้มหยันร้ายกาจที่ส่งให้ทุกครั้งที่ย้ำให้นางเห็นว่าพื้นที่ในพระทัยเป็นขององครักษ์นามแทซันเท่านั้น

“เช่นนั้น…” ชายชราเว้นจังหวะและมองบุตรสาว สีหน้านางสงบนิ่ง นัยน์ตาดำขลับไม่สะท้อนแววใดๆ อีกแล้ว ด้วยเวลาเพียงชั่วครู่นางสามารถกลับไปเยือกเย็นได้ดังเดิม หากเป็นคนอื่นคงดูไม่ออกว่าในใจนางคิดอย่างไร แต่เพราะเขาเป็นบิดาจึงรู้อยู่เต็มหัวใจว่านางยังไม่เลิกสงสัยเกี่ยวกับที่มาของแผล

“แผลนั่นเปิดทางให้เจ้า” เขากล่าว พร้อมทั้งใช้นัยน์ตาสีขุ่นสบตานางเสมือนที่ทำเป็นประจำเวลาต้องการสอนสั่งสิ่งสำคัญ เขารู้ดีว่าบุตรีรักความถูกต้องมากเพียงใดและจุดนี้เป็นสิ่งที่อาจย้อนกลับมาทำร้ายนางได้ในวันหนึ่ง เพราะในสนามแห่งอำนาจนั้น หากตึงหรือหย่อนเกินไปล้วนแล้วแต่เป็นภัยต่อตัวเองทั้งสิ้น

“ทุกอย่างที่เกิดกับรัชทายาทวันนี้ พ่ออยากให้เจ้าจำไว้ให้ดี” นัยน์ตาของอำมาตย์เฒ่าทอประกายลุ่มลึกสบประสานกับนัยน์ตาดำขลับของบุตรี ย้ำความสำคัญให้นางเห็นชัดถึงบทเรียนใหม่ที่ควรจำให้ขึ้นใจ

“จงจำไว้...ไม่ว่าจะมีที่มาอย่างไร แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วยังประโยชน์แก่เจ้า เจ้าควรสนใจแค่ผลลัพธ์ของมันก็เพียงพอ”

บรรยากาศ ณ ตำหนักในของสนมจางสวยงามยิ่งกว่าตำหนักใดๆ ในเขตพระราชฐาน ด้วยเจ้าตัวเป็นคนชอบความหรูหราโออ่า รวมถึงบิดาและบรรดาญาติมิตรล้วนร่ำรวยด้วยเงินทองและยศถาบรรดาศักดิ์ ทำให้สามารถซื้อหาหรือแม้กระทั่งบังคับ ข่มขู่ ยึดมาซึ่งของดีๆ เพื่อนำมาใช้ตกแต่งพระตำหนักได้ตลอด เพียงของชิ้นใดเริ่มมีฝุ่นจับ นางก็จะสั่งให้พวกข้าราชบริพารจัดหาของใหม่มาแทนที่ทันที ด้วยถือว่าหญิงงามล้ำอย่างนาง ต้องได้ของที่ดีที่สุดและสวยงามที่สุดเสมอ แต่บัดนี้บนใบหน้างามเฉิดฉัน กลับเต็มไปด้วยความบึ้งตึงถึงขีดสุด จนทำให้ใบหน้านั้นไม่น่าดูน่าชมเอาเสียเลย

“จริงหรือ” นางกระแทกเสียงอย่างหงุดหงิด เมื่อได้รู้จากปากนางกำนัลคนสนิทว่าพิธีแต่งงานของรัชทายาทอาจจะถูกจัดขึ้นในเร็วๆ นี้

“เหตุใดรัชทายาทจึงยอม” นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเมื่อนึกถึงคู่อริทั้งสอง หนึ่งคือรัชทายาทที่แย่งชิงบัลลังก์ของแฮซู พระโอรสผู้เป็นดังดวงใจไป ส่วนอีกหนึ่งคือตาเฒ่าที่กุมอำนาจส่วนใหญ่ในราชสำนักไว้ ผู้คอยขัดแข้งขัดขานางตลอดมา

“เจ้าสืบมาด้วยหรือไม่” สาวงามตวาด ด้วยอยากรู้ว่าเหตุใดรัชทายาทผู้ดึงดันมาตลอดกลับมายอมรับเอาง่ายๆ ถึงเพียงนี้

นางกำนัลได้แต่ก้มหัวลงต่ำและลอบกลืนน้ำลาย ถึงจะรู้ดีว่าต้องไปสืบมา แต่ว่าการจะหาข่าวจากตำหนักอื่นได้ก็มิใช่เรื่องง่ายเลย ยิ่งตอนนี้คนที่รับใช้ใกล้ชิดรัชทายาทมีแต่คนของอำมาตย์คิม จึงมิสามารถเข้าถึงข้อมูลใดๆ ได้

“ข้าถามเจ้าอยู่นังโง่” หญิงงามลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วปรี่เข้าหาข้ารับใช้อย่างเอาเรื่อง

“อภัยให้หม่อมฉันด้วยเพคะ” นางกำนัลรีบทิ้งตัวลงอ้อนวอนผู้เป็นนายด้วยโดนตบตีและลงทัณฑ์มาสารพัดรูปแบบแล้ว จึงรู้ดีว่าต้องรีบอ้อนวอนและแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่ามีอำนาจล้นฟ้า เพื่อลดทอนอารมณ์ที่กำลังทะลักออกมา

“นังโง่” สนมจางก้มลงจิกหัวนางผู้น้อยของตน และผลักศีรษะนางจนล้มลงไปอีกข้าง หญิงงามกำลังจะตามเข้าไปขึ้นคร่อมเพื่อตบตี แต่เสียงขานหน้าประตูดังแทรกขึ้นก่อน

“ท่านอำมาตย์ขอเข้าเฝ้าเพคะ พระสนม”

โฉมงามถลึงตามองนางกำนัลประจำตัว ก่อนจะดึงอาภรณ์ที่ยับย่นให้กลับไปเรียบร้อยตามเดิมพร้อมทั้งสูดหายใจเข้าลึก และเชิญชายผู้น่าชังเข้ามา

อำมาตย์เฒ่ากระตุกยิ้มเมื่อนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เขาหันไปมองนางกำนัลประจำตัวของสาวงาม และส่ายหัวน้อยๆ เมื่อเห็นมวยผมที่หลุดลุ่ยของอีกฝ่าย แม้จะเพิ่งมาถึงพระตำหนักของสนมจาง แต่เพราะเสียงด่าทอนางกำนัลที่ดังลั่นออกไปถึงหน้าประตูบานแรก ทำให้ชายชรารู้ได้ว่าพระสนมคงกำลังอยู่ในอารมณ์โกรธขึ้งเต็มที่ และนั่นจะเป็นผลมาจากเรื่องใดไปมิได้ นอกจากเรื่องพิธีแต่งงานที่ไม่ว่าเจ้าลูกพยัคฆ์จะพยายามดิ้นหนีอย่างไร ก็มิสามารถดิ้นหลุดไปได้อีก

“ท่านจะมาข่มขู่ข้างั้นสิ” สนมจางกล่าวขึ้นมาทันทีอย่างกระฟัดกระเฟียด นางไม่พยายามใส่หน้ากากเข้าหาอีกฝ่ายเลย แม้ลุงของนางที่เป็นขุนนางชั้นสูงจะพร่ำสอนหลายครั้ง แต่โฉมงามก็มิยอมทำตามด้วยเกลียดอีกฝ่ายจนเข้ากระดูกดำ

“เหตุใดจึงตรัสเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” ผู้ทรงอิทธิพลแห่งราชสำนักแสร้งถาม ทั้งๆ ที่ตนตั้งใจจะมาหาหญิงงามเพื่อทำอย่างที่นางเพิ่งกล่าวหามา

“เฮอะ ข้ามิใช่หญิงโง่ เหตุใดจะมิรู้” นางพ่นลมหายใจออกมา และย่นจมูกใส่อีกฝ่าย

“เช่นนั้นก็ดี กระหม่อมจะได้พูดกับพระองค์อย่างตรงไปตรงมาเสียทีพ่ะย่ะค่ะ”

“หากจะมาขู่ให้ข้ายอมแพ้ละก็ ไม่มีทาง” สาวงามดักทาง เพราะทุกครั้งที่พบหน้ากัน อีกฝ่ายมักจะพูดอยู่ไม่กี่อย่าง ไม่บอกให้นางรักษากิริยามารยาท ก็บอกให้นางยอมแพ้ ยอมละทิ้งความตั้งใจที่จะคว้าอำนาจซึ่งที่จริงแล้วควรจะเป็นของนางมาไว้ในมือ คิดมาถึงตรงนี้ ก็ให้คันไม้คันมือ จึงหันไปจ้องนางกำนัลประจำพระองค์ที่ยืนค้อมหัวอยู่อีกครั้ง เห็นทีหลังจากตาเฒ่าออกไป จะต้องระบายอารมณ์ที่คับแน่นนี่ออกเสียหน่อย

อำมาตย์คิมที่ได้ยินคำตอบของสนมผู้เบาปัญญาส่ายหัว และจุ๊ปากออกมาอย่างขัดใจที่นางไม่รู้จุดยืนของตนเอาเสียเลย

“เหตุใดจึงมิทรงละทิ้งสิ่งที่เป็นไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ” ประโยคที่เปล่งออกไปนั้นฟังเหมือนเป็นคำถาม แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นคำเตือน

“แค่เพราะตอนนี้เจ้าได้สมใจ ไม่ได้แปลว่าข้าจะต้องยอมแพ้” สาวงามล้ำแผ่นดินตอบ นางพ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่พอใจ

“กระหม่อมรู้ดีว่าพระองค์ทรงดื้อดึงเพียงใด” อำมาตย์เฒ่าพูดและจ้องหน้าสตรีตรงหน้าอย่างเอาเรื่อง “แต่ชัยชนะของพระองค์จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ กระหม่อมไม่มีวันยอมให้ใครมาขวางทางแน่”

“นี่เจ้า!” สนมจางยกมือขึ้นชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยความโมโห ประโยคแบบนี้ ถึงจะฟังมาตลอดหลายปี แต่ก็ยังให้ผลแบบเดิมคือกระตุ้นความไม่พอใจที่อัดแน่นไว้ให้ปะทุออกมา

“อย่างเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน” ชายชราแสร้งพูดลอยๆ เขาเหลือบตาไปมองนางกำนัลประจำตัวที่อยู่ด้านหลังห้องเล็กน้อย

สนมจางเหลือบมองตามไปด้วยก่อนจะสั่งให้นางออกไป ทั้งยังกำชับมิให้ใครเข้ามาจนกว่าจะเรียกหา

“ท่านจะพูดถึงอีกทำไม” สาวงามกัดฟันถาม

“กระหม่อมเพียงอยากช่วยให้พระองค์ย้อนรำลึกถึงความพยายามที่เปล่าประโยชน์เหล่านั้นพ่ะย่ะค่ะ” ใบหน้าเหี่ยวย่นประดับยิ้ม เมื่อนึกถึงชัยชนะที่ตนได้รับมาเพราะความเบาปัญญาของอีกฝ่าย

“เจ้า!” สนมจางคำราม มือกำแน่นเข้าด้วยกัน

“เรื่องอดีตพระมเหสีเมื่อ 18 ปีก่อนนั้น...” อำมาตย์คิมเว้นจังหวะ “พระราชาทรงมิทราบว่าที่แท้แล้วเป็นฝีมือของบรรดาญาติของพระองค์ก็จริง แต่ว่าหลักฐานเกี่ยวกับการลอบปลงพระชนม์ด้วยยาพิษ...” ยังไม่ทันที่ชายชราจะกล่าวจบ สนมจางก็ชักสีหน้าพร้อมทั้งแสดงท่าทีกราดเกรี้ยวขึ้นมา

“เก็บพระอาการหน่อยเถิดพระสนม พวกข้าราชบริพารข้างนอกจะได้ยินเอาได้พ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้า!” สาวงามขบฟันแน่น กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกด้วยความโมโห

“เหตุใดจึงทำสีพระพักตร์เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ ควรจะมีความสุขมิใช่หรือ ที่ความผิดซึ่งทำไว้มีคนช่วยปกปิดให้” ชายชราแสร้งถาม “หากมิใช่เพราะกระหม่อมช่วยกำจัดพวกขุนนางและคนที่พยายามขุดคุ้ยเรื่องนั้นไปให้พ้นทางในยามที่รัชทายาทพระองค์น้อยทรงพยายามสืบหาความจริง หากมิใช่เพราะกระหม่อมยอมสูญเสียผู้บริสุทธิ์ไปไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร แม้กระทั่งหมอหลวงอนาคตไกลที่ดูแลพระอาการของอดีตพระมเหสี กระหม่อมยังช่วยส่งออกไปอยู่ในเขตห่างไกลเพื่อมิให้ใครตามตัวได้ง่ายๆ ทั้งๆ ที่กระหม่อมทุ่มเทช่วยเหลือพระองค์ถึงเพียงนี้ ซ้ำยังใจกว้างมิเคยขอสิ่งใดตอบแทน ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็พยายามลืมเลือนไปว่าที่จริงแล้วพระองค์มีส่วนรู้เห็นขนาดไหน เหตุใดจึงยังมิดีใจอีกพ่ะย่ะค่ะ”

อำมาตย์เฒ่ายิ้มให้อย่างเป็นมิตร ก่อนจะแสดงสีหน้าที่แท้จริงออกมา “แต่พระองค์ก็มิควรย่ามใจ ครั้งก่อนเพราะทรงอยากได้ตำแหน่งพระมเหสีจึงกำจัดนางออกไป เพื่อให้ตัวเองได้มีโอกาสเข้าวัง กระหม่อมไม่เถียงว่าทรงทำสำเร็จ แต่ครั้งนี้คนที่ทรงอยากกำจัดไปให้พ้นทางดันเป็นคนกระหม่อมเสียไปไม่ได้”

“นี่เจ้า!” หัวใจของสนมจางกระตุกด้วยความตื่นตระหนก

“เจ้า...เจ้า...เจ้า...เจ้าเอาอะไรมาพูด” นางพยายามบ่ายเบี่ยงอย่างตะกุกตะกัก เพราะรู้ดีว่าชายชราตรงหน้ารู้แน่แล้วว่าเป็นฝีมือนาง

“อย่าทรงทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้นเลยพระสนม”

สนมจางได้แต่กำมือแน่นด้วยความโมโห เพราะเหล่านักฆ่าหน้าโง่นั่นแท้ๆ ที่ทำให้ทุกอย่างผิดแผนไปหมด

“กระหม่อมรู้ดีว่าจะมิทรงยอมแพ้ง่ายๆ แต่ถึงอย่างไรก็ควรจะยอมคืนคนให้กระหม่อม” เขาใช้สายตาเหนือกว่ามองอีกฝ่าย

“ข้ามิได้จับใครไป” สนมจางโต้กลับอย่างรวดเร็ว นางก้มหน้าลงเพื่อไม่ให้ตาเฒ่าเห็นว่าสายตาของนางหลุกหลิกมากเพียงใด แค่กำจัดรัชทายาทไม่ได้ ก็ทำให้โมโหจนจะคลั่งตายอยู่แล้ว นี่ยังต้องยอมส่งองครักษ์ที่รัชทายาทรักนักรักหนาคืนไปอีกหรือ

“พระองค์อยู่ในวังมานานพอที่จะรู้บทลงโทษ ของคนที่ทำร้ายรัชทายาทไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ” อีกฝ่ายถามขึ้นด้วยท่าทางสบายๆ แต่คนฟังกลับสั่นสะท้านไปทั้งร่าง

แน่ล่ะว่านางรู้ว่าคนที่ทำร้ายเชื้อพระวงศ์จะต้องรับโทษอย่างไร โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายมีตำแหน่งเป็นถึงรัชทายาทผู้มีสิทธิ์ในบัลลังก์ทอง โทษที่ได้รับนั้นต้องเป็นโทษประหารอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่เพียงแต่คนที่ทำ แม้แต่ครอบครัวหรือบ่าวไพร่ใกล้ชิดก็ต้องโทษไปด้วย แต่เพราะคิดแค่ว่าอยากจะใช้โอกาสที่พระสวามีพระวรกายถดถอยกำจัดอีกฝ่าย เพราะเชื่อมั่นว่านักฆ่าเหล่านั้นมีฝีมือมากพอ ทั้งยังส่งไปตั้งเกือบ 20 คน ความเป็นไปได้ที่รัชทายาทจะรอดมาได้นั้นแทบเป็นศูนย์ สมองน้อยๆ ของสาวงามไม่ได้คิดถึงความเป็นไปได้อื่นๆ ที่ว่ารัชทายาทอาจรอดจากเงื้อมมือนักฆ่าไปได้ หรืออาจมีมือที่สามที่แทรกเข้ามาแล้วช่วยรัชทายาทไว้ ซ้ำตอนนี้ตนยังเสียเปรียบอย่างมาก เพราะยังทรมานหนามยอกใจที่ทำให้รัชทายาทหนีรอดไปจากเงื้อมมือนักฆ่าไปได้ไม่เท่าไร ก็จะต้องส่งมันคืนให้แก่อำมาตย์เฒ่าเสียแล้ว

“พระองค์คงยังมิรู้ว่าตอนนี้รัชทายาททรงพระอาการดีขึ้นมากแล้ว” ชายชราบอก

“อันที่จริง คงมิมีผู้ใดนำความมาบอกพระองค์ได้ว่าทรงมีพระอาการเป็นเช่นใดบ้าง” เขาลอยหน้าลอยตาพูด รู้สึกขบขันที่สตรีตรงหน้าสั่นเทิ้มไปทั้งตัว

สนมจางขบฟันแน่น ถึงพวกนักฆ่าจะบอกนางว่าสามารถทำร้ายรัชทายาทได้ แต่นางก็ไม่รู้พระอาการที่แท้จริงเลย และยังต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นอีก เพื่อปกปิดไว้ว่าตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง

“กระหม่อมจะช่วยชี้แจงให้ดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ พระองค์จะได้รู้สถานการณ์ของตัวเองเสียหน่อย” ชายชราราดน้ำมันลงไปบนกองเพลิงที่โหมกระพือในใจของสนมจาง

“นอกจากพระอาการจะทรงดีขึ้นมากจนน่าจะเข้าพิธีแต่งงานกับบุตรีของกระหม่อมได้ในเร็ววันแล้ว ยังทรงตรัสถามถึงองครักษ์ที่โปรดปรานอย่างมิหยุดหย่อน” เขาเว้นจังหวะก่อนจะยิ้มเยาะสตรีตรงหน้า

“กระหม่อมจึงเป็นห่วงว่า หากทรงพยายามตามสืบหาโดยดึงผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องนี้จะยิ่งวุ่นวายขึ้นไปอีก” ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความสุข

“องครักษ์ประจำพระองค์หายไปทั้งคน ซ้ำรัชทายาทยังถูกลอบทำร้ายจนบาดเจ็บไม่น้อย เรื่องนี้หากไปถึงหูผู้อื่น มิได้รับการปกปิดไว้โดยกระหม่อม คงเป็นเรื่องใหญ่น่าดูพ่ะย่ะค่ะ” ชายชราหัวเราะร่วน

“กระหม่อมจึงอยากจะเตือนพระองค์ด้วยความหวังดี” เขาเอียงหน้าและกระตุกยิ้ม

“คืนคนมาตอนนี้ดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ” นัยน์ตาสีขุ่นสะท้อนประกายของผู้กำชัยชนะ “คืนมาตอนนี้ กระหม่อมจะใจกว้างและลืมไปว่าเรื่องนี้...เป็นฝีมือของพระองค์”

เสียงร้องโหยหวนสลับกับเสียงคำรามดังก้องไปทั่วห้องลับใต้ดิน ชายฉกรรจ์ห้าคนกำลังผลัดกันทรมานของเล่นตรงหน้าที่ได้รับต่อมาจากเหล่านักฆ่าอย่างมีความสุข หนึ่งในนั้นยกเหล็กร้อนที่ปลายด้ามเป็นรูปสามเหลี่ยมออกจากกองไฟ เขากระตุกยิ้มเล็กน้อย และมองหาว่าควรจะแนบมันลงไปบนส่วนใดของกายแกร่งตรงหน้าดี หลังจากหาจุดเหมาะได้แล้ว ก็ทาบมันลงไปอย่างรวดเร็ว และรอฟังเสียงโหยหวนแหบต่ำที่คำรามออกมาจากลำคอของผู้ถูกทรมานอย่างใจจดใจจ่อ

“เดี๋ยวมันก็ตายไปก่อนหรอก” ชายอีกคนบอก ในมือเขาถือเหล็กง้างนิ้วไว้ เพื่อรอจะเป็นคนเล่นสนุกกับร่างกายของเหยื่อเป็นรายต่อไป

“อย่าเพิ่งขัดความสุขข้าสิ” ชายคนที่แนบเหล็กร้อนพูด เขาเอามันไปอังไฟอีกครั้ง ขณะคิดไปด้วยว่าควรจะแนบลงไปที่จุดบอบบางจุดใดต่อไปดี

“ก็เจ้าเลือกแต่จุดที่บอบบางทั้งนั้น เกิดมันเจ็บจนขาดใจตายไปก่อน ข้าจะได้สนุกไหมล่ะ” ชายที่จะได้เป็นผู้ทรมานเป็นคนต่อไปบ่น

“ก็นายท่านบอกว่า ยิ่งมันทรมานเท่าไร เราจะยิ่งได้เงินมากขึ้นเท่านั้น” ชายคนแรกเถียงกลับ

“เจ้าโง่ ถ้ามันขาดใจตายไปก่อนจะทรมานได้หรือไม่” ชายอีกคนที่รอร่วมสนุกทำท่าจะเข้าไปตบหัวคนไม่รู้จักคิด แต่ต้องหยุดลงเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินดังขึ้นเป็นจังหวะ พร้อมๆ กับร่างหนึ่งที่ปรากฏขึ้น

“ข้ามารับคน” ชายหนุ่มสวมหมวกปีกกว้างติดผ้าโปร่งปกปิดใบหน้าบอก

ชายฉกรรจ์ทั้งห้าหันมองเขาด้วยความสงสัย ทุกคนยกเครื่องทรมานในมือขึ้นเพื่อเตรียมต่อสู้เพราะรับรู้ถึงรังสีอันตรายที่อีกฝ่ายแผ่ออกมา

“ข้ามิได้มาเพื่อต่อสู้ แค่มารับคน” ชายคนเดิมว่า และส่งจดหมายในมือให้หนึ่งในชายฉกรรจ์กลุ่มนั้น

หลังจากรับไปอ่านและเห็นเนื้อความในจดหมาย คนที่น่าจะเป็นหัวหน้าสั่งให้ช่วยปล่อยชายที่ถูกมัดไว้บนเก้าอี้ พวกลูกน้องทำหน้าไม่พอใจออกมา เพราะนอกจากจะคาดหวังเงินจากงานนี้แล้ว ยังคาดหวังความสนุกจากการได้ทรมานเหยื่ออีกด้วย ยิ่งสภาพตอนนี้แตกต่างจากตอนแรกที่ถูกพาเข้ามาลิบลับก็ยิ่งสะใจ ใครใช้ให้มันมีแววตาแข็งกร้าวไม่ยอมสยบแต่แรกกัน

ร่างสูงใหญ่ที่ถูกทรมานจนสะบักสะบอมไปทั้งตัวล้มลงอย่างแรงทันทีที่ได้รับอิสรภาพ เจ้าตัวแทบไม่หลงเหลือสติรับรู้ใดๆ ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาเต็มไปด้วยบาดแผลและเลือดเกรอะกรัง ผมเผ้ารกรุงรัง ดวงตาที่เคยคมปราดเหมือนเหยี่ยวเหม่อลอย ริมฝีปากหยักสวยเผยอออกและมีน้ำลายเอ่อคลออยู่ตามมุมปาก เขาถูกจับเปลื้องผ้าจนเกือบจะอยู่ในสภาพเปล่าเปลือย ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเพียงกางเกงสีขาวบางตัวในเท่านั้น ตามเรือนกายแกร่งเต็มไปด้วยรอยแผลจากการถูกฟัน รอยทาบจากเหล็กร้อน รอยเจาะจากตะปู และรอยฟาดจากแส้ นิ้วมือของเขาแยกออก บางนิ้วบิดหักจนผิดรูป กายที่เคยแข็งแกร่งขยับขึ้นลงเพียงเล็กน้อย เขาหายใจรวยรินเสมือนคนที่วิญญาณพร้อมจะหลุดจากร่างได้ทุกเมื่อ

เอพุนมองสภาพขององครักษ์หนุ่มแล้วกระตุกยิ้ม เขาสะใจที่อีกฝ่ายมีสภาพเช่นนี้ ใครใช้ให้มันคอยช่วยรัชทายาทขัดขวางนายของเขากัน ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้และยอบตัวลง นัยน์ตาดำขลับเหม่อลอยมองขึ้นมา หากแต่เพราะเขาใส่หมวกแบบปิดบังใบหน้า อดีตชายผู้น่าเกรงขามจึงมองไม่เห็นใบหน้าที่ซ่อนอยู่ มันพยายามจะพูดอะไรออกมา แต่เอพุนมิรอฟัง เขาสับมือลงบนท้ายทอยเพื่อให้มันสลบ แม้จะอยากให้มันมีสติรับรู้ความทรมานจากบาดแผลฉกรรจ์ตามร่างกาย แต่ก็ต้องทำเพื่อมิให้มันขาดใจตายไปก่อนด้วยทนพิษบาดแผลไม่ไหว เอพุนหันกลับไปทางเหล่าชายฉกรรจ์ที่ยืนอยู่แล้วออกคำสั่ง

“แบกมันออกไป”

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว