หนึ่งชีวิตสู่เส้นทางวิถีแห่งเซียน

บทนำ

บทนำ

ชีวิตคืออะไร ? ในมิติจักรวาลนับอนันต์ที่แยกออกเป็นคู่ขนานมากมายนับไม่ถ้วนแห่งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างกอปรไปด้วยสิ่งมีชีวิต หากแท้แล้วมันกลับไม่ได้แกร่งกล้า สุดท้ายแล้วเปลวเพลิงชีวิตจะมอดดับ อายุขัยจะสิ้นลง แน่นอนว่าทุกสรรพสิ่งล้วนย่อมมีอายุขัย… เพราะท้ายแล้วดวงอาทิตย์จะมอดดับ ระบบสุริยะจะมืดมิด จักรวาลจะล่มสลาย ตามกาลเวลา หากทว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอายุขัยของสิ่งมีชีวิตนับเป็นอะไร ?

ท้ายที่สุดแล้วชีวิตที่เป็นอัตตา(สิ่งที่มีอยู่) จะกลายเป็นอนัตตา(ความว่างเปล่า) เช่นนั้นหรือ วัฏฏะสังสาร วงจรชีวิต วัฏจักรชีวิตทั้งสิ้นแล้วล้วนมีเพียง เกิด, แก่, เจ็บ, ตาย และจบลงตรงนั้น เช่นนั้นหรือ ? ป่าวเลย.. สุดท้ายแล้วชีวิตจะมอดดับมันก็จะถูกเติมเต็มด้วยเพลิงที่ใหม่สะอาดสิ่งมีชีวิตจะเวียนว่ายเกิดใหม่นับครั้งไม่ถ้วน หากแต่กลับไม่สามารถระลึกถึงความทรงจำในชีวิตก่อนๆได้แม้เพียงเสี้ยว

สุดท้ายแล้ววัฏฏะสังสารก็ไม่สามารถข้ามผ่าน วัฏจักรวงจรก็ไม่สามารถแปรเปลี่ยน ตามกฏเกณฑ์สวรรค์แห่งสิ่งมีชีวิต ? มันเป็นเพียงแค่การละเล่นของสวรรค์ที่นั่งดูผู้อื่น เกิด, แก่, เจ็บ, ตาย..และ เกิด, แก่, เจ็บ, ตาย เช่นนั้นหรือ?

หากนั่นเป็นความจริงแล้วล่ะก็ สิ่งมีชีวิตที่อยู่ระดับที่สูงส่งเชกเช่น “เซียน” ตัวตนนี้คงเป็นตัวตนที่ขัดต่อสวรรค์ เป็นแน่แท้ หากทว่าการจะกลายเป็นเซียนและมีชีวิตที่เป็นนิรันดร์นั้นมันฝืนต่อกฏเกณฑ์ทั้งมวลนั้นยากเย็น … ใช่แล้ว สิ่งมีชีวิตในตอนนี้ ไม่เพียงแค่อยู่ในวงจรวัฏจักร เกิด, แก่, เจ็บ, ตาย แล้ว…พวกเขาสามารถขัดขืนต่อสวรรค์และกลายเป็นเซียนที่มีอายุอย่างไร้ขอบเขต… หากเพียงแต่การที่จะกลายเป็นเซียนนั้นยากยิ่งกว่าหาเข็มในจักรวาล เช่นนั้นแล้วท้ายที่สุด สิ่งมีชีวิตก็ต้องเดินตามกฏเกณฑ์.. จนกระทั่งลืมเลือนไปว่า เส้นทางแห่งการฝึกตนนั้นเป็นการขืนต่อสรวงสวรรค์… และในที่สุดเส้นทางแห่งการฝึกตนก็กลายเป็นกฏเกณฑ์สวรรค์ ในท้ายที่สุดแล้วสวรรค์ยังคงดำรงอยู่โดยการอยู่เหนือสิ่งมีชีวิตทั้งหมด พร้อมมองลงมาจากที่สูงอย่างสบายใจ….

แต่ในท้ายที่สุดแล้วจะมีสักกี่คนที่รู้ว่า “ชีวิตคืออะไร ?”

ในปี สวรรค์ลมปราณที่ 9980 เป็นปีที่หลังจากทุกสรรพสิ่งถูกลืมเลือน สวรรค์ยังคงบงการสรรพสิ่ง สิ่งมีชีวิตต้องดำเนินตามกฏเกณฑ์ทั้งยังเคารพนับถือ สวรรค์เชกเช่นตัวตนที่เหนือสรรพสิ่ง หากแท้แล้วผู้ฝึกตนที่แท้จริงมาเห็นคงต้องหัวเราะเยาะให้สิ่งมีชีวิตในยุคนี้เป็นแน่

ณ ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบสุริยะอันไกลห่างมีร่างบุรุษหนุ่มผมสีขาวกำลังเคลื่อนที่ประดุจแสงสีขาวที่พุ่งตรงไปยังทิศเหนือโดยไม่หยุดยั้งมองหลังเป็นครั้งเป็นคราว เขากัดฟันแน่นและมีเลือดไหลออกจากมุมปาก… บุรุษหนุ่มคนนี้มีหน้าตาอายุคร่าวๆราวๆ 20 กว่าปีหากแท้จริงแล้วมีชีวิตอยู่มานานมาก

เขาสวมชุดสีขาวที่ถูกตกแต่งมาอย่างประณีตหากแต่สภาพชุดในปัจจุบันขาดวิน ชุดสีขาวหิมะถูกปกคลุมด้วยสีแดงเลือดไปกว่าเจ็ดในสิบส่วน หน้าตาของชายหนุ่มซีดขาวมือขวาถือม้วนคัมภีร์ที่ดูเก่าแก่โบราณอย่างยิ่งยวด ที่มองครั้งเดียวก็รู้ว่าหากมันโดนลมพัดใส่คงฉีกขาดอย่างง่ายดาย แต่ทว่าในความเป็นจริงกลับตรงข้าม

ในตอนนั้นเองเงาร่างอีกสามเงาร่างกำลังเคลื่อนที่มาด้วยความเร็วที่สูงกว่าราวกับว่าสามารถแหวกมิติพุ่งข้ามผ่านสรรพสิ่งได้อันที่จริงแล้วการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเช่นนี้นั้นมันเร็วมากแม้แต่เซียนยังคงต้องอาย… เงาร่างหนึ่งระเบิดเสียงคำรามใส่ชายหนุ่มอย่างเกรี้ยวกราดว่า

“ตงเฉิน! เจ้าบังอาจขโมยสิ่งของจากแดนสวรรค์ลงมายังดินแดนเช่นนี้ หนำซ้ำยังขโมยข้อมูลของสวรรค์ โทษทัณฑ์ที่เจ้าต้องรับคือ ตายเกิดใหม่หนึ่งพันล้านรอบ พร้อมกับครอบครัวบัดซบของเจ้า!”

เสียงคำรามนี้ดูเหมือนจะเป็นเสียงดังกึงก้องราวกับว่าพูดจากไมค์พร้อมกับเครื่องแปลงเสียง หากแต่ส่งตรงลงจิตสำนึกความคิดของชายหนุ่มที่ถูกเรียกขานว่า ตงเฉิน ทันที.. หากแต่ทว่าเขาไม่ได้ตื่นกลัวแต่อย่างใด..ทว่าทันทีที่คำว่า “ครอบครัว” ของชายเบื้องหลังไม่ทราบอายุ ทำให้เขาหยุดลงและหันกลับไปทันที… ด้วยสีหน้ายิ่งกว่าปีศาจในนรก

“ไอ่พวกสวรรค์บัดซบ ข้าว่าแล้วเป็นเพราะพวกแกที่ฟาดทัณฑ์สวรรค์ใส่ซูอวิ๋นเอ๋อ ของข้าพวกแก พวกแกไอ่พวกบัดซบ ชั้นจะฆ่าพวกแก ฆ่า! ฆ่า!! ฆ่า!!! ชั้นรู้แล้วว่าสิ่งที่สวรรค์บัดซบของพวกแกทำ ถุย สวรรค์บิดาพวกเจ้าเหรอ น่าขำสิ้นดี ทุกสิ่งทุกอย่างพวกเจ้ามันช่างต่ำช้า ครอบครัวข้าเช่นนั้นหรือ… พวกแก ทำครอบครัวเพียงคนเดียวของข้าไปแล้วไม่ใช่หรือไง!”

นัยน์ตาของตงเฉินดูน่าเกลียดน่ากลัวรังสีสังหารเปล่งออกมาจากร่างราวกับว่านรกไฟโลกันต์ได้ตื่นขึ้นมาจากขุมนรก ไม่ว่าจะจากความเกลียดชังความแค้น ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนปลดปล่อยออกมาราวกับว่าสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งเพียงพอจะสยบสวรรค์ทำลายสรรพสิ่ง.. หากทว่าในเวลาเดียวกันชายที่พุ่งมาก็หยุดลงห่างจากตงเฉินราวๆ ห้าสิบเมตรพร้อมหัวร่อโดยไม่เกรงกลัว

“ฮ่าๆ เจ้ามันตัวอันตรายอย่างที่ท่านพ่อข้ากล่าวจริงๆสามารถเข้าใจความรู้แห่งเซียนทั้งยังความรู้แห่งสวรรค์.. ต้องกำจัด!.. ใช่ เช่นเดียวกับผู้หญิงหน้าโง่คนหนึ่งที่ฝืนกฏสวรรค์ในรอบหมื่นปี… อ่า นั่นถ้าจำไม่ผิดเป็นยัยแพศยาของเจ้าใช่หรือไม่ ฮ่าๆ”

บุรุษผู้นี้ดูอายุราวๆยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี ด้านหลังเป็นชายชราที่ดูแก่ขรึมหากทว่าดูแล้วแข็งแกร่งยิ่งกว่าบุรุษที่กล่าวอยู่มากไม่รู้กี่เท่า… หากจะให้กล่าวล่ะก็คงไม่ต้องสงสัยพวกเขาเป็นตัวแทนแห่งสวรรค์เป็นแน่แท้…

ตงเฉินมองด้วยสีหน้าน่าเกลียดน่ากลัวกัดฟันแน่นด้วยความเกรี้ยวโกธรอย่างสุดขีด ภาพบางอย่างปรากฏขึ้นในจิตใจของเขา เป็นภาพของหญิงสาวผมสีดำเงางาม ใบหน้าเนียนนุ่มขาวสะอาดดุจหิมะที่ปกคลุมปฐพี สวมชุดพื้นบ้านด้วยใบหน้าที่ไร้เดียงสาโดยจับมือเขาไว้พร้อมพูดขึ้น

“ท่านพี่เฉิน! วันนี่ข้าแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้วนะ!”

“ท่านพี่เฉิน! ถึงเวลาทานข้าวแล้วนะท่านตื่นได้แล้ว!!”

“ท่านพี่เฉิน! ท่านเลิกทำหน้าแบบนั้นเวลามีคนมาทักทายข้าได้แล้วนะ”

“ท่านพี่เฉิน… คืนนี้ข้าขอนอนด้วยกันกับท่านได้หรือเปล่า ”

“ท่านพี่เฉิน.. ข้ารักท่านมากนะ.. ฮิๆ”

“ท่านพี่เฉิน…….”

เสียงของหญิงสาวดังขึ้นท่ามกลางความรู้สึกอันมากมายในความคิดภาพทั้งหมดพลันดับสลายลงกลายเป็นค่ำคืนที่ฟ้าร้องปกคลุมไปด้วยเมฆสีดำ… ตงเฉินมองไปยังยอดเขาและกำลังคิดว่า “อวี๋นเอ๋อ ทำไมยังไม่กลับมานะ..” แม้ว่านางจะออกไปไม่กี่ชั่วโมงก่อนแต่ตงเฉินรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก..

ทันใดนั้นเอง

“เปรี๊ยง!!!!”

สายฟ้าฟาดลงไปยังภูเขาที่อวิ๋นเอ๋อขึ้นไป เป็นสายฟ้าสีรุ้งที่สดใสหากแต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายราวกับว่าเพียงฟาดครั้งเดียวของมันก็ทำให้ทุกสรรพสิ่งล่มสลายได้ ในตอนนั้นที่มันฟาดลงมาครั้งแรกก็ตามมาด้วยครั้งที่สองครั้งที่สาม …. จนกระทั่ง มากกว่าพันรอบ มันฟาดลงอย่างรวดเร็วราวกับว่าการฟาดแต่ล่ะครั้งใช้เวลาไม่ถึง 0.1 วินาที เสียด้วยซ้ำ

ก่อนที่จะหยุดลงก้อนเมฆสีดำมีประกายสายฟ้าก่อนที่สายฟ้าจะก่อตัวเป็นใบหน้าที่กำลังยิ้มเยาะเย้ยอย่างเลือนลางก่อนที่จะสลายหายไปในทันที.. เรื่องราวทั้งหมดทำให้ตงเฉินตอบสนองยังไม่ทันก่อนเขาจะรู้สึกตัวตอนใบหน้าเยาะเย้ยที่ปรากฏขึ้นอย่างเลือนลาง ความรู้สึกว่าทุกอย่างในโลกของเขากำลังหายไปไหลเข้ามาจนรู้สึกกลัว…

“อวิ๋นเอ๋อ!!!”

เขาคำรามออกมาก่อนที่จะพุ่งไปยังยอดเขาทันทีที่ปรากฏคือไฟไหม้เป็นวงกว้าง ไปทั่งวพื้นที่.. และกำลังลุกไหม้ไปเรื่อยๆ แต่เขาไม่ได้สนใจพวกมันแม้แต่น้อยที่เขามองเห็นมีเพียงร่างเดียวที่อยู่จุดกลางของภัยพิบัติครั้งนี้….

เป็นร่างที่ไร้ชีวิตราวกับซากศพแขนทั้งสองข้างถูกไหม้จนเกรียมขาทั้งสองข้างกลายเป็นธุลีสีดำ หากแต่ช่วงท้องจนถึงหัวกลับไม่มีแผลไฟไหม้ หากแต่เป็นรอยตามร่างกายซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นผลจากสายฟ้า…. ดวงตาของเขาหดแคบลงพร้อมตระโกนออกมา “อวิ๋นเอ๋อ!!!”

เขาไม่รีรอพริบตาเดียวปรากฏขึ้นด้านข้างของ ‘อวิ๋นเอ๋อ’ อย่างรวดเร็วแขนข้างหนึ่งของเขาช้อนเข้าใส่ต้นคอของเธอแตะไม่สามารถยกขึ้นได้.. เขารู้สึกราวกับว่าหากยกขึ้นมาเธอจะละลายหายไปกลายเป็นธลีทันที น้ำตาเขาหยดไหลออกมาจากดวงตาไม่ทราบว่าในชีวิตนี้เขาเคยรู้สึกแบบนี้หรือไม่บางทีนี่อาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เขาร้องให้

“อวิ๋นเอ๋อ ! อวิ๋นเอ๋อ !! ทำไม!!!”

เขากัดฟันคำรามออกมาน้ำตาไหลออกจากดวงตามากมายราว ความรู้สึกเจ็บปวดบีบอัดหัวใจในร่างอย่างเงียบๆ.. ในตอนนั้นเองเปลือกตาของหญิงงามที่ตอนนี้ดูเลวร้ายมากกว่าอะไรดีเปิดอย่างแช่มช้า… ดวงตาของนางแม้จะพร่าเลือนไม่สามารถมองเห็นแต่ก็ยังรู้ถึงตงเฉิน เธอกล่าวขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบาราวกับชีวิตใกล้จะจบสิ้น

“ท…ท่าน… พี่..เฉิน.. ข้า…”

“อวิ๋นเอ๋อ !? เจ้าไม่เป็นไร เจ้าไม่เป็นไรสินะ ข้าจะช่วยเจ้าเอง เจ้าห้ามตาย ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เจ้าตายเด็ดขาด !”

ตงเฉินตกใจพร้อมกล่าวขึ้นพยายามจะลุกขึ้นพร้อมกับอวิ๋นเอ๋อ.. แต่อวิ๋นเอ๋อกับกล่าวขึ้นขัดทันที

“ท่านพี่!.. ท่าน.. ก็น่า.. จะรู้…ว่า… ชีวิต..ของข้ามันหมดลงแล้ว…”

“ไม่! เจ้าจะต้องไม่เป็นไร ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าตาย! ข้าไม่มีวัน!.. จริงสิเลือดข้าเจ้าดืมเลือดข้าสิ เลือดของข้าเป็นยาวิเศษ!”

เขาพูดออกมาอย่างบ้าคลั่งไร้ความคิดใดๆ ดวงตามีน้ำตาที่ไหลนอง เขายกแขนขึ้นก่อนที่จะตัดแขนตัวเองโดยไม่ลังเล … พร้อมกับเสียงของอวิ๋นเอ๋อที่ดังขึ้นมาในเวลาเดียวกัน “ท่านพี่!” แต่ว่าเสียงส่งไปไม่ถึงแขนซ้ายเขาขาดออกโดยไม่ทันที เขาโยนแขนซ้ายทิ้งก่อนจะเทเลือดใส่แขนของอวิ๋นเอ๋อ.. จะว่าเทก็ไม่ถูก เพราะเลือดมันพุ่งออกมา…

ใบหน้าของอวิ๋นเอ๋อตอนนี้เต็มไปด้วยน้ำตาที่ไหลนอง แขนของเธอไม่สามารถขยับได้ ร่างกายยิ่งแล้วใหญ่เขามองคนที่ตัวเองรักตัดแขนและโยนทิ้งเพื่อเธอด้วยใบหน้าที่บ้าคลั่งราวกับว่า “แม้ข้าจะคอขาดหรือทรมานอย่างไร มันก็ไม่เจ็บปวดเท่าเห็นเจ้าบาดเจ็บ”

แต่ทว่าเลือดไหลไปยังแขนเท่าไหร่ก็ไม่ฟื้นฟูกลับมา เขาคำรามออกมา “ทำไม! ทำไม!!” เขาไม่รอช้าเขาตัดแขนขวาโดยการบิดแขนจนขาด แต่ตอนนี้เขาไม่มีความเจ็บปวดใดๆเลยแม้แต่น้อย เลือดพุ่งกระเซ็นไปทั่วบริเวณร่างของอวิ๋นเอ๋อเต็มไปด้วยเลือดสีแดงสดของตงเฉิน…

“ทำไมไม่รักษา ทำไม! !”

“ท่านพี่เฉิน! ท่านก็น่าจะรู้แล้วว่าข้าตายฟไปแล้ว! หยุเทำร้ายตัวเองได้แล้ว!”

อวิ๋นเอ๋อตระโกนออกมาด้วยแรงทั้งหมดที่มีจนทำให้ร่างกายตงเฉินสั่นสะท้านหยุดนิ่งมองไปยังอวิ๋นเอ๋อด้วยสายตาที่ว่างเปล่า เลือดของแขนทั้งสองข้างไหลออกมาไม่หยุด แต่ว่าไม่มีความเจ็บปวดใดๆจากแขนทั้งสองข้างเลยในเวลานี้…

“ท่านพี่เฉิน.. ข้าคงอยู่กับท่านต่อไปไม่ได้.. ท่านต้องไม่ตื่นสาย ท่านต้องรักษาสุขภาพ ท่านต้องหาเพื่อนสหาย.. ต่อแต่นี้ไปท่านจะไม่มีข้าแล้ว…”

ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดจากหัวใจ ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากแขนแต่เป็นความเจ็บปวดจากภายใน หัวใจบีบรัดอย่างรุนอแรง ความรู้สึกบ้าคลั่ง ความบ้าคลั่งกำลังกระเพือมในอกของเขา

เธอกล่าวต่อ “ท่านพี่… ข้าขอโทษที่มาแอบเลื่อนระดับพลัง.. ข้าคิดว่า.. ข้าจะทำให้ท่านตกใจ.. แต่.. เหมือนว่า.. ข้าจะไม่สามารถทำได้.. แต่ทำให้ท่านต้องเจ็บปวดเอง... ฮะๆ ข้าหาปัญหาให้ท่านอีกแล้วสินะ… ข้าขอโทษ… ข้า… รัก… ท่า…”

ก่อนเสียงจะกล่าวจบก็แน่นิ่งไม่ไหวติงร่างของเธอกลายเป็นฝุ่นธุลีราวกับว่าเมื่อกี้เธอพยายามคงอยู่เพื่อคุยกับตงเฉินเพียงเท่านั้น.. ตงเฉินร่างกายสั่นสะท้านเข้าตระโกนออกมาพร้อมกับคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับใช้แขนที่ขาดทั้งสองข้าง กวาดฝุ่นธุลีเข้ามาหาตัวเอง

“ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่!!!! ไม่ อวิ๋นเอ๋อ อวิ๋นเอ๋อ ไม่!!!! เจ้าจะตายไม่ได้ อวิ๋นเอ๋อ .. ข้ายังไม่ดุเจ้าเลย.. ไม่นะ ไม่! ข้าไม่เอานะ อวิ๋นเอ๋อ ขอร้องกลับมาหาข้า.. ไม่เอา.. ข้าขอโทษที่ตื่นสาย ข้าขอโทษที่ทำตัวไม่ดี ข้าขอโทษ เพราะงั้นกลับมาหาข้าเถอะนะ … อวิ๋นเอ๋อ ข้าขอร้อง อย่างทิ้งข้าไว้ อวิ๋นเอ๋อ.. ไม่เอา อ๊ากกกกก”

ชายหนุ่มน้ำตาไหลออกจากตาพร้อมเลือดที่ไหลออกจากแขนมากกว่าเดิมที่เอาแขนที่เป็นแผลไปกวาดใส่พื้นดินจนทำให้เศษดินกระเด็นใส่บาดแผลบ้างก็ไปขูดกับหินจนทำให้แผลฉีกเพิ่มอีก แต่เขาใช้แขนที่ขาดทั้งสองส่วนกวาดเอาฝุ่นธุลีเขามาพยายามจะกอดเอาไว้… แต่ว่าในเวลาต่อมาสายลมอันเยือกเย็นพัดเอาธุลีหายไปตามอากาศ …. เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด…

“บัดซบ บัดซบ บัดซบ บัดซบ…”

หัวเขาฟาดลงกับพื้นดินอย่างต่อเนื่องพร้อมกับคำรามเสียงต่ำ จนพื้นดินแตกแขนงออกเป็นใยแมงมุมพร้อมกับหัวเขาที่แตกเลือดไหลจนแผลเปิดเห็นกระโหลกสีขาวของเขาบนหน้าผาก…

เวลาผ่านไปจนกระทั่งเขาเรียกสติกลับมาก็สาบานว่าจะล้างแค้นให้ได้พร้อมกับเดินทางออกมาจากที่แห่งนั้นสืบหาข้อมูลสายฟ้าสีรุ้งตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา เขาจึงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความพยายามของเขา….

ภาพเบื้องหน้ากลับมาเป็นปกติ เขาพุ่งใส่พวกมันอย่างรวดเร็วด้วยความเกรี้ยวกราดแต่ทว่าพริบตาต่อมาทัณฑ์สวรรค์สีดำขนลุกพุ่งตรงลงมา สายฟ้าสีดำฟาดใส่ร่างของตงเฉินในเวลาที่เร็วกว่ากระพริบตาหลายพันเท่า ร่างของเขาเริ่มถูกทำลายล้าง แผดร้อนกลางออก ร่างเริ่มย่อยสลาย วิญญานเริ่มพุพัง… แต่ในตอนนั้นเอง

“เวิง เวิง เวิง”

ม้วนคัมภีร์ส่งเสียงออกมาอย่างเงียบเชียบก่อนที่ดึงจิตวิญญานของเขาจนหายไปอย่างไร้ร่องรอยโดยไม่มีคนทราบถึง… แม้แต่ตัวตงเฉินเองยังไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เขารู้แน่ว่าตัวเองโดนทัณฑ์สวรรค์จนตายไป….. “ขอโทษนะ อวิ๋นเอ๋อ ข้าผิดสัญญาสะแล้ว…”

ผู้ประพันธุ์-จินหลง (Ken D-McNa) : วิถีแห่งเซียนของผมจินหลง คือการข้ามผ่านบ่วงกรรม มโนธรรม เกิด, แก่, เจ็บ, ตาย ซึ่งเรื่องรางทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นบาปกรรม สรรพสิ่งที่ต้องชำระ การมีชีวิตอยู่เปรียบดั่งการชดใช้กรรม พร้อมกับสร้างกรรมใหม่เวลาเดียวกัน นั่นจึงเป็นเหตุที่วิญญานเวียนว่ายตายเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จักจบแม้แต่ตัวเองยังไม่รับรู้ถึง หากแต่ เซียน ไม่ใช่ ตัวตนของเซียนเป็นตัวตนที่ตัดขาดจากบ่วงกรรม เวียนว่ายตายเกิด ก้าวข้ามสรรพสิ่ง จนได้รับตัวตนที่เป็นอมตะนิรันดร์ สามารถเลือกที่จะดำรงอยู่ หรือจะไม่ดำรงอยู่ก็ได้.. ตัวตนที่เหนือทุกอย่างทั้งปวง ตัดขาดจากความเป็นมนุษย์ นั่นคือ ‘วิถีแห่งเซียน’ ของเรื่อง

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Wannapat Angee Suebasngad
น่าติดตามค่ะ
เมื่อ 1 ปี 4 เดือนที่แล้ว

ความเห็นโดย Wannapat Angee Suebasngad
น่าติดตามค่ะ
เมื่อ 1 ปี 4 เดือนที่แล้ว

รีวิว