นางโจรซ่อนใจ-คุก 1

โดย  ทิพย์มนตรา

นางโจรซ่อนใจ

คุก 1

1

คุก

ฬาริกา พิมอัมพา

ฬาริกา พิมอัมพา หรือพริกเป็นชื่อที่พี่สาวตั้งให้ พี่สาวที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เป็นทั้งคนสร้างและทำลายอย่างไม่เหลือชิ้นดีในคราวเดียวจริง ๆ มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นที่อยากพูดถึงพี่สาวที่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของทุกเรื่องราวทั้งหมด

ผู้หญิงสูงร้อยหกสิบเก้า ผมดำสีกาน้ำยาวเป็นคลื่นระเอว ผิวขาวอมชมพู หน้าเรียว ตาดำขลับกลมโต จมูกมนโด่ง ปากอิ่มวาวอมชมพูฉ่ำรูปกระจับ ทั้งหมดหลอมรวมเป็นฬาริกา สาวน้อยผู้แสนดีขาดก็แต่ความรัก ทำงานในออฟฟิศเงินเดือนแพงลิ่ว พ่วงดีกรีเกียรตินิยมด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเชื่อดังแห่งหนึ่ง และนั่นมันเป็นแค่อดีต

อดีตที่ไม่สำคัญไปกว่าปัจจุบัน ฉันอายุยี่สิบหกปี คือคนที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากร่างกายสวยงามที่หายใจอยู่ไปวัน ๆ และมันเป็นแค่สิ่งลวงตาที่นำมาซึ่งความเจ็บช้ำ ความเจ็บปวดที่ฉันโอบกอดมันไว้แม้ในขณะนี้

ฉันกำลังนั่งโยกตัวตามจังหวะเพลงอยู่ในผับแห่งหนึ่ง ข้างกายฉันชื่อแก้วกุดั่น เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่รู้เช่นเห็นชาติเรื่องราวในอดีตและยังใจกล้าคบฉันต่อโดยไม่รังเกียจ ความจริงชีวิตเราก็แทบไม่ต่างกัน เธอเป็นไฮโซตกอับที่เพิ่งจะถูกเกย์ถอนหมั้น ซ้ำเกือบจะตบกับเมียเกย์มันกลางร้านเมื่อครู่

แก้วกุดั่นสวย ฉันสวย และผู้ชายหลายคนพยายามมาเกาะแกะเรา หลายคนที่ใจกล้าถึงกับมาแซะใกล้ ๆ เพื่อขอเบอร์ มองเข้าในสายตาวาววามพวกนั้นก็รู้ว่าคนพวกนี้คิดอะไร99.99% คือหวังฟัน ดูตามสายตาพวกมันสิ เวลาคุยกับเราแต่สายตากลับลอบมองเนินอกอวบที่เบียดพ้นเสื้อเกาะอกแบบมีสายคล้องคอ บางคนก็แอบไล้มือกับเอวคอดกิ่วและก็กลืนน้ำลายยามมองสะโพกผายตึงของฉัน ฉันสะบัดกายออกอย่างรังเกียจ แต่ไม่แสดงอะไรออกมามากนัก อย่างน้อยกฎเหล็กอย่างหนึ่งของการมาเที่ยวเมา ๆ คือต้องรู้สึกตัวเข้าไว้และระวังตัวให้มาก

ฉันโซซัดไปหาเพื่อนสาวที่นั่งยกเหล้าเอียงคอยิ้ม ๆ

อืม ชักรู้สึกว่าโลกเอียง คงเมาได้ที่ทีเดียว

“ดื่มให้กับความอัปยศในชีวิต”

“ใช่ดื่ม ให้ชีวิตอันบัดซบ” ฉันยอมยกเหล้าดื่มอีกแก้ว ก่อนวางแก้วกระแทกลงบนโต๊ะพร้อมกับรู้สึกว่าโลกมันหมุนติ้ว ฉันโคลงหัวที่มึน ๆ หนวกหูเสียงเพลงกับแสงไฟลายตานี่เต็มที

เราสองคนนั่งโต๊ะเล็กเริ่มเมาทั้งคู่ แก้วกุดั่นตัวเพรียวบางกว่าฉัน พอสวมชุดเกาะอกกางเกงขาสั้นตัวนิดก็เหมือนแทบไม่ได้ใส่อะไร ขณะที่ฉันสวมชุดเดรสสั้นช่วงบนมีสายคล้องคอสีปีกแมลงทับ

“เกิดเป็นแก้วกุดั่นทำไมมันไม่มีอะไรดีเลยวะ”

“อืม ชีวิตมันเฮงซวยจริง ๆ นั่นแหละ ไม่รู้ทำกรรมอะไรไว้” ฉันตอบรับพร้อมดื่มเหล้าแรง ๆ ไปอึกหนึ่ง

“เพราะไอ้หน้าหน้าลิงนั่นคนเดียว ไอ้คนเฮงซวย ทำกรรมอะไรไว้นะถึงได้ต้องมาทนจูบปากมันอยู่เป็นปี”

“ไหนแกว่าไม่เคยให้มันแอ้มไง” ฉันถามถึงคู่หมั้นที่เพิ่งเทแก้วกุดั่นทิ้งอย่างไม่ไยดี จนมันตบโต๊ะดังปึงอย่างเจ็บใจ

“ก็ใช่...แต่มันก็เคยหอมแก้มฉัน เข้าใจไหมว่าตอนนี้รังเกียจ เกลียดไอ้เกย์นั่นกว่ากิ้งกือ ไส้เดือน คางคก ตุ๊กแก”

ฉันฟังพร้อมกับคิดว่าสำหรับแก้วกุดั่นแล้วcaptionไหนที่คู่ควรกับเธอในตอนนี้ โดนเท? เกย์ทิ้ง? อกหัก? รักคุด? ตุ๊ดเมิน์

“แกไม่รักมัน?”

“ก็เคยคิดว่ารัก...แต่มันเป็นเกย์ เข้าใจไหม ฉันจะรักเกย์ได้ยังไง...ฮือ...แถมยังเป็นเกย์ที่คิดจะเอาฉันบังหน้าเพื่อไปกกชู้ อีเกรซก็หน้าโง่ปล่อยให้มันหลอกได้เป็นปี ฮืออ” แก้วกุดั่นที่นั่งพร่ามมาตลอดเริ่มฟุบหน้าร้องไห้จากบทดราม่าสู่บทโศกจนฉันต้องตบหลังเพื่อนเบา ๆ

“เอาน่า...ถือว่ามันไม่มีวาสนาได้เชยดอกฟ้า” ก็อะไรที่จะทำให้มันรู้สึกดีฉันพูดหมด

“คอยดูนะแก ฉันจะหาผัวใหม่ให้ได้ภายในสามวันเจ็ดวัน จะเอาไปเย้ยหน้ามัน” ฉันฟังและภาวนาให้เพื่อนทำได้เพราะรู้ว่าตัวเองไม่มีทางทำอย่างนั้นได้เลย

“แล้วไอ้คนที่เพิ่งลากคอเขาประกบปากโชว์นั่นล่ะ แกเอาไปไว้ไหน”ฉันพูดถึงวีรกรรมกลางผับที่ผ่านมา เพราะมีเรื่องกับอดีตคู่หมั้นแก้วกุดั่นเลยคว้าใครสักคนเป็นคู่ควงให้เหมือนกับว่าไม่แคร์

“ไม่รู้ แค่อยากตอกหน้าผัวเมียเกย์คู่นั้น”

“อืม” ฉันรับคำอย่างมึน ๆ ก่อนบอกเสียงไม่ดีเลย

“เกรซ ฉันจะอ๊วกแล้วเรากลับเถอะ” ดึกมาแล้วฉันคิดว่าเริ่มหมดสนุก แก้วกุดั่นก็อืออา

“กลับก็ดี ชักปวดหัว”

“แกขับรถไหวแน่นะ”

“ไหวดิ” ฉันอุ่นใจเพราะคิดว่าฝ่ายนั้นคงไม่เมาเท่าฉัน แต่ว่าก่อนกลับฉันเกิดรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำกะทันหันจึงบอกให้เกรซไปรอที่รถใครจะคิดว่าเกรซไปมีเรื่องกับอดีตคู่หมั้นอีกหน พอออกมาก็เห็นเธอกำลังยืนชี้หน้าคนคู่หนึ่งกลางฟอร์ ฉันจำได้ว่าผู้ชายสองคนนี้คนหนึ่งเป็นคู่หมั้นเกรซ ส่วนอีกคนข้างหลังเป็นเมียเก้งที่มันแอบซุก ฉันได้ยินเสียงเกรซสูดลมหายใจและดูเหมือนว่าเธอจะถลาเข้าไปเพื่อพยายายามตบหน้าผู้ชายที่ยืนข้างอดีตคู่หมั้นนั่น แต่กลับถูกผลักล้มไม่เป็นท่า

เกรซ ! ฉันวิ่งเข้าไปประคองเพื่อน ขณะที่มันกราดชี้มาที่เราสองคนแล้วประกาศอย่างมีชัย

“ทุกคน” นายคนนั้นตบมือรัว

“ยัยนี่ชื่อแก้วกุดั่นเป็นลูกสาวสส.กำจรคนที่โกงบ้านโกงเมืองจนฆ่าตัวตายหนีความผิดไงล่ะ พ่อมีนิสัยชอบฉกของหลวงไม่พอลูกยังก๊อปปี้นิสัยกันมาชอบฉกผัวคนอื่นหน้าด้าน ๆ”

“อีตุ๊ดหน้าพลาสติก ว่าพ่อกูเหรอ อย่าอยู่เลย” ฉันไม่ห้ามตอนที่เกรซวิ่งเข้าไปอีกรอบ ไม่คิดว่าจะถูกคู่หมั้นเธอล็อกตัวไว้ให้อีเมียเก้งของมันเข้ามาตบเพื่อนฉันที่ดิ้นรนไปมา

“ปล่อยเพื่อนฉันนะ” ฉันเข้าไปช่วยเกรซ พอมันไม่ปล่อยก็เอากระเป๋าทุบหน้ามันเลย

“อีนี่อย่าสะเออะ อีพวกเศษสวะไร้ค่า อีตัวชั้นต่ำ”

คำว่าอีตัวกระทบใจฉันจี๊ด อีตุ๊ดนี่มันว่าฉัน อีตัวงั้นเหรอ...จนฉันได้ยินเสียงวิ้ง ๆ ดังขึ้นในหู หูอื้อตาลายไปหมดแล้วตอนนั้น มันด่าฉัน และมันกล้าทำเพื่อนคนเดียวฉันที่ฉันมี ฉันจะไม่ทน !

“หน้าตาก็ดีไม่น่าเป็นอันธพาล”

เสียงคุณตำรวจหน้าเข้มในชุดเครื่องแบบกล่าวต้อนรับเราได้หน้าตบที่สุด แต่ไม่หรอก ฉันไม่อยากถูกเพิ่มข้อหาทำร้ายเจ้าพนักงานอีกกระทง แค่ข้อหาวิวาทกันฉันก็ไม่มีปัญญาจะจ่ายค่าปรับแล้ว ฉันมองหน้าแก้วกุดั่นที่มีสภาพยับเยิน ทั้งปากแตก แก้มบวมช้ำ และคิดว่าตัวเองคงไม่ต่างกัน เสื้อแสงคงยับเปื้อนไม่เหลือความงามที่มี ดีที่ฉันใส่เสื้อมีสายคล้องคอไว้ไม่งั้นคงมีข้อหาอนาจารเพิ่มอีกกระทงแน่ ๆ

“เอา เข้าไป ๆ”

ประตูกรงเหล็กเปิดกว้าง อิสระที่เคยมีโบยบินหนีไป และเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้ตัวว่ากำลังจะติดคุก ฉันรู้สึกถึงก้อนขม อาการแห้งผากที่ลำคอ น้ำตาจะไหล มันปวดไปทั้งหน้าที่บวมช้ำ

“พริก”

เสียงแผ่วของเกรซที่ซุกกายนั่งและฉันก็นั่งกอดเข่าข้าง ๆ เธอก็มีสภาพไม่ต่างกันผมเผ้ายุ่งเหยิง หน้าบวมแดง ปากแตก เหมือนเป็นที่ที่ตกต่ำที่สุดของเรา

“ฉันขอโทษที่ทำให้แกต้องมาอยู่ตรงนี้ด้วย”

ฉันมองไปรอบ ๆ กรงเหล็กที่พันธนาการเราอย่างไม่คุ้นชินและความกลัวก่อเกิดจนสะท้านในอก แต่ก็ฝืนหัวเราะ ด้วยเสียงสาก ๆ ที่ดังแทบไม่พ้นคอ มันเป็นการหัวเราะที่ฝืดเฝื่อนที่สุดเท่าที่เคยทำมา

“ช่างเถอะ อีเก้งนั่นมันก็ด่าฉันเหมือนกัน ปมด้อยฉันเลย พูดมาได้อีตัว”

ฉันเกลียดที่ใครพูดถึงอีตัว และวันนี้ฉันแค่ดื่มหนักไปจนขาดสติ มันก็เลยหุดการควบคุม เกรซก็เหมือนกันเพราะเธอบอกหยัน ๆ

“ถึงรู้ว่าตบตีกับมันแล้วต้องเข้าคุกหรือต้องเจ็บตัวมากกว่านี้ฉันก็ไม่เสียใจ มันด่าพ่อฉัน ด่าทั้ง ๆ ที่มันไม่เคยรู้จักเขาเลย มันพูดถึงแต่ความผิดพลาดของพ่อ ทั้ง ๆ ที่มันไม่เคยรู้เลยว่าพ่อฉันใจดีและก็รักฉันแค่ไหน มันพูด มันด่าทั้ง ๆ ที่ ทั้งที่พ่อตายแล้ว” ฉันได้ยินเสียงสูดน้ำมูกเบา ๆ เสียงแหบนั่นไม่ต่างกันกับฉันเลย

ฉันเอื้อมมือไปโยกหัวมันเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม ราวกับจะบอกว่าเราสองคน มีชีวิตอันบัดซบคล้ายกัน

คนหนึ่งเคยอยู่บนฟ้ามีชีวิตสวยงาม กลับต้องตกมาคลุกโคลนตมในข้ามคืน อีกคนผลักตัวเองออกจากความโสมมมาจนมาเจอความโสมมที่ยิ่งกว่า

ฉันเลิกคิด มองรอบ ๆ อีกครั้ง ไม่เคยรู้ว่าตรงนี้จะลำบากแบบนี้ ยิ่งดึกอากาศยิ่งเย็น ยุงก็เยอะ เราสวมเสื้อไร้แขนกางเกงขาสั้นทั้งคู่ ไหนจะความเจ็บจากการตะลุมบอน ไหนจะรอยจ้ำจากพวกยุงร้าย เสียงเกรซที่ร้องไห้จนเงียบหันมาตบยุงตังปั๊บ ๆ แล้วก็บ่นงึมตอกย้ำความโชคร้าย

“แกดูสิพริก ขนาดอียุงมันยังจ้องจะมาทำร้าย เกิดเป็นแก้วกุดั่นมันแย่แค่ไหน”

ฉันเห็นด้วยแต่ไม่พูดอะไร กระทั่งเราตบยุงจนเหนื่อย ไม่นานก็ตาปรือพิงบ่ากันหลับไป มาตื่นเอาตอนได้ยินเสียงเรียก

“นางสาวแก้วกุดั่น เกียรติกำจร นางสาวฬาริกา พิมอัมพา ออกมาได้”

เสียงเจ้าหน้าปลุกเรา แก้วกุดั่นทำหน้าเหวอ ขณะที่ฉันนิ่งกว่า จริง ๆ ฉันเป็นผู้ใหญ่กว่าเกรซ ใจเย็นกว่า สุขุมกว่า แต่เหตุการณ์เมื่อคืนได้บอกย้ำชัดแล้วว่าวุฒิภาวะทางอารมณ์ของเราไม่ต่างกัน

“มีคนมาจ่ายค่าปรับให้แล้ว”

เรามองหน้ากัน มีคำถามเดียวกันปรากฏในแววตาเราทั้งสอง ใครกัน

นอกจากแก้วกุดั่นแล้ว ฉันก็ไม่มีใครอีก และแก้วกุดั่นเอง แม้จะมีญาติมิตรมากมาย หากนับแต่บิดาเธอฆ่าตัวตายด้วยคดีคอร์รัปชั่นและศาลตัดสินยึดทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว ก็ไม่มีใครแวะเวียนมาใกล้ชิดอีก ทุกคนตีตัวห่างเราเหมือนขยะ ดังนั้นใครกันจึงยื่นมือเข้ามาในวันแย่ ๆ ของชีวิตแบบนี้

คนสองคนยืนหันหลังอยู่ด้านนอก และคุณตำรวจก็ชี้บอกว่านั่น คือคนที่ให้อิสระแก่เรา

พวกเขาเป็นผู้ชายทั้งสองคน รูปร่างไล่เลี่ยใกล้เคียงกัน สีผิวที่โผล่พ้นคอเสื้อก็เปล่งออร่าออกมาใกล้เคียงกัน ต่างที่คนหนึ่งผมดำสนิท อีกคนหนึ่งผมสีชา

“หมอ !”

ฉันได้ยินเกรซอุทาน และชายผมสีชาหันมา ใบหน้าอ่อนโยนไร้รอยยิ้ม แต่ก็ไม่ดุ ปากแดงจัด สวย ไม่ใช่สิหล่อกว่าคู่หมั้นยัยเกรซล้านเท่า ฉันไม่รู้ว่าเกรซไปรู้จักชายที่หน้าตาเหมือนเทพบุตรแบบนี้ได้ยังไง

“ใครเหรอ” ฉันหลุดปากถาม และเกรซทำหน้าเหมือนคนสำลักน้ำตอนตอบ

“ในกระเป๋าตังค์ฉันมีแค่บัตรประชาชนกับนามบัตรคลินิกที่ฉันเคยไปทำฟันมาด้วย แต่มันก็นานแล้วนะ ตอนนั้นฉันหยิบส่ง ๆ ให้ตำรวจเขาไป ฉันไม่คิดว่า”

เสียงเกรซขาดหายเพราะไม่รู้จะพูดอย่างไรต่อ ฉันไม่คิดเหมือนกันว่าเกรซจะบ้าขนาดเอาเบอร์คลินิกให้ตำรวจ และไม่นึกว่าจะมีคนบ้ากว่าเกรซที่ยอมมาประกันตัวให้คนแปลกหน้า เถอะถึงจะไม่แปลกหน้าเสียทีเดียว แต่ก็เป็นแค่ลูกค้า

ฉันลอบมองผู้ชายผิวสะอาดสะอ้าน ใบหน้าอ่อนโยนสมอาชีพหมอ ก่อนที่การมองเพลิน ๆ ของฉันจะถูกรบกวนด้วยดวงตาดุดันคู่หนึ่งจากเจ้าของเรือนร่างสูงโปร่งและเส้นผมสีดำคุ้นตา

ฉันสะดุดความคิดตัวเองถึงกับเข่าอ่อน เมื่อคิดถึงหนี้ก้อนโตที่จะเพิ่มขึ้น และอิสระที่บินหายไปอีกครั้ง

หน้าขาวจัดที่มีรอยเคราเขียวเป็นปื้นราวเจ้าตัวไม่ใสใจโกน ใบหน้านั้นเรียบราวกระดาษ ดวงตาดำสนิทเย็นชา สองมือล้วงกระเป๋า เขาไม่ได้มองฉันเหมือนที่หมอของเกรซทำ แต่ผ่านเลยราวกับเรื่องปกติ ราวกับฉันเป็นก้อนหิน ฉันเป็นก้อนหินนี่ และเขาก็ไม่ใช่เทพบุตรหรือเจ้าชายขี่ม้าขาว เขาเป็นได้อย่างเดียวคือซาตาน

“ลงลายมือชื่อแล้วไปได้ ทีหลังก็ใจเย็นอย่าไปมีเรื่องตบตีกับใครเขาอีก”

คุณตำรวจอบรมสั่งสอนเสียยาวเหยียดก่อนจะปล่อยตัวเราออกมา เสร็จเรื่องเขาคนนั้นก็หันหลังเดินดุ่ม ๆ ลงไป ไม่สนใจว่าฉันจะตามไปหรือไม่ ฉันมองเกรซสลับกับร่างสูงที่ห่างไปเรื่อย ๆ เห็นว่าหมอคนนั้นคงไปส่งเธอ ฉันจึงบอกลาสั้น ๆ กอดครั้งหนึ่ง จากนั้นก็เดินแกมวิ่งตามหลังเขาไป

เขาสตาร์ตเครื่องรถไว้แล้ว ทำให้คิดว่าถ้าช้าอีกนิดเขาคงไม่รอ ความจริงแล้วจะรอหรือไม่รอ มันก็ไม่ใช่ความผิดของเขา ฉันไม่ได้อยู่ในฐานะนั้นมานานมากแล้ว ฐานะที่เขาจะรอฉันได้เสมอ

สายตาดุที่มองมาทำให้ฉันรีบเปิดประตูเข้าไป แอร์เย็นจนหนาวแต่กลับเขาออกรถทันทีโดยไม่ถามอะไร ชวนให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ฉันขยับตัวเหมือนไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากดึงกางเกงที่เลื่อนร่นขึ้นลงมา รู้สึกเจ็บแก้ม ปวดปาก หนัก ๆ ที่หัว อาการเมาหายปลิดทิ้งแต่ถูกแทรกแซงด้วยความเจ็บไปทั้งตัว และความรู้สึกปวดแก้มแทน

ตุบ

เสียงเสื้อหนังสีดำที่ถูกโยนมากระทบบนตักของฉัน โดยคนโยนไม่พูดอะไรนอกจากขับรถ

“ขอบคุณค่ะ”

ฉันอ้อมแอ้มพูดแต่ไม่มองเขา พอใส่เสื้อคลุมเสร็จจึงได้เห็นไฟสีแดงด้านหน้าพร้อมกับที่เขาชะลอรถ เพราะข้างหน้ามีด่าน

“ไปไหนครับ”

ตำรวจหนุ่มก้มถามฝั่งคนขับ ฉันได้ยินเขาบอกว่ากำลังกลับบ้าน เขาหยิบใบขับขี่ให้เจ้าหน้าที่ และเมื่อแลเลยมาทางฉัน เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ให้เขาลงไปเป่าวัดระดับแอลกอฮอลทันที ขณะที่ฉันนิ่งมองเขาเปิดประตูรถลงไป เขานั่งคุยกับตำรวจจนกระทั่งผลออกมาว่าเขาไม่ได้ดื่ม เจ้าหน้าที่คนนั้นก็เดินมาส่ง ฉันเห็นสายตาแกมสงสัยที่เหลือบมองฉันทั้งตัวก็ขยับเสื้อคลุมให้มิดชิด ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าสภาพตัวเองยับเยินแค่ไหน ไม่แปลกใจที่ตำรวจคนนั้นจะเรียกเขาลงไป และมองมาแปลก ๆ เข้าใจทันทีว่าทำไมคนคนนั้นถึงใจดีสละเสื้อนอกของเขาให้ฉันคลุม ถ้าไม่มีเสื้อตัวนี้ และเจ้าหน้าที่เห็นรอยบนตัวฉัน คงไม่ปล่อยเขาออกมาง่าย ๆ หรือไม่เขาก็อาจถูกสงสัยในฐานะโจรปล้นกาม

เรานั่งรถด้วยกันจนถึงบ้านหลังหนึ่ง ภายนอกใหญ่โตหรูหรา สมกับบ้านเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างคนในประเทศรู้จักเป็นอย่างดี เขาขับรถผ่านประตูอัลลอยที่เคลื่อนตัวปิดลง พร้อม ๆ กับอิสระภาพของฉันเองก็หมดลงเช่นกัน ฉันรู้สึกราวกับนักโทษที่แอบหนีออกจากคุกและกำลังถูกควบคุมตัวกลับมาที่คุมคัง โทษทัณฑ์ของการหลบหนีกำลังรอฉันเบื้องหน้าพร้อมกับชีวิตทั้งหมดของฉันที่เริ่มต้นที่นี่พร้อมกับผู้ชายที่ชื่อนนท์ นันทนาพิพัฒน์

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว