นางโจรซ่อนใจ-เพื่อนรักเพื่อนแค้น 1

โดย  ทิพย์มนตรา

นางโจรซ่อนใจ

เพื่อนรักเพื่อนแค้น 1

2

กลับสู่ความจริง

“พริก อีพริกโว๊ย” ใช่ฉันคือพริก...ฉันรู้ตัวเองเสมอทำไมต้องมาย้ำ

“อีพริก”

ฉันยกมือปิดหูอย่างหงุดหงิด ฉันรู้แล้วฉันชื่อพริก แต่เสียงเรียกตะโกนห้องก็ยังดังมาจากนอกห้อง ทั้งที่มันเป็นเวลาตีสามครึ่ง ตีสามที่ฉันควรจะนอนหลับสนิท

“ยัง..ยังเงียบ !”

เสียงทุบประตูหน้าห้องนอนเล็กของฉันดังราวฟ้าถล่มดินทลายก็ไม่ปานอยากทุบก็ทุบไปสิ..ฉันไม่ได้เจ็บมือนี่ ฉันคิดอย่างหงุดหงิด

“อีพริก อีพริกได้ยินไหม ตื่น” เคาะไปเลยเพราะฉันจะไม่ตื่น

“ตื่นเลยนะมึง อย่ามาดัดจริตนอนกินบ้านกินเมือง ตื่น ตื่น ตื่น”

เสียงเรียกยังดังต่อเนื่อง สุดท้ายก็เป็นฉันเองที่ทนไม่ได้ฉันงัวเงียคว้านาฬิกามาดู ก่อนจะพบว่าเพิ่งหลับไปได้ไม่ถึงสองชั่วโมง แล้วก็ลากร่างโงนเงนไปเปิดประตูพยายามมองข้ามอาการแห้งผากของลำคอที่คล้ายกลืนทรายเข้าไปทั้งกำ และอดทนกับอาการวิงเวียนของตัวเอง จนต้องคลำผนังไปเปิดประตูห้องต้อนรับคนทุบ

ร่างท้วมค่อนข้างคล้ำของเพื่อนร่วมงานชื่อเหมียวยืนเท้าเอวหน้างอ พร้อมสะบัดค้อนทันทีที่เห็นว่าฉันแง้มบานประตูออกมา

“พึ่งยุรยาตรออกมาได้เหรอคะคุณนาย นอนยาวขนาดนี้นึกว่าตัวเองเป็นคุณนายของบ้านละสิถ้า ถุย ไม่ตักน้ำดูกะโหลกเอาซะเลยว่ามึงนะ...คนใช้”

ใช่ ฉันเป็นแค่คนใช้...แล้วยังไงอย่างที่บอกว่าฉันคือฬาริกา ฬาริกาคือฉัน และฉันก็คือพริก สาวน้อยผู้แสนดี ขาดก็แต่ความรัก ฉันอายุยี่สิบหกปี พ่วงดีกรีเกียรตินิยมด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเชื่อดังแห่งหนึ่ง และนั่นมันเป็นแค่อดีตปัจจุบันฉันคือพนักงานดูแลจัดการความเรียบร้อยในบ้านหลังนี้ และคอยอำนวยความสะดวกให้เจ้านายซึ่งมีมากกว่าหนึ่ง

ฉันพยายามคลึงขมับไม่สนใจคำเหน็บแนมของเหมียว ที่เป็นหนึ่งในเพื่อนร่วมงานของฉัน พูดตรง ๆก็คือคนใช้เหมือนกันกับฉันนั่นเอง และเราทั้งคู่คือคนใช้ในบ้านของคุณนนท์ นันทนาพิพัฒน์ นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่กำลังจะมีข่าวดีกับลูกสาวนักธุรกิจพันล้านในขณะนี้

“มีแค่นี้ใช่ไหมที่จะพูด” สมองฉันชักเบลอ ๆ เหมือนกัน พร้อมกับเริ่มไม่พอใจที่อีกฝ่ายจิกปากจิกตาประชด ฉันไม่เข้าใจเหมียวเลย ทั้ง ๆที่คนอย่างฉันไม่เคยเดินเหยียบเท้าเหมียว ไม่เคยทำอะไรให้เหมียวเดือดร้อนด้วยซ้ำ แต่ทำไมสายตาที่เหมียวมองมาจึงเหมือนมองคนที่ไปแย่งคนรักเธอมาอย่างนั้น

“น้าบวบให้มาปลุกไปซื้อกับข้าว หรือแกลืมว่าวันนี้วันอะไร ลืมละสิท่า ชิ”

ไม่ ไม่ลืม ฉันอยากเถียง แต่ไม่มีแรงจะสู้รบปรบมือตอนนี้จึงตอบง่าย ๆ ไปเพียงว่า

“อืม”

“อืมนี่อะไร เข้าใจไหม หรืออืมไม่ไป เอายังไงพูดไม่ได้เหรอ หรือไม่มีปาก จะได้ไปบอกน้าบวบถูก”

“เข้าใจแล้วจะไปแต่งตัว”

ไม่มีใครชอบที่ถูกเพื่อนร่วมงานจิกถามราวกับเป็นเจ้านายคนที่สอง แต่ฉันไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเรียกร้องสิทธิ์นั้นได้ มีเหตุผลมากพอที่จะทำให้ฉันต้องอ่อนให้เหมียวในเวลานี้

“เข้าใจแล้วก็ดี แล้วก็จำไว้ด้วยว่าไปเดินตลาดสดไม่ได้เดินห้างไม่ต้องแต่งสวย”

คนที่ไม่รู้อะไรมักถามเสมอ ฉันอายุยี่สิบหกจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ทำไมถึงมาทำงานเป็นคนใช้

เปล่า ฉันไม่ได้เป็นลูกสาวเศรษฐีปลอมตัวมาเพื่อทำวิทยานิพนธ์ หรือหาข้อมูลเขียนนิยาย แต่ฉันเป็นคนรับใช้ในบ้านหลังนี้จริง ๆ

ตรรกะง่าย ๆ คือฉันเอาเงินเขามา...เมื่อไม่มีเงินคืน ฉันก็แค่...ทำงานใช้หนี้ เป็นคนใช้

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลของมัน และใครบางคนที่กำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่อยู่ที่ไหนสักแห่งของโลกใบนี้ นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ฉันยอมรับกับสิ่งที่เป็นอยู่ได้อย่างไม่ลำบากนัก

อย่างน้อยเพื่อนร่วมงานฉันก็มีหลายคน อย่างน้าบวบหัวหน้าแม่บ้าน ถึงน้าบวบจะขี้เหนียวแต่ไม่ได้เกลียดฉัน ยังมีเด็กสาวชาวอีสานชื่อตุ้งที่เป็นมิตรและมีน้ำใจกับฉันเสมอ น้าโชคสามีน้าบวบคนขับรถที่โอบอ้อมอารีแตกต่างจากภรรยา ถึงแม้จะมีเหมียวอีกคนที่ไม่ชอบหน้าฉันบ้าง แต่ฉันก็พออยู่ได้

“ช้านะ” น้าบวบ หรือแม่บ้านที่ต้องคอยดูแลพวกเราอีกที เอ่ยดุฉันกับตุ้งทันทีที่เราถึงรถ ที่เตรียมตัวจะออกไปทำบุญเนื่องในวันคล้ายเกิดของงคุณแขไขผู้เป็นเจ้าของบ้าน ตรงหน้ามีรถสองคันจอดรออยู่

“ขอโทษค่ะ”

ฉันตอบแบบประหยัดคำพูดตามเคย เมื่อก่อนฉันไม่ได้เป็นแบบนี้ ฉันร่าเริงสดใสเหมือนสาวน้อยคนอื่น ๆแต่บางเรื่องราวและจิตใจซับซ้อนของมนุษย์ สอนให้ฉันเก็บคำ เก็บอารมณ์ความรู้สึก ฉันกำลังจะเปิดประตูด้านหน้า มือของตุ้งก็วางบนมือฉัน เธอเพิ่งตามมาและกระซิบ

“ฉันท้องเสีย อาจจะให้น้าโชคแวะปั๊มอีกรอบ พริกขึ้นคันโน้นนะ ฉันเกรงใจคุณท่าน” ฉันจำต้องถอยไปยังฟอร์จูเนอร์สีดำด้านหลัง คุณหญิงแขไขท่านเห็นฉันเดินมาจึงรีบร้องบอกจากในรถ

“เธอนั่งหน้านั่นแหละ ฉันจะนั่งสบาย ๆ ข้างหลังกับหนูบุษ”

บุษราคัม...ผู้หญิงที่นนท์กำลังคบหาดูใจ เธอจอดรถตัวเองไว้และกำลังเดินมา

“หนูบุษมานั่งกับแม่นะลูก แม่จะได้มีเพื่อนคุย”

เธอสวย อ่อนหวาน กิริยามารยาทเพียบพร้อม ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคุณหญิงแขไขถึงชอบเธอ ฉันเข้าไปนั่งหน้าคู่คนขับอย่างเลี่ยงไม่ได้ ลูกชายคุณหญิงเป็นคนขับและสตาร์ตเครื่องรออยู่แล้ว เขาไม่มองมาทางฉันและฉันก็มองตรงไปข้างหน้า จนเสียงเปรยดังเบา ๆ

“ประตูปิดไม่สนิทครับ”

เสียงคุณบุษปิดประตูด้านเดียวที่เปิด แต่สัญญานยังดัง ฉันรู้ตัวจึงเปิดแล้วปิด รู้สึกว่าตัวเองนั่งนิ่งเป็นตุ๊กตา

“คาดเบลด้วย” เสียงไว้ตัวบอกไม่เจาะจง กระแสเสียงไม่อ่อนออกเมิน ๆ ทิ้งท้าย

คุณหญิงกับบุษราคัมยังอยู่ด้านหลัง ตลอดทางที่ไปคนขับจะคอยเหลือบมองคนด้านหลังและตอบโต้ผ่านกระจกหลังเป็นระยะ

ฉันกวาดตามอง เห็นตุ๊กตาล้มลุกเป็นรูปเด็กหญิงพนมมือฉีกยิ้มกว้างวางบนคอนโซลหน้า เสียงคุยกันแว่วผ่านหู

“ตัวนี้ชื่อฬารี่ น่ารักไหม”

มันเป็นภาพและบทสนทนาที่เกิดขึ้นในหัวฉันเอง เมื่อนานมาแล้ว ผู้หญิงคนหนึ่งเคยบอกอย่างนี้ บอกแล้วยิ้ม ที่ตรงนี้ ที่ฉันกำลังนั่งตรงนี้ กับผู้ชายคนหนึ่ง คนคนนั้นมักจะคอยหันมายิ้มอบอุ่นให้และหยุดฟัง

เสียดายจัง

ฉันคิดอย่างเหม่อ ๆ ขณะไล้มือเบา ๆ ตรงขูดจาง ๆ เบื้องหน้า

“วางตรงนี้นะคะ...ฬารี่คือเทพีนำโชค นี่ไงกราบได้ด้วย”

เสียงอุทานอย่างตื่นเต้นดูสดใสดังในหู ตาฉันมองเห็นภาพคนข้าง ๆ เอื้อมมือมาดึงจมูกให้เจ็บ

“บ๊อง...เขาวางหันหน้าไปทางนี้” ทางนี้คือมองออกนอกรถ และผลคือสาวน้อยคนนั้นตีมือขาวดังเผียะ

“แล้วจะเห็นหน้าได้ไง ไม่เอาจะวางอย่างนี้ อย่ายุ่ง”

“แล้วกัน รถผมนะ” ตอนนั้นเขาค้านหัวเราะ แกล้งยื้อไปมาชั่วครู่ ก่อนจูบเอาดื้อ ๆ

ฉันมองรอยขูดยาวใกล้ช่องเอกสาร นี่เป็นรอยเล็บ...จากการถูกจูบครั้งแรก...ฉันยังเห็นอีกว่าหลังจากนั้นเจ้าของรถก็บ่นงืม เขาบอกว่าจะไม่จูบบนรถอีกแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยทำได้ ฉันมองรอยใกล้ ๆ กันเต็มไปหมด มือยังคงไล้ไปตามรอยนั้นอย่างลืมตัว จากหางตาคนขับเหลือบมองฉันนิดเดียว ขณะที่ฉันวางมือไว้ตรงนั้นด้วยความเคยชิน

ภาพในหัวหายไปเมื่อมีเสียงบุษราคัมแทนที่ เธอพูดถึงบ้านเรือนไทยหลังหนึ่งที่เราผ่านมาไม่ขาดปาก

“ถ้าหนูบุษชอบ แม่จะให้ตานนท์สร้างไว้สักหลังเป็นเรือนหอ ดีไหมจ้ะนนท์”

“ผมแล้วแต่บุษครับแม่ บุษชอบผมก็ชอบ”

ฉันเหลือบตามองบุษราคัม เห็นเธอหน้าแดงยิ้มให้คนพูดอาย ๆ จนฉันต้องมองไปทางอื่น

ฉันเป็นก้อนหิน...ฉันบอกตัวเองในใจ เพราะก้อนหินไม่มีความรู้สึก

วัดนั้นค่อนข้างสงบร่มรื่น และอยู่ริมแม่น้ำ เจ้าอาวาสเป็นพระสายวิปัสสนากรรมฐานที่สามีของคุณแขไขเคารพนับถือ ตั้งแต่ฉันเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้นี่เป็นครั้งที่สองที่พวกเขามาทำบุญที่นี่ แต่เป็นครั้งแรกที่ฉันมาพร้อมกับผู้หญิงของคุณนนท์ผู้เป็นเจ้านายโดยตรงของฉันเอง

ฉันเปิดประตูรถลงมาคนแรก และรีบไปหยิบของจากด้านหลัง ดันฝาท้ายด้านหลังรถขึ้นก่อนอย่างทุลักทุเลเล็กน้อย แต่ฉันก็ทำได้ เห็นฉันตัวผอมบางแต่ฉันมีเนื้อหนังมากพอ กับทำงานหนักมาแต่เล็ก ยกของแค่นี้ฉันคิดว่าไม่ยาก แต่ฉันลืมไปว่าต้องยกถือตะกร้าผลไม้ที่หนักทีเดียว ทั้งยังต้องดันฝาท้ายรถหนัก ๆ ไว้อีกมือ มันจึงไม่ง่ายอย่างที่คิดแต่แรก

หมับ

ขณะที่ฉันหวิดจะปล่อยฝาท้ายรถหลุดกระแทกหัวตัวเอง เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับที่ฉันรู้สึกว่ามืออีกข้างที่เคยหนักว่างเปล่า

“อย่าอวดเก่ง”

ร่างสูงซ้อนหลังฉัน ว่าฉันด้วย เขาแย่งตะกร้าหวายใบใหญ่ที่หนักที่สุดไปจากมือฉัน ปลายนิ้วเราสัมผัสกัน ฉันหยุดหายใจ แต่เขาไม่รู้สึกอะไรเลย

ฉันเป็นก้อนหิน...ฉันท่องในใจ

“ไปช่วยคุณบุษ” เสียงเขาที่พูดกับฉันไว้ตัวอย่างไม่ต้องตีความ ฉันมองไปที่บุษราคัม กลบเกลื่อนความรู้สึกหน่วง ๆ ในใจด้วยการเดินเข้าหาบุษราคัมและขอช่วยเธอถือธูปเทียนดอกไม้บูชาพระ เราเดินไปด้วยกันโดยไม่รู้ตัว ฉันควรดีใจใช่ไหมที่เธอไม่ถือตัวกับคนที่ต่ำกว่าอย่างฉัน

“พริกทำงานบ้านในของนนท์มากี่ปีแล้วจ๊ะ” เสียงเธออ่อนหวาน ดูเป็นมิตร หากก็ไม่ได้ให้ความสนิทสนมมากเกินงาน ฉันจึงตอบเสียงเรียบให้สุภาพเข้าไว้

“สามปีแล้วค่ะ”

“นานจัง นานกว่าที่บุษคบกับนนท์อีก อย่างนี้พริกก็รู้จักนนท์ดีกว่าบุษละสิ ชักอิจฉาพริกแล้วสิ” กลายเป็นฉันและเธอที่รั้งท้ายคณะ คำพูดเธอฟังดูแปลก ๆ หรือฉันคิดมากเองตามประสาคนมีชนักปักหลังก็ไม่รู้สินะ

“ไม่หรอกค่ะ พริกแค่ทำงานในบ้าน ถึงนานแค่ไหนก็ไม่สู้คุณบุษที่เป็นแฟนคุณนนท์”

ฉันตอบเพราะคิดอย่างนั้น ฉันพยายามข่มใจ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตัวเองเป็นแค่ปุถุชนธรรมดา มีเลือดเนื้อ มีอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง และริษยา ฉันก็แค่เก็บอารมณ์ด้านร้ายให้อยู่ในที่ทางของมัน ใช้มโนธรรมกักขังมันไว้

“นั่นสินะ...คนทำงานในบ้านจะมาสู้ผู้หญิงที่คบออกหน้าออกตาได้ยังไง บุษนี่งี่เง่าจัง ว่าแต่ พริกทั้งสาวหน้าตาก็ดีดูเหมือนคนมีความรู้ ทำไมไม่ไปทำงานอย่างอื่นล่ะจ๊ะ เอ่อบุษไม่ได้ตั้งใจจะว่าเป็นคนใช้มันต่ำต้อยหรอกนะ แต่บุษมีเพื่อนเป็นลูกสาวเจ้าของโรงงานบางที”

“บางทีชีวิตเราก็ไม่มีทางเลือกนักหรอกค่ะคุณบุษ”ฉันรีบเอ่ย ระงับเสียงไม่ให้เยาะหยันมากเกินไป

เปล่า...ฉันไม่ได้เยาะหยันบุษราคัม แต่เยาะหยันตัวฉันเอง คำถามของบุษราคัม ใช่ว่าจะไม่เคยทีคนอื่นถาม แม้แต่ตัวฉันเอง นับร้อยครั้งที่ฉันเฝ้าถามตัวเองแบบนี้ ฉันเคยมีโอกาสดี ๆ ในมือ เคยมีความสุขมากกว่าใครในโลก...เวรกรรมอะไร...ฉันถึงทำมันหลุดมือไป

“พริกขอบคุณนะคะที่คุณบุษมีน้ำใจจะช่วย แต่พริกยังต้องทำงานนี้ค่ะ” ฉันใช้คำว่าต้อง และเอ่ยแค่นั้น ฉันรู้ว่าบุษราคัมเป็นผู้ดีพอที่จะหยุดถาม เธออาจสงสัย แต่เธอฉลาดที่จะไม่ทำให้คุณค่าของตนลดลงด้วยการทำตัวเซ้าซี้ให้น่ารำคาญ

“เอาเถอะ...ถ้าพริกต้องการให้ช่วยบอกบุษได้นะ” เธอไม่วายทิ้งท้ายอย่างหวังดี

“ค่ะ”

ฉันรับแผ่วเบา คิดว่าคุณบุษราคัมคงเงียบไปแล้ว และเราก็เดินห่างคนอื่นมามากแล้วด้วย แต่ระยะทางยังทอดไกล เพราะกุฏิหลวงพ่ออยู่ลึกเข้าไปในสวนป่าห่างจากที่จอดรถพอควร แต่เธอเอ่ยถามในขณะที่ฉันจมอยู่กับภวังค์

“พริกว่านนท์เป็นยังไง”

ฉันงันไป ไม่รู้ทำไมต้องก้มหน้าลงต่ำเวลาตอบ

“พริกไม่มีสิทธิ์วิจารณ์เจ้านายหรอกค่ะ” ได้ยินเธอหัวเราะเสียงพลิ้ว ก่อนกระซิบกระซาบ

“กลัวนนท์ดุละสิ ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ นนท์เขาก็เก๊กหน้าทำเป็นดุไปอย่างนั้นเอง เขาชอบบอกว่า ทำแบบนั้นลูกน้องจะได้ไม่เล่นหัว ไม่รู้ใครจะไปเล่นหัวกับเขานักหนา ความจริงแล้วเขาเป็นคนน่ารัก พริกนินทาได้เลย”

ฉันเงียบไปไม่ต่อคำ...จริงแล้วฉันหาคำพูดไม่ออก จะรับคำเห็นด้วย หรือค้านปฏิเสธ...ฉันมีสิทธิ์อะไร บุษราคัมเองก็ก็ค่อย ๆ หุบยิ้ม แล้วยิ้มใหม่ เธอทำหน้านิ่งเรียบคิดใคร่ครวญก่อนเอ่ยต่อไปว่า

“ผู้ชายบางคนเขาจะวูบวาบกับสิ่งสวยงามใกล้ตัว แต่เขาจะรู้เสมอว่าอะไรมีค่า อะไรไร้ประโยชน์ และอะไรที่มีพิษ พริกว่า...นนท์เป็นแบบนั้นไหม” เธอลากเสียงทีเล่นทีจริง

ฉันอึ้ง...มองเธออย่างค้นคว้า แต่พบแค่รอยยิ้มหวาน ฉันไม่ตอบอะไร ฉันไม่เจ็บอะไร เพราะฉันเป็นก้อนหิน…ฉันบอกตัวเอง

เพราะคืนก่อนฉันแอบออกดื่มให้กับชีวิตอันบัดซบไปกับแก้วกุดั่น ในวันที่เพื่อนรักได้พบเจอชะตากรรมเลวร้ายไม่แตกต่างกัน ทั้งเมื่อคืนที่ผ่านมาฉันยังนอนไม่หลับ ร่างกายหนักอึ้งในหัวมึนเบลอบอกไม่ถูก เมื่อพบกับบ่ายที่แดดแรงจัด ฉันถึงกับหน้ามืด พักนี้ฉันเป็นบ่อย อาการนอนไม่พอ ทานอาหารน้อยมีผลต่อสุขภาพฉันเองเป็นอย่างยิ่ง เมื่อทุกคนลงมาจากศาลาการเปรียญวัด แค่แหงนเงยหน้ามองแสงตะวันฉันก็เซ หากยังพอรู้สึกตัวว่าเป็นตุ้งที่เข้ามาช่วยประคอง

“เฮ้ย ! พริกเป็นไร” เหมือนเธอจะลากฉันไปนั่งใต้ร่มต้นโพธิ์ใกล้จุดที่เรายืนอยู่มากที่สุด

“ท่าจะเป็นลมแดด ตาโชคพาไปหาหมอก่อนเถอะ” ฉันได้ยินเสียงเปรย แต่ประสาทแยกไม่ออกว่าคุณหญิงหรือน้าบวบ ฉันเบลอมากในตอนนั้น ร่างกายไม่มีแรง และไม่ได้ยินเสียงใครอื่นอีก รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองอยู่โรงพยาบาลพร้อมกับน้าโชคและตุ้งแล้ว

“หมอบอกว่าพริกต้องนอนให้น้ำเกลืออีกคืน”

ฉันไม่รู้ว่ามาอยู่ที่โรงพยาบาลได้อย่างไร คงเป็นน้าโชคที่ขับรถพามาส่ง ฉันมองสีหน้าท่าทางทั้งคู่เดาได้ว่าตุ้งคงลำบากใจ เพราะคืนนี้ต้องกลับไปช่วยคนอื่นเคลียร์สถานที่จัดงานเลี้ยงวันเกิดของคุณแขไขที่จะมีในอีกวัน

“ฉันอยู่คนเดียวได้ตุ้งกลับไปเถอะ” ฉันรู้ว่าตุ้งเป็นคนเดียวที่มีน้ำใจกับฉันอย่างแท้จริง พอเห็นเธออึกอักลังเล ฉันจึงพยักหน้ายืนยันว่าตัวเองอยู่ได้

“พริกจะอยู่ได้ยังไง ตัวแค่คนเดียว” เสียงเธอกังวล ฉันจึงจับมือชูสายน้ำเกลือและบอกว่า

“ฉันไม่ได้ป่วยหนักจนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นี่ แค่เพลียเอง พักผ่อนกับได้น้ำเกลืออีกนิดก็วิ่งปร๋อแล้ว ตุ้งไปเถอะ ฝากทำงานแทนฉันด้วย”

“ตัวเองป่วยแล้วยังจะมาห่วงงานอีก” เธอบ่นแต่ก็ต้องกลับไป ตอนนั้นน้าโชคเองก็หันมาบอกฉันอย่างให้กำลังใจ

“น้ากลับก่อนนะ พวกนั้นรออยู่ข้างล่าง ดูแลตัวเองนะ พรุ่งนี้จะมารับ”

“เดี๋ยวค่ะ” ฉันร้องเรียก

“พรุ่งนี้น้าโชคน่าจะยุ่งทั้งวัน พริกว่าพริกกลับเองดีกว่า”

“เอางั้นเหรอ ก็ได้...รักษาตัวดี ๆ นะ” ฉันยิ้มเพลีย ๆ ให้น้าโชคเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเหลือแค่คนเดียว ฉันก็นอนตาปริบ ๆ กลางเตียงห้องรวมที่มีคนแปลกหน้ามากมาย ฉันอดคิดไม่ได้ว่าในได้ว่าในตอนนี้ จะมีใครเป็นห่วงฉันไหมนะ

คงไม่ และรู้ว่าเปล่าประโยชน์ที่จะนึกถึง ฉันจึงขดตัวมองไปเรื่อยเปื่อย ข้างเตียงของฉันเป็นยายแก่ ๆ คนหนึ่ง แกป่วยเป็นโรคเบาหวานและมีปริมาณในเลือดสูงเกือบสี่ร้อย ฉันเห็นหลานสาววัยรุ่นมานอนเฝ้าไข้ จึงส่งยิ้มทักทาย สาวน้อยยิ้มอาย ๆ แล้วก้มลงกระซิบกับยาย ฉันเห็นยายยิ้มแฉ่งโชว์ปากที่ไม่มีฟัน ดูแกอาการไม่หนักเพราะยายขยับตัวมาฝั่งฉันแล้วชวนคุย

“หลานสาวยายมันว่าหนูยิ้มสวย มันอยากจัดฟันบ้างจะได้ยิ้มสวย ๆ เหมือนหนู”

ฉันยิ้มมากขึ้นบอกกับยายข้างเตียงกลับไปว่า

“หลานสาวยายก็ยิ้มสวยค่ะ แต่ตากลมโตสวยกว่า หนูก็อยากมีตาสวย ๆ แบบนี้” ยายหัวเราะชอบใจ หลังจากนั้นฉันก็ได้เพื่อนคุยคลายเหงาคือยายแม้น

ครั้งหนึ่งยายแม้นถามหาคนเฝ้า พอฉันตอบว่าไม่มี แกทำหน้าประหลาดใจ พอถามถึงแฟนและฉันตอบว่าไม่มี แกยิ่งตาโต

“สวย ๆ อย่างหนูทำไมไม่มีผัว อ้อยายหมายถึงยังไม่แต่งงาน”

ฉันยิ้มไม่ได้คิดอะไรกับเรื่องนี้

“หนูเป็นคนใช้เขามั้งคะยาย คงไม่มีใครมองว่าหนูคู่ควร”

“ทำไมพูดเหมือนดูถูกตัวเองอย่างนั้นล่ะนังหนู งานกับเงินมันวัดค่าคนไม่ได้หรอกนะ แล้วคนใช้ก็ไม่ได้ต่ำเลย มันเป็นงานสุจริต ใครก็มีสิทธิ์ทำได้ทั้งนั้น” ยายพูดจนฉันละอายแก่ใจ

“แล้วครอบครัวหนูล่ะ พ่อแม่พี่น้อง” พอฉันเงียบยายก็นิ่วหน้า

“ไม่มีอีกละสิ เออเอ็งนี่มันยังไงเกิดจากกระบอกไม้ไผ่ไงวะ...ยายพูดหยอกเอ็งเฉย ๆ อย่าถือสาคนแก่เลยนะ” แกพูดเสียงดังทีเดียว แล้วก็หันมากระซิบเสียงหวาน ฉันจึงบอกว่าไม่เป็นไร จากนั้นฉันก็ชวนยายคุยไปเรื่องอื่น

ยายมีมุมมองดี ๆ จนฉันชอบ และคุยกับยายจนแกหลับไป กลับเป็นฉันที่นอนตาค้าง เฝ้าวนคิดถึงแต่คำว่าครอบครัว

ทำไมฉันจะไม่มีครอบครัวกัน เมื่อก่อนฉันมีครอบครัวอบอุ่น วันหนึ่งฉันก็เหมือนตื่นจากฝัน เมื่อพบความจริงว่าพี่สาวที่ฉันรักมากที่สุดแท้จริงมีอาชีพขายบริการ ที่ฉันมีกินมีใช้ ได้เรียนมหาลัยค่าเทอมแพง เงินทุกบาททุกสตางค์มาจากหยาดเหงื่อและน้ำกามทั้งนั้น คิดมาถึงตรงนี้หัวใจก็เหมือนถูกบีบรัดจนเจ็บ เพราะครั้งหนึ่งฉันเคยโง่และเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ

โง่ที่เกลียดตัวตนของตัวเอง และสร้างสังคมจอมปลอม เที่ยวหลอกลวงคนอื่นว่าฉันเป็นลูกผู้ดีตกยาก ฉันเกลียดพี่สาวและเกลียดแมงดาตัวนั้น คนที่มันมีส่วนให้ฉันตัดสินใจทำเรื่องผิดพลาดร้ายแรงที่สุดในชีวิต และเป็นจุดเปลี่ยนเรื่องราวทั้งหมดในชีวิตฉัน

ในตอนเช้าของวันถัดมา หลานสาวยายข้างเตียงเข้ามาพร้อมชายคนหนึ่ง ความจริงแล้วเขาไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันเลย ถ้ายายจะไม่เอ่ยทักฉันและแนะนำว่าเขาเป็นหนุ่มใจดีที่ช่วยพายายมาส่งโรงพยาบาลด้วยตัวเอง เขาชื่อจักราวุธหรือเล่นว่าคุณเม่น ฉันทักทายและล่ำลาพวกเขาในคราวเดียวกัน ไม่คิดว่าชายคนที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนคนนั้นจะเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตฉันอีกในวันหนึ่งข้างหน้า

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว