เก็บใจไว้รอรัก

ย้ายบ้าน

ตอนที่ 5 ย้ายบ้าน...

มนต์ชัยปิดประตูปล่อยให้บุตรสาวนั่งรับประทานอาหารเพียงลำพัง เขารู้ดีว่าบุตรสาวกับแม่เลี้ยงไม่ค่อยจะลงรอยกัน แต่เวลาที่ผ่านมาแม้นวลศรีจะปากร้าย แต่นางก็เป็นคู่คิดคู่ปรึกษาและดูแลเขามาตลอด ความผูกพันที่มีจึงไม่อาจตัดขาดได้ง่าย ๆ การที่ทำแบบนี้ใช่ว่าตัวเขาเองจะสบายใจ แต่อย่างน้อยก็ลดการกระทบกระทั่งลงได้บ้าง

“ลูกสาวคุณว่าไงคะ” นวลศรีเข้าบีบนวดสามีอย่างที่เคยทำ แม้จะมีปากเสียงกันบ้างแต่ก็ยังตัดไม่ขาดเสียที ทว่าช่วงหลังมานี้นางกับสามีมักมีปากเสียงกันบ่อยครั้งเรื่อง ‘ลูกฉัน...ลูกคุณ’

“พรุ่งนี้ผมจะพานราไปส่งที่บ้านพี่สุรางค์”

“แล้วแบบนี้ลูกสาวคุณไม่น้อยใจแย่เหรอคะ”

“ก็มีบ้าง เขาคิดว่าผมรักคุณมากกว่าเขา”

“โตจนป่านนี้ยังไม่เลิกคิดอะไรแบบเด็ก ๆ เพราะคุณนั่นแหละค่ะ คอยแต่เอาอกเอาใจถึงได้ไม่โตซะที”

มนต์ชัยได้แต่นิ่งและนึกเหนื่อยใจกับอาการกินแหนงแคลงใจกันระหว่างลูกสาวกับภรรยาใหม่

เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะให้มินรามีความสามารถทัดเทียมกับคนปกติทั่วไป ลงทุนจ้างอาจารย์พิเศษมาสอนวิชาสามัญและศิลปะ ซึ่งก็นับว่าโชคดีที่บุตรสาวของเขาสามารถเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นได้ดี หลังอยู่ด้วยกันมาลำพังสองพ่อลูกได้สี่ปี เขาก็พบรักใหม่กับนวลศรีและอยู่กินด้วยกันมาตลอดหลายปี

จนกระทั่งหญิงสาวเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่เปิดสอนสำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยินและทำงานเป็นครูสอนศิลปะและภาษามือให้กับเด็กในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ มีอาชีพที่สามารถดูแลตนเองได้

มนต์ชัยกลับเข้าไปดูบุตรสาวอีกครั้ง ถาดอาหารถูกยกออกไปเก็บแล้ว แต่เจ้าของห้องยังนั่งเหม่อลอยอยู่หน้ากระจก ผู้เป็นพ่อเข้าไปลูบเรือนผมที่ยังดูยุ่งเหยิงนั้นอย่างสงสาร

“พ่อรักหนูนะนรา เข้าใจพ่อด้วย”

“พ่อจะปกป้องหนูไปได้นานแค่ไหนกัน อยากให้มีใครสักคนเห็นคุณค่าในตัวลูกสาวพ่อ แล้วพร้อมจะดูแล พ่อจะได้วางใจ”

หญิงสาวมิได้เงยหน้าขึ้นมองจึงไม่อาจเข้าใจความหมายในสิ่งที่บิดาพูด เพราะตอนนี้หัวใจเธอเต็มไปด้วยความคับแค้นระคนน้อยใจในตัวบิดา ที่เห็นคนอื่นดีกว่าบุตรสาวในไส้อย่างเธอ

มนต์ชัยพามินราไปที่บ้านของอาณพกับสุรางค์สองสามีภรรยา ซึ่งสุรางค์นั้นมีศักดิ์เป็นป้าแท้ ๆ ของมินรา นางแต่งงานกับอาณพมาหลายปีทั้งคู่ไม่มีบุตรด้วยกัน มีเพียงลูกติดสามีคือชลทิศ แม้มนต์ชัยจะไม่วางใจแน่ชัดว่าสุรางค์จะดูแลบุตรสาวของเขาได้ดีไปกว่าเขา การที่ต้องปล่อยให้

มินรามาอยู่ร่วมชายคากับผู้ชายแปลกหน้าถึงสองคน

ทั้งอาณพและชลทิศ แต่สุรางค์ก็ยืนยันเป็นมั่นเหมาะ ว่าสองพ่อลูกเป็นคนดีและยินดีที่จะให้มินรามาพักอาศัยอยู่ด้วย อีกอย่างสุรางค์เองก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาไหน ทำหน้าที่อยู่ดูแลบ้าน ฉะนั้นถ้าจะเกิดอะไรไม่ดีไม่งามนางต้องรับรู้อย่างแน่นอน

ครอบครัวของอาณพกับสุรางค์ค่อนข้างมีฐานะดี ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยมีชลทิศบุตรชายคนเดียวคอยช่วยบิดาดูแลกิจการ และในวันนี้เจ้าของบ้านก็อยู่ต้อนรับสมาชิกใหม่ ยกเว้นชลทิศที่เขาต้องออกไปเจรจาธุรกิจกับลูกค้า ทันทีที่รถของมนต์ชัยจอดสนิท สุรางค์ก็กุลีกุจออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง โดยมีอาณพยืนกอดอกยิ้ม ๆ มองดูอยู่ไม่ห่างนัก

“หลานสาวป้าโตเป็นสาวแล้ว ไม่ได้เจอกันหลายปีเลยทีเดียว มาอยู่กับป้านะ มาเป็นลูกสาวของป้า”

มินรานั้นจำได้ เธอยกมือไหว้อย่างนอบน้อม อีกฝ่ายดึงตัวเธอเข้าไปสวมกอด

“เป็นหลานก็พอละมั้งครับพี่สุรางค์ ยังไงยัยนราก็ยังเป็นลูกสาวผมกับสุภาอยู่ดี” มนต์ชัยหมายถึงอดีตภรรยา

“จ้ะ...แหมเป็นหลานก็เหมือนลูกน่ะแหละ ฉันไม่มีลูกจะรักหลานเหมือนลูกไม่ได้หรือไง”

“ผมว่าเชิญทุกคนข้างในก่อนดีกว่าครับ” อาณพเอ่ยขึ้นเพราะเข้าใจว่าคงมีเรื่องคุยกันอีกเยอะ

อาณพกับมนต์ชัยนั้นอายุไล่เลี่ยกัน แต่ใครจะมากกว่ากันนั้นก็ไม่เคยสนใจ เขาสองคนเคยเห็นหน้ากันบ้างในสังคมธุรกิจ ประวัติของอาณพสะอาดพอใช้ พฤติกรรมส่วนตัวยังไม่เคยมีเรื่องให้เสื่อมเสีย โดยเฉพาะเรื่องผู้หญิง มนต์ชัยแอบสืบมาคร่าว ๆ

ส่วนชลทิศนั้น เป็นผู้ชายเอาการเอางาน ยังไม่มีครอบครัว และได้รับการยืนยันจากสุรางค์ว่าลูกเลี้ยงของนางนั้นเป็นคนดี ไว้ใจได้ เมื่อรู้ข้อมูลดังนี้ก็พอคลายกังวลลงได้มาก

ภายในห้องรับแขกของตึกหลังใหญ่ คุณสุรางค์มองหลานสาวอย่างเอ็นดู สายตาบ่งบอกถึงความรักที่มีอย่างไม่ปิดบัง

“เหมือนอะไรแบบนี้”

“ยิ่งเห็นนราก็ยิ่งคิดถึงสุภา” สุรางค์น้ำตาคลอคิดถึงน้องสาวสุดที่รักจับใจ “ดูสิดวงตาใสแจ๋วเหมือนลูกแก้วไม่มีผิด” คุณสุรางค์น้ำตารื้น

“นราโตเป็นสาวเต็มตัวแถมยังหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนสุภาตอนเป็นสาวว่าไหม มนต์ชัย” ว่าพลางเอามือลูบศีรษะหลานสาว ซึ่งมินราเองก็เพียงยิ้มรับ ความรู้สึกอบอุ่นคุ้นเคยในวัยเยาว์แล่นผ่านความรู้สึกเข้ามาอีกครั้ง

“ครับ” มนต์ชัยรับคำ เขารู้สึกไม่ค่อยดีนักที่สุรางค์พูดถึงสุภาราวกับเป็นการย้ำความทรงจำของเขา

มินรากราบลงที่ตักผู้เป็นป้าอย่างสุภาพเรียบร้อย

“ดูสิ กริยามารยาทก็อ่อนน้อม แม่กับพ่อเราคงสอนไว้ดีสินะเนี่ย”

ในวัยเด็กมารดาของเธอมักพาเธอมาคุยเล่นกับป้าสุรางค์บ่อยครั้ง ถึงแม้เด็กหญิงมินราจะไม่สามารถพูดคุยส่งเสียงเจื้อยแจ้วให้ผู้เป็นแม่และป้าได้ยินได้ แต่เพราะความน่ารักสดใส ก็ทำให้ทั้งแม่และป้ามีความสุขไปกับพฤติกรรมช่างเล่นของหนูน้อยมินรา แต่เมื่อน้องสาวของเธอเสียชีวิตลงด้วยโรคร้าย มนต์ชัยก็ต้องเลี้ยงดูบุตรสาวเพียงลำพัง ป้ากับหลานจึงต้องห่างเหินกันไปโดยปริยาย

“เสียดายก็แต่ว่า...” สุรางค์มองหน้าหลานสาวแล้วยิ้มเศร้า “ไม่น่าอาภัพเช่นนี้”

“คุณมนต์ชัยเก่งนะครับที่ดูแลหนูนราได้ดีขนาดนี้” อาณพเอ่ยขึ้นบ้างหลังนั่งเงียบฟังทุกคนสนทนาครู่ใหญ่

“ผมแค่อยากให้แกดูแลตัวเองได้ ในอนาคตถ้าผมไม่อยู่แล้ว แกจะได้ไม่เป็นภาระของใคร”

“พูดอะไรยังงั้นล่ะมนต์ชัย” สุรางค์ส่ายหน้า

“ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมกับสุรางค์จะดูแลหนูนราอย่างดีที่สุด”

“ขอบคุณนะครับที่เอ็นดูยัยนรา” เขาหันไปทางบุตรสาว “พ่อต้องกลับแล้วนะ ยังมีงานที่ต้องเร่งทำ”

นัยน์ตาหม่น ๆ ขอบตาชื้นของบุตรสาวที่เห็นทำให้มนต์ชัยรู้สึกใจหายเช่นกันแต่ยังฝืนปลอบใจ

“อยู่กับลุงกับป้าเขานะ เสร็จงานแล้วพ่อจะมารับ”

“ผมฝากยัยนราด้วยนะครับพี่สุรางค์ ถ้าไม่เข้าใจภาษามือของแกก็ให้แกเขียน อะไรที่สื่อสารเป็นภาพได้จะยิ่งชัดเจน การพูดคุยพยายามพูดช้า ๆ แกจะอ่านปากได้ครับ อยู่กันไปนาน ๆ จนคุ้นเคย”

“จ้ะ ไม่ต้องห่วง”

มนต์ชัยลากลับไป หัวใจของมินราก็รู้สึกเงียบเหงาโหวงเหวงชอบกล แต่อย่างน้อยเธอก็ยังมีสุรางค์ที่รักและเอ็นดูเธอไม่ต่างจากมารดาแท้ ๆ

“อยู่ที่นี่ให้สบายใจเถอะ...ปีนี้หนูอายุเท่าไรแล้ว”

มินรามองหน้าอย่างไม่เข้าใจ

“อายุของหนูน่ะจ้ะ หนูอายุเท่าไร” สุรางค์พูดช้า ๆ เพื่อให้อีกฝ่ายคอยอ่านริมฝีปาก แต่เมื่อเห็นหลานสาวยังไม่เข้าใจ สุรางค์จึงเดินไปหยิบกระดาษกับปากกามาเขียนถาม

“23 แล้วเหรอจ๊ะ โตเป็นสาวเต็มตัว สวยเหมือนสุภาราวกับเป็นคนเดียวกัน” นางอ่านตัวเลขที่มินราเขียนตอบ

“พาหนูนราไปที่ห้องพักของเขาดีกว่านะคุณ เผื่อจะอยากพัก” อาณพเอ่ยเตือน

“ก็ดีเหมือนกัน ป้าจะพาหนูไปห้องพักนะจ๊ะ ตามป้ามาสิ ขาหนูยังเจ็บใช่ไหม ถ้ายังงั้นค่อย ๆ เดินนะ” สุรางค์เดินนำไปยังห้องพักที่จัดไว้

“หนูจะพักหรือจะลงไปนั่งเล่นข้างล่างก็ได้ตามสบายนะ ทำตัวเหมือนบ้านของตัวเอง” สุรางค์เขียนข้อความลงในสมุดโน้ตที่หญิงสาวจะพกติดตัวตลอดเวลา

“นราขอนอนพักสักครู่นะคะ และจัดของด้วย”

สุรางค์มองดูกระเป๋าใบย่อมของหลานสาวและอุปกรณ์ในการวาดรูปแล้วอมยิ้ม พยักหน้าก่อนเดินออกจากห้องไป มินรานั่งน้ำตาซึมอยู่หน้ากระจก มองเห็นเงาสะท้อนของตัวเอง เธอมันก็แค่คนพิการคนหนึ่งที่ต้องอาศัยใต้ชายคาบ้านคนอื่น ทำไมชีวิตของเธอต้องเป็นแบบนี้ สิ้นแม่แถมตัวเองก็พิการ ยิ่งคิดน้ำตาก็ยิ่งรินไหล

เงาสะท้อนในกระจกเริ่มพร่ามัวลงเรื่อย ๆ เพราะหยาดน้ำที่มาคลอเคลียลูกตา หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก หยิบล็อกเกตห้อยคอขึ้นมาเปิดดู เห็นภาพของมารดากับเธอในวัยเด็ก

“นราลูกสาวแม่จะต้องไม่อ่อนแอนะจ๊ะ ถ้าวันนึงหนูไม่มีแม่ หนูต้องอยู่กับคุณพ่อหนูต้องไม่ร้องไห้นะคะ”

“คุณแม่จะไปไหน ทำไมหนูต้องอยู่กับคุณพ่อ” เด็กหญิงส่งภาษามือถามกระท่อนกระแท่น

“แม่ต้องเดินทางไปในที่ไกลแสนไกล”

“หนูจะไปกับคุณแม่”

“ไม่ได้หรอกจ้ะ ที่ ๆ แม่จะไปเขาไม่ให้เด็กอย่างหนูไปด้วย ถึงแม่จะคิดถึงหนูมากแค่ไหน แม่ก็พาหนูไปไม่ได้”

“ที่ไหนเหรอคะ แล้วหนูจะได้เจอคุณแม่อีกไหม”

“จ้ะ แล้วหนูกับแม่จะได้พบกัน แต่คงอีกนาน แม่จะรอหนูนะ”

ในเวลานั้นเธอไม่เข้าใจความหมายในสิ่งที่มารดาพูด มาเข้าใจก็ต่อเมื่อคุณครูได้อธิบายถึงความหมายของคำว่า‘เสียชีวิต’ ให้เธอรับรู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้ เด็กหญิงมินราจึงปล่อยน้ำตาไหลผ่านร่องแก้มอย่างไม่ขาดสาย จนกระทั่งเวลาผ่านไปเด็กหญิงมินราจึงเริ่มทำใจยอมรับได้แต่ไม่มีวันไหนเลยที่เธอจะลืมมารดา

***********************

ฝากอีบุ้คด้วยนะค๊าาาา ขอกันแบบซื่อ ๆ 555

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว