รักนี้สุดขอบฟ้า

ตอนที่1

พระราชวังเซนโป ประเทศสาธารณรัฐเซนโปเนีย

“ไปรับตัวเจ้าชายอีริคชาร์กลับมาด่วน !” เสียงแหบพล่า หากแต่ทรงพลังและเด็ดขาดจากองค์เหนือหัว เดซานัม พระราชาวัยชราด้วยอายุย่างเข้าหกสิบพรรษา ที่ยังคงนอนพักรักษาตัวอยู่ในห้องนิรภัยซึ่งเพรียบพร้อมไปด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยที่สุด รายล้อมด้วยนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศหลายคนคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง ในขณะที่ด้านนอกห้องเต็มไปด้วยทหารที่วางกำลังหนาแน่นเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับพระองค์ที่บัดนี้ต้องการสละราชบัลลังก์ให้เจ้าชายอีริคชาร์ โอรสองค์โตมาบริหารประเทศ เพราะในยามนี้บ้านเมืองกำลังระส่ำระส่ายจากการก่อการร้าย ซึ่งมีจอมพลทริเซนนัม น้องชายต่างพระมารดาของพระองค์เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ถึงแม้เขาจะปฏิเสธตลอดก็ตาม จอมพลทริเซนนัม คงจะไม่ปล่อยโอกาสให้เจ้าชายอีริคชาร์ขึ้นครองบัลลังก์อย่างง่ายดายเป็นแน่ ฉะนั้นพระองค์จะต้องวางแผนทำการสละราชบัลลังก์ให้เจ้าชายอีริคชาร์อย่างแยบยลเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดและเพื่อความปลอดภัยของเจ้าชายอีริคชาร์ผู้เป็นความหวังของประชาชนทั้งประเทศ

“กระหม่อมเตรียมความพร้อมทุกอย่างไว้แล้วครับ” พลเอกคเยนชอม นายทหารเก่าแก่ผู้จงรักภักดีกล่าวกับองค์เหนือหัวอย่างนอบน้อมแต่ในน้ำเสียงและดวงตาที่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม ก่อนจะหันไปสั่งการกับพลโทชิเยน ลูกชายของเขาและยังเป็นราชองครักษ์คนสนิทของเจ้าชายอีกด้วย

“จัดการตามแผนที่วางไว้ ! ”

“รับทราบ” พลโทชิเยน พลโทอัลจาและทีมทหารรับคำสั่งอย่างหนักแน่นพร้อมปฏิบัติหน้าที่ตามแผน

เครื่องบินส่วนพระองค์ลำเล็กที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือสื่อสารทันสมัยครบครัน กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วโดยมีชายหนุ่มผิวขาวร่างสูงสง่า ใบหน้าเคร่งขรึมผมดกดำ จมูกโด่งที่รับกับริมฝีปากหยักได้รูปแต่งเติมด้วยหนวดเคราสีเขียวครึ้มบางๆนั้น เข้ากับชุดสูทสีเข้ม ทำให้ดูทรงพลังอำนาจน่าเกรงขาม ข้างกายเขามีชายหนุ่มอีกคนสวมชุดทหารลายพรางสีเขียวเข้ม ที่คอยอารักขาอย่างเคร่งครัด ทุกอย่างเงียบสงบจนกระทั่งชายร่างสูงกระตุกเสื้อสูทให้เข้าที่ก่อนจะถามขึ้นเสียงเรียบ

“เกิดอะไรขึ้นที่วังอย่างงั้นรึ องครักษ์อัลจา! ” เสียงเข้มถามขึ้นขณะที่เครื่องบินพุ่งทยานสู่ท้องฟ้าได้ไม่นานนัก

“เอ่อ...” ชายในชุดทหารลายพรางลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นเมื่อเจ้าชายมองมาด้วยสายตาเฉียบคมดุจสายตาเหยี่ยว

“องค์เหนือหัวถูกลอบปลงพระชนม์ แต่ตอนนี้พระอาการปลอดภัยแล้วครับ พระองค์ต้องการพบเจ้าชายโดยด่วนครับ” องครักษ์เอ่ยขึ้นอย่างหนักใจ พลางทำให้เจ้าชายหนุ่มขบกรามแน่นด้วยความแค้นก่อนที่เขาจะเอ่ยถามเสียงเข้มกว่าเก่า

“ฝีมือใคร!”

“ทางเราสงสัยว่าเป็นท่านจอมพลทริเซนนัม แต่ยังไม่มีหลักฐานที่มัดตัวเขาได้”

ใบหน้าที่เคร่งขรึมขบฟันกรามแน่น เจ้าชายหนุ่มหลับตานิ่งเพื่อควบคุมอารมณ์โกรธที่รุนแรง จากนั้นจึงหันไปมองด้านนอกตัวเครื่องบินอย่างครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เครื่องบินลำเล็กมุ่งหน้าจากสหราชอาณาจักรตรงไปยังประเทศเซนโปเนีย ที่ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาหิมาลัย

ประเทศเซนโปเนียเป็นประเทศเล็กๆที่เคยสงบสุขภายใต้การปกครองของพระราชาเดซานัม เยซิน แต่ในเวลานี้กลับเกิดสงครามภายในประเทศขึ้นโดยคนใกล้ชิดของพระองค์เอง เพียงเพื่อต้องการอำนาจและราชบัลลังก์มาครอบครอง ผลประโยชน์มากมายมหาศาลจากทรัพยากรธรรมชาติที่องค์เหนือหัวเดซานัมได้เฝ้าหวงแหนและอนุรักษ์ไว้เพื่อลูกหลานของประเทศต้องมากลายเป็นชนวนแห่งความอยากได้อยากครองครองของผู้เป็นอา จอมพลทริเซนนัมที่คอยซ่องสุมกำลังและอาวุธเถื่อนอย่างลับๆพร้อมๆกับการก่อการร้ายในหลายปีที่ผ่านมา หากแต่ครั้งนี้เห็นจะร้ายแรงที่สุดเพราะถึงกับเอาชีวิตองค์เหนือหัว!

และเขา เจ้าชายอีริคชาร์ เยซิน วัยยี่สิบห้าปี ซึ่งเป็นโอรสองค์โตที่เกิดจากพระมเหสีเอก ที่กำลังเรียนระดับปริญญาโทด้านการเมืองการปกครองที่ประเทศสหราชอาณาจักร จำเป็นต้องกลับมารับตำแหน่งสืบทอดบัลลังก์แทนพระบิดาอย่างเร่งด่วนก่อนกำหนดทั้งๆที่เขาไม่เคยคิดอยากจะเป็นพระราชาเลยสักนิดเดียว หากเป็นไปได้เขาอยากจะยกหน้าที่นี้ให้กับเจ้าชายยูอัล เยซิน น้องชายที่มีพระมารดาเป็นพระสนม ทั้งสองอายุไล่เลี่ยกัน และยังได้รับการอบรมเลี้ยงดูราวกับลูกแท้ๆจากพระมเหสี พระมารดาของพระองค์ด้วย เจ้าชายยูอัลจบการศึกษาด้านการทหาร แต่กลับไม่มีสิทธิ์ในการสืบทอดบัลลังก์ตามกฏมนเทียรบาลเพราะมีพระมารดาเป็นเพียงสามัญชนเท่านั้น หน้าที่อันหนักอึ้งนี้จึงต้องตกเป็นของตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่เจ้าชายหนุ่มกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิดนั้น เสียงตะโกนดังออกมาจากด้านหน้าห้องเครื่องของกับตัน!

“พบความผิดปกติบางอย่าง ทุกคนเตรียมความพร้อมด้วย” เสียงนั้นตะโกนกึ่งออกคำสั่งซ้ำสองครั้งจนชายหนุ่มทั้งสองต้องรีบคว้าอุปกรณ์นิรภัยรวมทั้งร่มชูชีพออกมาสวมอย่างคล่องแคล่วและรู้หน้าที่ราวกับได้ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ในขณะที่เครื่องบินลำเล็กเร่งความเร็วขึ้นและเร็วขึ้น! มันเปลี่ยนทิศทางการบินมุ่งตรงไปยังประเทศไทย หรือประเทศที่ใกล้เคียงกับประเทศไทยก็ไม่ทราบได้ พร้อมกับเสียงตะโกนจากกับตันอีกครั้ง

“ขีปนาวุธกำลังไล่ล่าพวกเราอยู่ เจ้าชาย กระโดดเดี๋ยวนี้ เร็วเข้า!” เสียงตะโกนดังลั่นจากกับตันพลางทำให้ชายหนุ่มที่ห้องโดยสารทั้งสองหันหน้ามามองตากันอย่างงตะลึงงัน

“แล้วพวกนายสองคนล่ะ ฉันจะทิ้งพวกนายไปได้ยังไงกัน”

“เจ้าชายรีบกระโดดเถอะ อย่าทรงห่วงหม่อมฉันทั้งสองเลย ไม่มีเวลาแล้ว” องครักษ์อัลจาผู้เป็นทั้งองครักษ์และเพื่อนสนิทกำชับให้ทำตาม ทั้งสองสบตากันด้วยความเจ็บปวด เจ้าชายหนุ่มจึงตัดสินใจกระโดดตัวออกจากตัวเครื่องบินลำเล็กที่บินด้วยความเร็วและต่ำลงจนเกือบถึงยอดต้นไม้ใหญ่ ในขณะที่ทุกอย่างมืดสนิทในยามเที่ยงคืน

เจ้าชายหนุ่มดีดตัวออกจากเครื่องบินได้เพียงครู่เดียว เครื่องบินลำเล็กนั่นก็เกิดระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว จนท้องฟ้าสว่างไสวไปทั่วอาณาบริเวณ เจ้าชายพยายามควบคุมสติแม้จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนรักและกับตันเครื่องบินก็ตาม ร่างเจ้าชายหนุ่มร่วงสู่ต้นไม้ใหญ่พร้อมกับกระแทกความแข็งของกิ่งไม้ใหญ่และร่วงลงสู่พื้นดินที่เต็มไปด้วยก้อนหิน เหมือนมีใครเอาไม้หน้าสามมาฟาดลงบนศีรษะ จนเกิดความชาและเย็นราวกับน้ำเย็นจัดที่ราดตัว ทันใดนั้นชายหนุ่มก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย

เช้ามืดที่หมู่บ้านป่าไม้งาม หมู่บ้านกลางป่าเขาที่สงบร่มรื่นเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ สองแม่ลูกตื่นแต่เช้ามืดเฉกเช่นทุกวัน ตามวิถีคนชนบททางภาคเหนือของประเทศไทย เอื้องฟ้า สาวน้อยวัยสิบแปดปี ที่กำลังสาละวนตามหากระด้งสานด้วยหวายใบใหญ่เพื่อไปเก็บผักที่สวนท้ายบ้านของตน ในขณะที่ผู้เป็นแม่กำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมอาหารเช้าของสองแม่ลูก ท้องฟ้าเริ่มสางแล้ว แม่สาวน้อยร่างเล็กบอบบาง ทว่าคล่องแคล่ว ดวงตากลมโตสุกใส รีบคว้ากระด้งคู่ใจเพื่อไปเก็บผักที่สวนหลังบ้านให้ทันขายผักที่ตลาดในตอนเช้า

“แม่เจ้า เอื้องฟ้าไปเก็บผักก่อนเน่อเจ้า” เสียงใสหวานดังกังวานมาจากหน้าประตู

“ไปเต๊อะลูก ระวังงูเงี้ยวเขี้ยวขอต้วยเน่อ ตะคืนฝนตกหนักขนาด” ผู้เป็นแม่ขานตอบมาจากในครัวด้วยความห่วงใย

แม่สาวน้อยร่างบางในชุดพื้นเมืองล้านนา ผ้าซิ่นยาวสีน้ำเงินเข้ม เสื้อผ้าป่านสีครีม ประดับด้วยเข็มขัดเงินลายดอกไม้ และเกล้าผมตามแบบของแม่หญิงล้านนา ไม่ลืมที่จะปักปิ่นปักผมรูปดอกเอื้องฟ้าตามชื่อของเธอ ทำให้เธอดูงามราวกับดอกเอื้องป่าที่กำลังเบ่งบานและสดใสกลางดง ร่างบางเดินอ้อมไปที่สวนด้านหลังบ้าน และไม่ลืมที่จะหันกลับมาดูบ้าน

บ้าน... บ้านที่เอื้องฟ้าอยู่แล้วมีความสุขที่สุด บ้านที่ถูกสร้างขึ้นมาจากความรักของพ่อและแม่ ถึงแม้ว่าจะค่อนข้างเก่าแล้วก็ตามที บ้าน ที่สร้างจากไม้สัก มีลักษณะคล้ายๆกับเรือนกาแลของคนภาคเหนือ ซึ่งเป็นเรือนสองหลังปลูกชิดกัน อีกเรือนมีขนาดใหญ่กว่า ส่วนอีกเรือนที่มีขนาดเล็กกว่านั้นใช้เป็นห้องครัว ยอดจั่วประดับด้วยกาแลไม้ลวดลายงดงาม ด้านหน้ามีชานไว้สำหรับต้อนรับแขกหรือพักผ่อนตามแบบเรือนกาแลสมัยโบราณ ขนาดเรือนไม่ใหญ่มากและก็ไม่เล็กจนเกินไป ด้านหน้าของเรือนทั้งสองหลัง เปิดโล่งติดต่อกันใช้เป็นเติน แต่ละหลังเชื่อมติดต่อกันทางด้านยาวด้วยชานฮ่อม และมีบันไดขึ้นเรือนสู่บริเวณชาน และยามเช้าๆแบบนี้ หมอกจางๆกับควันบางๆที่ออกจากห้องครัวช่างดูงดงามยิ่งนัก เธอสัญญาว่าจะเกิดและตายที่นี่ จะไม่จากบ้านหลังนี้ไปไหนอย่างแน่นอน สายตากลมโตมองดูเรือนหลังเก่าแล้วก็พลันหวนคิดถึงพ่อขึ้นมาอีกครั้ง มือบางกอดกระชับกระด้งแล้วมุ่งเดินไปที่สวนด้วยความรู้สึกที่หนาวเย็นกับบรรยากาศหมอกบางๆหลังฝนตกหนักเมื่อคืน

“เอ๊ะ นั่นอะหยั๋ง” คิ้วโก่งได้รูปนั้นขมวดขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัยเมื่อเห็นสิ่งผิดปกติอยู่เบื้องหน้า เอื้องฟ้าไม่รอช้าเธอรีบสาวเท้าเดินตรงไปยังพุ่มหญ้าที่แบนราบเป็นบริเวณกว้างราวกับถูกสัตว์ใหญ่นอนกลิ้งทับ นั่นไม่ใช่สัตว์อย่างที่สันนิษฐาน แต่เป็นคน!

“คุณ คุณ เยี๊ยะหยั๋งมานอนจะอี๊ คุณ คุณเจ้า....” สาวน้อยร้องเรียกด้วยความตกใจ พลางเขย่าที่แขนของชายหนุ่มแปลกหน้าอย่างเบาๆ แต่ก็ไม่ปรากฏปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ เอ๊ะ! หรือว่าเขาตายแล้ว....ใบหน้ารูปใข่ค่อยๆก้มลงชิดกับแผนหน้าอกกว้างของชายหนุ่มแปลกหน้า อา...หัวใจเขายังเต้นอยู่นี่!

เอื้องฟ้าไม่รอช้า เธอรีบวิ่งกลับไปที่บ้าน เพื่อเรียกให้แม่แสงคำมาช่วยดูอีกแรง “แม่ แม่เจ้า” เจ้าหล่อนวิ่งพลางร้องเรียกพลางจนแม่แสงคำตกใจที่เห็นลูกสาววิ่งหน้าตื่นเข้ามาในครัว

“มีอะหยั๋ง เอื้องฟ้า ฮือ...”

“มีใผ๋ก็บ่ฮู้ นอนสลบอยู่ตี้สวนเฮา แม่ ไปจ่วยเปิ้นก่อนเต๊อะ...”

สองแม่ลูกเดินกึ่งวิ่งไปที่สวนหลังบ้าน แม่แสงคำและเอื้องฟ้าช่วยกันเรียกและเขย่าแล้ว ชายหนุ่มก็ไม่รู้สึกตัว ผู้เป็นแม่จึงรีบจับชีพจรกลับพบว่ายังไม่ตาย ทั้งสองช่วยกัน อุ้มชายหนุ่มใส่กระดานไม้แผ่นเรียบที่พอหาได้ แล้วช่วยกันลากกลับเข้าบ้านอย่างทุลักทุเล

“แม่ แม่ว่าเปิ้นจะต๋ายก่อ ” สาวน้อยร่างบางใจคอไม่ดีจึงถามผู้เป็นแม่ด้วยความหวั่นใจ

“แม่ก็บ่ฮู้เหมือนกั๋น แต่ตอนนี้ลุงคำมีกับภูดินบ่อยู่ เฮาพาเปิ้ลไปพักฟื้นที่บ้านเฮาก่อน เดี๋ยวแม่จะหายาสมุนไพรมาฮื้อเปิ้น” ผู้เป็นแม่กล่าวขณะที่ทั้งสองช่วยกันลากแผ่นกระดานไม้ที่บรรทุกชายหนุ่มแปลกหน้าซึ่งนอนไม่รู้สึกตัวไปที่บ้าน ทั้งสองช่วยกันพยุงชายหนุ่มขึ้นไปนอนยังชานเรือน

“เอื้องฟ้า เช็ดตั๋วแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าฮื้อเปิ้น ดูซิเปียกน้ำฝนไปหมดทั้งตั๋วแล้ว แม่จะไปต้มยาสมุนไพรมาฮื้อ” แม่แสงคำบอกด้วยสีหน้ากังวล

“เจ้าแม่” เอื้องฟ้ารับคำอย่างหนักใจ เธอจะเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ชายหนุ่มได้อย่างไรกันเล่า

เมื่อมองไม่เห็นหนทาง แม่สาวน้อยจึงค่อยๆปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝนออกด้วยกลัวว่าหากชักช้า ชายแปลกหน้าอาจจะเป็นไข้จับสั่นได้ แล้วเธอก็ใช้ผ้าขนหนูแห้งๆค่อยๆซับตามร่างกายและเส้นผมองชายหนุ่ม ในขณะที่ดวงตากลมโตกลับหลับตาปี๋และหันหน้าไปทางอื่นด้วยความขวยเขิน หลังจากซับตัวชายหนุ่มให้แห้งแล้ว ก็นำเสื้อและกางเกงม่อฮ้อมของพ่อที่พอจะมีเหลืออยู่ออกมาสวมใส่ให้ชายหนุ่ม จากนั้นเอื้องฟ้าก็ห่มผ้าให้ความอบอุ่นแก่ร่ายกาย ไม่นานนักแม่แสงคำก็ยกถ้วยยาสมุนไพรอุ่นๆออกมาจากครัว

“เอ้า เอายานี้ฮื้อเปิ้นดื่ม แล้วยานี้เอาไว้ทาแผลที่ถลอกตามตั๋วเปิ้น” แม่แสงคำยื่นยามาให้ลูกสาว

“เจ้า แม่” เอื้องฟ้ารับยามาวางข้างๆตัว เจ้าหล่อนใช้ช้อนตักยาแล้วค่อยๆรินใส่ปากชายหนุ่มอย่างเบามือ

“คุณ...กินยาแล้วก็ดื่มน้ำอุ่นๆนะคะ” เอื้องฟ้ามองดูชายหนุ่มอย่างสงสาร พร้อมกับบีบมือเบาๆและก้มหน้าลงไปกระซิบข้างๆหูของชายหนุ่มแปลกหน้าพลางคิด ‘ป่านนี้คนที่บ้านคงจะเป็นห่วงแย่แล้ว’

ผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้วที่เอื้องฟ้าอดตาหลับขับตานอนเพื่อคอยมาดูแลชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเขาจะฟื้นเลย เช้านี้เอื้องฟ้าต้มโจ๊กอุ่นๆมาป้อนใส่ปากเขาอีกเช่นเคย

“ฉันไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร แต่ยังไงคุณก็ต้องเข้มแข็งและรีบฟื้นนะคะ ครอบครัวของคุณกำลังรออยู่” มือบางค่อยๆบีบมือใหญ่พร้อมกับกระซิบอีกครั้งข้างๆใบหูของชายหนุ่ม ทันใดนั้นดวงตากลมโตของสาวน้อยก็เบิกกว้างเมื่อนิ้วมือของชายหนุ่มขยับจนเธอรู้สึกได้

“คุณ คุณคะ คุณได้ยินฉันใช่ไหม” เรียกพลางเขย่าพลาง

ดวงตาที่หลับสนิทเบื้องหน้าหญิงสาวค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก พร้อมกับใบหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อยคล้ายมีอาการเจ็บปวด เขามองสาวน้อยที่ยิ้มกว้างอยู่ตรงหน้าด้วยความมึนงง และพยายามดันตัวให้ลุกขึ้น

“ผม...ผมปวดหัวเหลือเกิน...” สองมือใหญ่ยกขึ้นไปกุมศีรษะและร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

“คุณนอนนิ่งๆก่อนนะคะ อย่าพึ่งลุกขึ้น เดี๋ยวฉันไปเอายามาให้” เอื้องฟ้าไม่รอช้า เธอรีบลุกขึ้นไปหยิบถ้วยยาสมุนไพรในครัว

“ดื่มยานี่ก่อนค่ะ มาค่ะ ฉันจะป้อนให้” เอื้องฟ้าเอ่ยด้วยความห่วงใย พลางทำให้ชายหนุ่มแปลกหน้าคลายกังวล ความเจ็บปวดก็พลอยทุเลาลงไปด้วย

“ที่นี่ที่ไหน เอ่อ แล้วคุณเป็นใคร” ชายหนุ่มถามเมื่ออาการปวดศีรษะทุเลาลง

“ฉันชื่อเอื้องฟ้าค่ะ และที่นี่เป็นบ้านของฉัน แล้วคุณล่ะ เป็นใคร ทำไมถึงมาบาดเจ็บที่สวนบ้านของฉัน” เอื้องฟ้าถามขณะที่ดึงผ้าห่มมาห่มตัวชายหนุ่ม

“ผม...ผมจำไม่ได้” ชายหนุ่มส่ายหน้าและครุ่นคิดสักครู่จึงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง “โอ้ย ผมปวดหัวเหลือเกิน” ฉับพลันนั้น สองมือใหญ่ก็ยกขึ้นไปกุมศีรษะและดิ้นทุรนทุรายอีกครั้ง

“คุณเป็นอะไรไปคะ คุณ คุณ...” เอื้องฟ้าพลางจะร้องไห้ตามเพราะทนเห็นเขาเจ็บปวดไม่ไหวจนเผลอโอบกอดชายหนุ่มไว้แน่นเพื่อไม่ให้เขาต้องดิ้นทุรนทุราย

“พอเถอะค่ะ อย่าพึ่งไปคิดอะไรตอนนี้เลยค่ะ” ในที่สุดเขาก็หยุดดิ้นทุรนทุราย ไม่นานชายหนุ่มจึงหลับอยู่ในอ้อมกอดของเอื้องฟ้า หญิงสาวค่อยๆวางศีรษะชายหนุ่มลงนอน พร้อมๆกับความรู้สึกใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

แม่แสงคำกลับจากตลาด เอื้องฟ้าวิ่งลงบันไดไปช่วยแม่ยกของพร้อมกับบอกข่าวดีด้วยความตื่นเต้นดีใจ

“แม่....แม่เจ้า เปิ้นฟื้นแล้ว” แม่แสงคำยิ้มรับด้วยความดีใจ หากแต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นสีหน้าของลูกสาวเปลี่ยนไป

“ฟื้นแล้ว แล้วยะหยั๋งแป๋งหน้าจะอั้น ฮือ...”

“ฟื้นแล้ว แต่เปิ้นจำอะหยั๋งบ่ได้เลย” ใบหน้าที่เคยสดใส กลับเศร้าลงยิ่งกว่าเดิม

“เปิ้นเพิ่งฟื้นต้องใช้เวลาน้อยนึง บ่ต้องห่วงหรอก เฮาก็บ่เดือดฮ้อนอะหยั๋ง ฮื้อเปิ้นพักที่นี่ไปก่อนก็ได้” แม่แสงคำปลอบใจลูกสาว ใบหน้ากลมนวลจึงค่อยๆแย้มสดใสขึ้น สองแม่ลูกขึ้นบันไดไปจัดแจงข้าวของในครัว

สาวน้อยร่างบางกำลังก่อไฟในครัวอย่างขมักเขม่น เธอกำลังทำข้าวต้มให้คนป่วยของเธอ วันนี้คงเป็นวันแรกที่จะได้เห็นชายหนุ่มทานข้าวได้ด้วยตัวเอง หญิงสาวดีใจอย่างบอกไม่ถูก ในขณะเดียวกันก็อดใจหายไม่ได้ถ้าชายหนุ่มหายดีแล้ว เขาคงต้องกลับไปในที่ที่เขาจากมา หลายวันที่เอื้องฟ้าได้ดูแลชายหนุ่มอย่างใกล้ชิด เธอกลับมีความสุขและรู้สึกผูกพันธ์กับเขาอย่างบอกไม่ถูก ข้าวต้มหอมกรุ่นเสร็จแล้ว และถูกตักลงในถ้วยตราไก่ หญิงสาวรีบถือถาดข้าวต้มไปที่ชานเรือน แต่กลับไม่พบตัวชายหนุ่มบนที่นอนของเขา ใจหญิงสาวชาวาบ! หรือว่าเขาจะไปจากเธอแล้วจริงๆ

“คุณ คุณคะ คุณอยู่ไหน” เอื้องฟ้าร้องเรียก ดวงตากลมโตที่เอ่อด้วยน้ำตาหันมองรอบๆ จากนั้นหญิงสาวก็วิ่งลงบันไดไปยังรอบๆบ้านอย่างร้อนใจราวกับว่ากำลังหาของรักของหวงที่ทำหล่นหายไป “คนใจร้าย จะไปทำไมไม่บอกลากันสักคำ....” หยาดน้ำตาที่เอ่อล้นก็พลันไหลรินออกมาจากเบ้าตา มือบางค่อยๆยกขึ้นไปปาดน้ำตาออกพร้อมกับบ่นพึมพำด้วยความน้อยใจ แต่เมื่อสาวน้อยหมุนตัวจะกลับบ้าน ก็พบตัวชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นยืนอยู่ด้านหลังของเธอ เอื้องฟ้าตกตะลึงและเสียงหัวใจของเธอก็สั่งให้ร่างบางนั้นวิ่งไปหาชายหนุ่ม หญิงสาวถลาเผลอกอดเขาด้วยความดีใจเพราะไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีกครั้ง เมื่อได้สติหญิงสาวจึงผละออกจากอกกว้างของชายหนุ่ม ใบหน้าที่เปื้อนรอยน้ำตาแต่กลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี

“คุณไปไหนมาคะ ฉันคิดว่าคุณไปแล้วซะอีก ฉันคิดว่าจะไม่ได้เจอคุณอีกแล้ว....” หญิงสาวพร่ำพรรณาออกมาด้วยด้วยความน้อยใจ

“ผม พยายามนึก แต่ก็จำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่ชื่อตัวเองก็จำไม่ได้....” ใบหน้าคมเข้ม ผิวขาวสะอาดแต่ถูกปกคลุมด้วยหนวดเคราที่เริ่มยาวจนปกปิดรอยแผลเป็น ดวงตาและน้ำเสียงตอนนี้ดูเศร้าเพราะความกังวลที่จำตนเองไม่ได้ หากแต่เอื้องฟ้ากลับรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก เธอแอบถอนหายใจ เพราะโล่งใจที่ชายหนุ่มแปลกหน้าคนนี้ยังไม่จากเธอไปไหน ‘ทำไมถึงได้รู้สึกเช่นนี้ได้นะ ฉันไม่ใช่คนใจร้ายแบบนี้นี่นา เกิดอะไรขึ้นหนอ ทำไมถึงดีใจที่เขายังจำตัวเองไม่ได้ ไม่เข้าใจจริงๆ’

“ทีหลังคุณอย่าไปไหนโดยไม่บอกฉันอีกนะคะ รู้ไหมฉันเป็นห่วงคุณมากแค่ไหน”

“ผมขอโทษนะครับ และก็อยากขอบคุณคุณกับแม่ที่ช่วยชีวิตผมด้วย” ชายหนุ่มเอ่ยขอบคุณเอื้องฟ้าด้วยความจริงใจ

“จริงสิ คุณจำชื่อตัวเองไม่ได้ งั้นฉันขอเรียกคุณว่า.....อัคนี...ก็แล้วกัน” หญิงสาวยิ้มแย้ม ดวงตากลมโตสบตากับชายหนุ่ม

“อัคนี....แปลว่าอะไรหรือครับ” ใบหน้าคมเข้มกลับงงเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อใหม่ของตนเอง ก็นั่นสินะ! เขาความจำเสื่อมนี่

“อัคนีเป็นหินชนิดหนึ่งที่แข็งแกร่ง เหมือนคุณไง ที่รอดตายมาได้ เข้าบ้านเถอะค่ะ เย็นแล้ว เดี๋ยวแม่รอกินข้าว” หญิงสาวก้าวเท้าเดินนำหน้า แต่ต้องหยุดเมื่อชายหนุ่มไม่ได้เดินตาม เธอหันมาถาม “มีอะไรหรือเปล่าคะ”

“ผมขอจับมือคุณจะได้ไหม...” ชายหนุ่มแปลกหน้าที่พึ่งได้ชื่อใหม่ว่า อัคนี ทำสีหน้าอ้อนวอนแม่สาวน้อยหน้าหวานตรงหน้าราวกับเด็กน้อย นั่นคงเป็นเพราะเขาคุ้นชินกับมือนุ่มๆของเธอในช่วงที่นอนป่วยแล้วน่ะสิ หากเขาได้กุมมือของหญิงสาวก็พลอยทำให้เขาคลายกังวลในทุกๆเรื่องได้เป็นอย่างดี เอื้องฟ้าค่อยๆยื่นมือไปจับมือใหญ่แล้วจูงคนตัวใหญ่ให้กลับบ้านกับหล่อน แม่แสงคำมองภาพลูกสาวกับชายหนุ่มแปลกหน้าเดินจับมือกันอย่างไม่สบายใจนัก

“ผม..ขอบคุณน้าแสงคำที่ช่วยชีวิตผมนะครับ แต่ตอนนี้ผมยังจำอะไรเกี่ยวกับตัวเองไม่ได้เลย...” อัคนีกล่าวขอบคุณแม่แสงคำพร้อมสีหน้ากังวล

“จำบ่ได้ก็พักอยู่ด้วยกันที่นี่ไปก่อน บ่ต้องคิดมาก เอ้าไปกินข้าวกันได้แล้ว กับข้าวกับปลาเย็นหมด” แม่แสงคำเอ่ยชวนอัคนีไปกินข้าวเย็นอย่างเป็นกันเอง อัคนีรู้สึกสบายใจขึ้น เขายังไม่ลืมหันไปสบตากับแม่สาวน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยความดีใจ

หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว เอื้องฟ้ารีบไปขอเสื้อผ้าของภูดินมาให้อัคนีใส่ ตะกร้าเต็มใบใหญ่ที่ลุงคำมีแบ่งปันมาให้ชายแปลกหน้าที่น้องสาวและหลานรักรับอุปการะเอาไว้

“นี่เสื้อผ้าของคุณค่ะ ลุงของฉันแบ่งมาให้ ฉันต้มน้ำไว้ในครัวแล้ว คุณไปอาบน้ำเถอะค่ะ แม่บอกว่าอาบน้ำอุ่นจะช่วยให้ฟื้นตัวเร็ว” หญิงสาวเอ่ย

“คือผม มีเรื่องจะรบกวน คุณพอจะช่วยผมได้ไหม” คนป่วยของเอื้องฟ้าทำหน้าอ้อนวอนหญิงสาวอีกตามเคย

“ได้สิคะ” หญิงสาวรับคำด้วยความเต็มใจ

“ช่วยโกนหนวดให้ผมหน่อยได้ไหม ผมยังเจ็บมืออยู่เลย” สายตาเว้าวอนเมื่อเห็นแม่สาวน้อยตกใจเล็กน้อย

“เอ่อ คือ ฉัน.....” เอื้องฟ้าลังเลเล็กน้อยเพราะเธอโกนหนวดไม่เป็น อีกทั้งยังไม่เคยโกนให้ใครมาก่อนแม้แต่พ่อของหล่อน แต่เมื่อมองสายตาอ้อนวอนคู่นั้นแล้ว ใจของเธอก็สั่นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

“ถ้าคุณรังเกียจผม ก็ไม่เป็นไรครับ”

“ไม่ใช่นะคะ... เอ่อ ก็ได้ค่ะ” หญิงสาวจำต้องรับคำตามคำขอร้องของอัคนี เอื้องฟ้าไปหยิบกรรไกรและผ้าขนหนูแล้วตามอัคนีไปที่ห้องน้ำอย่างเก้ๆกังๆ เธอหยิบกรรไกรขึ้นมาและเงยหน้าขึ้น สายตากลมโตก็สบตากับสายตาคมคู่นั้นพอดีราวกับต้องมนต์สะกด ทั้งสองต่างก็จ้องตาซึ่งกันและกัน พอรู้ตัวอีกที เสียงลมหายใจร้อนผ่าวของชายหนุ่มก็ชิดกับใบหน้านวลเนียนของเธอซะจนเธอสะดุ้ง หญิงสาวเรียกสติของตนเองกลับมา และรีบหันหน้าหลบด้วยความหวั่นไหว

“มาค่ะ ฉันจะช่วยโกนหนวดให้” สาวน้อยรีบเอ่ยเพื่อทำลายความเงียบ เธอค่อยๆเอื้อมมือไปจับหนวดเคราที่เริ่มยาวรุงรังอย่างประหม่า แล้วใช้กรรไกรตัดอย่างระมัดระวัง ในที่สุดก็ตัดหนวดเคราออกจนหมด เผยให้เห็นผิวขาวสะอาด ที่ปกคลุมไปด้วยไรเคราสีเขียวบางๆ ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลานี้ช่างสะกดหัวใจของหญิงสาวเต้นแรงจนเธอต้องถอยห่างออกจากตัวชายหนุ่มเพราะเกรงว่าความจะแตก

“เสร็จแล้วค่ะ” เอื้องฟ้ารีบหันหลังกลับทันที โดยไม่รอที่จะให้เขาเอ่ยขอบคุณ และไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขาอีก ชายหนุ่มยกมือใหญ่ขึ้นมาลูบผิวหน้าที่สากด้วยตอหนวดอย่างมีความสุข เขาเผลอยิ้มให้กับตัวเองในกระจกบานเล็กตรงหน้า ชายหนุ่มผู้ซึ่งไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน หากแต่เขารู้ดีว่าความรู้สึกตอนนี้ เขายังไม่เคยพบพานมาก่อนอย่างแน่นอน ความรู้สึกที่สุขล้นในหัวใจ

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Thofa Srivoralakhna
Thanks you
เมื่อ 11 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย SIRIKULLAYA
thank you ka
เมื่อ 11 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว