ตะวันบนพื้นน้ำ (อวสาน)-ตอนที่ 22 สุดหัวใจ re

โดย  ลายหมึก

ตะวันบนพื้นน้ำ (อวสาน)

ตอนที่ 22 สุดหัวใจ re

ร่องรอยความบอบช้ำปรากฏอยู่แทบทุกจุด ตั้งแต่บริเวณปลายเท้าจรดถึงช่วงอก ซึ่งส่วนที่ค่อนข้างรุนแรงที่สุดคือรอยทะลุตรงบริเวณกล้ามท้องทางด้านขวาที่อยู่ด้านล่างราวนมลงมา เลือดแดงข้นเปรอะเปื้อนกระจายเป็นหย่อมๆย้อมเสื้อสีฟ้าอ่อนจนเปลี่ยนสีเป็นแดงสด

"สามจ๋า สาม สาม” นักเวทย์หนุ่มเริ่มเพ้อเรียกหาน้องน้อยยามเริ่มจะมีสติ

"สาม สาม เรียกอยู่ได้ น้องสามเป็นของนายข้า ไม่ใช่ของท่าน" ย่นจมูกใส่ร่างคนเจ็บด้วยความหมั่นไส้ จับจองสาวเจ้าให้นายเสียเสร็จสรรพ เพราะถึงแม้นายเหนือจะยังไม่รู้ใจตัวเอง แต่ข้ารับใช้เช่นตนกลับมองเห็นได้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งสิ่งแรกของความเปลี่ยนแปลงย่อมเป็นเรื่องที่ท่านชายเลิกเข้าออกบ้านของคู่นอนสาวๆในสังกัด

ไม่หาใหม่ หาเพิ่ม หรือกลับไปกินขนมหวานชิ้นเก่า

หากจะระบุวันเจาะจงกันอย่างเน้นหนักว่าความเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้มันเริ่มขึ้นมาตั้งแต่วันไหน ก็คงต้องเป็นวันนั้น วันที่ข่มเหงเหยื่อตัวอวบคาห้องน้ำในโรงเรียนด้วยข้อหาบังอาจล่วงเกินเหยื่อในอาณัติด้วยจดหมายมีดโกน

รอยทะลุบนอกแน่นเนื้อ ถูกปฐมพยาบาลจนเหลือเพียงริ้วรอยสมานของเศษเนื้อ หยดเหงื่อบนหน้าผากทำให้ผ้าในมือของหญิงสาวเปียกชุ่มเต็มไปด้วยไอร้อนของพิษไข้ที่กำลังรุมเร้า

"นากิมคิดฆ่าท่านแน่ มองจากรอยแผลกะเอาถึงตาย" ใบหน้าของนักเวทย์หนุ่มค่อนข้างซีดเผือดไร้เลือดฝาด ดวงตาเหลือกค้าง ริมฝีปากเริ่มพึมพำไม่เป็นศัพท์

"ปัดเป่า" เพียงร่ายเวทย์ปัดเป่าเพียงสองคำ สีสันบนใบหน้าของคนป่วยชักเริ่มดีขึ้น เสียงเพ้อลดราจนเงียบหาย รวมถึงระดับการหายใจค่อยๆกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ลมหายใจเข้าและออกสม่ำเสมอเป็นจังหวะ

อีกทั้งเม็ดเหงื่อบนหน้าผากยังค่อยๆลดจำนวนลง เพราะอานุภาพของมนต์ปัดเป่าเป็นไปตามชื่อมันโดยแท้ มันสามารถใช้แก้อาคมของอสูรหนุ่มได้ไม่กี่บท ซึ่งต้องเป็นอาคมที่ท่านเจ้าแห่งมรนาการรุ่นก่อนแก้ทางเอาไว้ให้เท่านั้น

หากอสูรหนุ่มใช้อาคมหรือมนตรานอกขอบเขตของมนต์ปัดเป่าเมื่อใด ไม่ว่าจะร่ายมนตร์ปัดเป่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ย่อมไม่มีผล ที่เป็นเช่นนี้เพราะยามเล็กท่านชายแห่ง

มรนาการชอบแกล้งน้อง ท่านเจ้าแห่งมรนาการจึงแก้ลำด้วยการช่วยถอนมนต์บางบทเอาไว้ให้ หากอสูรหนุ่มแกล้งน้องเมื่อใด มนต์นั้นจะสลายหายไปในทันที เมื่อขานนามนี้ ปัดเป่า

ผิวหน้าของนักเวทย์หนุ่มเริ่มมีเลือดฝาดเพราะพิษร้ายถูกถอดถอนไปกับมนต์ปัดเป่า ยังดีที่อสูรหนุ่มใช้พิษที่อยู่ในขอบเขตของมนต์ปัดเป่า ไม่เช่นนั้น นักเวทย์หนุ่มคงไม่รอด

เมื่อได้ยาดีพร้อมการรักษาชั้นเลิศประกอบกับแหล่งกำเนิดพลังแสนสูงค่าที่จะถูกเรียกใช้ในทันที ยามชาติพันธุ์ของชาวเวทย์เกิดวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด หญิง ชาย เด็ก หรือ วัยชราย่อมมีสิทธิ์ใช้สิทธิ์นี้ได้ทุกคน และในยามถูกเรียกใช้งาน เจ้าของร่างซึ่งเป็นที่กักเก็บแหล่งพลังงานแสนสูงค่ากลับไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่มีผลกระทบใดๆทั้งสิ้น เพียงแค่ต้องมีอยู่ มีชีวิตและลมหายใจเพื่อเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานก็เท่านั้น

ร่างเนื้อค่อยๆฟื้นตัวและกำลังเริ่มซ่อมแซมตนเองด้วยกระแสไอเวทย์มวลใหญ่ที่ลอยลมมาหา เป็นกระแสพลังงานที่มีแค่เพียงชาวเวทย์เท่านั้นที่รู้ สัมผัส และเรียกใช้มันได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีแหล่งกำเนิดมาจากร่างของเด็กสาวที่กำลังถูกอุ้มพาดบ่าอยู่กลางป่า พร้อมเสียงโยเยงอแงว่าไม่เอา ไม่ไป ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้ แต่ดูท่าคนอุ้มจะไม่นำพาเพราะจับสาวเจ้าพาดบ่าพร้อมตีก้นหนักเป็นคำเตือน

"ท่านคือศัตรูหมายหัวเชียว" พิษทมิฬ เป็นพิษที่ท่านชายแห่งมรนาการไม่ค่อยชอบใช้ในการต่อสู้ หน้าที่ของมันใช้เพื่อลดทอนกำลังของฝ่ายตรงข้าม พูดง่ายๆคือขี้โกง

หากใช้พิษในปริมาณน้อยจะหยุดกำลังกายของคู่ต่อสู้ แต่ถ้าใช้ในปริมาณมากจะสามารถใช้ปลิดชีวิตของคู่ต่อสู้ลงได้ภายในห้านาที โดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันจะรู้ตัว เพราะพิษร้ายจะค่อยๆแพร่กระจายซึมเข้าสู่กระแสเลือด ก่อกวนทำให้ระบบร่างกายรวนเร หยุดการทำงานของแขนขารวมถึง อวัยวะภายใน ทั้งยังกระตุ้นหัวใจให้เต้นแรงกว่าปกติซึ่งอาจทำให้หัวใจวายได้เลยทีเดียว

ระยะหลังๆท่านชายแห่งมรนาการไม่ค่อยนำมาใช้เพราะเวทย์บทอื่นน่าสนใจกว่าเยอะ ดังนั้นการนำกลับมาใช้อีกครั้งทั้งยังจัดพิษให้เบาๆ แปลได้สถานเดียวว่า ผู้วางยาคงแค้นเหยื่อจนถึงขีดสุด ไม่ยอมสังหารแบบธรรมดาแต่เชือดช้าๆให้ทรมานนานๆจนกว่าจะตาย

"สมเป็นนากิม" รอยยิ้มบนมุมปากฉายแววระอาก่อนสะท้อนแววตากังวลด้วยรู้ตัวดีว่า ต้องโดนโทษหนักเป็นแน่ด้วยข้อหาพาศัตรูหลบหนี

"สาม" คนป่วยเริ่มเพ้อหานางอันเป็นที่รักขึ้นอีกรอบ

"ใกล้ตายก็สาม รอดตายก็สาม คนหลายใจ" คนเฝ้าไม่สบอารมณ์จึงเลิกซับเม็ดเม็ดเหงื่อบนหน้าผากให้ ยิ่งมองหน้า ยิ่งคิดถึงเรื่องราวเก่าๆทำให้เผลอหลุดปากออกมาด้วยความแค้นใจ

"หวานครับ" คนเพ้อเปลี่ยนชื่อเรียกทำให้อสูรสาวแก้มแดงปลั่งอมชมพูคล้ายสีของผลมะเขือเทศรุ่นเยาว์

"หวาน เจ้าหลอกข้า" ความหมายกล่าวหาส่วนดวงตายังหลบเร้นอยู่ภายใต้เปลือกตาปิดสนิท

"ข้าหรือหลอกท่าน" โต้ตอบกับคนป่วยด้วยความหมั่นไส้ เพ้ออะไรเป็นตุเป็นตะแถมยังมาว่าเราอีก

"ใช่ เจ้ามันมากมารยา หลอกข้า รังแกข้า" แววตาคนป่วยยังคงปิดสนิทแต่ถ้อยคำกล่าวหายังไหลออกมาเป็นชุด

“ข้าหรือรังแกท่าน มากมารยา เอ๊ะ เดี๋ยว…” เริ่มชักไม่ชอบมาพากล ดูท่าคนป่วยไม่ได้เพ้อธรรมดาแล้วกระมัง อยู่ไม่ได้แล้วเรา

ยามคิดจบจนรู้ทันใจคน อสูรสาวจึงเพิ่มพลังเตรียมหายตัววับในทันทีแต่ทว่ากลับช้าไปหนึ่งก้าว

"ปล่อยข้า" นักเวทย์หนุ่มเปิดตาตื่นเต็มที่พลางชันกายลุกขึ้นนั่งในท่าขัดสมาธิ มือขวายกมือค้างกลางอากาศปล่อยสายใยสีใสเชื่อมจากฝ่ามือไปยังโดมอาคม กังขังร่างเนื้อของหญิงมากมารยาไม่ให้ไปไหนทั้งสิ้น

"เราต้องคุยกันครับหวาน" แววป่วยล้าไม่มีปรากฏให้เห็น เพราะพลังการรักษาของอสูรสาวบวกกับอำนาจของแหล่งพลังทำให้ร่างกายของชายหนุ่มสามารถซ่อมแซมตนเองได้อย่างสมบูรณ์

ทุกส่วนกลับคืนเป็นปกติ รอยทะลุบนช่วงท้องราบเรียบไร้ริ้วรอยแผลซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับน้องสาวอันเป็นที่รัก น้องพี่ น้องไม่รู้ตัวหรอกว่า ตัวตนของน้องมีความสำคัญต่อเผ่าพันธุ์ของพวกเราชาวเวทย์เพียงใด

"ปล่อยข้า เจ้าคนเนรคุณ คนชั่ว คนเลว ปล่อย" อสูรสาวร่ายอาคมสาดใส่โดมใสคำรบแล้วคำรบเล่า ท่อนน้ำแข็งลำใหญ่กระแทกผนังโดมครั้งแล้วครั้งแต่ผิวโดมกลับราบเรียบไร้รอยแผล ไม่สะท้านสะเทือนแม้สักกระพีกเดียว

“ไปให้พ้น อย่าเข้ามา ออกไป” ร่างหนุ่มที่บุกรุกเข้ามาหาเรียกแววตาต่อต้านของอสูรสาวพร้อมเสียงไล่ส่ง ฝ่ายผู้ถูกไล่มีใบหน้าแย้มยิ้ม แต่แววตากลับนิ่งเรียบเย็นสนิทซึ่งมันดูขัดกับริมฝีปากที่กำลังแย้มออกเหมือนแสดงออกด้วยความรื่นรมย์

ความที่อยู่ด้วยกันมาระยะหนึ่งทำให้สาวเจ้าเริ่มรู้ตัวแล้วว่า รอยยิ้มเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดี!!!

สองเท้าก้าวเข้าใกล้อสูรสาวทีละก้าว หนึ่งก้าว สองก้าว จนกระทั่งรวบร่างสาวกอดไว้แน่นในอ้อมแขนแกร่ง ด้วยกำลังที่มากกว่าประกอบกับสายตาเรียบเย็นเป็นคำเตือนว่าหากออกฤทธิ์ออกเดชมากกว่านี้ มีเฮเป็นแน่ ทำให้อสูรสาวยอมนิ่งไม่กล้าหือ ดวงตาสีฟ้าอมเทาสบประสานตาพร้อมกดสองมือสาวเจ้าลงอกและบดเบียดริมฝีปากอุ่นร้อนเข้าประกบ

"เราต้องคุยกัน" ปากแดงบวมช้ำเห่อร้อน มือหนุ่มบีบคางอสูรสาวกดแน่นไม่มีผ่อนแรง

"อย่ากัด" แต่ฟันคมหาเชื่อฟังไม่ งับเน้นลงบนข้อมือเป็นการขัดขืน

งับ!!! รอยแดงสามจุดบนต้นคอเป็นของแลกเปลี่ยนกับรอยฟัน ทั้งโดนซุกไซร้เอาเปรียบหนักบริเวณซอกคอและสองข้างแก้ม นักเวทย์หนุ่มเลียและเลียจนหน้าบางแดงระเรื่อแต่ยังฝืนกัดฟันสู้ แปะๆ ตุบๆ ตีอีก ทุบอีก หยิกอีก ไม่ว่าจะถูกทำร้ายสักเท่าไหร่แต่ปลอกแขนแข็งเหมือนเหล็กหนากลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย

“เจ้าตัวนิสัยไม่ดี ขี้รังแก ไม่รักมาชอบ มาจูบข้าทำไม” แรกๆสาวเจ้ายังกัดฟันทนแต่ครั้นคิดถึงเรื่องราวครั้งเก่าทำให้เริ่มมีแรงฮึดสู้ จึงผลักร่างหนุ่มออกจากกายตนเพื่อหนีมาตั้งหลัก ด้วยการหายตัววับหนีออกไปอยู่ใกล้กับผนังโดม

"หวาน" คำเพียงคำเดียว กลับสร้างรอยร้าวขึ้นในบัดดล

"ข้าไม่ใช่หวาน หวานนางตายเช่นไรท่านก็เห็น" รอยยิ้มเยาะผุดขึ้นเพื่อสมน้ำหน้าให้กับอดีตอันน่าสมเพชของตัวเอง อดีตที่เคยเพ้อฝันว่าจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับเขา

"ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย" เสียงกรีดร้องดังลั่น เรียกฝีเท้าของชายหนุ่มให้หยุดชะงัก

"เร็วพี่หนึ่งมันออกมาแล้ว"

"สอง ดักมันไว้"

"พี่หนึ่งเร็วเข้า มันจะหนีไปแล้ว" นักเวทย์หนุ่มวิ่งไล่ตามปีศาจอย่างกระชั้นชิด ซึ่ง ณ ตอนนี้ไม่มีเวลาคิดอะไรทั้งนั้น ต้องต่อสู้กับความเป็นความตายอย่างเดียวเพื่อเอาชีวิตรอด

"กรี๊ด!!!" เสียงกรีดร้องดังใกล้เข้ามาทุกทีจนในที่สุดจึงได้พบสบตากัน

"ชื่ออะไรครับน้อง" น้ำเสียงนุ่มเปิดการทักทายและได้รับแรงสั่นหน้าน้อยๆเป็นคำตอบหลังจากตรวจรักษาอาการจากแพทย์หลวง ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาทำให้โชคชะตาของเด็กสาวแปลกหน้ากับชายหนุ่มนักเวทย์วนเวียนมาบรรจบกัน

"เธอสูญเสียความทรงจำครับ" ยามนั้นสายตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความอยากช่วยดูแล ด้วยเด็กตัวน้อยวัยกำลังขบเผาะกลับถูกชะตากรรมพุ่งทำร้ายทำให้จำความอะไรไม่ได้ ตนจึงพร้อมยอมเป็นที่พึ่งให้กับคนเสียหลักยึด

"หน้าเธอหว๊านหวาน ชื่อหวานแล้วกันครับ"

"ค่ะ หนูจะชื่อหวาน" รอยยิ้มแรกทำให้นักเวทย์หนุ่มเริ่มเอ็นดู ความห่างเหินจากน้องคนเล็กทำให้เด็กสาวกลายเป็นตัวทดแทนได้อย่างดี จึงเกิดความสนิมสนมระหว่างมิตรใหม่ทั้งสองคนขึ้นอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเป็นเรื่องขัดหูขัดตาของผู้สูงศักดิ์

"กรี๊ดๆๆๆ ช่วยด้วย ปีศาจ มีปีศาจ กรี๊ดๆๆๆ" โกลาหนกันทั่วตำหนักขององค์หญิงด้วยภาพของเด็กสาวหน้าหวาน ยืนเคียงข้างอยู่ใกล้ๆกับศพของสุนัขตัวโปรดพันธุ์ชิวาว่า

"หนึ่ง หวานไม่ได้ทำ" มือสองข้างกำลังเปื้อนเลือดเป็นหลักฐานมัดแน่นทุกกรณี ทั้งๆที่ผู้ที่เป็นคนลงมือเชือดคอสุนัขเป็นฝีมือของเจ้าของเองแท้ๆ แต่เด็กสาวกลับถูกปรักปรำอย่างไร้ความยุติธรรม

“องค์หญิงเป็นคนฆ่ามัน ไม่ใช่หวาน” ทั้งที่พยายามอธิบายพิสูจน์ความบริสุทธิ์แต่ทางรอดเดียวกลับเมินหน้าหนี ทำให้ความผิดหวังซัดกระหน่ำจนแทบล้มทั้งยืน

"เผามัน" เปลวเพลิงแผดเผาย่างสดเป็นบทลงโทษ ความทรงจำครั้งสุดท้ายคือแววตาเฉยชาของเขา คนใจร้าย จำแน่นติดลึกลงในความทรงจำ

“ผมรู้ว่าหวานไม่ได้ทำ” ถ้อยคำที่ได้ฟังทำให้อสูรสาวมองหน้าชายหนุ่มด้วยความงงงัน

ด้วยภารกิจเร่งด่วนทำให้หนุ่มนักเวทย์ต้องทิ้งพระราชวังแสนโออ่าไปชั่วคราว ซึ่งในระหว่างทำภารกิจทุกขณะจิตคิดห่วงแต่เด็กสาว ต้องกลัวและงอแงมากแน่ๆ อยู่ในคุกที่ไม่คุ้นชิน ทั้งยังไม่สะดวกสบาย แต่ก็ยังคงวางใจได้อยู่ เพราะตามกฎหมายของประเทศแห่งนี้ ต้องรอสอบสวนคดีความก่อนเป็นเวลาถึงสามวันจึงจะสามารถลงอาญาได้ ทำให้มั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าเด็กน้อยจะต้องปลอดภัย

“สอง หวานอยู่คุกไหน” ใบหน้าเปื้อนยิ้มยามออกปากถาม ด้วยหาหนทางเอาเด็กขี้แยออกจากคุกได้แล้ว

"สุสาน" ข้าวปลาอาหารบนอ้อมแขนหล่นกระจาย ข้าวต้มพร้อมสารลับในถ้วยผักดองเค็มว่า เดี๋ยวข้ามารับ อดทนเอาไว้ก่อนครับคนดี คงไม่มีประโยชน์อีกแล้วในเวลานี้

ศพไหมเกรียมเตรียมฝังในผ้าขาวทำให้ชายหนุ่มแทบทรุดทั้งยืน น้ำตาลูกผู้ชายไหลเปื้อนแก้มเพียงหนึ่งหยดก่อนแววอาฆาตวาวโรจน์จะทาบทับแทนที่

"มันต้องชดใช้!!!" สองสามวันต่อมา นางกำนัลคู่ใจทั้งสองคนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วนตัวองค์หญิงเองต้องขวัญผวาอยู่ทุกคืน

"หวานหลอกให้ผมเชื่อว่าหวานตาย" ถ้อยคำตัดพ้อพร้อมกล่าวหา ทั้งข้อแขนยังถูกบีบแน่นด้วยแรงอารมณ์จนผิวสาวเริ่มขึ้นรอยช้ำ

"อย่าเสแสร้งเป็นเดือดเป็นร้อน คุณชายผู้สูงศักดิ์" รอยยิ้มหวานหยดย้อยพร้อมถ้อยคำปรามาส อีกทั้งแววตายังกล่าวหาไปยังบริเวณข้อมือของตน ว่าข้าเจ็บนะ บีบอยู่ได้ ปล่อยเสียที

"ปล่อยข้า" แรงขัดขืนกลับมาอีกครา ถึงแม้จะแอบดีใจที่รู้แล้วว่า คนใจดำไม่ใช่คนใจดำแต่ที่เรายังเคืองกันอยู่ มันเพราะอะไรไว้ค่อยหาเหตุผล แต่มันก็เป็นคนละเรื่องกับการถูกบีบบังคับเอาแต่ใจในตอนนี้ เมื่อไม่มีใจไม่รักไม่ชอบ อย่ามาแตะมาต้อง!!!

"ไม่ปล่อย ผมเจอหวานแล้ว หวานเป็นของผม หวานของผม หวาน" น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินเปียกสองบ่าทำให้แรงดิ้นหยุดชะงัก แขนสองข้างถูกดึงรั้งเข้าประชิดอ้อมอก แรงกอดรัดแน่นหนักด้วยหวงแหนสุดใจ จากกันนานทำให้ใจเริ่มคิดถึง ทำให้ทุกความรู้สึกมันล้นทะลักจนแทบอยากจะจับสาวเจ้ากลืนลงท้องไม่ให้หนีไปไหน

"พวกชาวเวทย์ตอบแทนคุณเช่นนี้หรือ" ไม่เจอกัน ไม่นานเท่าไหร่ เหตุใดหนุ่มอบอุ่นผู้เป็นสุภาพบุรุษทุกระเบียดนิ้วกลับกลายเป็นชายมือไวไปได้

"หวานช่วยผมทำไม" รวบแขนบางไว้มั่น ทั้งยังไม่สนคำประชดประชัน

ของหายที่คิดว่าตายจากกันสิ้น คงไม่มีวันได้พบได้เจออีกในชาตินี้กลับมีตัวตนอยูตรงหน้า ทุกความรู้สึกจึงระเบิดออกมา จนแม้แต่เจ้าตัวก็ยังไม่เข้าใจตัวเองว่าเหตุใดอยากกอด อยากหอม คิดถึงเหลือเกิน คิดถึงสุดหัวใจ

"ทดแทนน้ำข้าวที่เคยรดหัวให้สิ้น" การพบกันของโชคชะตาเกิดขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นจากการต่อสู้กับปีศาจตนหนึ่ง ซึ่งผลจากการต่อสู้ทำให้วนเวียนมาเจอเข้ากับนักเวทย์หนุ่มและได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในช่วงระยะเวลาหนึ่งด้วยร่างของมนุษย์ที่ถูกเรียกขานว่า หวาน

ครานั้นเคยพลาดท่ายอมให้ใจกับเขาแต่ครานี้เมื่อใจเขาไม่ได้อยู่กับเรา ดังนั้นเราต้องถอยออกมา

"ปากเก่ง ยิ่งโตยิ่งปากกล้า" ริมฝีปากถูกลิ้มรสบดเบียดรุกรานเอาอีกรอบ

"กัดหรือหวาน" คางนิ่มถูกบีบบังคับ รสสัมผัสชักเริ่มรุนแรงข่มเหงจนได้เลือด

วูบ ในอ้อมแขนว่างเปล่า อสูรสาวหายตัวหนีพลางถอยห่างจนยืนติดพื้นผิวโดม แววตาแดงก่ำฉายแววน้อยใจ ร่องรอยบนริมฝีปากบวมช้ำแตกยับเรียกรอยเลือดเปื้อนติดบนริมฝีปากล่าง

"หวาน ผมขอ... (โทษ)" คำหลังยังไม่ทันหลุดออกจากปากกลับมองเห็นหยาดน้ำตาของสาวเจ้าเข้าเสียก่อน เอื้อมมือหาหวังคว้ามาปลอบแนบกายแต่กลับถูกปัดทิ้งไม่ให้แตะ ไม่ให้ใกล้

"ข้าไม่ใช่หวาน บุญคุณของเราขอให้จบในวันนี้ นับแต่นี้ ข้าและท่านคือศัตรู"

ตัดเยื่อใยมลายสิ้น เพราะหลังจากถูกทอดทิ้งจากชายใจดำ จึงได้ท่านชายแห่งมรนาการเข้ายื้อชีวิตตัว ไม่เช่นนั้นคงถูกเผาทั้งเป็นไปเสียแล้ว ซึ่งสิ่งตอบแทนของการต่อชีวิตนั่นก็คือความบริสุทธิ์ที่เคยคิดจะมอบให้กับเขา ชายผู้หนึ่งที่เคยรัก

"จำไว้เวร่า ผมจะล่านายคุณ" โทสะครอบงำตอบโต้กลับด้วยคำเผ็ดร้อน

"รับคำท้า ข้าจะปกป้องนายข้าจนสุดชีวิต ปล่อย" สายตาห้ำหั่นหากเป็นคมมีดร่างของนักเวทย์หนุ่มคงหลุดเป็นชิ้นๆ

โดมใสถูกปลดอาคมให้ตามคำขอ สองสายตามองสบกันด้วยแรงอารมณ์ เจ็บปวดพอๆกันทั้งสองฝ่าย คำพูดเชือดเฉือนซ้ำเติมบาดแผลก่อนเก่าจากรอยอดีต เรื่องราวครั้งเก่าไม่อาจย้อนกลับคืนหรือนำขึ้นมาปัดฝุ่นแก้ไขใหม่ บางเรื่องยังไม่ถูกปรับความเข้าใจ ความเข้าใจผิดยังไม่คลี่คลายลงสักที

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว