หยางเลี่ยงเฟิ่ง องค์หญิง 7 สามี-บทที่8 หยั่งเชิง

โดย  วิโอเล็ตต้า

หยางเลี่ยงเฟิ่ง องค์หญิง 7 สามี

บทที่8 หยั่งเชิง

บทที่ 8

ล่วงเข้ายามสายหยางเลี่ยงเฟิ่งจึงสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา นางรู้สึกปวดเมื่อยไปหมด เช่นนี้เท่ากับว่านางปรนนิบัติฮ่องเต้สองคืนติดต่อกัน ถึงแม้ว่าเมื่อคืนจะไม่มีใครรู้

นางสงสัยนักว่าฮ่องเต้ผู้นี้มีรสนิยมเช่นไร ถ้าอยากให้นางปรนนิบัติก็เรียกนางเจ้าเฝ้าก็ได้ ไม่ใช่ทำตัวเช่นโจรเด็ดบุปผาเยี่ยงนี้

“ทรงตื่นแล้วหรือเพคะ” ผิงเอ๋อร์ย่อกายทำความเคารพก่อนจะนำอ่างใส่น้ำมาให้นางล้างหน้า

“นี่ยามใดแล้วรึ” หยางเลี่ยงเฟิ่งเอ่ยถามล้างหน้าไปพลาง ตานางยังไม่ค่อยเปิดดีนัก

“ยามซื่อแล้วเพคะ” (9.00 – 10.59)

“ยามซื่อ!” หยางเลี่ยงเฟิ่งเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ ดวงตาที่ยังง่วงงุนใสกระจ่างขึ้นมาทันที “เหตุใดถึงไม่ปลุกข้า”

“อะ เอ่อ ฝ่าบาทบอกว่ายังไม่ต้องปลุกองค์หญิงเพคะ รอให้พระองค์ตื่นเอง” ผิงเอ๋อร์หน้าแดงเรื่อ นางตื่นขึ้นมาตอนยามเหม่าเพื่อมาเตรียมของให้องค์หญิงเช่นทุกวัน แต่พอมาถึงหน้าห้องบรรทมก็ตกใจแทบวิญญาณเมื่อเห็นฮ่องเต้เสด็จออกมาด้วยสภาพที่ไม่ค่อยเรียบร้อยนัก ก่อนจะบอกให้นางไม่ต้องปลุกองค์หญิง แล้วก็เสด็จขึ้นเกี้ยวที่มีมหาขันทีหม่ากงกงรอรับอยู่ นางจึงหันไปมองนางกำนัลที่เฝ้าหน้าห้องบรรทม คนพวกนั้นทำเพียงก้มหน้านิ่งประหนึ่งรู้อยู่แล้ว

หยางเลี่ยงเฟิ่งหน้าแดงไม่ต่างนางกำนัลคนสนิท นางหันไปสำรวจเตียง นอกจากตัวนางจะสวมใส่ชุดนอนอย่างเรียบร้อยแล้ว ผ้าห่มผ้าปูที่นอนก็ถูกเปลี่ยนออกไปหมด

ขอกลับคำว่าไม่มีผู้ใดรู้ ป่านนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้

บุรุษผู้นี้ช่าง… เข้ามาเยี่ยงโจรเด็ดบุปผา ตอนกลับกลับเดินออกไปอย่าสง่าผ่าเผยประหนึ่งแม่ทัพชนะศึก…

“องค์หญิงจะทรงสรงน้ำหรือเสวยอาหารก่อนเพคะ”

“อาบน้ำก่อนก็แล้วกัน”

“เพคะ”

“โอย ซี๊ดด” หยางเลี่ยงเฟิ่งลุกขึ้นยืนกระทัน ทำให้รู้สึกเจ็บแสบตรงส่วนนั้น ความเจ็บจากราตรีแรกยังไม่หาย ฮ่องเต้ผู้นี้ช่างหื่นกามนัก!

ท้องพระโรง

ยามนี้ในท้องพระโรงกำลังกล่าวถึงองค์หญิงไร้ศักดิ์ ที่ยามนี้ได้เปลี่ยนฐานะชั่วข้ามคืน

“ทูลฝ่าบาท การเลื่อนขั้นให้องค์หญิงสิบสามเป็นการไม่เหมาะสมยิ่งพะยะค่ะ” อัครมหาเสนาบดีหวังเฉิงทูลทักท้วงการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ให้หยางเลี่ยงเฟิ่งเมื่อวาน

“ไม่เหมาะสมอย่างไรรึท่านอัครเสนาบดีหวัง” เสนาบดีกรมกลาโหมเยี่ยเอ่ยขึ้น มองบิดาของหวังฮองเฮาอย่างรู้แจ้งแน่ว่าตาเฒ่านี่หวาดระแวงไปเสียทุกอย่าง

“ถึงแม้ว่าองค์หญิงหยางเลี่ยงเฟิ่งจะเป็นพระธิดาในอดีตฮ่องเต้ แต่พระมารดาเป็นเพียงพระชายาขั้นเฟยหาใช่ฮองเฮาไม่ จึงไม่เหมาะที่จะมีศักดิ์เทียบเคียงองค์หญิงหยางเหม่ยลู่ที่มีศักดิ์เป็นถึงพระธิดาในฮองเฮา” หวังเฉิงเอ่ยหน้าเคร่ง

“เป็นเช่นที่ท่านอัครเสนาบดีกล่าว ฝ่าบาทโปรดพิจารณา” เสนาบดีกรมคลังกล่าวส่งเสริม

‘เฮอะ! เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย กล่าวเสียใหญ่โต แท้จริงคงต้องการจะให้ฮ่องเต้อวยยศองค์หญิงหยางเหม่ยลู่เป็นกู้หลุนกงจู่เสียเดี๋ยว ช่างร้อยเล่ห์นักตาเฒ่าจิ้งจอก’ เยี่ยเหวินอี้คิดในใจ แต่ก็ไม่เอ่ยท้วงอันใดออกมาให้มากความ ในราชสำนักมีแบ่งพรรคแบ่งพวกมากมาย แต่คนที่มีอำนาจใหญ่โตล้วนอยู่ข้างฝ่ายอัครมหเสนาบดีกว่าครึ่ง เขายังไม่อยากลงมือทำอันใดเสี่ยงๆเพียงเพราะองค์หญิงตัวเล็กๆ

เยี่ยเหวินอี้ลูบหนวดแซมสีขาวดอกเลาของตัวเองเบาๆ พลางลอบมองฮ่องเต้ที่ประทับนิ่ง พระพักตร์ไม่แสดงอารมณ์อันใดราวกับกำลังดำริอะไรบางอย่าง

หทัยฮ่องเต้ยากหยั่งถึง ในพระทัยจะมีองค์หญิงหยางเลี่ยงเฟิ่งมากเท่าใดไม่อาจรู้ แต่ทว่าเขาจะพลาดไม่ได้

“ท่านอัครมาหาเสนาบดีกล่าวมีเหตุผล” ในที่สุดไท่เจิ้งฮ่องเต้ผู้ประทับนิ่งมานานก็เอ่ยขึ้น “แต่ท่านลืมไปแล้วหรือ แต่เดิมเจิ้นก็เป็นเพียงเชื้อพระวงศ์ไร้ศักดิ์ บิดาไม่มีแม้แต่ยศอันใดสักอย่าง แต่เพราะอดีตฮ่องเต้พระราชทานอิสริยยศให้เป็นตวนอ๋อง…เจิ้นจึงได้มีวันนี้” ประโยคสุดท้ายทรงตรัสด้วยสุรเสียงเย็นยะเยือน จนไม่มีใครกล้าเอ่ยทักท้วง

“ส่วนองค์หญิงเหม่ยลู่ นางเป็นพระธิดาของเจิ้น ยศตำแหน่งใดเห็นสมควรเหมาะสม เจิ้นจะเป็นผู้จัดการเอง” พระเนตรคมกวาดมองขุนนางเบื้องล่างด้วยความดุดัน “มีใครจะทักท้วงอีกหรือไม่”

ทรงตรัสเช่นนี้พวกกระหม่อมก็มิบังอาจ

ขุนนางน้อยใหญ่ในท้องพระโรงเงียบสนิท ไม่แม้แต่จะกล้าหายใจ

“เช่นนั้นก็เลิกประชุม”

ตรัสจบก็ย่างพระบาทเสด็จออกไปทันที ปล่อยให้ขุนนางก้มถวายความเคารพแทบไม่ทัน

หน้าตำหนักฉางชุน ตำหนักฮองเฮา

ช่วงนี้ฮองเฮาทรงรับสั่งปิดตำหนักเพื่อสวดมนต์ พระสนมชายาทั้งหลายไม่จำเป็นต้องเข้าเฝ้า แต่ก็ต้องมาถวายพระพรที่หน้าตำหนักทุกวัน

เชี่ยนเฟยเดิมมาถวายพระพรตามปกติ ก่อนจะเหลือบแลไปเห็นหลิงเสียนหรงที่ดูหน้าซีดเซียว นางยกยิ้มมุมปากอย่างสมเพช

“ดูน้องหญิงหลิงเสียนหรงวันนี้ซีดเซียวพิกล ไม่สบายหรือ” เชี่ยนเฟยเดินเข้าไปหา

หลิงเสียนหรงคิ้วกระตุก แต่ก็ยังคงผลิยิ้มอ่อนโยน “ทำให้เชี่ยนเฟยเป็นห่วงแล้ว ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นหม่อมฉันเลยไม่ค่อยสบาย”

“ถึงว่าเมื่อคืนฝ่าบาทจึงรับสั่งให้เจ้ากลับ ที่แท้เพราะเป็นห่วงสุขภาพของน้องหญิงนี่เอง” วาจาระรานของเชี่ยนเฟยเรียกให้สนมชายาคนอื่นให้หันมามองไม่น้อย

“เป็นเช่นนั้นเพคะ” หลิงเสียนหรงจิกฝ้าเช็ดหน้าในมือแน่น นางรู้สึกอับอายไปหมด

“แล้วเรือนที่ฝ่าบาทประทานให้ อยู่สบายรึไม่” เชี่ยนเฟยยังขบกัดไม่หยุด

ความอัปยศเมื่อคราที่ฝ่าบาทพระราชทานเรือนใหม่ทีเล็กกว่าตำหนักเก่ามากทำให้นางถูกสนมชายายิ้มเยาะสะใจ

ทุกอย่างเป็นเพราะหยางเลี่ยงเฟิ่ง องค์สิบสามผู้นั้นแย่งทุกอย่างไปจากนาง คราวก่อนก็ตำหนัก คราวนี้ก็ความโปรดปราน

นางจะไม่ยอมปล่อยให้เป็นเช่นนั้นแน่!

หลิงเสียนหรงฝืนยิ้มทั้งที่ใบหน้าเกร็งกระตุกไปหมด “จะว่าไป วันก่อนฝ่าบาทก็รับสั่งให้เชี่ยนเฟยเสด็จกลับเพราะมีกิจธุรสำคัญ ทั้งๆที่ไม่ได้เข้าเฝ้าตั้งหลายราตรี น่าเสียดายยิ่งนะเพคะ”

ถึงเชี่ยนเฟยจะมีรูปโฉมงดงาม แต่ก็ไม่เป็นที่โปรดปรานเท่าหลิงเสียนหรงที่รูปโฉมธรรม มีดีแค่เพียงดวงตาและน้ำเสียง

“เจ้า!”

หลิงเสียนหรงกระหยิ่มยิ้มย่องที่ได้ยั่วโทสะเชี่ยนเฟยกลับ “นี่ก็สายมาแล้ว หม่อมฉันทูลลาเพคะ”

ร่างบางยอบทำความเคารพแล้วเดินจากไป ปล่อยให้เชี่ยนเฟยหน้าบูดเบี้ยวอับอายสนมชายาคนอื่น

“เหอะ ยิ้มได้ใจไปเถอะ อย่างเจ้าก็แค่ตัวแทนไร้ค่า ยามนี้เจ้าหมดประโยชน์แล้วอย่าได้คิดผงาดได้อีก”

เชี่ยนเฟยพึมพำมองตามหลิงเสียนหรงอย่างนึกสมเพช

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย White umbrella
ออ..ฮ่องเต้เป็นโลลิค่อนนี่เอง
เมื่อ 10 เดือน 1 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย Micko
ฮ่องเต้คงแอบชอบนางมานาน
เมื่อ 11 เดือน 10 ชั่วโมงที่แล้ว

รีวิว