หยางเลี่ยงเฟิ่ง องค์หญิง 7 สามี-บทที่9 สั่นคลอน

โดย  วิโอเล็ตต้า

หยางเลี่ยงเฟิ่ง องค์หญิง 7 สามี

บทที่9 สั่นคลอน

บทที่ 9

หอบุปผาสวรรค์

ยามทิวาผู้คนพลุกพล่านย่างเข้าออกแหล่งสราญรมย์ ย่อมหมายถึงการสรรหาความสุขจากเหล่านางโลมที่ยืนเรียกลูกค้าอยู่เต็มท้องถนน

หอบุปผาสวรรค์เป็นหอนางโลมที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในเมืองหลวง ผู้คนที่เข้าออกล้วนเป็นขุนนางหรือผู้ที่มีฐานะมั่งคั่ง

ภายในห้องโถงห้องหนึ่งของหอบุปผาสวรรค์ มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่กำลังปรึกษาหาลือเรื่องเคร่งเครียดหาใช่มาหาความสำราญไม่

“การเลื่อนตำแหน่งให้องค์หญิงหยางเลี่ยงเฟิ่งครั้งนี้ข้าคิดว่าน่าสงสัยนัก” เมิ่งซางเฉินยกความเห็นที่คลางแคลงใจขึ้น

“ข้าคิดเช่นเดียวกับใต้เท้าเมิ่ง” โหลวซิ่นสือใคร่ครวญ “ฮ่องเต้มิใช่บุรุษตื้นเขิน ที่ทรงเลื่อนตำแหน่งให้องค์หญิงหยางเลี่ยงเฟิ่ง ย่อมต้องมีเจตนาอื่นแอบแฝงเป็นแน่” เขาสนับสนุนฮ่องเต้ตั้งแต่ที่ทรงยังเป็นตวนอ๋องไร้อำนาจการกระทำเพียงเล็กน้อยของพระองค์มักจะมีบางอย่างซ่อนเร้น

“พระองค์เพียงลุ่มหลงรูปโฉมขององค์หญิงเท่านั้นพวกท่านวิตกเกินไปแล้ว” เหวินฮุ่ยเปียวเอ่ยอย่างไม่ใคร่กังวลนักยามนี้สกุลใหญ่ในแคว้นเย่ว์สนับสนุนฮองเฮากว่าครึ่ง การที่ฮ่องเต้ได้ขึ้นครองราชย์ล้วนเพราะพวกเขา พระองค์จะยังไม่คิดทำการใดที่สั่นคลอนบัลลังก์ตอนนี้

แคว้นเย่ว์หากไม่นับสกุลหยางอันเป็นราชสกุล จะมีสกุลใหญ่อยู่ 9 สกุลซึ่ง 6 สกุลใหญ่ หวัง อวิ๋น เหวิน เมิ่ง โหลวฟางล้วนอยู่ฝ่ายฮองเฮา

ส่วนอีก 3 สกุล นอกจากสกุลต่งแล้ว สกุลฝู กับสกุลเยี่ย ล้วนเป็นสกุลเก่าที่ไม่ค่อยมีอำนาจในราชสำนักแล้ว

“ยามนี้เราต้องหาทางให้ฮ่องเต้พระราชทานอิสริยยศให้องค์หญิงหยางเหม่ยลู่เสียก่อน เพื่อพระองค์จะได้สถาปนาองค์รัชทายาทให้กับองค์ชายใหญ่เสียที” อัครเสนาบดีหวังเฉิงเอ่ยเสียงเรียบ “ถึงแม้พระโอรสองค์รองจะมีมารดาที่มาจากสกุลเล็กๆแต่นางก็เป็นถึงฮุ่ยเฟย”

โหลวซิ่นสือขมวดคิ้วมองหวังเฉิง “ใต้เท้าหวังแล้วเรื่ององค์หญิง…”

“องค์หญิงไร้ศักดิ์คนนั้นจะนับเป็นอะไร ไร้คนหนุนหลังไร้คนสนับสนุนนางก็เป็นเพียงสตรีบำเรอความสำราญให้กับฮ่องเต้เท่านั้น” หวังเฉิงเอ่ยแทรกดวงตาหลุบลงราวกับเรื่องขององค์หญิงสิบสามไม่มีความสำคัญกับเขาแม้แต่น้อย

โหลวซิ่นสือไม่เห็นด้วยกับความคิดของหวังเฉิง แต่ก็ไม่อาจหาเหตุผลอันใดไปโต้แย้งจึงทำได้เพียงยกชาขึ้นจิบอย่างหงุดหงิด

“แต่ข้าไม่คิดว่าจะมีเพียงแค่นั้นนะใต้เท้าหวัง” อวิ๋นหานตงเอ่ย

“ท่านมีความคิดเช่นไรรึ” เมิ่งซางเฉินกับโหวซิ่นสือหันมามองรองเสนาบดีกรมคลังอย่างสนใจ อวิ๋นหานตงแม้ว่าจะอายุน้อยแต่ความฉลาดทำให้ฮ่องเต้เอ่ยปากชมอยู่หลายครั้ง

“เจ้าจะมีความคิดเลื่อนเปื้อนอันใดอีกเล่า” เหวินฮุ่ยเปียวขมวดคิ้วมองผู้ใต้บังคับบัญชา

“ข้าคิดว่าที่ฝ่าบาทเลื่อนตำแหน่งให้องค์หญิงหยางเลี่ยงเฟิ่งเพราะต้องการยกสกุลฝูขึ้นมาอีกครั้ง”

“เจ้าช่างเหลวไหลเสียจริง สกุลฝูเป็นคนของอดีตฮ่องเต้ ฝ่าบาทจะยกคนพวกพวกนั้นมาอีกครั้งทำไมช่างเหลวไหลๆ” อวิ๋นหานลู่ตำหนิน้องชายต่างมารดา “ใต้เท้าทั้งหลายอย่าใส่ใจกับความคิดเหลวไหลของน้องชายข้าเลย”

“นั่นสิช่างเหลวไหลเสียจริง” เหวินฮุ่ยเปียวเอ่ยสนับสนุนมองผู้ใต้บังคับบัญชาอย่าไม่ใครชอบหน้านัก

โหลวซิ่นสือเมิ่งซางเฉินสบตากันอย่างครุ่นคิด

ส่วนหวังเฉิงเพียงหลุบตาลงไม่ออกความเห็นใดๆ

อวิ๋นหานลู่มองใบหน้าเรียบนิ่งเย็นชาของน้องชายต่างมารดาอย่างสาแก่ใจเป็นเพียงลูกอนุบังอาจมาออกความเห็นกับบรรดาขุนนางชั้นสูง

วันนี้ขุนนางฝ่ายหวังฮองเฮานัดร่วมประชุมลับแต่อวิ๋นหานโจวไม่ใคร่สบายจึงให้บุตรชายอย่างอวิ๋นหานลู่มาแทน แต่ด้วยปัญญาของอวิ๋นหานลู่เกรงว่าจะวิเคราะห์สถานการณ์ไม่ได้ จึงให้อวิ๋นหานตงตามมาด้วยทำให้อวิ๋นหานลู่ไม่พอใจอย่างมาก

อวิ๋นหานตงแม้จะปัญญาเฉียบแหลมแต่ก็เป็นเพียงลูกอนุ

ไม่นานอัครเสนาบดีหวังเฉิงก็สั่งเลิกประชุม

อวิ๋นหานลู่เดินขนาบกับอวิ๋นหานตงก่อนเอ่ยเบาๆให้ได้ยินกันเพียงสองคน “ลูกอนุเช่นเจ้าหากจะคิดออกปากออกเสียงอันใดก็สมควรดูกำพืดตัวเองเสียก่อน จะได้ไม่ทำให้ท่านพ่อขายขี้หน้า”

อวิ๋นหานลู่มองอย่างเหยียดหยามก่อนจะเดินออกไปเพื่อไปหาความสำราญกับบรรดานางโลมต่อ

อวิ๋นหานตงมองตามด้วยใบหน้าเรียบนิ่งเย็นชาเช่นเดิม ไม่ได้แสดงสีหน้าไม่พอใจแต่อย่างใด

“รองเสนาบดีอวิ๋น” เมิ่งซางเฉินเอ่ยเรียก

“เรียกข้าหรือ” อวิ๋นหานตงหันไปมองเมิ่งซางเฉินกับโหลวซิ่นสือที่ยืนทำหน้าเคร่งเครียด

“รบกวนท่านชี้แจงเรื่ององค์หญิงหยางเลี่ยงเฟิ่งได้หรือไม่”

“หากเป็นที่นี่คงไม่เหมาะ”

“เช่นนั้นเชิญทางนี้”

ผ่านไปสองสามวันร่างกายของนางก็เริ่มหายจากอาการเจ็บระบม ระหว่างนั้นฮ่องเต้ก็ไม่ได้มากวนใจนางมากนักเพียงแต่ส่งของมาเอาใจอยู่ไม่ขาด นางกับมารดาจึงมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ค่อยมีคนมาค่อนแคะระรานเช่นแต่ก่อน

นางจึงออกมาเดินเล่นที่อุทยานหลวงอย่างสบายใจหลังจากไม่ได้มาเสียนาน

ยามนี้เดือนสี่ย่างเข้ากลางวสันต์อากาศเย็นสบายบุปผานานาพันธุ์ผลิดดอกชูช่อเป็นฤดูที่นาชื่นชอบที่สุด

“ถวายบังคมองค์หญิงหยางเลี่ยงเฟิ่ง” เสียงหวานไพเราะดังขึ้นข้างหลังขัดอารมณ์สุนทรีย์ของหยางเลี่ยงเฟิ่งไม่น้อย

“เจ้าคือ…” หยางเลี่ยงเฟิ่งหันมามองสตรีที่ย่อกายทำความเคารพนางตรงหน้า

“หม่อมฉันหลิงเสียนหรงเพคะ” เสียงหวานเอ่ยตอบ

หยางเลี่ยงเฟิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงของสตรีผู้ช่างคุ้นหูคล้ายใครบางคน

“หลิงเสียนหรง?” นางหันไปกระซิบนางกำนัลคนสนิท

“เป็นเจ้าของคนเก่าของตำหนักธาราพิสุทธิ์เพคะ แล้วยังเป็นสนมคนโปรดของฮ่องเต้เพคะ” ผิงเอ๋อร์กระซิบเบาๆนึกปวดหัวแทนองค์หญิงนักที่ไม่ค่อยจดจำสตรีอันตรายพวกนี้

“อ้อ” หยางเลี่ยงเฟิ่งแปลกใจเล็กน้อยที่สนมคนโปรดมาทักนางก่อน ตอนนี้นางชักอยากรู้เสียแล้วว่าสนมคนโปรดของฮ่องเต้มีรูปโฉมเช่นไร “ตามสบายเถิดสนมเอกหลิงเสียนหรง”

“เพคะ” หลิงเสียนหรงตอบรับเสียงเบา นางก็อยากเห็นนักว่าองค์หญิงสิบสามที่แย่งทุกสิ่งไปจากนางจะมีรูปโฉมเช่นไร เห็นแต่ไกลก็เป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กบางไม่เห็นมีอันใดที่จะเย้ายวนบุรุษได้เลย จะมีก็แต่เสียง… ใช่เสียงที่คล้ายนางถึงเจ็ดส่วนแต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าไพเราะจับใจยิ่งกว่า

หลิงเสียนหรงเงยหน้าขึ้นมองเพียงสบพักตร์ทำเอาตะลึงงัน รูปพักตร์กลมเล็กดังดวงจันทร์ดวงตาพร่าพรายงดงามดั่งตาหงส์ คิ้งขนงรับรูปดั่งใบหลิว จมูกเล็กจิ้มลิ้มเรียวปากอิ่มชวนหลงไหล

งดงามงามตาน่ามองน่าหลงใหลน่าทะนุถนอม นางไม่อาจหาคำมาบรรยายองค์หญิงตรงหน้าได้

ดวงตากับเสียงพูดที่นางเคยมั่นใจนักหนาแม้จะมีส่วนคล้ายแต่ก็ไม่อาจเทียบเคียง ไม่เลยสักนิด

หยางเลี่ยงเฟิ่งเองเมื่อเห็นรูปโฉมสตรีตรงหน้านางก็ตกใจเล็กน้อย เพราะดวงตาของหลิงเสียนหรงช่างคล้ายนางนักจะว่าไปเสียงก็คล้ายเช่นกัน

“องค์หญิงหยางเลี่ยงเฟิ่งช่างงดงามดังจิ้งจอกอย่างที่ได้ยินมา” แม้จะเจ็บใจเหลือคณาแต่นางจะไม่ปล่อยเด็กคนนี้ไปเปล่าๆ อย่างน้อยต้องทำให้เสียหน้ากลับไปบ้าง

หยางเลี่ยงขมวดคิ้วน้อยมองหลิงเสียนหรงที่ส่งยิ่มหวานราวกับท้าทาย

นางอยากจะบอกเสียเหลือเกินว่างามดั่งนางจิ้งจอกนั้นนางได้ยินตั้งแต่สมัยฮุ่ยกุ้ยเฟยแล้วยามนี้จึงไม่รู้สึกแสบคันสักนิด

“หลิงเสียนหรงเองก็มีดวงตาโดดเด่นยิ่งนัก” หยางเลี่ยงเฟิ่งตอบยิ้มพลางกวาดสายตาทั่วใบหน้าสนมคนโปรด

ผิงเอ๋อร์ที่กำลังโกรธแค้นแทนนางกับวาจาแสนบังอาจของหลิงเสียนหรงก็แทบหัวเราะลั่น

หลิงเสียนหรงจิกมือแน่น ใบหน้าฉาบแดงด้วยอารมณ์คุกรุ่นจะบอกว่าใบหน้านางแสนธรรมดาจะมีแค่เพียงดวงตาที่พอดูได้อย่างนั้นหรือ

“ที่ผ่านมาองค์หญิงคงลำบากไม่น้อยถึงได้ทนทิ้งศักดิ์ศรีบากหน้าไปให้ความสำราญกับฮ่องเต้ถึงตำหนัก” หลิงเสียนหรงแสยะยิ้ม

“บังอาจ!” ผิงเอ๋อร์แทบจะผวาเข้าไปตบตีสนมหยาบคายผู้นี้แต่ผู้เป็นนายห้ามไว้ทัน

“หลิงเสียนหรงกล่าวรุนแรงไปหน่อยกระมัง ท่านเองก็ปรนนิบัติฮ่องเต้มิใช่หรือ” หยางเลี่ยงเฟิ่งเอ่ยยิ้มๆแม้ในใจจะโมโหไม่น้อย “เสนอตัวมาเองหรือทางบ้านส่งมาเล่า”

หากบอกว่ามาเองก็เหมือนทะยานอยากหากบอกว่าทางบ้านส่งมาก็ไม่คล้ายขายลูกกิน

หลิงเสียนหรงแทบแสร้งยิ้มไว้ไม่อยู่แต่พอนึกบางอย่างขึ้นได้ก็พอสร้างรอยยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง อย่างไรเสียองค์หญิงสิบสามก็เป็นเพียงลูกแหง่ติดแม่

“ยามนี้ฝูไท่เฟยเป็นเยี่ยงไรบ้างวันก่อนได้ยินว่าป่วย”

หยางเลี่ยงเฟิ่งหรี่ตามองคนที่เบี่ยงประเด็นมากล่าวถึงมารดาของตน

“แต่ยามนี้คงหายดีแล้วเพราะได้ตำหนักใหม่” หลิงเสียนหรงเอ่ยเสียงเบาแต่ดวงตาช่างเยาะเย้ยเสียนี่

นางกำลังเยาะเย้ยมารดาและกำลังจะบอกว่าที่หายดีเพราะพึ่งบารมีลูก

ตำหนักใหม่คุ้มหัวบารมีปกเกล้า

“เจ้า!!” สตรีผู้นี้ช่างโอหัง! ระรานถึงมารดาของนาง หยางเลี่ยงเฟิ่งตวาดอย่างไม่อาจควบคุมอารมณ์

ปึก!

“องค์หญิงหยางเลี่ยงเฟิ่งโปรดระงับโทสะ หม่อมฉันไม่ได้มีเจตนาพูดไม่ดี”

อยู่ๆหลิงเสียนหรงก็คุกเข่าเสียงดัง กล่าวขออภัยอย่างร้อนรนราวกับกำลังถูกนางรังแก

หยางเลี่ยงเฟิ่งมองสตรีตรงหน้าอย่างมึนงง ก่อนหน้านี้ยังอวดดีโอหังไฉนตอนนี้ถึงทำหวาดกลัว

“มีอันใดกันหรือ”

“ฝ่าบาท…”

.............................

..............................

พรุ่งนี้ไรท์จะทำการแก้ไขตอนเดิมนิดหน่อยนะคะ ไม่รู้มันจะแจ้งเตือนรบกวนรึเปล่า

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย White umbrella
อ้าว..ซะงั้น
เมื่อ 10 เดือน 1 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย xinxin
Thank you naka
เมื่อ 11 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว