หลงฮวา ดอกไม้มังกร (龍花) ผ่านการพิจารณากับสนพ.ปริ๊นเซส-บทที่33: ดอกบุญเบ่งบานที่โรงทาน(แก้ไข2) 100%

โดย  จินตธารา/รายาเสน่ห์จันทร์/ศรรกรา/ดาฬ

หลงฮวา ดอกไม้มังกร (龍花) ผ่านการพิจารณากับสนพ.ปริ๊นเซส

บทที่33: ดอกบุญเบ่งบานที่โรงทาน(แก้ไข2) 100%

(ต๋าน่าหลันซือซือ/ไป๋เฟินเสียนเฟย: อะลุ่มอล่วยกันสักหน่อย จะอกแตกตายไหมเพคะ???)

บทที่32:ดอกบุญเบ่งบานที่โรงทาน(แก้ไข2) 100%

ระหว่างผู้คนเริ่มหลับใหลบางคราวกลุ่มวิญญาณสูงศักดิ์สี่ตนที่ว่างเว้นจากการดูความเคลื่อนไหวรอบวังหลวง หรือจัดระเบียบผีเร่ร่อนตนใหม่ พวกนางมักนำขบวนวิญญาณข้าราชบริพารมาโรงทาน ที่หลันเซียนเชิงกับสกุลอู่เหวินก่อตั้งขึ้น

เนื่องด้วยอยู่ช่วงเทศกาลต้อนรับปีที่คึกคัก บรรยากาศย่อมรื่นเริงนับแต่เช้าวัน 30 ค่ำ เดือน 12 กระทั่งยามอิ๋น(3.00-5.00)วัน 1 ค่ำ เดือนอ้าย ก็ปรากฏทั้งคนทั้งผีประสบความหิวโหยต่อแถวยาวอยู่ แม้ทุกตนในวังหลวงได้รับผลกุศลที่น่าหลันซือซืออุทิศให้บ่อยหนแล้ว พอมาสัมผัสโดยใกล้ชิดเช่นนี้ กลับพาอิ่มเอิบบุญบารมียิ่งขึ้น ถือเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ดวงวิญญาณคลายพะวงบ่วงกรรมส่วนตน

คนจำนวนมากกำลังถือชามรับข้าวต้มหรือข้าวสวยร้อน กับข้าวก็มีหลากชนิดให้พวกเขาเลือก กิริยาเหล่านั้นจึงทับซ้อนกับบรรดาชนไร้ร่างที่จัดระเบียบแถวเหมือนกัน ด้านจิตอาสาฝ่ายคนฝ่ายผีล้วนยิ้มแย้มผ่องใส เสียงสนทนาย่อมสอดแทรกคำอวยพรเสมอ

วิญญาณจ้าวฮองเฮาทอดพระเนตรด้วยรอยยิ้ม รัศมีรอบกายค่อนข้างเรืองสว่างและอ่อนโยน เกือบเทียบได้ว่าผุดผ่องจากอดีตกรรม ส่วนผีสามพระชายาก็มีดวงจิตเปี่ยมสุขไม่เลว ขณะประทับเบื้องหลังจ้าวอี๋หยากับผองวิญญาณ

ในหมู่ผู้พึ่งพาโรงทานยามนี้ แน่นอนต้องใช้ชีวิตแร้นแค้น แล้วออกเร่ร่อนอย่างขาดเป้าหมาย บางคนตกยากชั่วคราว บางคนก็โดนทอดทิ้งที่เป็นภาระ จึงมีอยู่กันหลายช่วงวัย เป็นที่ชวนเวทนาดุจเดียวกับกลุ่มผี บางตนตายตกโดยขาดญาติมิตรรับรู้ เมื่อไม่มีพิธีเซ่นไหว้ พวกเขาย่อมหิวโหย ดวงจิตหมองคล้ำ

ฉะนั้นเมื่อกลุ่มผีที่สภาวะไม่เจริญตาปรากฏขึ้น จึงไม่มีวิญญาณประกอบกุศลตนใดขับไล่หรือแสดงว่ารังเกียจ พวกเขาเหล่านี้ต่างล่องลอยเป็นเวลานาน และพยายามดึงดันฝ่าฝืนสังสารวัฏ ทำให้มีสภาพตั้งแต่คงช่วงเวลาตายเอาไว้อย่างชวนสะพรึงกลัว หรือเผยพลังวิญญาณอันอ่อนระโหยโรยแรง

หลังจากโรงทานใหญ่แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นบนพื้นที่สกุลอู่เหวินแล้ว ทุกๆ ปี ทุกตนมักหลั่งไหลจากทั่วสารทิศ พอคนกับผีต่างรับแหล่งเสริมพลังตามประเภทตนแล้ว ก็มีที่เดินทางกลับทันที และมีที่หยุดพัก เพื่อสนทนาความกันเอง

‘อา...’

เสียงครางจากกลุ่มไร้ร่างตนหนึ่งดังขึ้น เขาเพิ่งซดข้าวต้มอย่างโหยหิวเกลี้ยงถ้วย

‘หนึ่งปีหนึ่งหน อา...คุ้มค่าที่ข้าเดินทางข้ามแคว้นมาเสียจริง!’

วิญญาณอีกดวงยื่นชามข้าวต้มเติมให้ ขณะมือก็พุ้ยเม็ดข้าวสวยเข้าปากอยู่

‘แล้วปีนี้ เจ้าจะอยู่รับของเซ่นกี่วันเล่า’

‘ข้าจะอยู่จนหมดเทศกาลหยวนเซียว ค่อยกลับไป’

บางทีพวกผีเจอหน้ากันเองมาหลายปี ก็เหมือนอาศัยสถานที่รวมกลุ่มกันไปแล้ว

‘แต่นี่แน่ะ ปีนี้ระหว่างพวกข้าเดินทางมาฉางอัน ไม่แน่ว่าปีหน้าและปีถัดๆ ไป พวกเราจะมีโอกาสพบเจอกันอยู่หรือไม่ แนะนำให้อาศัยแถวนี้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ดีกว่า’

วิญญาณอีกดวงจึงรีบสอดเสียง

‘ใช่ๆ พวกเจ้าพูดถูก แย่จริงๆ นี่มันออกจะโหดร้ายเกินไปแล้ว!’

ผีอีกกลุ่มไม่เข้าใจความหมาย แต่ได้ยินบทสนทนา ย่อมสอบถามสักประโยค

‘ขออภัยที่ถือวิสาสะสอดแทรก เมื่อสักครู่ที่เปี่ยวเกอ(พี่ชายนอกตระกูล)พูดถึงปีหน้ากับปีถัดๆ ไป หมายความว่าอย่างไรหรือ เปี่ยวตี้หูตาคับแคบ ฟังแล้วใจตื่นตระหนกมากเทียว’

ยามมาอย่างอ่อนน้อมก่อน วิญญาณเจ้าของประโยค จึงเต็มใจขยายความ

‘พวกเปี่ยวตี้(น้องชายนอกตระกูล)ถือกำเนิด ก็อาศัยอยู่แต่ในแคว้น คงไม่ทราบความเป็นธรรมดา จงกั๋วผืนนี้ฟ้าดินคุ้มครองจึงสงบสุขดียิ่ง แต่พอข้ามโพ้นทะเลทรายพายัพ(ตะวันตกเฉียงเหนือ) อันเป็นถิ่นอาศัยของพวกข้า ดินแดนนั้นเรียกว่าต้องคำสาปมรณะเชียวหนา!’

ชื่อสถานที่ที่ทำจิตใจหนาวสั่น แม้ตายไปแล้วยังกระตุ้นความสนใจพวกเขา ฉะนั้นวิญญาณรอบวงสนทนา เลยกางหูออกทันใด

‘เปี่ยวเกออาศัยที่นั่น!ฮ้า...ช่วยเร่งเล่าความเร็วเข้า!’

เมื่อตกเป็นเป้าสายตาฝูงผี วิญญาณวัยกลางคน ผู้สวมชุดคลุมขาดกะรุ่งกะริ่ง ค่อยยืนประกาศ

‘เปี่ยวตี้ทั้งหลาย ฟังคำเข่อหยวนจากเผ่าซาไห่ ปีนี้พวกเจ้าต้องอยู่ฉางอันให้นาน กินอิ่มให้มากเข้า มิเช่นนั้นปีหน้าและปีถัดไป เปี่ยวเกอสามารถรับรองว่า พวกเจ้าต้องอดอยากอย่างแน่นอน’

คำพูดทำนองอะไรที่เคยได้ ต่อไปจะไม่ได้แล้ว ย่อมไม่เข้าหูชาวไร้กายเนื้อนัก หนึ่งในนั้นจึงโต้แย้ง

‘พวกข้าจะอดอยากไปได้อย่างไร เผ่าซาไห่อยู่ไกลถึงฝั่งพายัพ คงไม่ทราบความว่า โรงทานแห่งนี้ มีผู้ใจบุญมากกำลังทรัพย์ให้ความดูแลอยู่ กระทั่งพายุฝนหรือพายุหิมะถล่มเมือง ประตูก็ยังเปิดรับ!’

ผีเข่อหยวนทำเสียงขึ้นจมูก

‘ใจบุญมากกำลังทรัพย์แล้วอย่างไรเล่า ถ้าพืชผลเสียหายทั้งหมด ใช่ว่าจะมีเงินตรามากอง แล้วกัดแทะให้อิ่มท้องได้สักหน่อย’

พืชผลเสียหาย มีเงินตราก็ไม่อิ่มท้อง ที่แท้จงหยวนจะเกิดภัยล่มแคว้นชนิดใด!

ทำให้ก่อเกิดกระแสฮือฮาขึ้นฉับพลัน

‘เข่อเปี่ยวเกอ เหตุใดอาศัยโรงทานกินข้าวอิ่มท้อง แล้วยังสาปแช่งแคว้นจิ้นออกมาได้!’

พอสีหน้าแต่ละตนเริ่มต้นโกรธแค้น เข่อหยวนย่อมเร่งแก้ไข

‘ข้าจะไปมีอำนาจอะไรสาปแช่งแผ่นดิน เปี่ยวตี้ทั้งหลายไตร่ตรองรอบคอบด้วย ตัวข้าทุกวันนี้ก็เร่ร่อนหิวโหยอยู่...’

‘แล้วไฉนต้องพูดเป็นลางร้ายเช่นนั้นด้วย’

บรรดาผีสางแต่แรกเพียงซุบซิบกัน บัดนี้ขยายเสียงเป็นเอะอะ จนล่วงถึงพระกรรณวิญญาณจ้าวฮองเฮากับสามพระชายา พระนางจึงสั่งการกงกงตนหนึ่ง

‘เจ้าลองไปสอบถามหน่อย ว่าพวกเขาไม่พอใจอะไรกันอยู่’

ผีกงกงน้อมรับคำสั่ง ก่อนพยายามแทรกฝูงวิญญาณเข้าไป ทว่าด้วยจำนวนผีที่ยืนแออัด จึงยากจะบุกจากท้ายสุดเข้ากลางวง เขาเลยสะกิดตนใกล้ๆ ก่อน

‘นี่ๆ เกิดเหตุวิวาทอันใดกัน’

วิญญาณตนนั้นหันมาตอบอย่างห่อเหี่ยว

‘ปีหน้าโรงทานแห่งนี้จะปิดทำการแล้ว’

ผีกงกงย่อมงุนงง

‘จะเป็นไปได้อย่างไร ข้าไม่เห็นทราบเรื่อง’

วิญญาณจ้าวฮองเฮาและพระชายาทั้งสาม มีความสัมพันธ์กลมเกลียวกับไป๋เฟินเสียนเฟยยิ่งนัก จุดประสงค์ในการตั้งโรงทาน ก็เพื่อบรรเทาทุกข์ขั้นพื้นฐานไม่เลือกคนเลือกผี ในเมื่อปีนี้ยังจัดเต็มกำลัง ปีหน้าคงไม่ล้มเลิกกลางคันแน่

‘เรื่องนี้ก็มีที่มา พวกเขา ชาวเผ่าซาไห่ เล่าว่าดินแดนทางพายัพ มีคำสาปมรณะชนิดหนึ่งวนเวียนอยู่ พวกมันมีอำนาจเปลี่ยนป่าเขียวกลายเป็นผืนทราย ทั้งมีพิษเล่นงานผู้คนจนหายใจไม่ออกตายด้วย พวกเขาเรียกมันว่าอะไรนะ...’

ผีรัศมีหมองคล้ำหยุดคิด ตนข้างๆ จึงหันมาบอกอย่างมีน้ำใจ

‘เผ่าซาไห่เรียกว่าซิย่ะ(ภาษาตุรกี แปลว่าสีดำ)’

วิญญาณกงกงขมวดคิ้ว ตระหนักว่าไม่อาจรั้งรอแล้ว แม้เป็นเพียงข่าวลือ เขาก็ควรทูลให้จ้าวฮองเฮาทรงทราบ!

อากาศต้นยามเหม่า(5.00-7.00)ปลายปักษ์ลี่ชุนค่อนข้างสลัวมืดอยู่ด้วยความเคยชินกลายเป็นนาฬิกาปลุกฝังในหัว ต่อให้น่าหลันซือซือเพิ่งหลับสนิทช่วงยามอิ๋น(3.00-5.00) นางก็งัวเงียรู้สีกตัวตื่นขึ้นเอง ดวงตาสีอำพันกรอกมองกายอุ่นสองร่างที่ขนาบข้าง แล้วเผยยิ้มเอ็นดู ซาลาเปาน้อยหลับอุตุร่วมผ้านวม ภายในห้องที่มืดมัวและเงียบสงบ

หลังจากเฉียงหลงหวงตี้เสด็จกลับเทียนหลงกง สองเปาก็ออดอ้อนจนมารดาใจอ่อน โดยเฉพาะเปาจื่อถือโอกาสดื้อให้นางหอมแก้มเขาบ้าง ดวงตากลมโตขณะฉ่ำรื้น มากอานุภาพกัดกร่อนหัวอกคนนัก เมื่อน่าหลันซือซือใกล้เพลี่ยงพล้ำ เมี่ยนเปาก็เขย่าขาอีกข้าง สองแก้มบูดบึ้ง เห็นทีทราบความอยู่ว่า พี่ชายฝาแฝดงอแง ไม่ยอมรักษากติกาแล้ว

อา...ศึกชิงโฉมงามยกนี้ ทำนางฝืดคอยิ่งกว่าเผชิญหน้าฟู่หวงพวกเขาอีก!

สุดท้ายเพื่อรักษาความสามัคคีที่เพียรบ่มเพาะ ไม่ให้ถูกเฉียงหมินหลงยุแหย่จนร้าวฉาน น่าหลันซือซือเลยล่อหลอกพวกเขาว่า วันขึ้นปีใหม่ เหนียงอย่างนาง ตั้งใจจะมอบคำอวยพรแก่เสี่ยวเปาอยู่แล้ว ก่อนระดมหอมแก้มคนซ้ายทีคนขวาที กระทั่งสงบใจสองฟาก

มังกรเดินดินท่านนั้น แม้แต่ลมหายใจก็ยังพ่นพิษ!

น่าหลันซือซืออยากมอบรางวัลใหญ่แก่เจ๋อกงกงนัก เพราะสาเหตุที่เฉียงหมินหลงล่าถอยไป ด้วยผู้ได้สลากของขวัญชื่อนางเป็นคนอื่น ถึงจักรพรรดิฉกรรจ์เชี่ยวชาญเคล็ดหนังหนาพันชั้น สุดท้ายไม่อาจสำแดงกระบวนท่าลี้ลับให้ทุกคนลักจำ

หญิงสาวปรือตา เนื่องจากเป็นวันหยุด และนางยังง่วงอยู่มาก ใจหมายหลับต่ออีกชั่วยาม ค่อยปลุกบุตรชายตื่นด้วยกัน แต่ไหนเลยจะทันตั้งรับกับ...กับผี!

วิญญาณลู่กุ้ยเฟย อยู่ๆ ปรากฏหน้าซีดขาวทะลุม่านมุ้งมา กระชากนัยน์ตาที่กระตุกปิดเปิดฉับ ก่อนมันจะเบิกค้าง ส่วนตัวง่วงงุนที่พยายามกดหนังตานาง ล้วนกระโจนหายเกลี้ยง

พอเจอสีหน้าหวาดผวาของต๋าน่าหลันซือซือ ผีพระชายาเลยมอบยิ้มปลอบขวัญ ก่อนถอยกลับไปคอย นางถอนหายใจ ค่อยๆ ดึงตัวจากพันธนาการแขนขาสองเปา ด้วยสายตาเปี่ยมพรสวรรค์วิเศษ แม้โคมไฟในห้องมืดสนิท แต่รัศมีวิญญาณผู้สูงศักดิ์สี่ตนกับข้ารับใช้ ทำให้ยามนี้สว่างขั้นเห็นตำแหน่งข้าวของแล้ว

‘เสี่ยวเปาหลับอยู่ด้วย คงไม่สะดวกพูดที่นี่ เปิ่นกงจะไปรอที่ห้องตำรา’

ผีจ้าวฮองเฮาตรัส แล้วจากไปพร้อมร่างโปร่งใสของพระชายาสามตน แต่เหลือวิญญาณกงกงกับกงปี้อยู่เป็นเพื่อนนาง คล้ายถือโคมไฟหนึ่งกลุ่มส่องทาง น่าหลันซือซือหยิบชุดนอกมาสวมทับ ก่อนเปิดประตูออกไปอย่างเงียบเชียบ

ครั้นถึงห้องตำรา หญิงสาวค่อยยอบกายให้ดวงจิตจ้าวอี๋หยา

“ถวายพระพรหวงโฮ่ว ทรงพระเจริญพันปี พันปี พันพันปีเพคะ”

แล้วย่อเข่าไปทางผีสามพระชายา

“ถวายพระพรลู่กุ้ยเฟย เหวยเต๋อเฟย และเป๋ยเสียนเฟยเพคะ”

ก่อนสังเกตว่ารัศมีทุกตนดูหรุบหรู่พิกล

ผีจ้าวฮองเฮาผงกพระเศียรแทนสัญญาณให้นางเข้ามาใกล้

“ทูลหวงโฮ่ว เกิดเรื่องร้ายแรงประการใดขึ้นเพคะ”

เตาผิงในห้องตำราไม่ได้จุด เพราะไม่มีใครทราบว่า ไป๋เฟินเสียนเฟยจะลุกมาใช้งานเป็นการลับ ทั้งมีวิญญาณกลุ่มใหญ่ส่งเสริมพลังงานเย็น โฉมสะคราญเลยขดตัวซุกชุดนอกเล็กน้อย

จ้าวอี๋หยาทอดพระเนตรผ่านนาง ก่อนออกคำสั่ง

‘ทหาร!พาตัวพวกเขาเข้ามาข้างใน!’

ยามพระนางบัญชาการวิญญาณทหารแทนคำอธิบาย น่าหลันซือซือจึงหมุนตัวไปขมวดคิ้วดูความเคลื่อนไหวจากกลุ่มผี ไม่เพียงเจ้านายสี่ตน กระทั่งข้าราชบริพารยังพลังงานวุ่นวาย อา...คงมีเหตุฉุกเฉินพุ่งชนนางอีกแล้ว ฝ่ายในข้างไหนหายขยาดอยากท้าประลองด้วย หรือหวังหวงโฮ่วแสวงพบวิธีปั้นน้ำเป็นตัวบทใหม่ หรือเจียงกุ้ยเฟยที่คึกคักจะทดสอบไหวพริบคน…

ดวงหน้าผ่องขาวจ้องบรรดาวิญญาณที่ก้าวทะลุประตู สภาพแต่งตัวพวกเขาทรุดโทรม ท่าทางหวาดกลัวผีทหารที่หน้าตาขึงขัง ก่อนหันไปส่งสายตาไต่ถามวิญญาณสูงศักดิ์ทั้งสี่ จ้าวฮองเฮามองลู่กุ้ยเฟย พระชายาร่างโปร่งใสจึงก้าวล้ำหน้า พลางเปิดปากถามกลุ่มผีที่คุกเข่าอยู่

‘พวกเจ้าเป็นชนเผ่าหนึ่ง และอาศัยในทะเลทรายพายัพใช่หรือไม่’

ทะเลทรายทิศตะวันตกเฉียงเหนือหรือ...น่าหลันซือซือมองสำรวจผีชาวเผ่า มิน่าเครื่องแต่งกายพอจะพบจุดที่แตกต่าง

‘พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเดินทางจากที่ห่างไกล เพราะ...เพราะสามสี่ปีที่ผ่านมา พวกกระหม่อมทราบว่า เมืองฉางอันของแคว้นจิ้นเปิดโรงทานสร้างกุศล ไม่ว่ากับคนเป็นหรือคนตายพ่ะย่ะค่ะ’

ลู่กุ้ยเฟยพยักหน้ารับ ระหว่างนางกำลังนึกทึ่ง เพิ่งรู้ว่าโรงทานเป็นที่เลื่องลือขนาดนั้น!

‘เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเผ่าพวกเจ้าอีกครั้ง’

วิญญาณชาวซาไห่ลอบมองผีฮองเฮากับพระชายาทั้งสาม ก่อนดูคนเป็นที่กิริยาเยือกเย็นผิดวิสัย นางไม่สมควรขนหัวลุกจนนอนซมด้วยพิษไข้ หลังเจอชนไร้ร่างจำนวนมากปรากฏตัวหรอกหรือ สถานการณ์พิลึกพิลั่นเกินธรรมดานี้ หากไม่สำนึกพระคุณกลุ่มผีวังหลวงที่ดูแลพวกเขา เข่อหยวนคงเผ่นกลับทะเลทรายพายัพแล้ว

‘เผ่าซาไห่ตั้งรกรากในแดนทรายพายัพกว่าร้อยปี พ้นกำแพงหมื่นลี้ฝั่งนั้นออกไป แม้พบเพียงกรวดทรายยาวไกล ยากจะแลเห็นสีเขียวหรือแหล่งน้ำ แต่ก็ใช่ว่าไม่มี ทว่าปริมาณมันลดลงทุกปี ขณะที่อาณาเขตทะเลทรายขยายใหญ่โตขึ้น นั่นเพราะมีคำสาปคอยสูบกินพลังฟ้าดินหนึ่งอย่าง พวกกระหม่อมเรียกว่าซิย่ะ”

ซิย่ะ...อะไรคือซิย่ะ!

น่าหลันซือซือตื่นตัวทันควัน

‘ไม่มีผู้ใดทราบว่าซิย่ะก่อกำเนิดแต่เมื่อใด นอกจากมันวนเวียนในทะเลทรายพายัพเป็นเวลานานแล้ว’

คำสาปที่ทำให้ทะเลทรายขยายขนาด ทั้งมีอยู่มาหลายชั่วอายุคน อดีตต๋าน่าหลันซือซือไม่เคยได้ยินที่เผ่าหรวนตี้มาก่อน จะเกี่ยวข้องกับแคว้นจิ้นกระทั่งจ้าวฮองเฮาเรียกนางมาฟังเองอย่างไรกัน สีหน้ากังขาของหญิงงามเร่งให้เข่อหยวนกล่าวต่อ

‘ซิย่ะมักผุดจากผืนทรายช่วงปักษ์ลี่เซี่ย(5 ถึง 7 พฤษภาคม เริ่มฤดูร้อน)จากนั้นจึงออกแสวงหาแหล่งอาหารสีเขียว เกาะกินพลังงานปฐพีจนแห้งเหือด ทั้งทอดทิ้งน้ำลายพิษเอาไว้ที่บาดแผล ทำให้ผิวต้นไม้ทั้งหมดกลายเป็นสีน้ำตาลซีด ไม่อาจฟื้นฟูชีวิตได้อีก หลังจากอิ่มเอม ซิย่ะค่อยย้อนกลับแหล่งกำเนิด ฝังเชื้อสายคำสาปใหม่ลงที่นั่น แล้วคอยเวลาหวนคืนปักษ์ลี่เซี่ยหน้า’

ยิ่งฟังนางยิ่งขนลุก ในหัวย้อนคิดถึงภัยพิบัติลึกลับที่ทำนายได้ขึ้นมา

‘พวกท่านอยู่แดนจงกั๋ว มีเกราะศักดิ์สิทธิ์คอยป้องกันซิย่ะ ทิศทางซิย่ะจึงแผ่ขยายไปตามพื้นทรายประจิม(ตะวันตก)มากกว่า ทว่าปีนี้ กระหม่อมกับชาวเผ่าซาไห่ตั้งข้อสังเกตตรงกัน กระแสฟ้าดินบังเกิดความรวนเรอ่อนล้า บางทีซิย่ะอาจรุกล้ำมาถึงที่นี่ ลำพังพืชผลถูกทำลายสิบหลี่ร้อยหลี่(50 กิโลเมตร) ลงมือเพาะปลูกใหม่พอทดแทนได้ แต่ซิย่ะชื่นชอบแหล่งอุดมสมบูรณ์มาก สามารถล้างผลาญกว้างกว่าระยะหมื่นหลี่(5000 กิโลเมตร) ทุกคราวที่ซิย่ะปกคลุมอาณาเขต ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงสามารถล้มป่วย ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอมาก มักจะหายใจไม่ออกตาย เผ่าซาไห่จำใจสูญเสียชีวิตหลายปีแล้ว’

น่าหลันซือซือสบตาวิญญาณจ้าวฮองเฮาอย่างตื่นตระหนก พระนางจึงผงกพระเศียร

‘ถ้าคำสาปเป็นเพียงตำนานก็แล้วไปเถิด แต่เป๋ยเสียนเฟยกล่าวว่า นางเคยฟังจากบรรพบุรุษ หนนั้นเกิดเหตุให้ผู้คนเสียชีวิตจำนวนมาก ไม่ล้มป่วยก็อดอยากตายไป ด้วยเหตุนี้ เปิ่นกงจึงเร่งร้อนมาปรึกษาเจ้า จะทำอย่างไรดี หากซิย่ะเดินทางมาฉางอันดังที่ชาวซาไห่คาดการณ์ แคว้นจิ้นไม่ล่มสลายในรัชศกหมิงหลงที่สิบหรือ’

สมองนางรับภาระหลวงเข้าเลยออกอาการปวดร้าวอยู่บ้าง แต่หญิงสาวพยายามวิเคราะห์ข้อมูลที่เพิ่งฟังมา นับว่าคล้ายภัยพิบัติประเภทศัตรูพืชอย่างตั๊กแตนจากโลกเดิม ปริมาณพวกมันน้อยๆ หมายถึงสมดุลธรรมชาติ ทว่าพอฝูงใหญ่แบบมืดฟ้ามัวดิน พลังทำลายล้างผลผลิตภาคเกษตรกร สามารถสูญหายไปหลักล้าน

เทียบโลกใบนี้ที่อาศัยร่างต๋าน่าหลันซือซืออยู่ ปักษ์ลี่เซี่ยที่ซิย่ะปรากฏในทะเลทรายพายัพ คือเวลาเริ่มต้นฤดูร้อน ปักษ์ถัดไปเรียกว่าเสี่ยวหม่าน(20 ถึง 22 พฤษภาคม)ช่วงข้าวในทุ่งกำลังออกรวง การเพาะปลูกรอบนี้ ถ้าชาวนาเก็บเกี่ยวได้ราบรื่น หมายถึงเสบียงปีหน้าจะอุดมสมบูรณ์ แต่กลับกันหากโดนทำลายหมด...

ด้วยระยะหมื่นหลี่ที่ซิย่ะเข้าถึง แม้ระดมพลเมืองปลูกทดแทน อุปมาไปแพะหายเกลี้ยงคอกแล้ว ยังซ่อมแซมทันหรือ!

แต่ตั๊กแตนก็ไม่มีพิษข้างเคียงทางอากาศ กระทั่งคนหายใจไม่ออกตายได้ ดังนั้นคำสาปซิย่ะจริงๆ แล้ว มันเป็นตัวอะไรแน่!

น่าหลันซือซือมองกลุ่มวิญญาณต่างถิ่น อย่างต้องการรายละเอียด

“แสดงว่าพวกท่านพบพวกมันอยู่ทุกปี...”

เข่อหยวนเบือนหน้าไปทางผีอีกตนข้างหลัง

‘พ่ะย่ะค่ะ ไค่เล่อผู้นี้ป่วยถึงแก่ชีวิตเพราะซิย่ะด้วย’

นางเปลี่ยนสายตาหาวิญญาณเด็กหนุ่ม ช่วงอายุไม่น่าเกินสิบห้าปี

“เช่นนั้น อธิบายอาการของเจ้าสักหน่อย”

ผีไค่เล่อย่อมไม่อยากทบทวนช่วงเวลาแสนทรมานก่อนตาย แต่เขาอยากทดแทนพระคุณของเซ่น จึงเปิดปาก

‘ข้าแต่เกิด สุขภาพไม่ใคร่แข็งแรง มักมีอาการป่วยหนักกว่าคนในครอบครัว ปีนั้นไม่ทันเก็บเกี่ยวพืชผลก่อนออกเดินทางหลบแนวมรณะ ซิย่ะกลับมาถึงแหล่งเพาะปลูกของเผ่า ภายในหนึ่งเค่อก็ทำลายพืชพันธุ์แล้วจากไป พอพวกเราไม่ต้องเดินทางหนี จึงพยายามพลิกฟื้นความเสียหาย หลายวันผ่านไป ข้าเริ่มหายใจติดขัด หลังจากอดทนดิ้นรนอยู่สามคืน ไม่คาดเช้าวันที่สี่ ข้ากลับสิ้นชีวิตแล้ว กลายมาเป็นวิญญาณเร่ร่อน เฝ้ามองหัวหงอกทำศพหัวดำ ฮึก...ข้า ไค่เล่อนี้ ช่างอกตัญญูเหลือเกิน!’

ถ้าสุขภาพไม่แข็งแรงแต่เกิด มีสองกรณีที่เป็นไปได้ หนึ่งผีผู้นี้อาจเป็นภูมิแพ้ หรืออวัยวะในระบบทางเดินหายใจบกพร่อง ต่อให้ซิย่ะจากไป แต่พิษที่กระตุ้นอาการของเขา ยังฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ จึงส่งผลให้อวัยวะภายในล้มเหลว แต่นางไม่ใช่แพทย์ไม่สามารถชี้ชัด

“ขอถามอีกสักนิด ซิย่ะหรือคำสาปมรณะที่พูดถึง มีลักษณะเป็นฝูงแมลงหรือไม่”

ระหว่างที่ไค่เล่อยังเอาแต่ตีอกชกหัว เข่อหยวนย่อมเป็นผู้ตอบ

‘พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเคยเสียภรรยาผู้หนึ่งเพราะซิย่ะ ทำให้ใจกล้าจับหนึ่งในพวกมันใส่ขวดแก้ว ช่วงเวลาที่กระหม่อมโศกเศร้ากึ่งโกรธแค้นอยู่นั้น คนในเผ่าก็ด่าทอให้ปล่อยตัวซิย่ะไป กระหม่อมยังรั้นเก็บเอาไว้ ภายหลังค่อยทราบว่า ที่แท้มันเป็นแมลงประเภทหนึ่ง ตลอดตัวกระทั่งปีกมีสีดำเข้ม เข้มเสียยิ่งกว่าความมืดในตี้ยวี่(นรก)สิบขุม กระหม่อมเคยนำขวดแก้วไปส่องแดด เอ่อ...’

ด้วยแรงอาฆาตเข้มข้นของวิญญาณชาวซาไห่ เขาคงไม่ได้เอาฆาตกรไปอาบแดดเล่นแน่นอน น่าจะพยายามใช้คุณสมบัติรวมแสงของขวดแก้ว พิพากษาโทษเผาแมลงตัวหนึ่งทั้งเป็นมากกว่า!

‘บังเอิญ...เอ่อบังเอิญเอาไปส่องแดด แล้วค้นพบว่า...’

ถึงเขายอมรับความจริงออกมา พวกนางคงไม่มีใครคิดเล็กคิดน้อยอยู่แล้ว ทว่าสายตาเข้าอกเข้าใจกลับทำผีต่างถิ่นยิ่งตกประหม่า

‘เอ่อ...พบว่า นอกจากตัวสีดำ เอ่อ...เวลาบินหรือเคลื่อนไหวอยู่ในขวด กระหม่อมเห็นผงหรือละอองบางอย่างด้วย ยิ่งนานวัน ปริมาณยิ่งมากขึ้น ถึงมันจะตายแล้ว ผงเหล่านี้ก็ล่องลอยเต็มขวดพ่ะย่ะค่ะ’

น่าหลันซือซือเบิกตากว้าง นี่คงคือต้นตอพิษลึกลับแน่แล้ว...

“ท่านแน่ใจนะว่า มันปล่อยละอองบางอย่างออกมา แม้ตายไปแล้ว ในขวดก็เต็มไปด้วยละอองที่ว่าอยู่!”

หญิงสาวถามกระชั้น หัวหมุนคิดอย่างรวดเร็ว

เพราะละอองหรือผงบางอย่างนี้ ถึงพวกมันจะพากันจากไปหมด ก็อาจทำให้คนหายใจไม่ออกตายได้ ด้วยปริมาณหนาแน่นในอากาศ สามารถเกิดผลกระทบกับภูมิคุ้มกันร่างกาย คนแข็งแรงคงอ่อนแอลง คนอ่อนแอเลยกลายเป็นถึงแก่ชีวิต!

‘พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อม เข่อหยวนกล้ารับรองด้วยศีร...เอ่อ รับรองด้วยสัตย์จริงว่าเป็นดังนั้น’

“เหล่าเข่อแห่งเผ่าซาไห่ ข้าต๋าน่าหลันซือซือย่อมจดจำน้ำใจไว้อย่างแน่นอน ถ้าพวกท่านสามารถรั้งอยู่ฉางอัน เป็นที่ปรึกษาแก่พวกเราได้อีกหน่อย”

กลุ่มวิญญาณชาวซาไห่เหลียวมองหน้ากัน ก่อนเข่อหยวนจะประสานมือพร้อมทุกตน

‘หากเข่อหยวนสามารถตอบแทนพระคุณโรงทานได้ ย่อมเต็มใจมอบคำปรึกษาพ่ะย่ะค่ะ’

‘ประเสริฐ!เช่นนั้นพวกเจ้าก็พำนักในวังหลวงก่อน ต้องการสิ่งใดไม่ต้องกริ่งเกรง เพียงเอ่ยปาก เปิ่นกงจัดหาได้ย่อมจัดหาให้’

ผีจ้าวฮองเฮาจึงสนับสนุนอย่างดีพระทัย

“ข้าอาจล่วงเกินเหล่าเข่อ แต่ขอทราบว่าพวกท่านทั้งหมด ยกเว้นไค่เล่อ เสียชีวิตด้วยเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับซิย่ะใช่หรือไม่”

พวกเขามองหน้ากัน ก่อนหัวหน้ากลุ่มจะกระแอมตอบ

‘เอ่อ...เรื่องนี้ กระหม่อมกับพรรคพวกที่เหลือ หลังซิย่ะจากไป ค่อยขาดแคลนอาหารกระทั่งถึงแก่ชีวิตพ่ะย่ะค่ะ’

น่าหลันซือซือปวดจี๊ดตรงขมับ ผีที่มามีทั้งหมดห้าตน หนึ่งตายเพราะละอองปีกแมลง แต่สี่ตายเพราะขาดอาหาร ประเด็นปัญหาใหญ่สุดเป็นอะไร นางย่อมตระหนัก ปากท้องมวลชนทั่วประเทศไงเล่า!

จ้าวอี๋หยาสังเกตสีหน้าคน เลยกังวลตาม

‘เจ้าพอจะมีความคิดเห็นอะไรบ้าง’

“ทูลหวงโฮ่ว เรื่องคนป่วย หม่อมฉันคิดว่าพอหาทางแก้ไขไหวเพคะ แต่เรื่องพืชผลที่เสียหาย ความคิดหม่อมฉันยามนี้ เกรงว่าจะตื้อจนตื้นเขินแล้วเพคะ”

‘เอาเถิด เข่อหยวนรับปากจะอยู่ช่วยเหลือ ยังพอมีเวลาก่อนปักษ์ลี่เซี่ยมาเยือน อย่างไร พวกเราคงเตรียมรับมือให้ได้สักวิธี’

ผีฮองเฮาพยายามปลอบ แต่น่าหลันซือซือทำทีคล้ายแบกโลกบนบ่า กระทั่งหัวใจในอกยังโดนทับบุบ นางจึงกลับมานอนก่ายหน้าผาก สมองเคลื่อนไหวด้วยข้อมูลสองชาติภพ โชคดีที่มีซาลาเปาแฝดนอนอมยิ้มเคียงข้าง หญิงสาวเลยซึมซับพลังใจผ่านสีหน้าบุตรชาย แล้วตะลุยคิด

ยามเฉิน(7.00-9.00)ที่สองเปางัวเงียตื่นพวกเขาพบว่าไป๋เฟินเหนียงเหนียงขอบตาคล้ำดำ จึงรู้สึกห่วงใยอย่างมาก ทำให้คนหนึ่งยืดกายแตะหลังมือกับหน้าผากมารดา อีกคนไถ่ถาม

“พอหลับสนิทแล้ว เสี่ยวเปาทำเหนียงลำบากกายหรือขอรับ เห็นทีเสี่ยวเปาจะตัวโตเกินไปแล้วขอรับ”

ซาลาเปาแฝดนัยน์ตาว้าวุ่น นางจึงรีบส่ายหน้า แล้วยกอุ้งนิ้วโป้งกับนิ้วชี้แตะกันให้พวกเขาดู

“แม้พวกเจ้าโตเป็นหนุ่ม สำหรับเหนียงก็ตัวเท่านี้แหละน่า กลัวแต่ว่า เสี่ยวเปาจะรังเกียจเหนียงแก่ๆ มากกว่า”

ตอนแรกสองเปามุ่นหัวคิ้ว เพราะท่าตัวเท่านี้ของเหนียง เหมือนบี้มดบี้แมลง ทว่าพอฟังถ้อยตัดพ้อปิดท้าย พวกเขาย่อมรุมประจบ

“เหนียง สำหรับเปาจื่อ เหนียงอายุมากขึ้น เสี่ยวเปาก็ยังจะกอดหอมอยู่ขอรับ!”

“เหนียง เมี่ยนเปาก็...ก็ด้วยขอรับ”

แต่กิริยาประกอบคำพูดซาลาเปาน้อยแตกต่างกัน เปาจื่อคล่องแคล่วแปรภาพลักษณ์ ดวงตาเขาทอประกายสุกใส สีหน้าอ่อนเชื่อม ลวงหัวใจผู้คนจมไหน้ำผึ้ง ขณะที่เมี่ยนเปาพื้นนิสัยแข็งทื่อ คะนึงเขาที่ตัวโตกว่าเหนียง แล้วไปนอนกอดหอมดุจวัยเยาว์ นัยน์ตาเจ้าเปาลูกนี้ เลยปรากฏรอยเก้อกระดาก ใบหน้าขาวอิ่มเห็นสีชมพูเลือนราง จริงใจจนจิตผู้คนเคลิ้มไหว

ยังไม่ทันที่สามแม่ลูกจะเจรจาต่อ ชีรันกับเผิงซู่กลับส่งเสียงหยั่งเชิง นางจึงอนุญาตให้เข้ามาปรนนิบัติ ระหว่างชีกงปี้ดูแลไป๋เฟินเสียนเฟย เผิงกงปี้ก็ดูแลหวังจื่อฝาแฝด

ด้วยประกาศราชโองการก่อนหน้าแล้ว วัน 1 ค่ำ เดือนอ้ายคือวันหยุดราชการ โดยระเบียบ ข้ารับใช้ทั่วไปในทุกกงพักงานประจำได้เช่นเดียวกับขุนนาง จะมีคนสนิทที่ไม่อาจอยู่ห่างกายนาย พระชายา พระสนมและนางในของจักรพรรดิล้วนได้ละเว้นธรรมเนียมเข้าเฝ้าหวงโฮ่ว

แต่เฉียงหลงหวงตี้มักฉวยโอกาสสางราชกิจตกค้าง ประสาคนบ้างานอยู่ที่เทียนหลงกง ถ้าไม่มีพระราชพิธีสำคัญต้องเสด็จ แทบไร้คนพบเงาพญามังกรประจำรัชศก

ตามธรรมเนียมเคร่งครัด ฝ่ายห้องเครื่องย่อมนำส่งหม้อทางหยวน(ขนมบัวลอยใส่ไส้ เชื่อว่าทรงกลมเป็นตัวแทนความกลมเกลียว)แต่อรุณรุ่ง รวมกับเส้นสายผีที่กระจายตัวทุกซอกมุม น่าหลันซือซือจึงสบายใจเรื่องลอบสังหารผ่านอาหารหลวง หลังทำความสะอาดใบหน้าและช่องปากเรียบร้อย ชีรันกับเผิงซู่ก็ยกมื้อเช้าที่อุ่นร้อนเข้ามา มีของหวานเป็นชามบัวลอยไส้หวานไส้เค็มส่งไอล่องลอย

เวลาหนึ่งชั่วยามที่นางนอนตาแข็ง สมองวุ่นวายเพราะความคิดหลายประการ น่าหลันซือซือเริ่มสรุปชัดเจนบ้างแล้ว จากประสบการณ์เข่อหยวนและไค่เล่อ ซิย่ะของเผ่าซาไห่คือแมลงสายพันธุ์ลึกลับ ตอนนี้ไม่เห็นหน้าตาเป็นอย่างไร แต่พวกมันมีปริมาณมาก พฤติกรรมการกินยังระดับล้างผลาญผลผลิตอีก

ด้วยรายละเอียดของเข่อหยวน รูปแบบการทำลายพืชมีสองประการ หนึ่งเขาเล่าว่า มันเกาะกินพลังงานปฐพีจนแห้งเหือด ข้อมูลนี้พอตีความเป็นวิธีเจาะกินน้ำเลี้ยงต้นไม้อย่างตัวเพลี้ย สองเขาเล่าว่า ทั้งทอดทิ้งน้ำลายพิษเอาไว้ที่บาดแผล ทำให้ผิวต้นไม้ทั้งหมดกลายเป็นสีน้ำตาลซีด ไม่อาจฟื้นฟูชีวิตได้อีก หมายถึงมันกัดแทะใบได้แบบตั๊กแตน และน้ำลายก็คือพาหะโรคพืชบางอย่าง เช่นเชื้อไวรัส เชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรีย

ยังไม่พอปีกหรืออวัยวะสักอย่างในตัวซิย่ะ สร้างผงละอองปล่อยสู่อากาศ โดยสามารถกระตุ้นภูมิแพ้ในร่างกายคนได้ด้วย!

น่าหลันซือซือเคี้ยวทางหยวนไป มุ่นหัวคิ้วไปพลาง ก่อนผงกหัวเรียกเด็กสาวคนสนิท ชีรันจึงเอียงหูฟัง ทราบว่านายหญิงไม่ต้องการเอ่ยเสียงดัง

“อารัน วันนี้เจ้าพอพาข้าออกไปได้หรือไม่”

สาวน้อยลดย่อมเสียงอย่างเกิดสังหรณ์ระวัง สาเหตุเพราะระยะหลัง หากเป็นการเดินทางในพระราชวัง น่าหลันซือซือมักไม่ปิดบังเผิงซู่

“เหนียงเหนียงจะให้หม่อมฉันพาเสด็จไปที่ไหนเพคะ”

เสียนเฟยคนงามสายตาเหม่อลอย ในอกพลอยทอดกระแสลม

“ไป...ไปหงอวี้ลหวี่เตี้ยน...”

ชีรันถึงกับตะลึง เมื่ออยู่ตำหนักเย็นก็ปราศจากหูตาคนสอดแนม พวกนางจึงก่อเหตุใต้รักแร้ทุกผู้ได้ ไม่มีหน้าไหนสืบสาวเอาเรื่อง แต่บัดนี้ไป๋ฮวากงกลายเป็นยอดบุปผาที่จักรพรรดิสนิทเสน่หาที่สุด ใบหน้าเด็กสาวย่อมคล้ำเครียดขึ้น

น่าหลันซือซือสบตาคนสนิท ก่อนบอกเหตุจำเป็น

“ข้าต้องไปหารือกับอู่เหวินเหลาป่านด้วยตนเอง ถ้าใช้วิธีส่งสารอาจสื่อความพลาด และเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงสมาคมนายวาณิชย์...”

ยามเป็นคำสั่งที่ผ่านการไตร่ตรอง ชีรันก็รับหน้าที่สุดความสามารถ

“หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ แต่หวังจื่อทั้งสอง...”

หญิงงามเหลือบดูเปาจื่อกับเมี่ยนเปา พวกเขากำลังเคี้ยวบัวลอยแก้มตุ่ยทั้งคู่ พอนึกถึงว่า เจริญวัยในวังลึก สายตาไม่กว้างไกล ประกอบกับใจเด็กๆ สองคน เพียงเกิดมาเส้นทางชีวิตก็ลิขิตขังไว้ในกรงราชวงศ์แล้ว เวลานี้ยังมีเฉียงหมินฉีเป็นหวงไท่จื่อ องค์ชายจากเสียนเฟยชาวต่างชาติเลยด้อยความสำคัญ นางย่อมอยากพาซาลาเปาท่องโลกภายนอกสักหน

“หากพาเสี่ยวเปาทั้งสองไปด้วย อารันจะคุ้มครองไหวหรือไม่”

ในใจเด็กสาวลังเล ทว่าเปาจื่อกับเมี่ยนเปาคือลูกศิษย์ที่นางเคยฝึกฝนทักษะให้ ความสามารถพวกเขานับว่าไม่ด้อยกว่าขุนศึกของเผ่า วิชาตัวเบายังก้าวหน้าประดุจภูตผี จึงยอมพยักหน้า

“หม่อมฉันคิดว่าพอทำได้เพคะ”

น่าหลันซือซือเลยยิ้มดีใจ

“คงต้องเตรียมตัวให้ดี เจ้าไปกระซิบบอกพวกเขาก่อน ข้าจะจัดการเผิงซู่เอง”

“เพคะเหนียงเหนียง”

พอเผิงกงปี้ทราบความ แม้เกลื่อนสีหน้าอย่างไร นางยังยากปิดบังแววตระหนก เส้นผมแทบร่วงหมดหัวทีเดียว แต่คำสั่งเจ้านายย่อมเด็ดขาด จึงกลายเป็นวันนี้ทั้งวัน เสียนเฟยชาวหรวนตี้ จิ่นติ้งหวัง จิ่นลี่หวัง ชีรันและเผิงซู่ ไม่ทราบทำอะไรอยู่ในห้องตำราด้วยกัน

ขณะเดียวกันเงาดำสี่ร่างต่างเคลื่อนไหวหลบหลีกเวรยาม ถ้าสังเกตให้ชัดเจน จะมีเพียงร่างเดียวกิริยางกเงิ่นสักหน่อย จำต้องพึ่งพาฝ่ายที่สูงกว่าโอบประคอง จึงเหินลงจากกำแพงวังหลวงไปโดยสวัสดิภาพ เมื่อพวกเขาอาศัยจุดลับตาคน สลัดเครื่องแต่งกายสีดำออกแล้ว ค่อยปรากฏคุณชายสี่คนใช้เส้นทางเท้าปะปนชาวเมือง

ระหว่างชื่นชมบรรยากาศเยี่ยงสามัญชน คุณชายตัวน้อยสองคนยังชี้ชวนคุณชายตัวโตสองคนจ้องมอง ปากก็ซักถามพวกเขาไม่หยุด สร้างประกายสดใสอันน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง หลังจากผู้คนสนใจเด็กแก้มใส ผิวพรรณขาวสะอาดแล้ว น้อยนักที่มองข้ามพี่ชายสองคนของเขา

คนโตที่สุดมีรูปร่างสูงโปร่งละม้ายบัณฑิต แต่ท่วงท่าอาจหาญประดุจนักรบ โชยกลิ่นอายวรยุทธ์ขั้นเฉียบขาดออกมา ขณะที่พี่ชายรอง...พวกเขาล้วนทอดถอนใจ ไยฟ้าดินชอบปั้นแต่งรูปคนให้ปรากฏจุดบกพร่องด้วยเล่า ก็ไม่ใช่คุณชายรองหน้าตาอัปลักษณ์ชวนเวทนาประการใด ตรงกันข้ามรูปโฉมของเขาถือว่า งดงามล่มบ้านล่มเมือง!

เสียดาย...เสียดายเพียงใบหน้าล้ำเลิศนี้ เจ้าของกลายเป็นบุรุษเพศ มิใช่ยอดพธูเท่านั้น!

เสียงพร่ำบ่นหาได้เข้าใกล้คุณชายทั้งสี่ที่เป็นเป้าหมายไม่ พวกเขายังมุ่งหน้าสู่ใจกลางตลาดท้ายวังมังกรอย่างเริงรื่น สองข้างทางตั้งแผงร้านค้าคึกคัก ของกินหลายชนิดก็ดึงดูดคุณชายตัวน้อย ทำให้พวกเขาหมั่นแวะซื้อใส่ปากเด็กชาย

พี่ใหญ่ของกลุ่มมักเดินเยื้องหลังน้องๆ คล้ายส่องความปลอดภัย ส่วนคุณชายรูปโฉมไม่ธรรมดาจะจับจูงน้องเล็กสองคนอยู่ สี่คนนี้ว่าไปก็แต่งกายธรรมดา ผิวหน้าแลสะอาดสะอ้าน กิริยายินดีควักเงินปรนเปรอท้องเด็กเล็กตลอดทาง ย่อมพอมีฐานะบ้าง จนใจที่ไม่ทราบ คือลูกหลานตระกูลไหนแอบมาเที่ยวเตร่

คุณชายท่วงท่ากล้าหาญก้าวตามสามร่างได้สักพัก เส้นคิ้วหนาจึงขมวดมุ่น ลูกตาดุดันกวาดรอบทิศหนหนึ่ง สีหน้าละม้ายระวังอะไรบางอย่าง จากนั้นเขาค่อยหยุดกระซิบกับน้องรอง ก่อนทั้งกลุ่มจะเลี้ยวเข้าตรอกคดเคี้ยวแทนทางถนน เจตนาสลัดผู้ติดตามลับๆ ให้แคล้วคลาดกันเสีย

ไม่คาดที่ประสบความล้มเหลว พวกเขาเลยพากันชะงักงัน เมื่อชายชุดดำสามคนเหินกายลงขวางอย่างอุกอาจ เด็กหนุ่มตัวสูงโปร่งย่อมสาวเท้าขึ้นหน้า ตามด้วยเด็กน้อยแก้มอิ่มเอิบสองคน ท่าทีทั้งหมดประสานใจพิทักษ์หนุ่มน้อยหน้าสวยสุดฤทธิ์ ทำให้ผู้ถูกปกป้องกระอักกระอ่วนชอบกล!

“ระวังตัวด้วย!”

เสียงคุณชายร่างเล็กคนหนึ่งเตือนห้าวหาญ ก่อนเขาจะพุ่งเข้าช่วยพี่ชายคนโตสลับรับมือกับชายชุดดำสามคน จนพวกมันไม่อาจเข้าใกล้อีกสองคนข้างหลัง ทว่าด้วยขีดจำกัดทางร่างกาย การประมือกับผู้ใหญ่ที่ชั้นเชิงวรยุทธ์สูงส่งเช่นกัน จึงถือว่าเกินความสามารถไป คุณชายน้อยที่เฝ้าเด็กหนุ่มหน้านวล สุดท้ายเลยโดนบังคับให้เข้าพัวพัน

พี่ชายรองเห็นทุกคนทุ่มเทต่อสู้ ใจย่อมหวั่นไหวอย่างยิ่ง ดวงตาที่เป็นห่วงเป็นใยจับตามแต่ละคน แค่พากันมาเปิดหูเปิดตา ไฉนต้องเปิดฝีไม้ลายมือรบราขนาดนี้ เท้าเริ่มพาตัวยืนไม่เป็นสุข ต่อให้ท่าทีพรรคพวกเวลาต่อกรค่อนข้างสูสีกันอยู่ เขาเลยเหลียวซ้ายแลขวา

ปกติไม่ค่อยออกกำลังกายเท่าไหร่ แค่ยกลังไม้เปล่าขึ้นหนึ่งใบ คุณชายหน้าตางดงามก็สองแขนอ่อนล้า ครั้นสบจังหวะเหมาะเหม็ง คนชุดดำผู้หนึ่งเสียท่าลูกถีบเด็กหนุ่มตัวสูง ร่างกายจึงถลาล้มมาทางนี้ เขาย่อมฟาดลังใส่หัวอีกฝ่ายเต็มแรง ทว่ายกเว้นกะพริบตาสับสน มันสมองดูไม่สะเทือนสนองสักนิด กลับเป็นเขาเสียเองที่สองกำมือรู้สึกชืดชามาก

คุณชายน้อยเห็นภาพดังกล่าว สองตาจึงลุกวาวประดุจกองเพลิง แต่ไม่ทันชิงกระโจนเข้ามากระหน่ำเตะชายชุดดำให้กระดูกตัวป่นปี้ กลับปรากฏบุรุษลึกลับอีกคนที่สวมชุดสีดำเหมือนกัน จู่ๆ ล่องลอยจากทิศไหนไม่รู้ เพื่อพุ่งหาคุณชายคนงามกับคนชุดดำที่ยืนขึ้นตั้งท่าได้แล้ว

ถ้าเปรียบเทียบว่าความเคลื่อนไหวนั้นราวกับผีสาง ก็ไม่เกินความจริงสักกระผีก เพียงพริบตาถัดมา คนชุดดำที่ยืนตั้งท่าประชันเด็กหนุ่มหน้าตาล้ำเลิศ ก็ถูกฝ่ามือเดียวซัดใส่จนพุ่งตัวไปกระแทกผนังหิน แล้วกระอักเลือดคำโตออกมา ทำเอาทุกข้างฝ่ายหยุดนิ่งทันใด

แต่ก่อนพวกเขาจะคืนสติ แล้วตระหนักในวิชาร้ายกาจของผู้มาใหม่ บุรุษลึกลับก็คว้าเอวคุณชายคนงาม ก่อนลักพาตัวทะยานข้ามแนวกำแพงไป ครั้นพวกเขาพร้อมออกไล่ตาม คนชุดดำที่เหลือยังลงมือใหม่ ทำให้ทิ้งระยะเวลาพอสมควร พวกมันค่อยฉวยโอกาสประคองปีกคนที่พิงกำแพงหมดสภาพขึ้นมา จากนั้นหลบหนีฉับไวบ้าง ทิ้งให้คุณชายตัวสูงกับคุณชายตัวน้อยยืนบันดาลโทสะ

เด็กชายทุบกำปั้นใส่กำแพง เล่นงานเนื้อหินกลายเป็นหลุมยุบทันควัน พอบรรลุเป้าหมายดีแล้ว ชายชุดดำทั้งหมดล้วนไสหัวหายเกลี้ยง แน่นอนมาก่อนหรือมาหลัง ย่อมเป็นพวกเดียวกัน!

หน้าตาหนุ่มน้อยร่างสูงไม่อาจสยบรอยเดือดร้อน ทว่าเขาจะออกตามร่องรอยไป ก็ติดห่วงคุณชายน้อยทั้งสองอยู่ เด็กชายอีกคนจึงขมวดคิ้วคิด ก่อนสั่งการ

“เร่งหน้าไปหงอวี้ลหวี่เตี้ยน ตามหาอู่เหวินเหลาป่านก่อน ที่นี่คือถิ่นเขา ย่อมต้องช่วยเหลือได้มากแน่”

คุณชายสามคนเลยมุ่งไปตั้งหลักที่นั่น เพราะเส้นสายตระกูลอู่เหวินที่กว้างขวาง เตี้ยนเหล่าต้าคงมีวิธีควานหาคนรวดเร็วกว่าพวกเขา

ขณะเดียวกันคุณชายรองที่โดนบุรุษชุดดำอุ้มติดมือมา ก็กวาดตามองพวกมันอย่างระวัง ปฏิกิริยาคนที่จับตัวเขามาชวนสับสนไม่น้อย ทั้งที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม แต่กลับซัดกำลังภายในใส่ลูกน้องจนอวัยวะบอบช้ำ แค่คนผู้นั้นทำท่าคล้ายจะลงมือกับเหยื่อบอบบางเช่นเขา

เมื่อทุกคนออกไปข้างนอกหมด เหลือแต่บุรุษชุดดำยืนสองมือไขว้หลัง ท่าทางเขายืดอกผึ่งผายอย่างมาก ทำให้หญิงสาวในคราบคุณชายสำอางระงับใจที่กำลังตื่นกลัว จ้องสำรวจคนที่สาวเท้ามาทีละน้อย ตอนแรกโดนฉุดร่างลอยข้ามกำแพง นางไม่เบิกตามองความสูงอยู่ ก็เวียนหัวเพราะลักษณะลอยขึ้นลอยลง ไม่มีใจหลุดปากกรีดร้อง หากจะมีอะไรเตรียมหลุดลอด เกรงเป็นสารพัดของเก่าในกระเพาะอาหารประเภทเดียว

ทว่าตอนนี้ เมื่อดวงตาสองคู่พุ่งปะทะกัน นางถึงขั้นวิญญาณสะท้าน!

นัยน์ตาลึกล้ำ เฉียบขาด และดุดัน ย่อมมีจำนวนอยู่ไม่มาก...

ทั้งเป็นแบบที่เห็นหนหนึ่ง สยดสยองชั่วชีวิต!

อา...

อ้า...

บุคคลผู้นี้...

บุคคลผู้นี้!!!

คุยกับแพนด้า:(17/10/18)

เหมือนเดิมนะคะ แพนด้าว่างแล้วจะไล่ตอบเจ้าค่า และอาจจะมีบางท่านไม่ได้ตอบ ก็ขอให้ทราบว่าแพนด้าอ่านแล้วขอบคุณทุกท่านอยู่เสมอน้า ตอนนี้ปั่นนิยายรายวันกันต่อไปก่อน ฮรือออออออ...

สถานะเรื่อง:ยังไม่จบ

สถานะการลงเรื่อง:ยังลงต่อเนื่อง

สถานะสต็อก:ไม่มี (ปั่นสด ตรวจสด)

วันนัดเจอตอนต่อไป:ยังระบุไม่ได้ (อาจจะเป็นวันไหนก็ได้)

จะลงกี่เปอร์เซ็นต์ในหนึ่งตอน:ระบุไม่ได้ (เท่าที่มีในวันที่ลง)

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย เดือน
ติดตามคะ ขอบคุณ
เมื่อ 4 เดือน 4 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย PaviNovels
Thank you na ka
เมื่อ 8 เดือน 2 ชั่วโมงที่แล้ว

รีวิว