หยางเลี่ยงเฟิ่ง องค์หญิง 7 สามี-บทที่19 สนมคนโปรดคนใหม่

โดย  วิโอเล็ตต้า

หยางเลี่ยงเฟิ่ง องค์หญิง 7 สามี

บทที่19 สนมคนโปรดคนใหม่

บทที่ 19

ไม่นานข่าวความโปรดปรานของฮ่องเต้ที่มีต่อสตรีคนใหม่ก็สั่นสะเทือนไปทั่ววังหลัง พระองค์รับสั่งให้ฝูไป๋ฮวาเข้าเฝ้าถึงสามคืนติด

เพียงคืนแรกฮ่องเต้ก็ทรงแต่งตั้งให้นางเป็นถึงนางกำนัลไฉเหริน ทั้งที่นางเป็นเพียงบุตรอนุต่ำต้อย และในคืนที่สามนางก็ก้าวกระโดดข้ามขั้นเป็น เต๋อผิน จากฝ่ายในขั้น7 ชั้นเอก เป็นฝ่ายในขั้น4 ชั้นโท อีกทั้งยังพระราชทานทินนาม ‘ไป๋' สตรีผู้ขาวบริสุทธิ์

เป็นการเลื่อนขั้นที่รวดเร็วและไม่เคยมีมาก่อน แม้แต่หลิงเสียนหรงที่ว่าเลื่อนขั้นเร็วมากแล้ว ก็ไม่อาจเทียบเท่า

“บุปผายังมิทันเหี่ยวเฉา ภมรก็ผละจาก” ฝูหวั่นอี๋เดินเข้ามาย่อกายทำความเคารพหยางเลี่ยงเฟิ่งที่กำลังยืนชมดอกอิงฮวา “บุปผาแม้จะงดงามเพียงใดหากมิส่งกลิ่นหอมเย้ายวน ภมรมาดอมดมไม่กี่ครั้งก็แหนงหน่าย องค์หญิงว่าจริงไหมเพคะ”

เรียวปากแดงฉ่ำเหยียดยิ้ม พลางปรายตามองทรวดทรงเล็กบางขององค์หญิงสิบสามผู้ที่ฮ่องเต้เคยโปรดปราน แม้ทรวงอกนางจะตั้งเต้างามและโตกว่าสตรีวัยเดียวกัน แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรเสียก็ไม่อาจเทียบเท่าหญิงสาววัยสะพรั่งได้

“วังหลังมีสตรีนับพัน ความโปรดปรานของฮ่องเต้นั้นสตรีอย่างเรามิอาจคาดเดาได้ องค์หญิงก็อย่าได้เสียพระทัยไปเลย” เมื่อเห็นหยางเลี่ยงเฟิ่งไม่เอ่ยอันใด ก็นึกว่านางเสียใจนัก ทำให้นางสะใจยิ่ง “อีกอย่างไป๋เต๋อผินก็เป็นคนสกุลฝู หากนางก้าวหน้าก็นับว่าดีไม่น้อย วันข้างหน้านางอาจช่วยสนับสนุนองค์หญิงได้”

“จบหรือยัง”

“เอ๋?” ฝูหวั่นมองหยางงุนงงไม่เข้าใจ

“เปิ่นกงจู่ถามว่าเจ้าเอ่ยจบหรือยัง” ดวงตาเรียวหงส์ปลายมองฝูหวั่นอี๋ น้ำเสียงที่เอ่ยเรียบนิ่งจนไม่อาจคาดเดาอารมณ์

“พะ เพคะ” ฝูหวั่นอี๋ตอบเสียงสั่น ยามสบตาหงส์นั่น หัวใจก็สั่นรัวจนหาเสียงตัวเองแทบไม่เจอ จนต้องหลุบตาไปทางอื่น

“เช่นนั้นก็กลับไปเสีย เปิ่นกงจู่ต้องการชมบุปผาเงียบๆ” หยางเลี่ยงเฟิ่งหันมามองดอกอิงฮวาโดยไม่สนใจฝูหวั่นอี๋อีก

ฝูหวั่นอี๋ย่อกายถอยออกมาอย่างหน้าเสีย ก่อนจะสบถออกมาไม่ดังนัก แต่คนอยู่ไม่ไกลอย่างหยางเลี่ยงเฟิ่งย่อมได้ยิน

“เหอะ ทำเป็นหยิ่งผยอง ฝ่าบาทหมดความโปรดปรานแล้ว จะเชิดหน้าได้อีกเมื่อไหร่กัน!”

“บังอาจ!” ผิงเอ๋อร์ชี้นิ้วตามหลังฝูหวั่นอี๋อย่างโมโห “คิดว่าตัวเองเป็นใครกันถึงกล้ามาลบหลู่องค์หญิง!”

“ปล่อยนางไปเถอะ”

“แต่องค์หญิง…”

ผิงเอ๋อร์กำลังจะแย้ง แต่เห็นคิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย นางกำนัลคนสนิทจึงเงียบลง นางพอรู้ว่ายามนี้องค์หญิงอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร จะว่าเป็นไป๋เต๋อผิน แต่เมื่อนางเล่า องค์หญิงเพียบรับฟังไม่ได้ใส่ใจเป็นพิเศษ

หยางเลี่ยงเฟิ่งหันกลับมามองดอกอิงฮวาต่อ แม้ตามองแต่ไม่ได้รู้สึกชื่นชมไปด้วย ยามนี้ในใจของนางกำลังวิตกกังวล

นางเคยคิดจะพึ่งตัวเองแต่นางไม่รู้จะทำเช่นไรต่อ นางสูญเสียเกราะป้องกันอย่างฮ่องเต้ไปแล้ว ชีวิตต่อจากนี้ไม่อาจรู้แน่

สกุลฝูเองก็ไม่ค่อยมีอำนาจในราชสำนักแล้ว ไม่อาจเป็นหินผาให้นางพึ่งพิงได้ ถึงแม้จะส่งบุตรสาวเข้าวังแต่จะดึงอำนาจได้เท่าใดกัน

หากขอไปบวชจะได้ไหมหนอ ฮ่องเต้เองก็ไม่ได้สนใจนางแล้ว

ผิงเอ๋อร์มององค์หญิงอย่างเป็นห่วง ตั้งแต่จบเรื่องคราก่อนองค์หญิงของนางก็มักจะเลื่อนลอยไม่สดใสดังแต่ก่อน

“คำนับองค์หญิงหยางเลี่ยงเฟิ่งเพคะ”

อยู่ๆเสียงหวานก็ดังขึ้นข้างหลัง เรียกให้หยางเลี่ยงเฟิ่งหลุดจากภวังค์

หยางเลี่ยงเฟิ่งมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างสงสัยเล็กน้อย เพราะดูไม่คุ้นตานัก “ตามสบายเถิด”

“เพคะ” ไป๋เต๋อผินลุกขึ้นพลางยิ้มอ่อนหวานงดงาม

หยางเลี่ยงเฟิ่งตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าหญิงสาวตรงหน้าเต็มๆตา หญิงสาวผู้นี้มีใบหน้าคล้ายนางถึงเจ็ดแปดส่วน แต่ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงคือรูปร่าง นางเป็นเพียงเด็กสาววัยปักปิ่นรูปร่างจึงยังไม่โตเต็มวัย แต่หญิงสาวตรงหน้าน่าจะอายุสิบแปดสิบเก้าแล้วรูปร่างงามสะพรั่ง มีทรวดทรงน่าหลงใหล

“องค์หญิงหยางเลี่ยงเฟิ่งงดงามสมคำล่ำลือนักเพคะ” ไป๋เต๋อผินผลิยิ้มนุ่มนวล ดวงตาเรียวงามกระพริบเบาๆดูงดงามบริสุทธิ์ “ท่านปู่มักเอ่ยกับหม่อมฉันว่า หม่อมฉันมีใบหน้าคล้ายองค์หญิงถึงแปดเก้าส่วน พอมาเห็นนับว่ามีส่วนคล้าย แต่ก็ไม่อาจเทียบเคียง”

ดวงตาเรียวหงส์หรี่มองหญิงสาวตรงหน้าที่พูดไม่หยุด ที่บอกว่าไม่อาจเทียบเคียง หมายถึงนางที่ทรวงทรงแบนราบจนไม่อาจเทียบเคียงหรือไร

“อะไรหรือที่ไม่อาจเทียบเคียง” เสียงทุ้มดังขึ้นเรียกให้ทั้งสองรีบหันไปทันที

“ถวายบังคมฝ่าบาท”

“ลุกขึ้นเถิด”

วรองค์สูงเสด็จมาหาพวกนาง พระหัถต์ทั้งสองไขว้หลังดูภูมิฐานสง่างาม พระโอษฐ์มีรอยแย้มสรวลบางๆ

“ฝ่าบาททรงมาเดินเล่นเหมือนกันหรือเพคะ” ไป๋เต๋อผินยิ้มอ่อนหวานนุ่มนวล เดินเข้าไปเกาะพระพาหาฮ่องเต้อย่างสนิทสนม

“เจิ้นเห็นว่าอิงฮวางามนักก็เลยมาเดินชมเสียหน่อย” พระหัถต์หนาตบมือบางเบาๆ ก่อนจะหันมาทางองค์หญิงสิบสามที่หลุบตาลงนิ่ง “แล้วที่ว่าเจ้าไม่อาจเทียบเคียงคืออันใดหรือ”

“ท่านปู่บอกว่าหม่อมฉันใบหน้าคล้ายองค์หญิงหยางเลี่ยงเฟิ่งนัก พอได้มีวาสนาพบพระพักตร์ก็นึกละอายที่หม่อมฉันไม่อาจเทียบเคียงความงามขององค์หญิงเลย” มือบางยกผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ท่าทีเขินอายแลดูน่าเอ็นดูนัก

“เจ้าก็งามแบบเจ้า องค์หญิงก็งามแบบองค์หญิงจะมาเปรียบเทียบกันได้อย่างไร”

“คิกคิก เพคะ”

หยางเลี่ยงเฟิ่งได้แต่กระพริบตาปริบๆมองท่าทีของเขินอายของไป๋เต๋อผิน มันมีอันใดน่าหัวเราะกัน

“แต่หม่อมฉันดีใจมากเลยเพคะที่ได้เจอญาติผู้น้องที่ท่านปู่เอ่ยถึงบ่อยๆ” ไป๋เต๋อผินเอ่ยยิ้มๆหันมามองเด็กสาวร่างเล็กบาง “แต่ยังไม่มีโอกาสไปคำนับเสด็จป้าฝูไท่เฟยเลย”

หยางเลี่ยงเฟิ่งขมวดคิ้วไม่พอใจ สตรีผู้นี้เป็นใครกัน อยู่ๆก็มาทำตัวสนิทสนมกับนางอย่างไร้มารยาท แล้วนี่ยังบังอาจมาเรียกมารดาของนางเช่นนี้อีก

นางนึกโมโหนักอยากจะต่อว่าเสียสักหน่อย แต่พอสบกับพระเนตรของฮ่องเต้ที่มองมาก็ได้แต่กำหมัดแน่นหลุบตาลงอย่างกลั้นความเจ็บปวดในใจที่ทำอันใดมิได้

สตรีผู้นี้คงจะเป็นคนโปรดของเขา หากพลั้งเผลออันใดไปจะเป็นการไม่ดี

คิดได้ดังนั้นเรียวปากงามดุจลูกอิงเถาก็ยกยิ้มบางๆ “ว่าแต่เจ้าเป็นใครหรือ ตั้งแต่เดินเข้ามาเปิ่นกงจู่ยังมิได้ถามชื่อเลย”

“อะ เอ่อ” ไป๋เต๋อผินรู้สึกชาไปทั้งใบหน้า เรียวปากบางสั่นระริกเอ่ยเสียงสั่นเครือราวกับน้อยใจนัก “เป็นหม่อมฉันต่ำต้อยนักที่เป็นเพียงลูกอนุไม่มีค่าให้ใครจดจำ”

หยางเลี่ยงเฟิ่งคิ้วกระตุก ที่นางเอ่ยถามเพราะนักไม่รู้จริงๆ เจ้าจะสูงส่งต่ำต้อยเพียงใดนางไม่อาจรู้แต่อยู่ๆเดินเข้ามาพูดคุยเช่นนี้ คิดว่าสตรีในวังหลังมีเท่าใดกัน

“องค์หญิง สกุลฝูเพคะสกุลฝู” ผิงเอ๋อร์กระซิบบอกผู้เป็นนาย

“อ้อ เจ้าคือไป๋เต๋อผินนี่เอง” ยังดีที่ก่อนหน้านี้ฝูหวั่นอี๋พร่ำเพ้อข้างหูนางเป็นนางจึงพอนึกยศออก แต่ชื่อจริงนางมิได้จดจำ “น่าละอายนักที่ไม่รู้จักญาติผู้พี่”

ไป๋เต๋อผินส่ายหน้าเบาๆทำหน้าเศร้า “หม่อมฉันผิดเองที่ไม่แนะนำตัว” ร่างอวบอิ่มเดินมาใกล้นางพลางย่อกาย “หม่อมฉันไป๋เต๋อผิน นามว่า ฝูไป๋ฮวา เพคะ”

ท่าทางเช่นนี้ดูอย่างไรนางก็คล้ายกำลังรังแกผู้อื่นอยู่ ดวงตาเรียวหงส์ลอบมองฮ่องเต้ แต่ก็ต้องรีบหลุบลงเมื่อสบพระเนตรเข้าเต็มๆอีกครั้ง แต่ก็ยังดีที่พระองค์ดูเหมือนจะไม่ทรงกริ้วอันใด

“ไป๋เต๋อผินลุกขึ้นเถิด”

“เพคะ” ไป๋เต๋อผินก้มหน้าน้อยๆเดินกลับไปอยู่ข้างกายฮ่องเต้

หยางเลี่ยงเฟิ่งมองฮ่องเต้โอบประครองร่างงามราวกับปลอมประโลม นางก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ หันกลับมามองกลีบอิงฮวาที่กำลังถูกสายลมพัดปลิวอีกครั้ง

“แถวนี้อิงฮวากำลังร่วงหล่นงดงามนัก ดูแล้วให้ความรู้สึกดังหิมะในฤดูใบไม้ผลิเลยนะเพคะ” ไป๋เต๋อผินเงยขึ้นสบพระพักตร์ฮ่องเต้ที่กำลังทอดมองไปเบื้องหน้า “ฝ่าบาทก็ชมชอบอิงฮวาหรือเพคะ”

“อิงฮวาเบ่งบานย่อมงดงาม เจิ้นมิได้ชมชอบเป็นพิเศษหรอก” พระเนตรคมหันกลับมามองดวงตาเรียวงามอย่างอ่อนโยน

ใบหน้างามก้มน้อยๆอย่างเขินอายต่อสายพระเนตร ก่อนจะหันมาเอ่ยถึงองค์หญิงสิบสาม “แต่ดูเหมือนองค์หญิงหยางเลี่ยงเฟิ่งจะชื่นชอบอิงฮวาเป็นพิเศษนะเพคะ”

หยางเลี่ยงเฟิ่งหันมายิ้มบางๆให้สนมคนใหม่ พลางเงยขึ้นสบพระเนตรฮ่องเต้ที่กำลังมองมา “ที่เปิ่นกงจู่ชอบอิงฮวาเพราะยามที่มันร่วงหล่น มันก็ยังดูงดงามและดูเป็นอิสระ สามารถล่องลอยไปที่ไกลแสนไกลโดยไม่มีใครฉุดรั้งได้”

เพียงชั่วพริบตานางเหมือนเห็นรอยวูบไหวในพระเนตร แต่พอกระพริบตามองอีกครั้งก็เห็นเพียงสายพระเนตรเรียบนิ่งไร้อารมณ์

ดวงตาเรียวหงส์หลุบลงแอบยกยิ้มเย้ยหยัน ดูเหมือนความคิดที่จะออกบวชคงเป็นได้เพียงแค่ความคิด

เหตุใดพระองค์ไม่ปล่อยนางไป

“นี่ก็สายมาแล้ว หม่อมฉันคงไม่รบกวนฝ่าบาทแล้วเพคะ”

ร่างเล็กบางย่อกายหน้าพระพักตร์ เมื่อเห็นฮ่องเต้พยักหน้าไม่ตรัสอันใดจึงเดินออกมา ทิ้งภาพหยอกเย้าของสนมฮ่องเต้ไว้เบื้องหลัง

ร่างเล็กบางเดินเหม่อลอยเรื่อยๆ ไม่มีความคิดจะกลับตำหนักแต่อย่างใด นางหยุดมองสระบัวที่ยังไม่ผลิดอก ก่อนจะสะดุดกับร่างบุรุษท่าทางราวกับบัณฑิตมากความรู้ ที่ยืนไขว้หลังมองมาทางนางด้วยสายตาเรียบนิ่งเย็นชา

จ้องมองเสียจนนางรู้สึกขัดเขิน จนต้องหันซ้ายหันขวาว่าเขาอาจมองสิ่งอื่น แต่ก็ไม่เห็นสิ่นใดน่าสนใด จนต้องทำเป็นเดินหลบไปทางอื่น แต่บุรุษผู้นั้นก็มองตามนางไม่หยุด

“ใต้เท้ากำลังมองสิ่งใดหรือ” นางฝืนส่งยิ้มแห้งๆให้เขา

“…”

คำตอบที่ได้รับคือความเงียบกริบ ใบหน้างามเริ่มบึ้งตึง ไม่เคยมีผู้ใดมองนางอย่างไร้มารยาทเช่นนี้มาก่อน

“องค์หญิงไม่เหมาะกับอิงฮวาหรอก”

“หมายความว่าอย่างไร” คิ้วเรียวขมวดมุ่นมองบุรุษชุดขุนนางตรงหน้าอย่างไม่พอใจ มือบางขยุ้มชุดลายอิงฮวาอย่างเริ่มไม่มั่นใจนัก

“องค์หญิงไม่เหมาะกับบุปผา”

“จะ เจ้าบังอาจนัก” สตรีย่อมคู่ควรกับบุปผา หากนางไม่เหมาะกับบุปผามันหมายความว่าอย่างไร ใบหน้างามแดงก่ำด้วยความโกรธ

บุรุษน่าตายผู้นี้เป็นใครกัน

“…”

“เจ้าบังอาจมองเปิ่นกงจู่หรือ!”

“…”

“จะ เจ้า! กรอด…” อารมณ์ของนางแทบจะปะทุโดยไม่มีสาเหตุ เมื่อมองใบหน้าตายด้าน เย็นชาเรียบนิ่งประดุจแผ่นหินที่จ้องนางไม่ละสายตา

“ผิงเอ๋อร์กลับ!”

อวิ๋นหานตงมองตาองค์หญิงผู้เกรี้ยวโกรธจนลับสายตา

“อิงฮวาแม้จะล่องลอยอย่างอิสระแต่หากไร้สายลมก็ไม่อาจไปที่ใดได้ บุปผาแม้งดงามแต่ก็บอบบางเกินไป ไม่เหมาะกับองค์หญิงหรอก”

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Nymphnim
ขอบคุณนะคะ
เมื่อ 8 เดือน 4 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Yimsuthinee
ขอบคุณค่ะ.
เมื่อ 11 เดือน 21 ชั่วโมงที่แล้ว

รีวิว