ฤาแค้นจะซ้อนรัก ( Ebook)

Ep6 : สัญญาเพื่อใคร (จบบท)

สามารถโหลดซื้อนิยายได้แล้ววันนี้

มนต์รสาเดินลากกระเป๋าใบย่อมสามใบลงจากรถแท็กซี่ก่อนนำไปวางไว้ข้างประตูรั้ว ใบหน้าแฉล้มไร้การแต่งแต้มผุดเหงื่อเม็ดเล็กๆตรงบริเวณเหนือหน้าผาก อาจเป็นเพราะอากาศตอนนี้นั้นร้อนอบอ้าว ร้อนจนผิดขาวผ่องนั้นแทบจะไหม้เกรียมเป็นตอตะโก เพราะความร้อนของอากาศ ทำให้มนต์รสารีบก้มหน้าก้มตาขนย้ายกระเป๋าเดินเดินทางพร้อมสัมภาระต่างๆเดินปรี่เข้าบ้านตัวเองอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันสังเกตเห็นรถสปอร์ตสีดำมันวาว กำลังเลี้ยวเข้าบ้านหลังโตเยื้องถัดจากบ้านหลังเล็กของเธออีกหลังไป

แต่นั้นไม่อาจพ้นสายตาคมกริบของชายหนุ่มหลังพวงมาลัยไปได้...

“กลับมาแล้วเหรอมนต์รสา” ชายหนุ่มหลังพวงมาลัยยิ้มพราย พรางเปิดประตูรถเดินขึ้นตึกใหญ่ด้วยหัวใจร้อนรน...

“รสา!”

ทันทีที่เธอผลักบานประตูรั้วไม้ออกกว้าง เสียงหนึ่งกลับดังแทรกขึ้นมาจากทางด้านหลัง และพอเธอเหลียวใบหน้าหันกลับไปมองจึงพบว่าเป็นพี่มด พี่สาวคนสนิทของเธออีกคนนั่นเอง พี่มดทำงานเป็นแม่บ้านบนตึกใหญ่ มีหน้าที่หลักคือดูแลความสะอาด...

“อ้าวพี่มด...” เจ้าของบ้านหลังสีเขียวมะกอกรีบเปิดยิ้มกว้าง วางข้าวของในมือลง ก่อนจะเดินเข้าไปหาผู้เรียกด้วยความดีใจ

“พี่มดมาก็ดีเลย รสามีของมาฝากเพียบ เข้าบ้านรสาก่อนนะขอรสาลื้อกระเป๋าเอาของก่อน”

หลังจากพูดจบเธอจึงยกกระเป๋าของฝากซึ่งวางใกล้มือขึ้นโชว์ ก่อนจะดึงแขนพี่มดให้เดินตามเข้าไปในบ้านด้วยกัน จนมดต้องรีบฝืนร่างของตัวเองยืนนิ่งกับที่ เจ้าของบ้านสีมะกอกย่นหัวคิ้วลงมองรุ่นพี่ซึ่งเคยอาศัยร่วมฉายคาเดียวกันมาก่อน ด้วยความสงสัย

“พี่มดไม่เข้าบ้านกับรสาก่อนเหรอ เราสองคนไม่ได้คุยกันนานแล้ว รสาคิดถึง คิดถึงพี่มดจะแย่ เข้าไปข้างในกันค่ะ รสามีเรื่องจะเม้าเยอะแยะเลย” สาวสวยถามเสียงอ่อนหวานคะยั้นคะยอดันร่างเพรียวให้เดินเข้าไปด้านในบ้านด้วยกัน

“ไม่ละจ้ะน้องรัก วันนี้พี่คงไม่เข้าบ้านรสาหรอกนะ พอดีพี่มีงานเร่งด่วนต้องรีบกลับไปทำ ขืนมัวชักช้าพิรี้พิไรติดคุยกับรสาอยู่อีก มีหวังสิ้นเดือนนี้พี่คงได้ถูกหักเงินเดือนจนไม่เหลือกินสักบาทแน่ ช่วงนี้ท่านๆบนตึกใหญ่ยิ่งอารมณ์ไม่อยู่กับร่องกับรอยสักคน โดยเฉพาะคุณหนึ่ง เอะอะขู่จะหักเงินเดือนเราท่าเดียว เอาไว้วันหลังก็แล้วกันนะน้องรัก วันนี้พี่รีบจริงๆจ้ะ...”

มดรีบส่ายหน้าปฏิเสธหากทว่าสีหน้านั้นอดเสียดายไม่ได้ ตอนนี้เธอมีเรื่องคันปากอยากจะเล่าให้น้องสาวคนสนิทฟังอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของคุณชายคนโตของบ้าน ไวยเวศ ซึ่งดูเหมือนหมู่นี้ขยันเรียกเธอให้ไปพบอยู่บ่อยครั้ง กลับเข้าบ้านมาทีไร เป็นอันต้องตามตัวเธอเข้าพบทุกที ซ้ำยังถามคำถามชวนปวดหัว คำถามที่เธอก็ไม่รู้จะตอบยังไง ก็ไอ้คำถามเหล่านั้นมันไม่เห็นจะเกี่ยวข้องอะไรกับเธอเลยสักอย่างเดียว ทุกคำถามของคุณหนึ่งล้วนแล้วมีแต่ถามหายายน้องสาวคนสนิทของเธอคนนี้คนเดียวทั้งนั้น มนต์รสาไปทำงานแน่หรือเปล่า กลับมาหรือยัง ทำไมถึงยังไม่กลับ หายตัวไปแบบนี้บ่อยไหม โอ้ย!เธออยากจะตะโกนใส่หน้าคุณหนึ่งเหลือเกิน เธอชื่อมด ไม่ได้ชื่อรสานะคะ ถ้าอยากรู้เรื่องอะไรของเขานัก ทำไมคุณหนึ่งถึงไม่เรียกเจ้าตัวเขามาถามเสียเองเล่า เล่นมาถามเธอซะถี่ยิบแล้วเธอจะไปรู้เรื่องของคนอื่นได้อย่างไรกันล่ะ มนต์รสาจะไปไหน ไปกี่วัน ...

“หว่า...น่าเสียดายจังเลยค่ะ รสามีเรื่องจะคุยกับพี่มดตั้งเยอะแหนะ ว่าแต่...แล้วนี่คุณอรเธอเป็นอย่างไรบ้างคะ เธอออกจากโรงพยาบาลแล้วหรือยัง รสาไม่กล้าเข้าไปเยี่ยมเธอหรอก กลัวเธอจะไม่พอใจเอาอีก...” มนต์รสาบอกเสียงอ่อย

“ออกมาได้หลายวันแล้ว เธอก็ยังซึมๆอยู่บ้าง แต่ตอนนี้คุณผู้หญิง ท่านพาคุณอรไปรักษาแผลใจที่ต่างประเทศนู่นแล้ว ได้ข่าวหนนี้คงไปนานเป็นเดือนหน่อยกว่าจะกลับ บนตึกเลยเหลือแต่คุณหนึ่งนั่นแหละ แต่หมู่นี้เป็นอะไรของแกนักก็ไม่รู้ เห็นเดี๋ยวผีเข้าผีออก พี่ละตามอารมณ์แกไม่ทันจริงๆ”

“หรือจ๊ะ...” หญิงสาวไม่อยากพูดถึงผู้ชายคนนั้นเลยหยุดพูดไม่ซักไซ้ต่อ

“เอาไว้พรุ่งนี้เป็นไง เดี๋ยวพี่แวะมาหารสาอีกที ว่าแต่...แล้วเอ่อ...เห็นปิดบ้านเงียบเสียหลายวัน นี่รสาไปเที่ยวหรือไปทำงานมาล่ะ ถามป้าๆบนตึกใหญ่ก็ไม่มีใครรู้สักคน ไอ้เราก็มาดักรอ...เอ้ย! ไม่ใช่...บังเอิญพี่เดินผ่านมาตอนเย็นทุกวัน เลยอดสงสัยไม่ได้ ทุกทีถ้ารสาจะไปไหนยังโทรบอกพี่ไว้ก่อน..”

มดรีบแก้คำพูดของตัวเองเสียใหม่ เกือบเผลอหลุดปากออกไปแล้วเชียว คุณหนึ่งยิ่งสั่งห้ามไม่ให้เธอบอกใครเรื่องใช้ให้เธอมาดักรอรสากลับบ้านทุกวันอยู่ด้วย

“รสาไปทำงานที่ภูเก็ตมาค่ะ แต่ทำงานแค่สองวันเองนะ หลังจากนั้นรสาเลยขอเจ้านายอยู่เที่ยวต่อเลยนะคะ...”

“อ้ออย่างนี้นี่เอง...” มดพยักหน้าเก็บรายละเอียดเพื่อไปรายงานต่อให้กับคนที่ใช้เธอออกมาถาม

“นั้นรสาเข้าบ้านไปพักผ่อนก่อนเถอะดูสิเหงื่อท้วมตัวไปหมดแล้วเนี่ย พี่ไปล่ะ เอาไว้พรุ่งนี้พี่จะแวะมาคุยด้วยใหม่ก็แล้วกันนะ...”

“ค่ะพี่มด...พรุ่งนี้เจอกันนะคะ รสาจะได้ฝากของไปให้กับทุกคนบนตึกด้วย”

สองสาวเอ่ยล่ำลากันพร้อมกับนัดแนะที่จะเจอกันในวันพรุ่งนี้อีกครั้งหนึ่ง ก่อนต่างคนต่างแยกย้ายไปคนละบ้าน มดรีบเร่งฝีเท้าเมื่อหางตาข้างขวาเริ่มกระตุกถี่ยิบมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนอีกสาวก็เดินลากกระเป๋าเดินทางทั้งสามใบเข้าบ้านของตัวเองไป กะจะขึ้นไปอาบน้ำให้สดชื่น แล้วค่อยลื้อของในกระเป๋าออกมาทำความสะอาด

***********************************

ในระหว่างที่มนต์รสา ค่อยๆทยอยเอาของฝากในกระเป๋าใบย่อมซึ่งเธอลงทุนซื้อเพิ่มมาอีกใบ นำออกมาจัดเรียงบนพื้นห้องไม้โอ๊คสีเข้ม เพื่อจัดการแบ่งของฝากให้ครบตามจำนวนคนรู้จัก ซึ่งล้วนมีแต่ของขึ้นชื่อทางจังหวัดภูเก็ตแทบทั้งนั้น หลังจากเธออาบน้ำชำระร่างกายจนรู้สึกชดชื่น โดยไม่ทันคิดว่าจะมีเงาดำบางอย่างได้เคลือบคลานเข้ามาภายในบ้านของเธออย่างเงียบกริบ...

ด้วยความร้อนใจของคนรอมานานหลายวันยิ่งได้มาเห็นรูปภาพพร้อมหัวข้อข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ซุบซิบ ยิ่งทำให้อิศราไม่อาจทนรออยู่เฉยได้อีกต่อไป พอสาวใช้เข้ามารายงานถึงเรื่องที่เขาใช้ให้ไปสืบมาแล้วได้ความเป็นบางส่วน แต่นั่นยังไม่อาจทำให้ความสงสัยในใจของเขาหลุดหาย มันยังมีอีกหลายเรื่องคาใจเขาอยู่ โดยเฉพาะเรื่องของนักธุรกิจหนุ่มคนนั้น ทำไมมนต์รสาถึงได้ไปยืนกอดกับมันได้ เจ้าตัวเลยตรงดิ่งมุดรั้วด้านข้างเข้ามาโดยไม่คิดกลัวใครมาเห็นเข้าอีกแล้ว แต่วันนี้มันไม่ง่ายเหมือนครั้งก่อน เมื่อประตูเหล็กดัดดันมีคนเอาโซ่เส้นใหญ่พร้อมด้วยแม่กุญแจอันโตมาคล้องปิดเอาไว้ อิศราพ่นลมหายใจอย่างโมโหก่อนจะกระแทกเท้าเดินหน้าตึงออกไปยังถนนใหญ่ด้วยความร้อนใจเป็นทุนเดิม

เขาก็ไม่ได้คิดถึงแม่นี่สักเท่าไหร่หรอกนะ แต่ที่ต้องรีบจนไม่กลัวใครมาเห็นจนตกเป็นข่าวอีกนั้น เป็นเพราะเขาแค่อยากมาสะสางเรื่องคาราคาซัง ที่มันทำให้เขาหงุดหงิดงุ่นง่านจนไม่เป็นอันหลับอันนอนมาหลายคืนให้มันจบๆไปเสียมากกว่า ยิ่งได้เห็นข่าวมนต์รสายืนกอดกับผู้ชายคนอื่นบนหน้าหนังสือพิมพ์วันนั้น ใจเขาก็ลุกเป็นไฟ คิดว่าเขาจะปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆหรือไง นั่นมันไม่ใช่นิสัยของเขาเสียด้วย ถึงเขาจะยังไม่ยอมรับเจ้าหล่อนเป็นเมีย แต่นั่นมันไม่ได้หมายความว่า มนต์รสาจะทำตัวสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่นได้เหมือนกัน...

ชายหนุ่มชะโงกหน้าผ่านประตูรั้วไม้ระแนงมองเข้าไปยังตัวบ้าน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มถึงกับเป็นประกายวับ นอกจากมีแสงไฟในตัวบ้านเล็ดลอดออกมาตามช่องต่างๆ บ่งบอกความแน่ชัดว่าหญิงสาวอยู่ด้านใน เขายังเห็นประตูไม้สีเขียวเข้มเปิดอ้าทิ้งเอาไว้อีกต่างหาก ชายหนุ่มจึงกระตุกยิ้มมุมปาก ทางสะดวกเสียด้วยแฮะวันนี้...

อิศราจึงไม่รอช้ารีบยันตัวเองขึ้นจนปลายรองเท้าหนังลอยขึ้น ดันตัวเองเพียงนิดเดียวเขาก็ปีนข้ามผ่านประตูไม้เข้าไปได้อย่างง่ายดาย

โธ่...ประไม้เตี้ยๆแค่นี้ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก อิศรายิ้มหยันให้ประตูรั้วสีขาว ขนาดประตูครัวด้านหลังบ้านของเจ้าหล่อน เขายังงัดเข้าไปได้อย่างสบาย แล้วนับประสาอะไรกับประตู้รั้วเตี้ยแค่นี้...

พอเห็นหนทางสะดวกปลอดภัย แมวขโมยใจกล้าจึงค่อยๆเดินย่องตรงไปยังเป้าหมาย ตอนนี้หัวใจเขามันดันเต้นโครมคราม ไม่รู้จะดีใจอะไรหนักหนาสิวะ...

ผู้หญิงคนนั้นคือมนต์รสา หลานสาวของแม่นมบัวอดีตคนรับใช้ของเขาเอง ไม่ใช่ผู้หญิงที่แกเขาจะเลือกเอามายกย่องให้เป็นเมียเพื่อเดินเคียงข้างกันในวันข้างหน้าได้ อิศราเฝ้าย้ำเตือนหัวใจตัวเองให้มันจดจำขึ้นใจ จะได้ไม่คิดอะไรเลอะเถอะฟุ้งซ่านขึ้นมาอีก

พอบอกกับตัวเองเช่นนั้นเสร็จสรรพ ชายหนุ่มจึงเดินตัวตรงไปถึงประตูซึ่งตอนนี้มันถูกเปิดทิ้งเอาไว้ สายตาคมกริบจับจ้องมองผ่านเข้าไปด้านในตัวบ้าน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจึงปะทะเข้ากับร่างบอบบางเข้าพอดี เขาเห็นหญิงสาวกำลังก้มหน้าก้มตาง่วนอยู่กับสิ่งของรอบกายบนพื้นห้อง อิศราจึงไม่รอช้าเริ่มเปิดฉากเอ่ยปากถามออกไปเสียงห้วนทันที...

“เธอหายไปไหนมา!”

“อุ้ย!”

อาจเป็นเพราะเสียงกร้าวที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จึงทำให้เจ้าของบ้านสาวถึงกับสะดุ้งตกใจ ของฝากในมือซึ่งถือไว้เกือบจะตกลงพื้นอยู่แล้ว พอผินหน้าหันกลับไปมองยังต้นกำเนิดแห่งเสียง มนต์รสานั้นแทบอยากลุกจากพื้น แล้วเดินไปปิดประตูใส่หน้าไอ้ผู้ชายไร้มารยาทเสียเดียวนั้นทันที เธอนึกเจ็บใจตัวเองขึ้นมา ไม่น่าเปิดประตูทิ้งเอาไว้เพื่อให้ลมพัดเข้ามาเลยให้ตาย...

“ฉันถามว่าเธอหายไปไหนมา ไม่ได้ยินที่ฉันถามหรือไง...” อิศราเหล่ตามองเมื่อเขาเห็นร่างบางบนพื้นทำเป็นหูทวนลมเสียงอย่างนั้น

“ถ้าไม่ตอบกันดีๆ ระวังจะถูกปล้ำเหมือนวันนั้นอีกนะ แล้วจะหาว่าฉันไม่เตือน...” เจ้าของบ้านสาวชะงักมือไป ริมฝีปากเม้มเข้าหากันสนิท

“แล้วมีความจำเป็นอะไรมิทราบ ที่ฉันต้องตอบคำถามของคุณด้วย แล้วนี่ใครเชิญคุณเข้ามาในบ้านฉันไม่ทราบคะ...”

“จองหอง อวดดี” ร่างหนาหน้าประตูถึงกับยืดตัวตรง ไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่กับท่าทางจองหองของผู้หญิงตรงหน้า ทั้งที่เมื่อก่อนเจ้าหล่อนออกจะกลัวเกรงเขาเหลือเกิน

“ก็ดีกว่าคนไร้มารยาทชอบปีนเข้าบ้านคนอื่น...” หญิงสาวตอบโต้ไม่ยอมแพ้

“บ้านคนอื่นที่ไหน นี่ก็บ้านฉันด้วยเหมือนกัน”

“หน้าไม่อายน่ะสิไม่ว่า เอาหลักฐานอะไรมาบอกว่านี่เป็นบ้านของคุณ...” เสียงหวานเถียงกลับ

“หลักฐานเอกสารฉันไม่มี มีแค่หลักฐานความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้หญิงบ้านนี้ เธออยากจะดูไหมละเดี๋ยวจะเปิดให้ดู ว่ามันลึกซึ้งถึงขั้นไหน...”

“ไอ้คนชั่ว ออกไปจากบ้านของฉันเลยนะ...” เสียงไล่มาพร้อมกับของในมือ ดีที่อิศราเหลือบขึ้นเห็นพอดีเขาจึงหลบทันถุงของฝาก

“นี่เธอกล้าปาของไล่ฉันอย่างนั้นเหรอ...”

อิศราชักสีหน้าไม่พอใจ เขาเกือบถลาเข้าไปกระชากร่างนุ่มนิ่มบนพื้นห้องมาเขย่าให้หัวสั่นหัวคลอน ผู้หญิงอะไรอวดดีชะมัด แถมยังทำตัวก้าวร้าวกับเขาอีกต่างหาก

“ก็เออนะสิ ทำไมฉันจะไม่กล้า...”

มนต์รสาไม่พูดเปล่าหากทว่าสายตาหวานของเธอนั้นกวาดหาอุปกรณ์สำหรับเอาไว้ป้องกันตัวเองไปด้วย คราวนี้ถ้าเขากล้าคิดทำกับเธอเหมือนวันก่อนนี้อีก รับรอง อิศราไม่ได้ตายดีแน่ เธอจะฆ่าเขาด้วยมือของเธอเองนี่แหละคอยดู

“ใครดีมาฉันก็ดีตอบ ถ้าใครร้ายมาฉันก็ต้องร้ายตอบสิ จะเก็บคุณไว้บูชาทำไม”

“เก่งจริงนะวันนี้ ทีวันนั้นไม่เห็นเก่งเหมือนตอนนี้ล่ะ...” อิศราเลิกคิ้วพร้อมกับส่ายหน้า

“ตกลงเธอหายไปไหนมา ตอบมาดีๆดีกว่าน่า วันนี้ฉันไม่มีอารมณ์จะมาต่อล้อต่อเถียงกับเธอสักเท่าไหร่หรอก ฉันมีเรื่องบางอย่างอยากจะตกลงกับเธอ...”

อิศรายกมือขึ้นยอมแพ้ง่ายๆ เพราะเขาไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับหญิงสาวให้เสียเวลา เขาจึงค่อยๆปรับน้ำเสียงให้ฟังดูอ่อนลง มนต์รสาตวัดสายตาขึ้นไปมองชายหนุ่มประเมินคำพูดกับท่าทางของเขาซึ่งดูอ่อนลง

“แต่ฉันไม่มีอะไรจะตกลงกับคุณทั้งนั้น”

“มีสิ...และมันก็สำคัญมากด้วย” มนต์รสาถอนใจเธอพอจะเดาได้ เขาจะพูดเรื่องอะไรกับเธอ

อิศรารอบสังเกตท่าทางของหญิงสาวเล็กน้อย พอเห็นมนต์รสาไม่เถียงอะไรเขาต่อ แต่เธอหันหน้ากลับไปจัดการกับข้าวของบนพื้นห้องต่อ เขาจึงเริ่มบทสนทนาต่อทันที

“ขอน้ำฉันดื่มสักแก้วสิ คอมันแห้ง...”

แขกไม่ได้รับเชิญร้องขอดื้อๆ เพราะอิศรากำลังคิดหาคำพูดให้กับเรื่องนี้ เขาจะพูดอย่างไรให้มนต์รสาเข้าใจโดยไม่ต้องมาทเลาะกันให้ปวดหัวอีก พลางขยับตัวเดินเข้ามายืนด้านในตัวบ้าน โดยไม่รอคำเชิญจากคนนั่งขัดสมาธิบนพื้น มนต์รสาเม้มริมฝีปากเข้าหากัน ใบหน้านวลงอหงิกไม่ต่างจากม้าหมากรุก เมื่อกลิ่นน้ำหอมจากผู้ชายทรงเสน่ห์ลอยมาปะทะจมูกตัวเอง

“ก็กลับไปกินบ้านคุณสิ วันนี้ฉันไม่รับแขก” ด้วยยังมีทิฐิหลงเหลือมนต์รสาจึงไม่ยอมลงให้เขาตอนนี้ ง่ายๆ การนิ่งเงียบของเธอไม่ได้หมายถึงว่าเธอจะยอมเขา

“ฉันไม่ใช่แขก เธอก็รู้นี่ฉันเป็นอะไรกับเธอ”

“นี่! พูดจาให้มันดีๆหน่อยนะ ฉันไปเป็นอะไรกับคุณ” หญิงสาวเอ็ดให้เสียงดัง

“ก็ฉันเป็นอดีตเจ้านายเธอ แล้วฉันพูดไม่ดีตรงไหนฮึ...” อิศราก้มหน้าลงไปถามคนนั่งบนพื้นห้อง หัวคิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างท้าทาย มนต์รสาได้แต่เม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น

“ขยับหน่อยสิ ฉันจะนั่ง ถ้าไม่มีมารยาทในการรับแขก ก็ช่วยหัดมีน้ำใจบ้างก็ยังดีนะ เดี๋ยวจะหาว่านมบัวของฉันไม่รู้จักสั่งสอนเธอ...”

“หรือจะให้ฉันนั่งบนตักเธอี ไม่สิ...เธอลุกขึ้นมานั่งตักฉันน่าจะดีกว่า” แขกไม่ได้รับเชิญยื่นข้อเสนอ

“นี่คุณหนึ่งมันจะมากเกินไปแล้วนะ แล้วใครเขาไปเชิญคุณให้เข้ามาในบ้านฉันมิทราบ มาทางไหนก็เชิญคุณออกไปทางนั้นเลย ฉันบอกแล้วไง วันนี้ฉันไม่รับแขก...”

ทันทีที่ร่างสูงหย่อนกายลงนั่งเบียดกับเธอ เสียงหวานจึงแห้วขึ้นทันที

“เธอนี่มันแร้งน้ำใจชะมัด ฉันก็เชิญตัวเองสิ เธอนี่ก็ถามแปลกดีนะ ขืนฉันรอให้เธอเชิญ ขาก็คงได้แข็งกันก่อนพอดี”

“คนอะไรหน้าไม่อาย เจ้าของเขายังไม่ทันเชิญเสียหน่อย”

ถึงปากจะบ่นพึมพำไม่พอใจเขาหนักหนาขนาดไหน แต่เอาเข้าจริงพอเห็นเขานั่งลงเคียงข้างเธอกับพื้นไม้ มนต์รสาก็อดใจอ่อนยวบให้ไม่ได้ เธอจึงลุกขึ้นยืนสะบัดหน้า ก่อนเดินตรงไปยังห้องครัว ออกมาพร้อมกับแก้วน้ำเย็นยื่นส่งไปให้คนร้องขอ

“เอ้า...ยุ่งจริง” เธอยื่นแก้วส่งให้แขกไม่ได้รับเชิญ ก่อนจะเขยิบไปนั่งให้ห่างจากร่างใหญ่พอสมควร

“ขอบใจ” อิศรารับน้ำมาดื่ม

“คุณมีอะไรกับฉันก็รีบพูดมาสักที อ้อ...แต่ถ้าเป็นเรื่องของคุณอร ฉันขอบอกกับคุณเอาไว้ก่อนเลยนะ ฉันไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยทั้งนั้น จะเชื่อหรือไม่เชื่อมันก็แล้วแต่คุณ แต่สำหรับ...” มนต์รสาหยุดพูดเพื่อมองหน้าชายหนุ่มชัดๆเป็นการยืนยันในสิ่งที่เธอพูดออกไป

อิศราถึงกับหน้าเผือดลง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบกับสายตาเด็ดเดี่ยวของผู้หญิงที่เขาคิดว่าไม่คู่ควรกับตัวเองด้วยหัวใจเต้นผิดจังหวะ...

“แต่สำหรับเรื่องของเราสองคน...” มนต์รสาเชิดปลายคางขึ้นสบตากับอิศรานิ่ง สายตาของเธอทั้งแน่วแน่และเด็ดเดี่ยว ก่อนจะเอ่ยปากพูดสิ่งที่เธอคิดและต้องการให้เขาเข้าใจ จะได้เลิกมายุ่งเกี่ยวกันเสียที

“ฉันจะถือว่ามันไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น แล้วฉันจะถือว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นมาทั้งหมด มันเป็นการชดใช้หนี้กรรมให้คุณแต่ปางไหนก็แล้วกันนะ ฉันอโหสิกรรมให้คุณ และถ้านี่คือสิ่งที่มันเป็นสาเหตุทำให้คุณต้องลดตัวลงมาหาฉันถึงในบ้านวันนี้ ขอให้คุณสบายใจได้ ฉันลืมมันไปหมดแล้วละ เพราะฉะนั้นคุณกลับบ้านไปเสียเถอะ ไม่มีเรื่องติดใจอะไรที่เราต้องคุยกันอีกแล้วละ...สวัสดี” มนต์รสาพูดตัดบทฉับทันทีเพื่อต้องการให้เขาออกไปจากบ้านของเธอไปเร็วๆ การใช้อากาสร่วมกันในบ้านของเธอ มันทำให้เธออึดอัดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตรงหัวใจ

อิศราถึงกับตัวชาวาบ เขามองใบหน้าหวานนิ่ง คิดหาคำพูดตอบโต้กลับไปไม่ได้สักคำ ทำไมมันเหมือนเขาถูกผู้หญิงตรงหน้าตัดสายสัมพันธ์ง่ายดายนักวะ... ทั้งๆที่ก่อนหน้าเขาคิดไม่ตกกับเรื่องนี้จนพาลทำงานทำการไม่รู้เรื่องมาหลายวัน คิดจนปวดหัวไปหมด คิดไม่ตกว่าจะเอาอย่างไรกับมนต์รสาดี แต่ในทางกลับกัน มนต์รสากลับพูดมันออกมาได้อย่างง่ายดาย เหมือนมันเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วไป ที่คนอื่นๆเขาทำกันเสียอย่างนั้น

นี่มันเรื่องบ้าอะไร เขาไม่ยอม เขายอมไม่ได้ มันต้องเป็นฝ่ายเขาสิที่ต้องพูดตัดความสัมพันธ์กับเธอไม่ใช่เธอมาพูดตัดความสัมพันธ์กับเขา...

“แล้วเกิดถ้าเธอท้องขึ้นมาละ จะทำอย่าไงร...”

อิศราแทบอยากจะตบปากของตัวเองเสียให้เจ็บ นี่เขาหลุดพูดเรื่องห่าเหวอะไรออกไป เขาควรจะลุกขึ้นแล้วเดินกลับบ้านของตัวเองได้แล้ว มันยังมีเรื่องอะไรต้องพูดกับเจ้าหล่อนให้ยืดยื้อ จนต้องเอาตัวเองกลับไปพัวพันติดกับเจ้าหล่อนอีกหรือไง

มนต์รสาเองพอได้ยินเรื่องนี้ขึ้นมา เธอยังอดสะดุ้งกับคำถามของชายหนุ่มไม่ได้ ก่อนหน้านี้ เธอเองก็ไม่เคยนึกถึงมันมาก่อนเลยเช่นกัน...

“มันคงไม่โชคร้ายขนาดนั้นหรอกมั้งคุณ...” พอพูดออกไปแล้วฝ่ามือน้อยดันยกขึ้นลูบหน้าท้องของตัวเองเสียอย่างนั้น ดวงตาโตเบิกโพลงขึ้น ตายแล้ว! เธอลืมเรื่องป้องกันตัวเองไปได้ยังไง

“แล้วฉันจะแน่ใจได้ยังไง ว่าตอนนี้ลูกของฉันจะไม่ได้เข้าไปอยู่ในท้องของเธอแล้ว เพราะฉันไม่ได้ป้องกัน แล้วก็...ไม่ใช่แค่หนเดียวด้วย”

เป็นอีกครั้งที่อิศรานั้นอยากจะกัดลิ้นตัวเองให้ขาดเหลือเกิน ยิ่งพูดกลับยิ่งดูเหมือนเขาเอาตัวเองเข้าไปผูกพันกับหญิงสาวมากขึ้น เขาควรจะให้เงินเธอสักก้อนเพื่อจบปัญหาทุกอย่าง แต่นี่อะไรยิ่งพูดก็ดูเหมือนจะยิ่งเอาตัวเองเข้าไปผูกติดไว้กับหญิงสาวแน่นหนาขึ้นเสียนี่...

ส่วนมนต์รสาเองก็อับอายเกินกว่าจะสู้ตากับเขาต่อไปได้อีก เธอจึงก้มหน้าลงงุดสองข้างแก้มนวลเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อโดยอัตโนมัติ ความเก่งกล้าเมื่อครู่นี้หายไปเกือบครึ่ง ได้แต่พูดติดๆขัดๆ...

“ฉัน...ฉัน...เอ่อ...เอาเถอะ เอาเป็นว่าฉันไม่ท้องกับคุณก็แล้วกัน” หรือถ้าท้องขึ้นมาจริงๆฉันก็ไม่ยุ่งกับคุณหรอกฉันมีปัญญาเลี้ยงลูกของฉันได้อย่างสบาย มนต์รสาแอบคิดในใจ

เด็กสมัยนี้...ใช่ว่าต้องลืมตาขึ้นมาดูโลกแล้วต้องมีครบทั้งพ่อและแม่เสียไปทุกครอบครัว ดูอย่างเธอเป็นตัวอย่างสิ เกิดมาทั้งทีพ่อกับแม่ยังไม่ต้องการเลย แต่ก็ใช่ว่าเธอต้องกลายเป็นเด็กมีปัญญาของสังคม ในเมื่อเธอได้ความรักความเมตตาจากคุณย่าจนไม่เคยคิดว่าตัวเองด้อยไปกว่าใครหน้าไหน แล้วทำไมกับลูกของตัวเองทั้งคน เธอจะเลี้ยงดูเขาให้ได้ดีมีความสุขในชีวิตเหมือนกับตัวเองไม่ได้ละ...

อิศราพ่นลมหายใจออกมาเป็นรอบที่เท่าไหร่เขาก็ไม่ได้นับ เขาคงปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปไม่ได้เสียแล้ว ถ้าหากเกิดมนต์รสาท้องลูกของเขาขึ้นมาจริง ในฐานะพ่อและเป็นฝ่ายผิดเต็มๆกับเรื่องนี้ทั้งหมดนี้ด้วย เขาต้องทำอะไรสักอย่าง ...

“เราคงมีเรื่องต้องมาตกลงกันจริงจังเสียแล้วละแม่สาวใจกล้า...”

“เอ๊ะ! ฉันไม่ใช่สาวใจกล้านะ อย่ามาทำเป็นปากเสียใส่ฉันอีก เรื่องนี้ใครเป็นฝ่ายผิดคุณเองก็น่าจะรู้ตัว...” แววตาเขินอายเมื่อก่อนหน้าพลันเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ขึ้นมาทันที

“จะไม่กล้าได้ยังไง ยอมนอนกับผู้ชายฟรีๆ แล้วยังมีหน้ามาบอกไม่ต้องมายุ่งนี่นะ ที่บอกไม่ใช่ผู้หญิงใจกล้า” อิศราย้อนกลับใบหน้าบูดบึ้งไม่หาย ผู้หญิงบ้าอะไรกวนประสาทเขาตลอดเวลา

“แต่ฉันหมดเรื่องจะพูดกับคุณแล้ว ฉันเหนื่อยอยากพักผ่อน”

“ฉันก็เหนื่อย แต่อยากจะตกลงกับเธอให้รู้เรื่องเสียก่อน ถึงยังไงเรื่องนี้ฉันคงยอมเธอไม่ได้หรอกมนต์รสา ถ้าเขาเกิดมาจริง นั่นก็ลูกของฉันทั้งคนเหมือนกัน...”

“แต่ตอนนี้ฉันยังไม่ได้ท้องไง...” มนต์รสาเสียงดังใส่

“แต่ฉันอยากได้ความแน่ใจ...” อิศราเองก็ไม่ยอมชายหนุ่มตะเบ็งเสียงเข้าสู้

“แล้วคุณจะเอายังไง หรือจะพาฉันไปตรวจตอนนี้เลยไหมล่ะหะ...” ยิ่งพูดอารมณ์ก็ยิ่งเดือด สองหนุ่มสาวจึงประสานสายตากันโดยไม่มีใครคิดจะยอมใคร

“เธอต้องย้ายข้าวของ แล้วเข้าไปอยู่บนตึกใหญ่กับฉัน” อิศรายื่นข้อเสนอเท่าที่ตัวเองคิดขึ้นมาได้ตอนนี้ จะให้มนต์รสาอยู่ห่างสายตาเขาอีก เขาชักเริ่มไม่ไว้ใจ กลัวหญิงสาวจะหอบผ้าคิดหนีหายไปอีก

“จะบ้าหรือไงคุณ ฉันไม่เข้าไปอยู่บนตึกใหญ่กับคุณเด็ดขาด คุณนี่ก็พูดตลกไปเรื่อย...” พูดจบหญิงสาวเตรียมสะบัดก้นลุกขึ้น หากทว่ากลับถูกแขนล่ำสำดึงเข้าหาตัวไว้เสียก่อน จึงทำให้ร่างอรชรเซถลาหล่นแมะบนตักของชายหนุ่มโดยทันที

“คุณ!จะทำอะไร” หญิงสาวเริ่มดิ้นเมื่อเธอถูกขัดรัดเข้าไปกอด

“นั่งนิ่งๆ ถ้าไม่นิ่งฉันก็จะไม่ปล่อยแล้วก็จะรัดให้แน่นขึ้นด้วย” อิศราไม่พูดเปล่าให้เริ่มสาธิตโดยการกอดร่างหอมแนบหาตัวเองมากยิ่งขึ้น

“ก็ได้ฉันจะนิ่งนิ่งๆ แต่ฉันไม่มีทางไปอยู่บนตึกใหญ่กับคุณหรอกนะ คุณเลิกคิดเรื่องไร้สาระนี้ไปได้เลย เพราะนี่มันคือชีวิตของฉัน จะเป็นจะตายมันก็เป็นเรื่องของฉัน ไม่มีเหตุผลอะไรเลยสักนิดที่ฉันต้องเชื่อฟังคุณ...” เมื่อหมดหนทางสู้ มนต์รสาจึงยินยอมนั่งบนตักของเขาโดยหยุดการดิ้นรนขัดขืน เริ่มพูดในสิ่งที่เธอคิด

“เอาเป็นว่าถ้าฉันท้องขึ้นมาจริงๆอย่างที่คุณกลัว ฉันสัญญากับคุณหนึ่งก็ได้ ฉันจะบอกคุณ ฉันจะไม่ปิดบัง...” หญิงสาวให้สัญญา แต่อิศราไม่หลงเชื่อ

“ปล่อยฉันได้แล้วน่า ฉันสัญญาแล้วไง...” ท้ายประโยคเธอเอียงศีรษะขึ้นเพื่อให้เขาปล่อยร่างเธอเสียที ขืนปล่อยให้เขากอดไว้นานๆจะไม่เป็นผลดีกับหัวใจดวงนี้เสียเปล่าๆ คนเจียมตัวทำท่าสะบัดร่างออกจากมือตุ๊กแก ขึ้นชื่อว่ามือตุ๊กแกยิ่งสะบัดดูเหมือนจะยิ่งติดหนึบหนักกว่าเก่าเสียอีก

“ง่วงเหรอ?” เขาไม่ยอมปล่อยแถมยังมีหน้ามาย้อนถามเธออีก

“อืม…ฉันก็ง่วงเหมือนกัน งั้นก็...ขึ้นไปนอนกันดีกว่า วันนี้ทำงานเหนื่อยเหลือเกิน ได้นอนกอดหมอนข้างนุ่มนิ่มแถมยังห๊อม หอมแบบเธอ ฉันคงจะหลับเป็นตาย”

“ว้าย!คนบ้า ปล่อยนะ” หมอนข้างเบิกตาโตด้วยความตกใจ อิศราไม่เพียงแต่พูด หากทว่าพอเขาลุกขึ้นยืนมั่นคง ฝ่ามือหนาโน้มลงมาช้อนเอาร่างอรชรขึ้นไว้ในวงแขน พาเธอเดินขึ้นไปชั้นบนหน้าตาเฉย

อิศราเพียงต้องการยุติข้อต้อแย้งเอาไว้เท่านั้น เขาไม่มีวันเชื่อคำพูดของมนต์รสา ถ้าเธอท้องจริง เขาจะไม่มีทางรับรู้จากปากของเธอแน่ เพราะเท่าที่เธอพูดตัดความสัมพันธ์กับเขาอย่างไร้เยื้อใยไปเมื่อสักครู่ คำตอบของเธอมันชัดเจนมากพอ มากพอที่ทำให้ผู้ชายหยิ่งทะนงในความเพียบพร้อมของตัวเอง อับอาย ยิ่งไปกว่านั้นมันทำให้เขารับรู้ถึงนิสัยอันแท้จริงบางอย่างในตัวของมนต์รสา

ผู้หญิงคนนี้ทะนงในศักดิ์ศรีของตัวเอง ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเขาเลยสักนิด...

********************************

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย เดือน
ติดตามคะ ขอบคุณ
เมื่อ 10 เดือน 17 ชั่วโมงที่แล้ว

ความเห็นโดย เดือน
ติดตามคะ ขอบคุณ
เมื่อ 10 เดือน 17 ชั่วโมงที่แล้ว

รีวิว