นางโจรซ่อนใจ-ตื่น

โดย  ทิพย์มนตรา

นางโจรซ่อนใจ

ตื่น

ล่วงเข้าสู่รุ่งสางของวันใหม่ ฉันจึงตื่นขึ้นมาจริงๆ เสียที และรับรู้ว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องเล็กๆ สมตำแหน่งคนรับใช้ในบ้านของนนท์

ฉันเดินออกไปข้างนอก พบกับทุกคน ทั้งน้าบวบ ตุ้ง เหมียว และน้าโชค ทุกคนมองฉันแปลกไป บางทีเรื่องนั้นอาจไม่ใช่ความลับอีกต่อไป เพราะไม่มีใครพูดกับฉัน เหมือนทุกคนทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรเมื่อพบกัน

ฉันถอยกลับเข้าห้องของตัวเองอย่างหงอยๆและคิดว่าคงต้องไปตั้งหลักสักพัก ฉันมองกระเป๋าใบย่อมก่อนจะหยิบมันออกมา

ฉันเจอแม่ของนนท์นั่งอยู่คนเดียวในห้องเล็กหลังบ้าน นนท์ไม่อยู่ เขาคงต้องรับมือกับสื่อพอควร เรื่องเมื่อคืนคงสร้างปัญหาให้เขาตามแก้จนไม่มีเวลากลับบ้าน ก็ถือว่าเบื้องบนยังคงปรานีให้ฉันมีเวลาได้พอทำใจ

แม่ของนนท์หันมามองในตอนที่ฉันลากกระเป๋าออกมาเมื่อคืนแม่ของนนท์อยู่ในงานด้วย เธอคงรู้เรื่องที่ฉันเคยทำงานกับนนท์แล้ว

“พอวางมือจากบริษัท ฉันก็เอาแต่ไปเที่ยวเล่นต่างประเทศ ปล่อยให้ลูกชายบริหารงานแทนพ่อของเขา จนเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นมา แต่นนท์ก็ปิดปากเงียบมาตลอด เขาไม่เคยยอมบอกฉันว่าทำไมคนที่ดูมีความรู้อย่างเธอถึงยอมมาทำงานก้นครัวแทนที่จะเริ่มต้นกับผู้ชายดีๆ สักคน ฉันเพิ่งรู้ว่าเพราะหนี้พวกนั้นนี่เอง”

“พริกกราบขอโทษ”

ฉันก้มกราบแม่ของนนท์ทั้งน้ำตา เธอรู้เรื่องแค่ครึ่งยังเจ็บขนาดนี้ แล้วถ้ารู้ความจริงทั้งหมดจะเป็นอย่างไร...สายตาปรานีคู่นั้นทอดมองมาที่ฉัน

“พริก...”

เสียงอ่อนโยนยิ่งทำให้ฉันสะอื้น หัวใจบีบรัดจนเจ็บ

“ฉันเคยบอกตัวเองให้อยู่กับปัจจุบัน อดีตไหนที่ไม่น่าจดจำก็ลืมมันไป ฉันพยายามทำอย่างนั้นมาสามปี วันนี้ฉันจะลองทำมันกับเธอเป็นคนแรก”

“คุณท่าน”

“ไปเถอะ อยากไปพักก็ตามใจ พร้อมเมื่อไรค่อยกลับมา”

“คุณท่านไม่กลัวพริกหนีเหรอคะ”

ในความเหนื่อยล้าที่ปรากฏในแววตาของคุณหญิงแขไข ฉันเห็นความพยายามที่จะปล่อยวาง

“ฉันผ่านโลกมามากขนาดนี้นะพริก พอจะมองออกว่าใครเป็นยังไง คนอย่างเธอถ้าจะหนีหรือปัดความรับผิดชอบ คงไม่อยู่จนถึงป่านนี้หรอก อีกอย่างนะพริก คนเราถ้ามีเวรกรรมต่อกัน ต่อให้หนีไปสุดหล้าฟ้าเขียวแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องกลับมาใช้กรรมร่วมกันอยู่ดี”

ฉันตอบรับอย่างเศร้าใจ เพราะรู้ว่าที่คุณหญิงแขไขปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปก็เนื่องจากเธอรู้แค่เรื่องที่ฉันมีส่วนรู้เห็นในคดีลักทรัพย์บริษัทเมื่อสามปีก่อน แต่เธอไม่เคยรู้ว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นมีส่วนทำให้ลูกสาวของเธอเสียชีวิต ฉันแอบหวังอยู่ลึกๆ ให้เธอไม่รู้เรื่องนั้นตลอดไป แม้ว่าความลับจะไม่มีในโลกก็ตาม

ฉันเจอกับแม็กกี้อีกครั้งที่หน้าบ้าน จังหวะนั้นแม็กกี้กำลังก้าวลงจากรถพอดี

“ไปแล้วไปลับอย่ากลับมา”

ฉันหยุดกึก มองคนที่ยืนแคะเล็บเหมือนเปรยกับสายลม

แม็กกี้เคยดีกับฉัน แต่เพราะการสูญเสียนิลเนตรในครั้งนั้นทำให้แม็กกี้ที่รักนิลเนตรเหมือนน้องแท้ๆ โทษว่าทุกอย่างเป็นเพราะฉัน ทั้งๆ ที่ฉันก็รักนิลเนตรไม่ต่างจากเขาหรือนนท์ สิ่งที่ฉันต้องเผชิญมากกว่าพวกเขาไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการสูญเสีย แต่มันคือความทรมานที่ต้องทนอยู่กับความรู้สึกผิด

ฉันหันกลับไปเผชิญหน้า บิดรอยยิ้มไม่ยินดียินร้ายทั้งๆ ที่ภายในใจเจ็บปวด

“เราคงเป็นคู่เวรคู่กรรมกันมั้งแม็ก เสียใจด้วยนะ สิ่งที่แกหวังคงไม่มีวันเป็นจริงง่ายๆ ฉันยังต้องกลับมาเจอหน้าแกวันยังค่ำ” ฉันต้องกลับมาเพื่อลากตัวคนที่ทำลายชีวิตฉันให้มันชดใช้

“เลว ตัวมาร ฉันไม่น่าพาแกมารู้จักกับพี่นนท์เลย”

“คิดเสียใจตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้วมั้ง และขอโทษด้วยนะ ที่ว่าเลวคงไม่ใช่แค่ฉันคนเดียว แกมันก็พวกหน้าไหว้หลังหลอกใช้วิธีสกปรก อย่าคิดว่าฉันไม่รู้เรื่องที่แกมีส่วนจัดฉากบนเวทีนั่นนะ ฉันรู้จักแกมาหลายปี ทำไมจะไม่รู้ว่าแกเคยรู้จักกับนานิภัทร แล้วไอ้บทพวกนั้นมันก็สำนวนแกชัดๆ”

แม็กกี้ทำหน้านิ่งมาก เหมือนไม่รู้สึกอะไรเลย

“งั้นเหรอ คิดได้...แล้วหลงว่าตัวฉลาดงั้นสิ ก็แค่เดา ไม่มีหลักฐาน”

“ถ้าฉันบอกว่ามีล่ะ”

ฉันเดินเข้าไปหาแม็กกี้อย่างช้าๆ ยิ้มแบบที่มันเกลียด เห็นแม็กกี้หน้าถอดสีวูบหนึ่งก่อนจะกลบเกลื่อน ฉันจึงมองหน้ามันแล้วบอกกับมันเป็นครั้งสุดท้าย

“ต่อให้แกพยายามมากเท่าไร ฉันก็คงไม่ล้มให้แกเหยียบง่ายๆ ได้อีกแล้ว”

ใช่ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับแม็กกี้โดยตรง แต่มันเป็นเรื่องของฉันกับนนท์และนายเดี่ยว ที่ไม่ว่าใครก็เปลี่ยนไม่ได้

ฉันส่งข้อความไปหานนท์เพื่อบอกเขาว่าเจอนายเดี่ยวในงาน มันใส่ชุดที่มีป้ายห้อยคอว่าเอ็นทีเอ็นนิว ที่เหลือก็ให้เขาจัดการเอาเอง จากนั้นก็ออกไปรอรถหน้าปากซอย ก่อนจะโทร.หาเกรซเพื่อชวนกลับบ้านด้วยกัน ไหนๆ เกรซก็ลาออกจากงานแล้ว คิดว่าน่าจะว่าง แต่ผิดคาดเพราะเกรซบอกว่าติดงานพิเศษ ได้ยินเสียงอุทานว่าหมอแล้วก็รีบวางสายไป ฉันจึงนั่งคนเดียวอย่างเหี่ยวเฉา ขณะที่กำลังคิดว่าจะทำยังไงต่อไป รถยนต์คันหนึ่งก็แล่นมาจอดตรงหน้า ใบหน้าหล่อหลังกระจกที่ลดลงคือคุณเม่น

“สวัสดีครับคนข้างทาง”

“อ้อ คุณเม่น” ฉันยิ้มทักเขาเจื่อนๆ ใครจะคิดว่าเขาจะกล้าทักฉันหลังจากเกิดเรื่องเมื่อวาน

“คุณจะไปไหน ให้ผมไปส่งไหม” เขามองกระเป๋าฉันสลับกับใบหน้า แล้วบอกยิ้มๆ“มาเถอะ ตอนนี้ผมว่าง อยากขับรถเล่นพอดี”

ฉันชั่งใจนิดเดียว พอคุณเม่นบอกว่าจอดได้ไม่นาน ฉันก็ยอมนั่งรถไปกับเขา จากนั้นเขาก็เริ่มชวนฉันคุยตามสไตล์พวกเฟรนด์ลี่ และอยู่ๆ เขาบอกว่าเรื่องของฉันน่าสนใจดี ฉันเลยได้แต่แค่นยิ้มพึมพำเบาๆ

“เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคนพูดแบบนี้”

ถึงจะเบาแต่เขาก็ได้ยิน

“ผมโตมากับพวกฝรั่งหัวสูง พวกนั้นสอนผมว่าอย่าเชื่อเพียงแค่ได้เห็นได้ฟัง ทุกอย่างต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง”

คำพูดของเขาทำให้ฉันอึ้ง ก่อนจะค่อยๆ ยอมรับเขาเป็นเพื่อนมากขึ้น

“ศาสนาพุทธก็มีหลักคำสอนแบบนี้ หลักกาลามสูตรสิบประการ อย่าเชื่อตามคำเล่าลือ อย่าเชื่อเพราะเป็นครู รวมใจความคืออย่าเชื่อจนกว่าจะแน่ใจว่าเป็นความจริง ถึงจะอยู่เมืองนอกมานานก็ไม่ควรลืมรากเหง้าของศาสนาประจำชาติ”

คุณเม่นหัวเราะจนเห็นฟันทุกซี่ ผู้ชายคนนี้ขยันยิ้มจัง เดี๋ยวยิ้มเดี๋ยวหัวเราะราวกับไม่มีเรื่องทุกข์ นี่ถ้าฉันไม่มีภูมิคุ้มกันหัวใจแน่นหนามาก่อน ก็คงอดตาพร่าไปกับรอยยิ้มนั้นไม่ได้

“สมแล้วที่เป็นคุณ ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงอยู่ข้างกายผู้ชายอย่างนายนนท์ได้”

“ฉันจะถือว่านั่นเป็นคำชมนะคะ” ฉันไม่อยากคิดต่อว่าคนอย่างฉันในสายตาของเขาเป็นคนยังไง ผู้ชายอย่างนนท์เป็นยังไง หรือเขารู้อะไร...ช่างเถอะ มันผ่านมาจนป่านนี้แล้ว

“ผมชมจริงๆ แต่คุณคงไม่รู้ ผมเป็นคนที่แม้แต่ความจริงก็ไม่เชื่อง่ายๆ”

“บ้านฉันเขาเรียกหัวรั้น”

“นี่ชมเหมือนกันใช่ไหม”

ฉันนิ่ง และรับมุมมองใหม่ๆ ที่ผู้ชายคนนี้กรอกใส่หัว จนผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็เริ่มมองซ้ายขวาแล้วเกาหัวตัวเอง

“ทำไมทางไปขนส่งของคุณมันไกลจัง”

ฉันสังเกตทางและมองป้ายบ้าง

“มันคนละทางนี่คะ”

คุณเม่นยอมรับว่าหลง เขาอยู่อเมริกาหลายปีเลยจำทางในกรุงเทพฯ ไม่ค่อยได้ เขาพยายามวนรถกลับ ส่วนฉันก็ถามในสิ่งที่ยังคาใจ

“คุณไม่กลัวว่าพริกจะหลอกคุณเหมือนในวิดีโอนั่นเหรอ พริกเป็นนางโจรนะ”

“ผมชอบเรื่องท้าทายมาตั้งแต่เด็ก ชอบเล่นบทผู้ร้ายจับโจรด้วย”

“เขามีแต่ตำรวจจับโจรนี่คะ”

ได้ยินเขาทำเสียงจิ๊จ๊ะแล้วชี้อกตัวเอง

“อย่างผมนี่เหมาะกับตำรวจงั้นเหรอ”

ฉันเริ่มยิ้มออกเป็นครั้งแรกนับแต่เกิดเรื่อง ยอมรับกับเขาว่าไม่เหมาะจริงๆ นั่นแหละ เราคุยกันสักพัก ก็สังเกตว่าคุณเม่นวนรถไปมา ก่อนที่ฉันจะพูดอะไร คุณเม่นบอกว่านี่มันทางไปบ้านยายแม้น

“เราแวะเยี่ยมยายหลานคู่นั้นก่อนไหม”

ขณะที่ฉันยังไม่ตอบ คุณเม่นก็เอ่ยต่อ

“เคยมีคนบอกว่าพบเจอถือเป็นวาสนา ไหนๆ ก็มาแล้ว ผมพาคุณไปสวัสดียายแม้นนะ หรือว่าคุณรีบ”

สุดท้ายยอมตกลงไปกับเขา เพราะจริงๆ แล้วฉันก็ไม่ได้รีบอะไร ฉันลาพักร้อนหลายวัน จะรีบไปทำไม

จากนั้นคุณเม่นก็เลี้ยวรถเข้าซอยหนึ่ง และมาจอดตรงหน้าชุมชนที่มีผู้คนพลุกพล่าน มีห้องเช่า ตึกแถว และบ้านค่อนข้างทรุดโทรม ทว่าถนนค่อนข้างเล็กทีเดียว เขาจึงต้องเคลื่อนรถไปจอดตรงที่ว่างข้างๆ ตึกร้าง เลยไปเกือบห้าร้อยเมตร ก่อนจะพาเดินผ่านซอยเล็กอีกซอยที่อยู่ระหว่างร้านขายของชำและร้านอาหารตามสั่ง ฉันมองสภาพโดยรอบแล้วก็นึกสงสัยว่าคุณเม่นมาทำอะไรถึงมาพบสองยายหลานในซอยลึกนี่ได้นะ

“ผมมาทำธุระให้พ่อเรื่องเจรจาซื้อที่ด้านหลังกับเจ้าของตึกใหญ่ๆ ที่คุณเห็นตรงทางเข้านั่นแหละ วันนั้นยายแกเป็นลมหน้าร้านข้าวเหนียวหมูปิ้งพอดี”

เขาเล่าไปขณะเดินนำ จนพาฉันทะลุอีกซอยที่ใหญ่กว่า ตรงมุมมีรถเข็นข้าวเหนียวหมูปิ้งกับยายหลานก้มๆ เงยๆ

“อ้าว คุณเม่นนี่นา ไปไงมาไงคะ”

ยายเงยหน้ามาส่งยิ้มให้เรา ขณะที่หลานสาวยืดกายขึ้นจากใต้ท้องรถอย่างยินดี

“คุณเม่น”

รอยยิ้มขี้เล่นของเขาทำให้ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสองยายหลานถึงดีใจที่เห็นเขา รอยยิ้มของคุณเม่นไม่เหมือนกับนนท์ ใบหน้าชวนฝันของนนท์ให้ความรู้สึกถึงความเด็ดขาดและเข้าถึงยาก แต่คุณเม่นมีพลังเชิงบวกต่อคนที่พบ มันคือความเป็นมิตรที่ชวนให้สนิทใจด้วย นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันยอมมากับเขาง่ายๆ

“ผมไม่ได้มาคนเดียวนะครับ ผมพาใครบางคนมาด้วย”

ทันทีที่เห็นฉัน หลานสาวตัวเล็กก็ร้องอย่างจำได้

“พี่สาวยิ้มสวยนี่เอง”

ขณะที่ยายยังคงเพ่งมองอย่างงุนงง

“ใครวะนังไข่หวาน”

“ก็พี่สาวคนที่นอนข้างเตียงยายตอนยายเข้าโรงพยาบาลคราวนั้นไง”

ยายใช้เวลาทบทวนสักพักก็จำได้ จากนั้นคุณเม่นก็อาสาช่วยยายเข็นรถเข็นไปหน้าปากซอย แล้วก็ถามสารทุกข์สุกดิบตลอดทาง ก่อนกลับฉันเห็นคุณเม่นควักแบงก์พันให้ยายหลายใบ แต่พอยายไม่เอา คุณเม่นก็ยัดใส่กระเป๋าหลานแทน กระซิบราวกับเป็นความลับระหว่างสองคน

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว