นางโจรซ่อนใจ-จะรักหรือจะร้าย

โดย  ทิพย์มนตรา

นางโจรซ่อนใจ

จะรักหรือจะร้าย

คืนนั้นฉันนอนหลับสนิทจนถึงเช้า ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะได้กลิ่นกระเทียมเจียวหอมอ่อนๆ ลอยฟุ้งขึ้นมาจนถึงชั้นบน ฉันรีบจัดการธุระส่วนตัวแล้วลงมาหาที่มาของกลิ่นนั้น จึงได้เห็นแผ่นหลังกว้างในเสื้อสีขาวขยับวุ่นวายไปมาอยู่หน้าเตาแก๊ส ท่าจับตะหลิวดูทะมัดทะแมงราวเชฟมือหนึ่ง ไม่ใช่นักธุรกิจฉายาหน้าอ่อนหลอกตาที่บรรดาซีอีโอมากประสบการณ์ตั้งให้ ฉันเผลอตัวยืนกอดอกอิงประตูมองอยู่นาน รู้ตัวอีกทีนนท์ก็หันมาเท้าเอวเล่นจ้องตากับฉันแล้ว

“ไปอาบน้ำแล้วมากินข้าว” นนท์ปิดแก๊สเช็ดมือพลางสั่งสำทับ

“อยากกินตอนนี้”

คิดว่านนท์คงตวัดตาดุกลับมาแล้วหาว่าฉันสกปรกอย่างแต่ก่อน แต่เขากลับทำหน้าเหมือนบอกตามใจ แล้วปล่อยฉันให้นั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ฉันก้มดมกับข้าวสี่อย่างที่วางอยู่บนโต๊ะ แกงจืดแตงกวายัดไส้ ผัดกะเพราสีสวย ปลาสลิดทอดกระเทียมเนื้อกรอบ และไข่เจียว ทั้งหมดส่งกลิ่นหอมฉุยจนน้ำลายแทบหยด

“คุณทำเองทั้งหมดเลยเหรอคะ”

นนท์ถอดกันผ้าเปื้อนสีฟ้าแล้วนั่งตรงข้าม เขาไม่ตอบ แต่เลือกเปิดหม้อ ตักข้าวสวยใส่จานมาวางเบื้องหน้าฉันแทน ฉันมองแล้วสังเกตเพราะรู้สึกว่านนท์มาแปลก

“แถวนี้มีเชฟอีกไหมล่ะ”

เขาว่ากวนๆ ก่อนจะตักไข่เจียวให้ฉัน จนฉันต้องมองเขาอีกครั้ง ในใจคิดสงสัยว่านนท์กินอะไรผิดสำแดงหรือเปล่า

“กินเถอะ”

เขาบอก จากนั้นเราก็กินข้าวกันเงียบๆ พอตักคำแรกเข้าปาก ฉันก็ต้องแปลกใจ กับข้าวง่ายๆ แต่รสชาติดีทีเดียว

“อร่อยนี่คะ”

นนท์ตักเนื้อปลาให้ฉันอีก แล้วตอบแบบไม่ถ่อมตัว

“ไม่ได้โง่นี่ครับ ทำกับข้าวก็เหมือนชีวิตคู่ของคนนั่นแหละพริก ถึงเป็นส่วนผสมที่แตกต่าง แต่ถ้าใส่อย่างพอดีกะให้ลงตัว รสชาติก็จะออกมากลมกล่อมได้ไม่ยาก”

ฉันกลืนข้าวลงคอด้วยความรู้สึกฝืดเฝื่อนที่รู้ว่าไม่ได้เกิดจากรสชาติของอาหาร พยายามจะไม่คิดว่าเขาหมายถึงตัวเอง นนท์อาจหมายถึงบุษราคัม และพอจัดการกับมื้อเช้าเสร็จฉันก็ถามเขา

“คุณไม่กลับวันนี้เหรอคะ” เพราะยังไงฉันก็ไม่กลับกับเขาแน่ ฉันมาเองก็จะกลับเอง

“เธอลาได้ ฉันก็ลางานได้เหมือนกัน ถือว่ามาเที่ยวพักผ่อน ไม่กลับวันนี้ พรุ่งนี้ค่อยกลับก็ได้นี่”

อ้อ มาเที่ยว

ฉันจึงยื่นบางอย่างให้สมค่าควรกับการมาเที่ยวของเขา นนท์เหลือบตามองมีดพร้าด้ามเหมาะมือในมือของฉันด้วยแววตาประหลาดใจ ขณะที่ฉันพยักหน้าเอาจริงก่อนบุ้ยใบ้ไปทางต้นมะม่วงหน้าบ้าน

“กิ่งมะม่วงมันระหลังคาบ้านแล้วเห็นไหมคะ ฉันกลัวงูเขียวขึ้นบ้าน เมื่อวานฉันเห็นมันลอกคราบทิ้งไว้แถวนี้ด้วย คุณช่วยตัดมันทิ้งให้ทีนะคะ”

ให้เขาอยู่เฉยๆ ได้ยังไง ถือโอกาสใช้เสียเลย...ฉลาดไหมฉัน

แน่นอน...ฉันยิ้มแบบนั้นออกไป มองนนท์ที่ถลึงตาให้ฉัน

“ฉันนี่นะ ให้ฉันตัดกิ่งไม้นี่นะ”

นนท์ชี้ออกไปข้างนอก มองหน้าฉันเหมือนฉันมีปัญหาทางจิต ทั้งๆ ที่มันก็แค่ตัดกิ่งมะม่วง...ทีทำกับข้าวเขายังทำได้เลย ฉันเริ่มตาขวางขึ้นมาบ้าง

“หรือคุณจะให้ฉันทำ”

ฉันยื่นไม้ตาย ก็ตรงนี้มีแค่เรา เขาไม่ทำก็เป็นฉันที่ต้องทำ...งั้นเหรอ

“กิ่งเล็กนิดเดียวเอง นานๆ ทีฉันถึงได้กลับบ้าน มันยื่นกิ่งรกปกหลังคาบ้านฉันมิดแล้วเห็นไหมคะ”

ฉันบอกเสียงอ่อน ขณะที่เขากลอกตามองบน

“ให้มันได้อย่างนี้สิ”

เห็นเขาบ่นอย่างนั้น แต่ก็ยอมรับมีดไปจากฉันโดยดี สุดท้ายฉันก็เป็นผู้ชนะ

“เกิดมาไม่เคยทำอะไรแบบนี้เลย”

นนท์บ่นอุบขณะเหนี่ยวกิ่งไม้โหนตัวขึ้นไปจัดการกิ่งเจ้าปัญหาให้ฉัน ฉันก้มหน้ายิ้มสมใจ แต่นนท์ก็ยังคงเป็นนนท์ เขาจัดการทุกอย่างได้อย่างง่ายดายและเรียบร้อยแม้แต่รอยบั่นบนเปลือกไม้ ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่เกินมือเขาถ้า...

“พริก! ทำไมมันมีมดแดงมากขนาดนี้ โอ๊ย!”

ใช่ นั่นคือปัญหาของนนท์ในยามนี้ และฉันได้แต่ขอโทษเขาในใจ

“คุณตัดกิ่งที่มีรังมันออกสิคะ นั่นกิ่งนั้น” ฉันพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่โดยการกระโดดหย็อยๆ ชี้มือบอกตำแหน่ง จนนนท์ตัดกิ่งไม้ที่เหลือได้สำเร็จ

นนท์คงสู้กับรังมดแดงพวกนั้นพอควร เพราะเมื่อลงมาผิวเขาแดงเป็นปื้น ฉันรีบเข้าไปช่วยปัดมดแดงออกจากตัวเขาทันที พลางกลั้นหัวเราะอย่างสุดกำลัง ประธานใหญ่แห่งนันทนาพิพัฒน์กับมดแดงตัวน้อย ฉันเสยิ้มกับต้นไม้เจ้าปัญหา ก้มหน้ายิ้มกับพื้นดิน ทำเหมือนไม่เห็นสายตาขุ่นเขียวของคนที่มองมา เหมือนจะบอกว่ารู้ทันนะ จากนั้นเจ้าตัวก็บ่นอุบ

“กลับไปนี่คงจะต้องส่งคนมาแต่งสวนบ้านนี้เป็นอันดับแรก” นนท์วางแผนราวกับเป็นโปรเจ็กต์พันล้านก็ไม่ปาน จากนั้นก็ถอดเสื้อยืดสีขาวทิ้งอย่างไม่ไยดี

“คุณจะทำอะไรน่ะ!” ฉันร้องเสียงหลงเพราะเห็นผิวขาวอมชมพูกระจ่างตาตรงหน้า ซ้ำเจ้าตัวยังเดินมาใกล้ๆ เจาะจงโชว์เนื้อนมกับฉันอีก ฉันหน้าร้อนเห่อด้วยความอาย

“กล้าทำก็กล้ามองสิ”

อะไร ทำอะไร! ฉันไม่ได้แกล้งเขาเสียหน่อย ร้อยไม่แกล้ง พันไม่แกล้ง อย่าหาความกันสิ

“รับผิดชอบฉันด้วย”

อยู่ๆ เขาก็บอกให้รับผิดชอบ เขาคงไม่ได้หมายถึงเรื่องที่เราเคยทำๆ กันหรอกนะ ฉันหน้าแดงแปร๊ดเพราะเริ่มมโนไปไกล แต่นนท์กลับกระตุกปากยิ้ม มองเหมือนรู้ทัน

“ฉันหมายถึงรอยแดงตามตัวพวกนี้ ไปหายามาทาให้ฉันเร็วๆ เลย ยืนหน้าแดงมองนมผู้ชายตาปรอยแบบนี้ คิดไปถึงไหน”

ฉันหน้าเหวอ มองนนท์ที่กระตุกยิ้ม

“อยากเห็นอยากจับก็บอกดีๆ ถอดให้ดูทุกวันยังไหว แต่ถ้าอยากกิน...ก็คงต้องรอ”

“ใครอยากเห็นอยากกินกัน บ้าแล้ว!” ฉันร้องบอกก่อนจะแล่นไปหายามาทาแก้ผื่นแดงให้เขาโดยเร็ว

คาลาไมน์อยู่ไหนนะ หรือจะใช้ทิงเจอร์ไอโอดีนแทนได้ไหม

มื้อเที่ยงวันนั้นเราตำส้มตำทอดไก่กินกันง่ายๆ ชั่ววินาทีนั้นฉันรู้สึกเหมือนหลุดออกมาอีกโลกหนึ่งที่มีแค่ฉันกับนนท์ และเป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่ฉันรู้สึกว่ากำแพงระหว่างเราค่อยๆ ทลายลงไป

นั่นเป็นนิมิตหมายอันดีใช่ไหม

ฉันได้เห็นเขาในแบบที่ไม่ใช่นักธุรกิจไฟแรง เหมือนเขาเป็นแค่ผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง และพอเห็นเขาก้มๆ เงยๆ กับสายเชื่อมต่อสัญญาณด้านหลังทีวี ยกสายขึ้นมาดูเหมือนจะงงๆ อยู่บ้างว่าสายไหนเป็นสายไหน ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่านี่คือผู้ชายของฉัน ฉันพอจะหลอกตัวเองแบบนี้ได้ไหม นิดเดียวก็ยังดี

เรามีช่วงเวลาที่ฉันทำงานก๊อกแก๊กบนพื้นบ้าน ในขณะที่เขานั่งไขว่ห้างดูรายการกีฬาอยู่ข้างๆ ถึงจะยังไม่ทิ้งท่านั่งไขว่ห้างวางมาดคุณชายผู้สูงศักดิ์ก็เถอะ แต่ฉันก็ยังอยากหยุดเวลาไว้แค่นี้

“คุณง่วงก็ไปนอนเถอะค่ะ ฉันพับผ้าเสร็จก็จะไปนอนเหมือนกัน”

ค่ำนี้ฝนตกปรอยๆ อากาศเย็นสบาย ฉันบอกเขาขณะที่พับผ้าปู ผ้าห่ม และผ้าม่านที่นำไปซักตากจนแห้ง ตั้งใจจะเก็บใส่ตู้พร้อมกันทั้งหมด รอบกายที่เรานั่งจึงมีแต่กองผ้า คิดว่าอย่างไรเสียพรุ่งนี้ถ้าไม่กลับไปนนท์ก็คงมีวิธีทำให้ฉันต้องกลับไปกับเขาจนได้

“รอนอนพร้อมกัน”

นอนคนละห้องแท้ๆ จะรอฉันทำไม

ฉันคิดแต่ก็ไม่ว่าอะไร ยังคงนั่งทำงานต่อไป นานทีเดียวที่ฉันรู้สึกว่านนท์แค่เปิดทีวีทิ้งไว้แต่ตามองมายังฉัน ดวงตาดำจัดคู่นั้นดูล้ำลึกและให้ความรู้สึกร้อนผ่าวแปลกๆ ชุดนอนที่ฉันใส่เป็นผ้าซาตินแบบกระโปรงสั้นเหนือเข่า ผ้าทิ้งตัวแนบเนื้อจนฉันต้องยกผ้าบังหน้าอก ยกผ้ามาคลุมเนื้อขาเปลือยของตน ฉันไม่รู้เป้าหมายในความคิดของนนท์คืออะไร แต่ทำไปเพราะสัญชาตญาณล้วนๆ

บางทีฉันอาจคิดมากไปเอง เพราะว่านนท์ยังคงนั่งอยู่เฉยๆ ไม่มีทีท่าจะเป็นอย่างที่ฉันคิดมากไป ฉันจึงหันมาทำงานของตัวเองต่อ ตอนนั้นเราไม่คุยกันเหมือนไม่มีอะไรจะคุย ต่างคนต่างเงียบ และฉันทำงานเพลินทีเดียวจนได้ยินเสียงทุ้ม

“บ้านนี้เย็นสบายดีนะ”

“บ้านป่าบ้านเขานี่คะ อากาศก็ต้องไม่เหมือนกรุงเทพฯ อยู่แล้ว น่าเสียดายนะคะที่วันนี้ฝนตกคุณเลยไม่มีโอกาสได้ดูดาวเต็มท้องฟ้า อย่างที่จะมองไม่เห็นเลยในกรุงเทพฯ”

“ใครว่ากรุงเทพฯ ไม่เห็นดาวเต็มฟ้า”

“มีหรือคะ ทั้งที่หมอกควันหนาขนาดนั้นนี่นะ เห็นที่ไหนกัน”

“ท้องฟ้าจำลอง”

ฉันหยุดมือที่พับผ้า พร้อมกับที่ปลอกหมอนในมือปลิวไปปิดหน้าเขาที่นอนเหยียดขาไขว่ห้างอยู่บนโซฟา แม่นราวจับวาง

“โอ๊ะ! เล่นอะไรเนี่ย”

พอนนท์ปัดผ้าออกก็เจอกับสายตาคาดโทษของฉันแทน

“ก็ใครใช้ให้คุณกวนพริก”

“ยังไม่ได้กวนอะไรเลย”

“นั่นแหละที่เขาเรียกกวน โอ๊ย! นนท์”ฉันพูดยังไม่ทันจบ นนท์ก็โยนหมอนมาถูกหัวฉัน ทั้งๆ ที่ฉันไม่ได้ทำให้เขาเจ็บก่อนเลย

“คุณ!”

“เริ่มก่อนเอง จะโวยไปทำไม ทีตัวเองทั้งโยนเสื้อทั้งมดแดงเมื่อตอนกลางวัน ฉันยังไม่โวยวายสักนิด นี่อะไรขี้วีนขี้โวยขี้บ่น ไม่รู้คิดผิดหรือเปล่าที่จับทำเมีย เปลี่ยนคนทันไหม”

ไม่พงไม่พับมันแล้ว!

ฉันโยนเสื้อใกล้มือไปหานนท์ทันที ปากก็ร้องบอกหอบๆ อย่างโกรธเต็มที่

“จะไปเปลี่ยนที่ไหนก็ไปเลย ไม่เห็นจะง้อ ไม่เห็นจะสน คนบ้า คนไม่มีหัวใจ”

“พริก!”

ฉันสะดุ้งเพราะใบหน้าของนนท์อยู่ใกล้เกินไป ใกล้จนฉันมองเห็นความเจ็บปวดในดวงตาเขาเหมือนกับความเจ็บในใจของฉัน

“ยังไม่อยากเปลี่ยนตอนนี้ ชอบแบบเผ็ดๆ ดุๆ”

ก่อนจะร้องถามหรือทักท้วง ฉันก็ถูกดึงเข้าสู่อ้อมกอดของเขาแนบแน่น ปากอุ่นๆ ลมหายใจร้อนๆ รวยรินรดแก้ม จมูก ขณะที่มันขยับเข้าใกล้มากขึ้นและมากขึ้น ฉันไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ รอคอยหรืออะไร...จวบจนรู้สึกถึงผิวอุ่นตึงของริมฝีปากเขา...ครอบครองริมฝีปากฉันแนบแน่น...บดคลึง...ขบเม้ม...แผ่วเบา...อ่อนโยน...แต่อุ่นร้อน ขยับรุกเร้าแนบแน่นขึ้น ลุกล้ำลึกซึ้ง เกี่ยวกระหวัดเร่งเร้า ลมหายใจของเราคลุกเคล้า จังหวะหัวใจรัวเร็ว และรู้สึกซาบซ่านไปทั้งกาย

ผ้าผืนสุดท้ายที่บรรจงพับถูกมือหนาโยนไปกองตรงไหนสักแห่ง ก่อนที่ร่างของฉันจะถูกรัดรึงแน่นขึ้นจมหายเข้าสู่อ้อมกอดหนาของนนท์!

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย เพียงรำเพย
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 10 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว