ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-1. ทำอย่างไรดี

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

1. ทำอย่างไรดี

มีคำพังเพยกล่าวไว้ว่า ฝนฤดูสารทตกครั้งหนึ่งอากาศก็เย็นลงกึ่งหนึ่ง

มีท่าว่าจะจริง เพราะอำเภอฟ่านหยาง เมืองโยวโจวในเดือนเก้า อากาศเริ่มหนาวเย็น

ยามบ่ายที่ยังพอมีแสงแดดอบอุ่น ชุนถูหมีถือโอกาสนอนพิงหัวเตียงที่อยู่ใกล้โต๊ะอ่านหนังสือริมหน้าต่าง แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างแม้จะมีกระดาษแผ่นหนาปิดอยู่ ก็ยังร้อนจนนางต้องสะลึมสะลือตื่น

ตอนนั้นเอง มู่ลี่หน้าห้องตะวันตกที่นางพักอยู่ก็ถูกคนปัดออก

นางสวีซื่อ--แม่เลี้ยงของชุนถูหมีและสาวใช้คนสนิทที่ชื่อเสี่ยวฉินเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ

เพราะกำลังจะหลับมิหลับแหล่ชุนถูหมีจึงยังไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง นางนอนนิ่ง ๆ อยู่ใต้ผ้าห่มอันอบอุ่น ไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย

เสี่ยวฉินเห็นดังนั้นจึงบังเกิดความไม่พอใจ ถึงกับกดเสียงต่ำแล้วกล่าวว่า “คุณหนูวางมาดใหญ่โตเสียจริง เห็นท่านแม่มาก็ยังไม่ลุกขึ้นทำความเคารพ เอาแต่นอนสบายอยู่บนเตียงแล้วปล่อยให้ผู้ใหญ่ยืนรอเช่นนี้”

ชุนถูหมียังไม่ทันโต้ตอบ เด็กสาวอายุราวสิบสามปีคนหนึ่งก็วิ่งพรวดพราดออกมาหลังฉากกั้นห้องชั้นในราวกับแม่ไก่ที่โผออกมาปกป้องลูกน้อย นางยืนหน้าเตียงพร้อมกับหัวเราะเสียงเย็นอย่างไม่เกรงกลัว

“เจ้านี่ก็พูดจาประหลาด ถ้าไม่ใช่เพราะ ‘สวีเหล่าไท่ไท่’ เรื่องมาก คุณหนูของข้าจะนอนป่วยถึงสามเดือนเต็มๆ อย่างนี้หรือ? ตอนนี้นางเพิ่งลุกขึ้นเดินได้ไม่เท่าไรก็จะมาจิกเรียกกันอีกแล้ว ถ้าลุกเร็วประเดี๋ยวก็เวียนหัวตาลาย ฮูหยินยังไม่ทันได้พูดอะไร บ่าวอย่างเจ้าไยจจึงกล้านัก? นอกจากจะไม่รู้จักช่วยเหลือลูกสาวของนายท่านแล้วยังจะมากระแนะกระแหนเรื่องมารยาทอะไรอีก อีกอย่าง... เจ้าประคองฮูหยินเข้ามาในห้องก็ไม่รู้จักส่งเสียงบอกกล่าวล่วงหน้า บุกเข้ามาอย่างนี้ คิดจะเข้ามาจับโจรหรือไง?”

สาวใช้คนนี้มีชื่อว่า ‘กั้วเอ๋อ’

นางเป็นสาวใช้ประจำตัวของชุนถูหมีซึ่งเมื่อครู่ทำความสะอาดห้องด้านในอยู่

เสี่ยวฉินร้องอย่างโมโห “กั้วเอ๋อ เจ้านี่มันไร้มารยาทสิ้นดี ก้าวร้าวเกินไปแล้ว เป็นเด็กอายุเพียงแค่นี้ กล้าพูดโน่นพูดนี่ต่อหน้าฮูหญิงของบ้าน คงกินอยู่สบายเกินไปแล้วใช่ไหม?”

“ข้าไม่กล้าทำอะไรลบหลู่ฮูหยินท่านหรอก แต่ข้าไม่ชอบที่มีคนทำตัวเป็นจิ้งจอกอาศัยบารมีเสือ แล้วอีกอย่าง นายท่านผู้เฒ่าก็เคยกล่าวเอาไว้ว่า ถึงจะอาศัยอยู่บ้านเดียวกันแต่ก็ต่างคนต่างอยู่ไม่ต้องมาข้องแวะ ถ้าคิดจะอบรมสั่งสอน จะตีจะโบยหรือจะขายข้าออกไป ก็มีแต่นายท่านผู้เฒ่าและคุณหนูเท่านั้นที่จะจัดการได้ ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าที่จะปากมาก” แม้กั้วเอ๋อจะพูดจาร้ายกาจ แต่นางกลับประคองร่างคุณหนูให้ลุกขึ้นนั่งอย่างนุ่มนวล

ชุนถูหมีลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียง ตอนนี้มีคนยืนอยู่ข้างเตียงถึงสามคน อยากจะลงก็ลงไม่ได้ ถึงลงได้ตัวนางเองก็ยังลุกจากเตียงไม่ค่อยไหว จึงได้แต่ทำความเคารพอยู่บนเตียงอย่างพอเป็นพิธี นางถามด้วยน้ำเสียงไม่ติดใจเอาความว่า “ไม่ทราบว่าฮูหยินหาตัวข้าอย่างรีบร้อนเช่นนี้ มีเรื่องอันใดรึ?”

แม่เลี้ยงของนางชื่อ ‘สวีซื่อ’ มีอายุเพียงยี่สิบปีเท่านั้น เรียกว่าอายุมากกว่านางแค่หกปี อีกทั้งตอนที่นางสวีซื่อเข้ามาเป็นสะใภ้บ้านนี้ก็มาอย่างไม่ค่อยสง่างามเท่าไร ดังนั้นจะให้เรียกนางสวีซื่อว่า ‘ท่านแม่’ นางก็เรียกไม่ออก จึงได้เรียกอีกฝ่ายว่าฮูหยินเช่นเดียวกับกั้วเอ๋อ

เดิมทีสวีซื่อกำลังโมโหกับคำพูดที่ไม่เกรงใจใครของกั้วเอ๋อจนหน้าตาแดงก่ำ แต่เมื่อได้ยินชุนถูหมีเอ่ยถามจึงคิดถึงเรื่องด่วนที่ทำให้ตนเองต้องมาที่นี่ ใบหน้ากลับซีดขาวด้วยความวิตกกังวล กล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า “ถูหมี... แย่แล้ว มีคนแจ้งความจับพ่อของเจ้า ตอนนี้เขาถูกพาตัวไปกองปราบแล้ว”

“อะไรนะ เกิดอะไรขึ้น?” ชุนถูหมีร้องอย่างตกใจ

ใบหน้าของนางสวีซื่อแปรเปลี่ยนไปหลากหลาย ประเดี๋ยวแดงประเดี๋ยวขาวราวกับเป็นโรงย้อมผ้า นิสัยเดิมของนางก็เป็นคนเฉื่อยชา ไม่ค่อยมั่นใจในตนเองอยู่แล้ว มาถึงตอนนี้ยิ่งพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ส่งสายตามองไปทางเสี่ยวฉิน

เสี่ยวฉินทำอะไรไม่ได้นอกจากอธิบายอย่างไม่เต็มปากเต็มคำนัก “มีผู้หญิงคนหนึ่งไปแจ้งความว่านายท่าน... นายท่าน... พยายามจะ... ข่มขืน...” นางพูดถึงคำสุดท้ายสองคำนี้ เสียงที่พูดออกมาก็เบาราวกับเสียงยุงบินหึ่ง ๆ เท่านั้น ทว่าเสียงที่แผ่วเบาเช่นนี้กลับเป็นประดุจสายฟ้าที่ฟาดใส่ชุนถูหมี จนนางตกใจเกือบพลัดตกลงจากเตียง

ตอนเช้าออกไปก็ยังดี ๆ อยู่ แค่พริบตาเดียวโชคร้ายก็มาเยือนแบบไม่ทันตั้งตัว แม้นางจะรู้จักบิดาของตัวเองเพียงแค่สามเดือนเท่านั้น แต่ก็เชื่อมั่นอยู่ลึก ๆ ว่าเรื่องนี้จะต้องเป็นการใส่ร้ายป้ายสี

ไม่ว่าจะเป็นอดีตกาลนานมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะประเทศไหน ๆ ก็มีสัจธรรมข้อหนึ่งที่อยู่เหนือสัจธรรมทั่วไป นั่นก็คือในเหตุการณ์ปกติ ‘หนุ่มหล่อไม่จำเป็นต้องใช้กำลังบังคับใคร’!

พ่อของนาง.. ชุนต้าซัน เป็นชายหนุ่มที่อยู่ในวัยฉกรรจ์ มีอายุเพียงแค่สามสิบเอ็ดปี เรียกว่าหากเป็นยุคของนางเขากำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว ชุนต้าซันเป็นชายหนุ่มรูปงาม บุคลิกดี เรียกได้ว่าเป็นหนุ่มหล่อที่ดูแลรักษาสุขภาพตามกระแสนิยมของหญิงสาวในยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นคนดีมีคุณธรรม นางจะเชื่อมากกว่าถ้าบอกว่ามีหญิงสาวอยากจะเข้าหาพ่อของนาง แต่ถ้าบอกว่าพ่อของนางกลายเป็นคนร้ายคิดจะข่มขืนหญิงอื่นนั้น

จ้างให้ก็ไม่เชื่อ!

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ สั่งให้คนไปสอบถามเรื่องนี้ในที่ว่าการอำเภอแล้วหรือยัง” ชุนถูหมีพยายามวางท่าสงบเยือกเย็น เรื่องนี้ถ้าเกิดกับคนอื่นนางคงมีความสุขุมเยือกเย็นกว่านี้ แต่พอมันเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวตัวเองก็ทำอะไรไม่ถูก จิตใจพลันสับสนกระวนกระวาย

“จะให้ใครไปเล่า” เสี่ยวฉินแย่งตอบเสียก่อน “นายท่านผู้เฒ่าคุมตัวนักโทษไปดำเนินคดีที่หลิ่งหนาน ทั้งไปทั้งกลับก็กินเวลานานโข ถ้ากลับมาทันเดือนสิบสองที่นายท่านจะต้องเข้าเก็บตัวร่วมกับกองทัพ ก็ถือว่าโชคดีที่สุดแล้ว อีกอย่างคนที่ถูกจับไปก็เป็นนายท่าน ในบ้านเราไม่มีผู้ชายที่จะรับผิดชอบเรื่องนี้สักคน ฮูหยินของข้าก็เป็นสตรีที่ออกเรือนแล้ว ตัวข้าเป็นบ่าวจะเข้าไปที่ว่าการได้อย่างไร ถึงไปแล้วจะตกใจตายหรือเปล่าก็ไม่รู้”

กั้วเอ๋อโมโหจนแค่นหัวเราะ “เฮอะ พูดแบบนี้ได้ด้วยรึ สตรีที่ออกเรือนไปที่ว่าการอำเภอไม่ได้ แล้วคุณหนูของข้าเป็นสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือน นางไปได้งั้นสิ... ในฐานะสาวใช้ในบ้าน เจ้ามันใช้ไม่ได้เลยสักนิด โชคร้ายที่ข้าอายุน้อยกว่าเจ้าสี่ปี ไม่เช่นนั้นข้าไปแล้ว”

ชุนถูหมีดึงกั้วเอ๋อเอาไว้ พูดปรามเบา ๆ “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับท่านพ่อ ไม่ใช่เวลาจะมาทะเลาะกัน”

กั้วเอ๋อทำปากยื่น แต่ยอมเงียบเสียง

ชุนถูหมีถามขึ้น “ลุงโจวที่เฝ้าประตูล่ะ”

“เมื่อครู่อาซ้อเหอที่อยู่ข้างบ้านเห็นพ่อของเจ้าถูกพาตัวไปที่ว่าการ ถามสาเหตุได้แล้วจึงรีบวิ่งมาบอกข้า ข้าใจร้อนเลยให้ลุงโจวไปส่งข่าวที่บ้านแม่” นางสวีซื่อเอ่ยอย่างกลัดกลุ้ม “บ้านเดิมข้าอยู่อำเภอไหลสุ่ยทางตะวันตก ไปกลับต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามวัน กลัวจะหาคนมาช่วยแก้ต่างให้ไม่ทันน่ะสิ”

กั้วเอ๋อได้ยินแล้วเป้ปากอย่างไม่พอใจ ชุนถูหมีลอบนิ่วหน้าเช่นกัน

นางสวีซื่อ... แม่เลี้ยงของชุนถูหมีแม้จะแต่งมาเป็นสะใภ้ของสกุลชุน แต่เวลามีเรื่องอะไรมักชอบดึงครอบครัวเดิมมาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ความจริงแล้วตระกูลผู้ดีมีเงินหรือมีชื่อเสียงเก่าแก่มักให้การอบรมสั่งสอนบุตรหลานอย่างเข้มงวด ถึงจะมีคนที่ไม่เอาถ่าน แต่อย่างน้อยก็สามารถแยกแยะเรื่องใหญ่ออกจากเรื่องเล็กได้อย่างชัดเจน แต่นี่กลับกลายเป็นว่าครอบครัวเล็ก ๆ ที่ร่ำรวยขึ้นมาภายหลังอย่างครอบครัวสกุลสวีกลับอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานจนทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง

สกุลสวีก็เป็นเช่นนี้ ก่อนที่นางสวีซื่อจะออกเรือนมานั้นนางถูกเลี้ยงอย่างตามใจ ไม่เคยพบเจอความยากลำบาก รูปร่างหน้าตาของนางแม้จะดูไม่เลวแต่กลับไร้ความสามารถในการดำรงชีพ แต่ละวันนอกจากทำตัวเฉิดฉายไปเรื่อยๆ เรื่องอื่น ๆ ก็คิดไม่เป็น

ส่วนมารดาของสวีซื่อหรือที่กั้วเอ๋อเรียกว่า ‘สวีเหล่าไท่ไท่’ เป็นคนที่ต้องยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับลูกสาวไปเสียทุกเรื่อง ที่เรียกชุนถูหมีเรียกนางว่า ‘สวีเหล่าไท่ไท่’ ก็เพราะตามศักดิ์แล้วชุนถูหมีต้องเรียก ‘มารดาของแม่เลี้ยง’ เช่นนั้น แต่ในความเป็นจริง สวีเหล่าไท่ไท่ผู้นี้เป็นหญิงที่อายุเพียงสี่สิบปี เป็นวัยที่มีกำลังวังชาเต็มเปี่ยม นางเป็นหญิงวัยกลางคนในตระกูลค้าขายที่ยังกระฉับกระเฉง ชอบออกคำสั่ง ชอบควบคุมผู้อื่น นิสัยอย่างนี้แค่ใช้หัวแม่เท้าตรองดูก็รู้ว่าน่ารังเกียจสักเพียงใด

“เราจะทำอย่างไรดี ถูหมี” นางสวีซื่อมองมาด้วยดวงตาที่มีประกายน้ำแวววาว “ถ้าหากพ่อของเจ้าถูกตัดสินว่ามีความผิด ข้า... ข้า...”

นางพูดว่า ‘ข้า’ ได้แค่สองคำก็พูดต่อไปไม่ได้ ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาทำท่าจะร้องไห้

สร้างความตกใจกับชุนถูหมีจนต้องปลอบใจว่า “พ่อข้าแค่ถูกคุมตัวไปรอการไต่สวน ถ้าเกิดวันนี้ต้องถูกไต่สวนก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นการไต่สวนรอบแรกเท่านั้น ตามกฎหมายของต้าถังการไต่สวนจะมีทั้งหมดสามรอบก่อนจะตัดสินโทษ”

ชุนถูหมีนับนิ้วไปมาพลางครุ่นคิด “อีกอย่าง การไต่สวนในแต่ละรอบจะต้องมีระยะเวลาห่างกันหนึ่งวัน นอกเสียจากว่า ผู้บังคับบัญชาที่สูงกว่าเจ้าพนักงานสอบสวนมาที่อำเภอของเราเข้าพอดี แล้วเขามีเวลาไม่มากนัก จึงจะอนุโลมให้ไต่สวนติด ๆ กันทุกวันได้จนครบสามรอบ ดังนั้นหากไม่นับวันนี้ กว่าจะไต่สวนรอบสุดท้ายก็ยังมีเวลาอย่างน้อยสี่วัน เรายังมีเวลาที่จะหาทางรับมือ”

นางสวีซื่อกับเสี่ยวฉิงได้ยินแล้วพลันนิ่งงันไปไปครู่ใหญ่ พวกนางมองชุนถูหมีอย่างไม่เชื่อสายตา ไม่รู้ว่าเด็กสาวที่มีความอ่อนหวานนุ่มนวลอย่างชุนถูหมี เหตุใดจึงเข้าใจถึงเรื่องราวในที่ว่าการและกระบวนการไต่สวนคดีอย่างละเอียดเช่นนี้

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Be
ดองไว้อ่านนนน ดูท่าจะสนุก
เมื่อ 5 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย gunneesgun
ดองไว้ก่อน
เมื่อ 5 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว