ฤาแค้นจะซ้อนรัก ( Ebook)

Ep7 ความรู้สึกซ่อนเร้น (จบบท)

ความรู้สึกซ่อนเร้น...

รุ่งเช้าของวันต่อมา มนต์รสาต้องสะดุ้งตื่นจากฝันอันแสนสุขอย่างนึกเสียดาย เมื่อเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นขัดจังหวะการนอนของเธอ มันเป็นนาฬิการูปไก่โต้งตัวกลมและแน่นอนเสียงปลุกของมันก็ต้องเป็นเสียงเลียนแบบของไก่ด้วยเช่นกัน และเพราะเสียงน่ารักนี้นี่เอง ที่ทำให้เธอตัดสินใจซื้อเจ้าตัวกลมมีหงอนสีแดงอยู่บนหัวกลับมา...

หญิงสาวปล่อยให้มันดันอยู่สักพักพอให้ตัวเองตั้งสติได้ เธอจึงขยับตัวลุกขึ้นเอื้อมไปหยิบเอานาฬิกาปลุกไก่โต้งขึ้นมาปิดเสียง

“อ้าว...ปิดทำไมล่ะ ฉันกำลังนอนฟังเสียงไก่มันขันเพลินอยู่เลย...”

คนพูดขยับตัวตาม เขายกแขนทั้งสองข้างขึ้นลองใต้ศีรษะของตัวเองเอาไว้ ส่วนสายตาจับจ้องแม่หมอนข้างเนื้อนิ่มไม่วางตา จะไม่ให้เขาอดใจไม่มองเจ้าหล่อนได้อย่าไรไหว ผมเผ้าดูยุ่งเหยิงเล็กน้อยผสมกับใบหน้าเกลี้ยงที่ใสจนเห็นเส้นเลือดฝอยเกือบทำเอาเขาตบะแตกตอนเช้าไปเหมือนกัน ดีหน่อยที่วันนี้เขามีประชุมสำคัญ ไม่อย่างนั้นเช้านี้คงอีกยาวไกล บางทีการได้ปล่อยให้ตัวเองได้ทำตามใจบ้าง เขาอาจตัดสินใจทำอะไรบางอย่างได้โดยสะดวกมากขึ้นก็ได้...

“คุณ!” และแน่นอนว่าผู้อุทิศตัวเป็นหมอนข้างตลอดทั้งคืน ถึงกับอุทานเสียงหลง ริมฝีปากจิ้มลิ้มอ้าหวอ

นี่เธอลืมอิศราไปได้ยังไง...

คิ้วเข้มเลิกขึ้นล้อเลียน...

“สวัสดีตอนเช้า...”

“ทำไมคุณถึงยังนอนอยู่อีก ฉันนึกว่าคุณกลับออกไปนานแล้วเสียอีก นี่ก็เช้าแล้วคุณกลับขึ้นตึกใหญ่ไปเลยไป ฉันจะลุกไปทำงานแล้ว...”

หญิงสาวเอ่ยปากไล่แก้เก้อไปอย่างนั้นเอง ครั้นยิ่งเห็นแววตากรุ่มกริ่มของเขาจับจ้องมองมาที่เธอตาเป็นประกาย มันบ่งบอกเลศนัยบางอย่างเอาไว้ สองข้างแก้มนวลจึงเกิดอาการร้อนเห่อขึ้นมาจนเธอต้องแสร้งถลึงตาดุใส่

“ก็ยังไม่อยากลุกตอนนี้ ทำไม หรือเธอมีปัญหาอะไร” คนไม่ยอมลุกเพราะติดใจกลิ่นหอมละมุนตีหน้าไม่รู้ไม่ชี้

“แต่นี่มันเช้าแล้วนี่คะ...”

“แล้ว?” อิศราเลิกคิ้วถาม

“ก็ไม่แล้วอะไรหรอกค่ะ...” เจ้าของบ้านกระแทกเสียงใส่ก่อนสะบัดหน้าหนีสายตาวาววับ

“ฉันจะไปทำงาน คุณไม่ทำหรือไงวันนี้”

“ทำ แต่ไม่รีบ อยากนอนกอด...” ชายหนุ่มไม่พูดเปล่าเขาเอื้อมมือขึ้นรั้งร่างนุ่มนิ่มมากอดไว้เต็มรัก มนต์รสาอยากดิ้นแต่ร่างกายถูกเขารัดไว้จนขยับไม่ได้ เธอเลยจำใจยอมนอนนิ่งในอ้อมอกของชายหนุ่ม

เมื่อคืนเขาไม่ได้ล่วงเกินอะไรเธอ ยกเว้นแค่นอนกอดเธอเอาไว้เฉยๆแค่นั้น และนั่นมันก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเธอถึงได้นอนหลับฝันดีมาจนถึงตอนเช้าได้ ถ้าไม่ติดเรื่องเลวร้ายในคืนวันก่อนหน้านั้น ที่เขาหาเหามาใส่หัวเธอแล้วล่ะก็ อิศราก็ถือเป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่งได้เหมือนกันนะ

และเป็นสุภาพบุรุษผู้ถือตัวหนัเสียด้วย...

เธอไม่รู้หรอกนะว่าอิศราต้องการอะไรจากเธอกันแน่ เขาถึงไม่ยอมกลับไปนอนบ้านหลังใหญ่โตของตัวเองเมื่อคืนนี้ หรือเขาอาจยังคิดมากเกี่ยวกับเรื่องเธอจะท้องหรือไม่ท้อง นั่นมันเป็นเรื่องของอนาคต เขาจะมาคิดมากไปทำไม เพราะถึงอย่างไรเสีย ถ้าหากว่าเธอท้องขึ้นมาจริงๆ เธอก็สามารถเลี้ยงลูกคนนี้ได้อย่างสบายมาก โดยไม่จำเป็นต้องมีอิศราด้วยซ้ำ เธอมีงานที่ดี เพื่อนที่ดี และเจ้านายที่ดี ถึงฐานะจะไม่ได้ดีเท่ากับเขา แต่เท่าที่มีกินมีใช้โดยไม่ขัดสนอย่างเช่นทุกวันนี้ แค่นี้มันช่างมากเกินพอสำหรับผู้หญิงธรรมดาๆอย่างเธอ

เธอมีความสุขกับสิ่งรอบกาย จนคิดว่าไม่จำเป็นอะไรเลยที่ ต้องดึงผู้ชายสูงส่งอย่างอิศรา ไวยเวศ เข้ามาวุ่นวายกับชีวิตของเธอและอาจหมายรวมถึงลูกในอนาคตด้วย...

“ปล่อยฉันเถอะนะ เดี๋ยวฉันไปทำงานสาย” พอปล่อยตัวปล่อยอารมณ์นานพอสมควร มนต์รสาจึงบอกให้ชายหนุ่มปล่อยเธอได้แล้ว

อิศราแค่ยิ้มแต่ไม่พูด เขากำลังสับสนกับความรู้สึกบางอย่าง ความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขาสักเช้ามาก่อนในชีวิตหนุ่ม มันเป็นความรู้สึกสุขใจ อิ่มเอม ในวันที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงแคบๆพร้อมกับร่างนุ่มนิ่มของผู้หญิงธรรมดา ทว่าเจ้าหล่อนกับให้ความอบอุ่นแก่เขาไปถึงขั้วหัวใจ...

ชายหนุ่มค่อยๆหลับตาลงช้าๆ เขาอยากซึมซับความอบอุ่นนี้เก็บเอาไว้อีกครั้งบางทีการเกิดมาบนความพร้อมในทุกๆเรื่องนั้น มันก็ไม่ได้ทำให้คนเราพบกับความสุขได้อย่างแท้จริง...

“คุณหนึ่งคะ...” มนต์รสาเอ่ยเสียงเบาเมื่อเห็นชายหนุ่มหลับตาลงไม่ยอมปล่อยเธอตามที่ขอ

“ถ้าสายไปมากกว่านี้ เดี๋ยวคนบนตึกใหญ่จะลงมาเห็นเอาหรอกค่ะ คุณไม่กลัวหรือไง”

พอนึกถึงคนที่ตึกใหญ่ มนต์รสาจึงมีสีหน้าสลดลงทันที เมื่อเธออดนึกถึงผู้ให้ข้าวแดงแกงร้อนกับเธอมาตั้งแต่แบเบาะไม่ได้ เขาไม่กลัวแต่เธอกลัว กลัวคุณหญิงอรอุมาจะทราบเรื่องไม่ดีนี้เข้า เธอรักและเคารพท่านมาก จึงไม่อยากทำให้ท่านผิดหวัง แม้เรื่องที่เกิดขึ้นอิศราจะเป็นฝ่ายผิด แต่เธอพร้อมทำใจโดยการปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเพียงแค่ลมพัดผ่าน ไม่สามารถพัดหวนคืนมาได้อีก

“แล้วทำไมฉันจะต้องกลัวด้วยละ...” ชายหนุ่มถามกลับ เขายังคงหลับตานิ่ง

“แล้วมันเป็นเรื่องดีนักหรือไง กับการที่คุณชายใหญ่ของครอบครัว มานอนค้างอ้างแรมบ้านคนรับใช้ ถึงจะเป็นอดีตก็เถอะ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีนักหรอกน่า ลุกเถอะค่ะ...”

“อย่าบอกว่าเธอเป็นห่วงชื่อเสียงของฉันเหมือนกัน...” คนเออเองหน้าบานขึ้นมานิดนึง

“เปล่าค่ะ...ฉันเป็นห่วงชื่อเสียงของคุณผู้หญิงมากกว่า กลัวท่านจะผิดหวังมากกว่า ถ้าหากท่านเกิดรู้เรื่องนี้เข้า... อย่ามัวแต่พูดมากอยู่เลย ลุกแล้วก็กลับบ้านคุณไปเสียที เพราะฉันจะเตรียมตัวไปทำงานแล้วเหมือนกัน”

พอไล่เขากลับมนต์รสาจึงพยายามรวบรวมพละกำลังยันตัวเองออกจากอ้อมแขนแข็งแรง อิศรายอมปล่อยแต่โดยดีเมื่อเขาเหลือบสายตามองเวลา พอเป็นอิสระหญิงสาวจึงรีบเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง อิศราจึงลุกขึ้นตามโดยไม่อิดออด เขาลุกขึ้นยืนบิดตัวเองยืดเส้นยืดสายให้คลายเมื่อยเล็กน้อย ก่อนจะเดินอ้อมมาหาร่างอรชรซึ่งกำลังพับผ้าบนเตียง ภาพตรงหน้าทำให้เจ้าหล่อนดูน่ารักไปอีกแบบ อิศราเผยอริมฝีปากยิ้ม พอเดินมาใกล้เธอร่างใหญ่จึงโน้มกายเข้าไปหาคนบนเตียง ก่อนจะใช้ปลายจมูกแตะลงบนแก้มใส

“คุณหนึ่ง!” คนโดนขโมยหอมแก้มอุทานรีบยกมือกุมแก้มตัวเองไว้แก้เขิน

“อาบน้ำแต่งตัวแล้วรอฉันก่อนนะ เดี๋ยวฉันมารับไปทำงาน ห้ามเถียง ห้ามดื้อ ห้ามขัดใจ เพราะถ้าฉันไม่เห็นเธอไปยืนรออยู่หน้าบ้าน เราได้เห็นดีกันแน่...” เขาสั่งความเสียงเข้มสายตาก็ดุไม่ต่างกัน

คนกำลังเตรียมจะอ้าปากเพื่อเอ่ยแย้ง เลยมีอันต้องรีบหุบปากที่อ้าค้างไว้ลงด่วนจี๋ เมื่อปลายนิ้วชี้ของสุภาพบุรุษจอมหยิ่งชี้ขู่สมทบมาทางเธอ สายตาดุของเขาเอาจริงไม่ได้แค่ขู่ ถ้าหากเป็นแบบนี้เธอจะหนีเขาไปไหนได้ พออิศราเดินหันหลังให้เท่านั้น หญิงสาวจึงขว้างค้อนใส่แผ่นหลังกว้างตามไปติดๆ เธอชักเริ่มมองเห็นเคล้ารางของความวุ่นวายในชีวิตขึ้นมาตงิดๆเสียแล้วสิ

******************************

นี่คงเป็นครั้งแรกที่เขารูสึกเหมือนวางของหนักบางอย่างลงจากบ่าได้อย่างสบายตัว บางทีชีวิตของคนปกติที่ไม่ต้องแบกคำว่าผู้นำครอบครัวกับสังคมเอาไว้บนบ่า มันช่างดูน่าอิจฉาอยู่ไม่น้อยเหมือนกันนะ การทำอะไรได้ตามใจอิสระเสรีโดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร มันก็ทำได้โดยง่ายไม่เห็นจะยากเย็นตรงไหน แต่แล้วทำไมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เขากลับไม่เคยคิดถึงมันเลยสักครั้ง ทุกอย่างในชีวิตของเขา ดำเนินไปตามหลักแห่งสภาวะสังคมชั้นสูง สิ่งที่ผ่านเข้ามา ทุกอย่างล้วนดูดี เลิศหรู และเหมาะสม รวมถึงต้องเป็นที่ยอมรับของคนในแวดวงชั้นสูงเท่านั้นด้วย

และนั่นย่อมหมายถึงหญิงสาวรอบกายของเขาด้วยเช่นกัน พวกเธอเหล่านั้นต้องมีทุกอย่างเพียบพร้อมไม่ยิ่งหย่อนหรือน้อยหน้าไปกว่าเขา เวลาเขาควงเดินเข้าสังคมจะต้องไม่รู้สึกอายใคร ซึ่งทุกอย่างที่ว่ามาทั้งหมด มันช่างดูตรงกันข้ามกับหญิงสาวข้างกายเขาราวฟ้ากับเหว แต่แล้วทำไมเล่าเขากลับรู้สึกว่าตัวเองสามารถเอื้อมมือออกไปคว้ากับคำว่าความสุขได้อย่างแท้จริง

มนต์รสา หญิงสาวสุดแสนธรรมดาทั่วไป ไม่มีอะไรโดดเด่นเทียบชั้นกับเขาได้เลยสักอย่างเดียว แต่ทำไมก็ไม่รู้สินะ ทำไมหัวใจดวงนี้ของเขา มันต้องพองโตแถมรู้สึกมีความสุขทุกครั้งยามได้อยู่ใกล้ชิดกับเธอ มันเป็นคำถามที่เขาหลีกหนีเพื่อค้นหาคำตอบมาโดยตลอด เพราะคำตอบของมันอาจทำให้เขาเจ็บปวดทุรนทุรายจนวันตายก็ได้...

เมื่อรถยนต์ส่วนตัวเคลื่อนเข้ามาจอดตรงบริเวณด้านหน้าของบริษัทส่งออกเนื้อสัตว์รายใหญ่ ซึ่งมีเลขาสาวของบิ๊กบอสนั่งหน้าตูมเคียงข้างคนขับผู้หล่อเหลา พอถึงจุดหมายเธอจึงรีบหันไปขอบคุณสารถีผู้ทรงเกียรติ

“ขอบคุณค่ะ...”

“เย็นนี้เลิกงานกี่โมง...”

“คะ...” นิ้วมือเรียวยาวที่กำลังจะเปิดประตูชะงักค้าง พร้อมกับหันหน้าไปหาคนถาม

“ถามทำไม อย่าบอกนะว่าคุณจะมารับฉันตอนเย็นด้วย” อิศราดึงแว่นกันแดดสีชาออกก่อนหันไปหาหญิงสาว แววตาของเขายังนิ่งสงบไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

“โอ้ย...ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันกลับเองได้ และก็กลับเองมาตลอดหลายปีแล้วด้วย ก็อีแค่เสียตัวให้คุณมันคงไม่ทำให้ฉันลืมทางกลับบ้านตัวเองหรอกมั้งคะ...” เธอโบกมือห้ามพัลวัน แต่เหตุผลหลังของหญิงสาว เล่นเอาคนฟังถึงกับอึ้งไปเหมือนกัน

“ถ้าว่างจะมารับ” คนถูกขัดใจชักสีหน้า

“เอาโทรศัพท์ของเธอมาหน่อยสิ” แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขายังไม่มีเบอร์โทรศัพท์ของมนต์รสาเลย แล้วแบบนี้เขาจะโทรเช็คเธอได้ยังไง เขาจึงขอเอาแบบดื้อๆมันนี่แหละ

“ฉันว่า...”

“เอามา...” ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคดี คนหล่อหน้าบึ้งก็ส่งเสียงขัดขึ้นมาอีก มนต์รสาเลยจำใจต้องทำตามคำสั่งของคนเผด็จการ เธอรูดซิบกระเป๋าถือออกพร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาถือไว้ ใบหน้านวลงอหงิกลง แต่ยังไม่ยอมส่งโทรศัพท์ไปให้เขา

“ฉันบอกให้เอามาไง...” คนไม่ชอบถูกขัดใจส่งสายตาพิฆาต แบมือออกไปข้างหน้าเป็นการบีบบังคับไปในตัว

“คุณนี่มันจริงๆเลย...” หญิงสาวบ่นพึมพำก่อนจะยื่นโทรศัพท์ส่งให้เขาด้วยความจำใจ หญิงสาวขว้างค้อนใส่ก่อนจะเบ้หน้า ทีเมื่อก่อนแม้แต่หน้าเธอเขายังไม่อยากมองให้เสียเวลา ส่วนโทศัพท์นะเหรอ เธอไม่อยากจะพูดถึงให้เปลืองน้ำลาย เพราะต่อให้เธอเจอกับเขาโดยบังเอิญซึ่งๆหน้า แม้แต่คำทักทายสักคำเขายังไม่เคยเอ่ยทักเธอเลยด้วยซ้ำ หญิงสาวอดคิดด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้...

อิศราใช้โทรศัพท์มือถือของตัวเองโทรเข้าเครื่องของหญิงสาว เขาจัดการเมมเบอร์โทรทั้งสองเครื่อง เสร็จแล้วจึงส่งคืนให้กับเจ้าของด้วยความพอใจ

“พอใจคุณหรือยังละทีนี้ ถ้าพอใจแล้วฉันจะได้ลงไปทำงานเสียที “ อิศราไม่ตอบด้วยคำพูดแต่เขายักไหลแทน สร้างความหมั่นไส้ให้คนด้านข้างยิ่งนัก

“เดี๋ยว...” เสียงทรงอำนาจดังขัดขึ้นอีก

“อะไรอีกละคุณ...” มนต์รสาชักนิ้วมือตรงประตูกลับอีกครั้ง สะบัดหน้าไปหาผู้ชายเรื่องมาก และโดยไม่ทันตั้งตัว ปลายจมูกโด่งกลับฝังลงมาบนแก้มนวลของเธอพอดี

“ชื่นใจแหละ ไปสิ เดี๋ยวก็สายหรอกเธอ...” พอได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ สารถีหนุ่มเลยขับไล่ไสส่งเจ้าของใบหน้าเหวอให้ลงจากรถทันที

มนต์รสาส่งเสียงจิ๊จ๊ะขัดใจ ทำได้แค่ส่งค้อนให้คนน่าหมั่นไส้จนตาคว่ำเท่านั้น คิดจะหาคำสรรเสริญคนหน้าไม่อายก็คิดไม่ออก ทำได้เพียงรีบเปิดและปิดประตูกลับเสียงดังใส่หน้าเจ้าของรถมันเสียเลย...

************************************

ตกเย็นหลังจากเสร็จประชุมกับทีมงาน ท่านประธานใหญ่แห่งบริษัทผลิตวัสดุก่อสร้างกรุ๊ป ชักเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ ชายหนุ่มมีอาการกระวนกระวายใจ คิดถึงแต่หลานสาวของแม่นมบัวและไม่แน่ในอนาคตอาจเป็นแม่ของลูกเขาก็อาจเป็นได้

อิศราสะบัดศีรษะเพื่อขับไล่ความคิดฟุ้งซ่าน ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิต ว่าตัวเองจะมีอาการหนักมากถึงขนาดนี้ไปได้ หรือมนต์รสาจะเล่นมนต์ดำใส่เขา เพราะไม่ว่าเวลาไหนภาพใบหน้าหวานของเจ้าหล่อนมักจะผุดเข้ามาในความคิดของเขาอยู่ตลอดเวลา เย็นนี้เขาไม่มีนัดกับลูกค้ารายไหน เลยกะจะโทรหาเจ้าหล่อนเสียหน่อย เพื่อนัดแนะ เย็นนี้เขาจะแวะไปรับกลับบ้านด้วยกัน หากยังไม่ทันจะกดปุ้มโทรออก เสียงเคาะประตูกลับส่งสัญญาณดังเข้ามา ก่อนแขกสาวขาประจำ ซึ่งหมู่นี้ดูเหมือนกนกขวัญจะมีธุระให้ทำใกล้กับบริษัทเขานั้นบ่อยเหลือเกิน

เจ้าหล่อนโผล่หน้าเข้าพร้อมรอยยิ้มหวานหยดเหมือนทุกครั้งเช่นเคย...

“สวัสดีค่ะพี่หนึ่ง...” ร่างสมส่วนสวมใส่ชุดสีหวาน ซึ่งดูเหมือนเป็นสีโปรดปรานของเจ้าตัวเดินนวยนายเข้ามาภายในห้องทำงานอย่างคนคุ้นเคย

“สวัสดีครับน้องขวัญ...” อิศราเอ่ยทักทายกลับตามมารยาท ปลายนิ้วเรียวยาวกดปิดหมายเลขที่โชว์หราอยู่หน้าจอมือถืออย่างนึกเสียดาย เอาไว้ใกล้เลิกงานเขาค่อยโทรนัดเจ้าหล่อนอีกทีก็ได้ ตอนนี้ยังมีเวลา บริษัทเขากับมนต์รสาตั้งอยู่ไม่ห่างไกลกันสักเท่าไหร่ ขับรถไปหาไม่น่าจะเกินครึ่งชั่วโมงก็ถึง

“น้องขวัญมีอะไรหรือเปล่าวันนี้ หรือออกมาทำธุระให้กับคุณป้าอีก”

“เปล่าหรอกค่ะ เผอิญวันนี้ขวัญมางานเปิดตัวร้านขนมไทยของเพื่อน เลยแวะเอาไอ้นี้มาฝากคุณป้ากับอร...” กนกขวัญยกถุงใส่กล่องขนมสีทองอร่ามขึ้นโชว์พร้อมรอยยิ้มหวานไม่แพ้ขนมในกล่อง

“คุณแม่ท่านไม่อยู่หรอกนะ ท่านพายายอรไปเที่ยวรอบโลก คงอีกหลายเดือนเลยกว่าจะกลับ อรไม่ได้โทรคุยกับขวัญหรอกเหรอ...”

“จริงด้วยสิ ขวัญลืมไปเลยค่ะ”

ความจริงนั้นเธอไม่ได้ลืมหรอก อรอินโทรมาปรับทุกข์กับเธอตลอดเวลานั่นแหละ ยิ่งกว่านั้นเธอเองก็รู้อยู่เต็มอกว่ามารดาของอิศราไม่อยู่บ้าน ท่านพายายเพื่อนช้ำรักไปเที่ยวต่างประเทศเพื่อรักษาแผลใจ แต่ทว่าเธออยากจะหาเรื่องมาหาอิศรา เลยต้องยกผู้ใหญ่ขึ้นมาเป็นข้ออ้าง จะได้ดูไม่น่าเกลียดอะไร

“แบบนี้พี่หนึ่งคงเหงาแย่สินะ ต้องอยู่บ้านหลังโตคนเดียวแบบนั้น” กนกขวัญเอ่ยเย้าแฝงความนัย

แต่ถ้าพี่หนึ่งเหงาช่วยเรียกหาขวัญนะคะ ขวัญอยากเป็นคนแก้เหงาให้พี่หนึ่งแทบขาดใจ กนกขวัญหัวเราะคิกคักกับความคิดซุกซนของตัวเอง แต่ความคิดนั้นมีอันต้องพังถล่มลงมาไม่เหลือชิ้นดี เมื่อเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา สามารถดับฝันของหญิงสาวเอาเสียดื้อๆ...

“ไม่เหงาหรอกครับขวัญ วันๆพี่ก็ทำแต่งาน เลยไม่มีเวลาเหลือพอจะไปเหงาได้สักที”

คนพูดดับฝันยิ้มอ่อน แผ่นหลังตรงพิงลงกับพนักเก้าอี้สบายๆ ทอดสายตามองโทรศัพท์มือถือของตัวเองอีกครั้ง เขาจะเหงาได้ยังไง ในเมื่อเขากำลังจะย้ายตัวเองไปเฝ้าหลานสาวของนมบัว อดีตแม่นมของตัวเอง ต่อไปทุกวันชีวิตเขาคงมีแต่เรื่องชวนปวดหัวมากกว่า ในเมื่อมนต์รสาไม่ได้นุ่มนิ่มเรียบร้อยหัวอ่อนจนเขาชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ได้เหมือนเมื่อก่อน เห็นได้จากการที่เจ้าตัวไม่ลุกขึ้นมาโวยวายเรียกร้องอะไรจากเขาสักอย่าง ตรงกันข้ามเจ้าหล่อนยังมีหน้ามาตัดความสัมพันธ์กับเขาจนไม่เหลือชิ้นดีอีกต่างหาก

“เฮ้อ!...ก็เพราะพี่หนึ่งขยันทำแต่งานแบบนี้ไงคะ ถึงได้ไม่ยอมมีคนรักกับเขาสักที”

ผู้ถูกดับความฝันยังไม่ยอมแพ้ เธอยังคงหาเรื่องผลักดันตัวเองให้ไปถึงฝั่งผันให้จงได้ เธอให้กำลังใจตัวเองใหม่อีกครั้ง ตราบใดที่อิศรายังไม่มีคนรักเป็นตัวเป็นตนเธอย่อมยังมีโอกาส ก่อนจะช้อนใบหน้าหวานขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มที่เธอหมายปองอยากได้เขามาเป็นพ่อของลูกในอนาคต สื่อความนัยใจบอกสิ่งที่เธอคิดและแอบหวัง สักวันหนึ่ง พี่หนึ่งจะต้องยอมใจอ่อนให้กับเธออย่างแน่นอน

“พี่หนึ่งไม่คิดจะมีแฟนบ้างเหรอคะ ขวัญไม่เห็นพี่หนึ่งจะควงใครจริงจังสักคนเดียว ตั้งแต่พี่หนึ่งกลับมาจากต่างประเทศก็เห็นทำแต่งาน” หญิงสาวลองหยั่งเชิง

“ถ้าถึงเวลามันก็มีเองนั่นแหละครับ พี่ไม่ได้รีบร้อนอะไรนี่นา อยู่เป็นโสดแบบนี้ก็สบายใจดี เพราะเรื่องของหัวใจปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติมันน่าจะดีกว่า...ว่าแต่ขวัญเถอะ อยู่ดีๆทำไมถึงถามพี่เรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ หรือว่าขวัญมีใครอยากแนะนำให้พี่รู้จักหรือเปล่า”

คนไม่ตกหลุมพรางย้อนถาม ไม่ใช่อิศราจะดูไม่ออกเสียเมื่อไหร่ ใครอยากจะตบมือข้างเดียวก็ปล่อยไป ถ้าเขาไม่คิดส่งมือไปช่วยตบ แล้วเสียงมันจะดังได้อย่าไร ยิ่งมาตอนนี้มือเขาไม่ว่างทั้งสองข้างเสียด้วยสิ อีกหน่อยถ้ากนกขวัญเหนื่อยล้าเมื่อไหร่เดี๋ยวเจ้าหล่อนคงยอมแพ้เก็บมือของตัวเองกลับไปเองนั่นแหละ

“ขอบคุณนะครับ แต่พี่ยังไม่อยากมีใครตอนนี้...”

“เปล่าหรอกค่ะ ขวัญก็ถามไปอย่างนั้นเอง ขวัญไม่กล้าก้าวกายแนะนำสาวๆคนไหนให้พี่หนึ่งหรอก สเป็กพี่หนึ่งสูงจะตาย...” เธอแค่อยากเสนอตัวเองให้เขามากกว่า เมื่อเธอกับเขาดูจะเหมาะสมลงตัวมากที่สุด ไม่ว่าจะเรื่องรูปร่างหน้าตา หรือแม้แต่ฐานะทางสังคม

“เลิกงานแล้วเราไปหาของอร่อยทานกันข้างนอกดีกว่าไหมคะ ไหนๆที่บ้านพี่หนึ่งก็ไม่มีใครอยู่ ขวัญอยากทานอาหารญี่ปุ่น พี่หนึ่งไปเป็นเพื่อนขวัญหน่อยนะคะ...”

“เย็นนี้พี่ไม่ว่างครับขวัญ มีธุระสำคัญมากต้องไปทำต่อ เอาไว้วันหลังก็แล้วกันนะ พี่ต้องขอตัวจริงๆครับ” ชายหนุ่มปฏิเสธเสียอ่อนพลางคลี่ยิ้มเป็นการขอโทษไปในตัว

ส่วนคนถูกปฏิเสธนั้นถึงกับหน้างอลง เจ้าตัวเม้มริมฝีปากขบคิด น้อยครั้งมากที่อิศราจะปฏิเสธเธอเช่นนี้ เขาอาจมีธุระจิรงหรือไม่จริงก็ได้ และเธอซึ่งเป็นหญิงสาวที่ไม่เคยถูกขัดใจกับเรื่องใดๆมาก่อน ดันอยากรู้ธุระที่ว่าสำคัญของชายหนุ่มที่เธอต้องการขึ้นมาเสียแล้วสิ แววตาหวานซ้อนความเจ้าเล่ห์เอาไว้ เธอพยักหน้าตอบว่าเข้าใจ แต่ความจริงนั้น เธอจะคอยสะกดรอยตามอิศราไปต่างหาก ดูสิเขาจะพูดจริงหรือจะโกหกเธอกันแน่...

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวขวัญโทรชวนคุณแม่ไปทานกันสองคนก็ได้”

“ไม่โกรธพี่นะครับ...” อิศราเอ่ยถามเพราะทันเห็นสีหน้าไม่พอใจ

“ขวัญจะโกรธพี่หนึ่งได้ยังไง ก็พี่หนึ่งไม่ว่างจริงๆนี่น่า แต่พี่หนึ่งต้องทานขนมกล่องนี้ให้หมดด้วยนะ ถือเป็นการไถ่โทษครั้งนี้ไงคะ...” กนกขวัญยื่นส่งกล่องขนมไปตรงหน้าชายหนุ่ม

“ครับ...ขอบคุณสำหรับขนม” ชายหนุ่มรับมาถือไว้ในมือยิ้มในหน้าเล็กน้อย

ถ้าหัวใจคนเรามันบังคับให้รู้สึกรักใครสักคนได้จริงๆ เขาจะบังคับให้มันรับรักกนกขวัญ แต่เมื่อความเป็นจริงเขาทำอย่างนั้นไม่ได้ ไม่ใช่เขาไม่รู้สึก แต่ความรู้สึกของเขาสำหรับกนกขวัญมันมีแค่สิ่งเดียว นั่นก็คือ ความรักแบบพี่กับน้องเท่านั้นเอง...

************************************

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Mongdai
ขอบคุณนะคับ
เมื่อ 7 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Anupa
Ummmmmmmmmm
เมื่อ 10 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว