หลงฮวา ดอกไม้มังกร (龍花) ผ่านการพิจารณากับสนพ.ปริ๊นเซส-บทที่34: บุคคลผู้นี้ มีใบหน้าหนึ่งเป็นจอมมารผจญ (1)(แก้ไข2) 100%

โดย  จินตธารา/รายาเสน่ห์จันทร์/ศรรกรา/ดาฬ

หลงฮวา ดอกไม้มังกร (龍花) ผ่านการพิจารณากับสนพ.ปริ๊นเซส

บทที่34: บุคคลผู้นี้ มีใบหน้าหนึ่งเป็นจอมมารผจญ (1)(แก้ไข2) 100%

(เฉียงหลงหวงตี้/เฉียงหมินหลง: ไป๋ฮวาดอกนี้ หนามยิ่งแหลมคม ข้าก็ยิ่งจับให้เต็มมือ!!!)

บทที่33:บุคคลผู้นี้ มีใบหน้าหนึ่งเป็นจอมมารผจญ (1)(แก้ไข2) 100%

เมื่อความลับสุ่มเสี่ยงโผล่หางมาให้เห็นตัวแล้วผู้คนส่วนมากมักแสดงอาการคล้ายคลึง อยู่ๆ จะรู้สึกผิวอ่อนไหวต่อสายลม บางรายเหงื่อผุดซึม บางรายแตกพลั่กเป็นเส้นสาย สีหน้าแววตาล้วนกระสับกระส่าย แต่หนุ่มน้อยที่โดนลักพาตัวมา กลับประหนึ่งเทียนเซียนผู้บรรลุเคล็ดเต๋าขั้นสูง นอกจากเบิกตาโพลงแวบเดียวก่อนสงบนิ่ง ย่อมไม่เสียชั้นเชิงตอแหลชำนาญการ

นัยน์ตาเฉียบดุกวาดสารรูปปลอมแปลงเบื้องต้น ผิวพรรณขาวนุ่มที่สะดุดใจฝูงชน ยังเป็นของแท้แต่กำเนิด เพี้ยนไปเพียงเครื่องหน้าที่เขียนสีเข้มเลียนแบบบุรุษ ร่างกายก็สวมชุดป้องกันแน่นหนา อำพรางทรวดทรงอ้อนแอ้น ราวกับคุณชายเมืองหลวงนิสัยเจ้าสำอาง หรือบัณฑิตผู้รักเที่ยวเตร่คนหนึ่ง

สายตาลึกล้ำหยุดนิ่งระดับอกแบนราบ แล้วประกายขัดเคืองจึงผุดขึ้น ก่อนแค่กะพริบตาหนึ่งหน ก็ชะล้างร่องรอยเหล่านั้นจนสะอาด บุรุษชุดดำมองลึกสู่ลูกแก้วสีอำพันใสคู่หนึ่ง มันช่างเปี่ยมความกล้าหาญ ทั้งติดจะประกาศสัญลักษณ์มารน้อยหัวขบถอยู่ด้วย

เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายระบุตัวตนของเขาได้ จึงจ้องท้าทายอย่างเยือกเย็นเช่นนี้!

หมายถึงพอจะมีเรื่องให้บันเทิงใจหรือไร!

ขณะดวงตาดำขลับประดุจหลุมนรกสะท้อนความคิดบางอย่าง ถึงจิตวิญญาณนางพบพานแล้วประหวั่นเพียงไร ก็เหลือแต่ทางแถไม่รู้ไม่ชี้ประการเดียว บุคคลผู้นี้มาอย่างลับๆ ทั้งปกปิดร่างกายหัวจรดเท้า ยกเว้นนัยน์ตาที่เปรียบดั่งเอกลักษณ์

ถ้าทราบว่าคนมองตาครู่เดียวก็จดจำได้แล้ว นางคงไม่พ้นโดนเชือดปิดปากหรือกักไว้ซักปากคำแน่ จึงไม่ควรชิงเปิดโปงตัวเองก่อน ให้ยึดกลยุทธ์อุดหูขโมยกระดิ่ง(หลอกตัวเอง)อย่างหนักแน่น ด้วยรูปกายที่เจตนาบิดเบือนอยู่ คือเกราะคุ้มภัยแกร่งกล้าที่สุด เพราะนี่ไม่ใช่ต๋าน่าหลันซือซือ หรือไป๋เฟินเสียนเฟยแห่งไป๋ฮวากง นอกจากเป็นคุณชายน้อยลึกลับท่านหนึ่ง!

หัวหน้าชายชุดดำหยุดยืนอหังการเบื้องหน้า

“ตอบคำถามด้วยความจริง แล้วชีวิตจะปลอดภัย...”

มีข่มขู่เช่นนักอุ้มคนผ่านน้ำเสียงที่ทั้งวังหลวงคุ้นเคยด้วย หัวหน้าโจรลักพาท่านนี้ ต้องเปี่ยมอำนาจคับฟ้าคับดินยิ่ง!

“ข้าไม่ใช่ลูกหลานสายสกุลสำคัญ ถ้าซักถามแล้ว ท่านไม่ทราบความที่ต้องการ ก็ขอให้ยกเว้นชีวิตกันด้วย”

เมื่อเจอกิริยาประสานมือ ค้อมศีรษะขอร้องเยี่ยงคุณชาย บุรุษชุดดำย่อมแค่นหัวเราะ

“วันนี้เจ้ากับพรรคพวกออกเดินทางจากวังหลวงใช่หรือไม่”

ในอกแน่นอนว่าต้องสะดุ้งเหมือนถูกแทง แต่ใบหน้าล้ำเลิศเกินชายกลับหมกมุ่นคิด คล้ายเรียบเรียงคำตอบอย่างระวังอารมณ์ผู้ซัก มากกว่าเจตนาโป้ปด

“ข้าจะผ่านประตูวังหลวงได้อย่างไร ไม่ใช่หวางซื่อจื่อ(ทายาทอ๋อง)สักหน่อย”

โดยแท้ก็คือไม่มุสา คราวสลัดคราบชายปลอมทิ้ง นางกลายเป็นไป๋เฟินเสียนเฟยในเฉียงหวงตี้ ดวงตาสีอำพันคู่สวยจึงจริงใจอย่างมาก ทำให้บุรุษชุดดำระเบิดหัวเราะ

“ฮ่ะฮ่า!”

ระหว่างที่แก้วหูสะท้อนเสียงก้องไปมา เด็กหนุ่มยังลอบค่อนขอด ถ้าตนมีวิชายุทธ์ติดมาบ้าง คงขว้างอะไรไปอุดทางออกคลื่นพลังกระแสนี้แน่ คนจะถึงเวลาเส้นกระตุก ถึงเวลาเส้นตื้นบ้าง ไม่นับเป็นปัญหา ทว่าถึงขั้นขบขัน แล้วทำร้ายอวัยวะผู้อื่นได้ ต้องสรุปเป็นตัวอันตราย!

นางห้ามมือไม่ยกขึ้นอุดหูสุดความสามารถ ต่อให้ปวดแปลบเท่าไหร่ก็ต้องอดกลั้น อารมณ์ผันผวนของชายตรงหน้า มิใช่สิ่งที่ประเมินแล้วรับมือไหว

ครั้นหัวเราะจนสะใจแล้ว ชายชุดดำค่อยพยักหน้า

“ข้าเชื่อ ที่เอวเจ้าไม่มีเพ่ยโส้ว(佩绶คำว่า’เพ่ย’佩คือหยกหรือเหรียญ ที่เป็นตราประจำตัว ส่วน‘โส้ว’绶คือไหมถัก ที่ใช้ผูกกับเหรียญหรือตรา ใช้สำหรับแบ่งลำดับยศขุนนาง เพียงมองก็ทราบชั้นยศของคนคนนั้นได้)แต่เป็นสัญลักษณ์มงคลทั่วไป”

แต่ในน้ำเสียงที่แจงเหตุผลคล้อยตาม กลับแฝงอิทธิพลเขย่าขวัญคนชอบกล และลูกตาเรืองรองคล้ายปลดปล่อยหายนะออกมา ยังเล่นงานนางจนขนลุกตั้ง เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายเมื่อใบหน้านั้นพุ่งประชิด

“แล้ววันนี้เจ้าตั้งใจไปที่ไหนหรือ...”

คุณชายน้อยไม่อาจเลี่ยงสัตว์ร้ายที่เยื้องย่างมาทักทาย เลยตะกุกตะกักตอบ

“ขะ...ข้ามาเดินเที่ยวตลาดเล่นเท่านั้น”

จากนั้นเด็กหนุ่มก็ลนลานดึงถุงเงินข้างเอวชูขึ้นต่อต้าน ชายชุดดำจึงเอี้ยวร่างหลบเพียงเล็กน้อย ก่อนกระชากออกจากมือไปหยั่งเชิงมูลค่า

“เจ้าแน่ใจหรือว่า แค่มาเดินเที่ยวตลาด”

แล้วเขาก็โยนถุงเงินคืนอย่างฉับไว กลายเป็นหนุ่มน้อยต้องตะกายมือรับ จนเกือบพาหัวตนเองทิ่มพื้น ดวงหน้าผุดผ่องจึงกระตุกขึ้นมา หัวเราะแห้งๆ หนึ่งยก

“ท่านจะให้ผู้อ่อนเยาว์ไปทำธุระอะไรได้ ย่อมต้องเที่ยวตลาดช่วงปีใหม่แน่นอน!”

บุรุษชุดดำยังคงเงียบ แต่ใช้แววตาผ่าแยกผู้คนจ้องมา ละม้ายพินิจอยู่จะเริ่มต้นชำแหละตรงไหนก่อน ให้พบสิ่งที่เขาตามหาโดยไว หนุ่มน้อยจึงหัวอกสั่นเทา พยายามยื่นถุงเงินซื้อชีวิต

“ถ้า...ถ้าท่านจำเป็นต้องใช้ทรัพย์สิน ข้าก็ขอมอบทั้งหมดนี้ให้โดยไม่นับบุญคุณ แต่ช่วยเมตตาปล่อยกันไปเถิด ข้าหายตัวมานานป่านนี้ พวกเขาเป็นห่วงแย่แล้ว”

หัวหน้าโจรหรี่ตาใส่ถุงเงิน แล้วเมินหน้า

“เจ้าไม่ให้ความร่วมมือที่ดี ข้าย่อมจำใจยืดเยื้อด้วย”

หนุ่มน้อยขมวดคิ้ว ถุงเงินในมือกลายเป็นหนักอึ้งพันเท่า

“แล้วท่านต้องการให้ข้ามีอะไร นอกจากเดินเที่ยวตลาดหรือ...”

ปากโอดครวญไม่จบ กลับเกิดเสียงเคาะประตูขัดขวาง บุรุษชุดดำจึงถอยห่างไปฟังพรรคพวก เสียดายที่การออกมาคราวนี้ นางประมาทจนลืมแจ้งบรรดาผี สถานที่แห่งนี้ก็ปราศจากวิญญาณสักดวงให้รบกวน ทำให้ไม่ทราบว่าพวกเขากำลังรายงานอะไรอยู่

ครู่หนึ่งชายที่กระซิบเล่าก็ล่าถอยไป ดวงตาสีอำพันจ้องคนย้อนมาหาอย่างใสซื่อ แต่อีกฝ่ายกลับกระชากหน้ากากทิ้งกะทันหัน ทำเอาหลับตาหนีแทบไม่ทัน นางไม่เพียงรับรู้สัญญาณคุกคาม ยังรับรู้ลางร้ายที่ตีกรอบล้อมร่าง ยามลมหายใจร้อนไหลกระทบโหนกแก้ม หัวใจจึงกระโจนผึงเกือบหลุดขั้ว

“ข้าเปิดเผยตัวตนให้ไปฟ้องร้องทางการทั้งทีแล้ว จะไม่ลืมตามองผู้ลักพาตัวสักแวบหรือ”

เด็กหนุ่มส่ายหน้าระรัว

“เรื่องนี้ หากท่านปล่อยข้าไป ย่อมแน่นอนว่าไม่เคยเกิดขึ้น เมื่อไม่เคยเกิดขึ้น ข้าเพียงเดินเที่ยวตลาดซุกซนไปนิดหน่อยเท่านั้น”

“หึ!ซุกซนไปนิดหน่อยงั้นหรือ คิดว่ากล่าวโทษตัวเองเบาเกินแล้ว”

นางร้องไห้ไม่ได้ หัวเราะก็ไม่ออก

“อย่างนั้นๆ ข้านิสัยไม่ดี รู้จักแต่เที่ยวเตร่ ต้องให้ท่านสั่งสอน ข้าสำนึกผิดแล้วขอรับ!”

“ยังพอรู้จำแนกที่ผิด แต่ไม่ครบถ้วน!”

ฮือ...จะให้นางคว้านท้องแลกเปลี่ยนเลยหรือ!

“ข้า...ข้าด้อยความสามารถ ปกป้องตัวเองก็ไม่รอด ยังจะมีหน้าพาคนในครอบครัวมาเที่ยวเล่น ข้าสำนึกผิดแล้วจริงๆ ขอรับ!”

“หึ!”

เสียงกดดันแฝงความพอใจ แต่ก็คล้ายไม่ถึงที่สุด

“โปรดเห็นแก่เสี่ยวเหรินที่พร้อมปรับปรุงตัว แล้วสร้างกุศลด้วยการปล่อยกันไปเถิด...”

เด็กหนุ่มสะดุ้งทันทีที่ปลายนิ้วแข็งสอดเข้าบังคับใต้คาง บัดนี้คนหนี่งหลับตา คนหนึ่งจ้องมองอยู่ คงกำลังประจันหน้ากันแล้ว!

“ลืมตาขึ้น!จากนั้นข้าจะสร้างกุศล ลองปล่อยเจ้าไปสักหน”

เปลือกตาสองข้างยิ่งเกร็งปิด คล้ายกลัวเขาจะใช้สองมือเบิกลูกตานางขึ้นเดี๋ยวนั้น

“ขะ...ข้ากลัวว่า...ถ้า...ถ้าข้าเห็นหน้าท่านแล้ว ท่าน...ท่านจะยิ่งให้อภัยข้าไม่ได้”

แล้วยังพึมพำตัดพ้อต่ออีกว่า

“หากท่านมีใจสร้างกุศลแท้จริงแล้ว ก็ยิ่งไม่สมควรตั้งเงื่อนไข มิใช่หรือ...”

เวลาสุ้มเสียงเข้มงวดหัวเราะเบาๆ ออกมา ช่างหยอกเอินติ่งหูคนยิ่ง ทำให้นางชักนั่งกระสับกระส่าย

“ผู้ใดกันแน่ที่มีเงื่อนไขก่อน เจ้าเสนอจะปรับปรุงตน ถ้าข้าปล่อยตัวไป ฉะนั้นข้าก็จะปล่อยตัวไป ถ้าเจ้ายอมลืมตา”

หนุ่มน้อยยังสั่นหน้า

“เกรงว่ากล่าววกวนเช่นนี้ ในใจแต่แรก คงหมายปิดปากข้าอยู่แล้วแน่!”

น้ำเสียงนางประกาศแววเกรี้ยวกราดสามส่วน แต่เพราะกริ่งเกรงกัน อีกเจ็ดส่วนเลยเน้นไปทางตื่นกลัว

“ในที่สุดเจ้าก็เอ่ยอะไรที่ก่อประโยชน์สักหนจนได้!”

ไหวพริบเด็กหนุ่มไม่ทันตีความ‘ประโยชน์’เขาก็โดนเบิกตาสองข้างขึ้น ระหว่างผิวสัมผัสผิว เจ้าตัวยังถลึงตาใส่ใบหน้าหล่อเหลา ขณะเรียวปากฉ่ำหวานถูกรังแกอย่างหนัก สองแขนจึงตวัดผลักไส ทว่าเพียงพริบตากลับมีกำมือผนึกข้อมือที่ขัดขืนกลางอากาศ

จากใต้พละกำลังที่เหนือกว่า ดวงตาขยายขนาดดั่งลูกไฟก็ค่อยโรยราลง เสียงหอบลมสองสายยังฟังกระพือไหว ยามแพขนตาบนล่างเคล้าคลอกัน เมื่อริมฝีปากหลุดแรงดูดดึง สมองหนุ่มน้อยจึงขาวจ้าไปหมด

“ถ้าปิดปากแต่แรก ทำเจ้าลืมตาได้ ข้าคงไม่เสียเวลาเจรจา...”

ดวงตาที่หรี่เคลิ้มย่อมกระตุกเปิด ใบหน้าขาวผ่อง แม้พยายามเคร่งขรึมเท่าไหร่ สีแดงก่ำก็ประจานเนื้อในอันอ่อนชั้นเชิงกว่า

“ทะ...ท่านกับข้า ต่างเป็นบุรุษ เหตุใดข่มเหงศักดิ์ศรีกันเช่นนี้ด้วย!”

ก่อนจะอ้าปากค้าง เมื่อมือหยาบช้าข้างหนึ่งตะปบหน้าอก แล้วสอดนิ้วผ่านสาบเสื้อเข้าไปลูบคลำภายใน ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจ

“ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนซ่อนของข้า หากเอากลับคืนมาเท่าเดิมไม่ได้ เจ้าต้องเจอโทษสาหัส!”

ถูกหยามเกียรติขนาดนี้ ผู้ใดยังทำเยือกเย็นไหวอีก ร่างน้อยเลยดิ้นรนสุดกำลัง แต่สองมือเขากลับเหนียวแน่นและว่องไว ไม่เพียงสำรวจยังคลึงเล่น หญิงสาวจึงหลบหนีจนแก้มแดงก่ำ ค่อยหยุดหายใจหอบ ชุดชั้นนอกหลุดลุ่ย ชั้นในกำลังเปิดแง้ม เผยช่วงไหล่ขาวกระจ่าง ในที่สุดนางก็ถูกค้นแทบหมดตัว

“ซือเอ๋อ...บอกมาว่า ที่พวกเจ้าออกจากวังวันนี้ มีแผนการอะไรอยู่!”

ขณะก้มหน้าต่ำ โฉมสะคราญกลับขึงตาดุร้าย

ซือเอ๋อ!

มังกรบ้าตนนี้!

กลั่นแกล้งนางสมใจ แล้วค่อยเอาจริงงั้นหรือ!

พอสวมหน้ากากปลอมแปลงไม่บรรลุจุดประสงค์ น่าหลันซือซือที่สองมือเป็นอิสระแล้วก็รวบชายเสื้อ ทำท่าห่อไหล่ตัวสั่นระริก เลียนแบบกิ่งหลิวลู่ลม ส่งเสียงปนสะอื้น

“ทูลหวงช่าง หม่อมฉัน...หม่อมฉันเพียงอยากพาหมินจือหมินเหมิง ไปดูเทศกาลรื่นเริงประจำปีของฉางอันเพคะ”

ทว่าจักรพรรดิหนุ่มที่กางสองแขนกักตัวคน กลับยกยิ้มคล้ายแสยะเขี้ยวออกมา!

น่าหลันซือซือรีบหลุบตาหลบ ไม่ใช่เพราะถูกไล่ต้อนจนหลังชนพนักเก้าอี้อยู่ แต่เกรงเขาจะไหวทันเสียก่อน พญามังกรผู้นี้เป็นอัจฉริยบุคคลแห่งยุค ถ้าอ้อมทางได้ควรอ้อม ถ้าอ้อมไม่ได้ต้องขุดรูหนี ฉะนั้นยามได้ยินเสียงใกล้เคียงคำรามจากกำแพงมนุษย์ หญิงสาวเลยก้มหน้าสลด

“หม่อมฉันทูลไปข้างต้นด้วยสัจจะจริงเพคะ คราวที่หม่อมฉันกับเสี่ยวเปาอยู่ตำหนักเย็นด้วยกัน พวกเขาก็ซุกซนเด็ดใบหญ้า หักกิ่งไม้มาฟาดฟันประสาเด็กกับอารัน วันคืนมีแต่เรื่องผ่อนคลายสายตาและความคิด ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดหม่อมฉัน ไม่เพียงไม่สันทัดวิชาการ เหนียงอย่างหม่อมฉันยังไม่อาจคารวะเจ้าสำนักไหนมาเป็นซือฝูให้เสี่ยวเปาได้...”

ย่อมแน่นอน ไม่เกี่ยวข้องกับที่นางยกน้ำชาให้ผีจ้าวฮองเฮากับสามพระชายา แล้วนำใจความมาสอนเจ้าเปาน้อยอีกทอดหนึ่ง

“วันๆ หม่อมฉันเพียงขีดเขียนอักษรร่วมกับหมินจือ หรือดูอารันกับหมินเหมิงออกกำลังกาย บางวันพวกเขายังกระตือรือร้นช่วยดูแลความสะอาด อย่างปัดกวาดเช็ดถูหยากไย่ ในอาณาเขตสวนคับแคบ ฝีมือบำรุงต้นไม้ของทั้งคู่ ก็พอใช้การได้...”

ถ้าไม่ก้าวก่ายอดีตตำหนักเย็น สามารถถือว่าแล้วกันไป พอได้ยินชัดเจนขั้นนี้แล้ว คุณสมบัติพื้นฐานของบุตรชายฝาแฝด กลายเป็นห่างไกลจากเด็กสองคนที่พบปะในจงฮวาเซินหลินนัก!

หมายความว่าสติปัญญาหมินจือกับหมินเหมิง สามารถปลูกเป็นต้นในวันเดียวได้!

ไป๋ฮวาเฟยเจื้อยแจ้วเก่งเช่นนี้ ยิ่งสมควรจับขังกรง ให้นางขับลำนำตลอดวัน!

ชายหนุ่มกำมือกับพนักเก้าอี้ ถึงส่วนลึกอยากขยี้กลีบปากช่างจำนรรจา ก็ยังยับยั้งไว้ก่อน

“แต่ภายหลังที่หวงช่างพระราชทานไป๋ฮวากงและตำแหน่งเสียนเฟย คืนความบริสุทธิ์จากพระราชอาญาตำหนักเย็นให้หม่อมฉันแล้ว หมินจือ หมินเหมิงจึงเข้าร่ำเรียนวิชาที่อี้เทียนกง หลายเดือนมานี้ ยามกลางวันก็เร่งศึกษา ยามกลางคืนยังพากเพียรทบทวน สีหน้าเคร่งครัดตลอดเวลา ครั้นคะนึงวัยเยาว์ของหม่อมฉัน ลูกหลานชาวเผ่ามักปลอดโปร่งภาระ หม่อมฉันด้วยเช่นกัน ชอบชวนสหายหญิงเด็ดดอกหญ้าไปสานเครื่องประดับ จำพวกกำไล สร้อยคอ ต่างหู กระทั่งแหวน ระหว่างสหายชายยิงนกตกปลาบริเวณชายธาร”

เฉียงหมินหลงเปลี่ยนมาตั้งใจฟัง แต่ไหนแต่ไร เสียนเฟยมักแสดงออกราวกับลืมเลือนชีวิตที่เผ่า แท้จริงนางจดจำความสุขเหล่านั้นได้ดีมาก ทว่าน่าหลันซือซือคนเดิมหวังพึ่งพาความโปรดปราน เลยไม่ให้ชาวจงหยวนสบทางดูแคลนชาติกำเนิดตน

แต่ต๋าน่าหลันซือซือคนใหม่ กลับปรารถนาเป็นปากเสียงวิญญาณระทมทุกข์ดวงนั้น ภาพความทรงจำวัยเด็กที่ต๋าโมเหยียนชานหยูยังแผ่อำนาจปกครองเผ่า คือช่วงเวลาที่นางโหยหาจะหวนคืนนัก ยิ่งผิดหวังจากรักแรก พลังใจเด็กสาวยิ่งถดถอยสู่วันวาน

“เมื่อคนในครอบครัวเรียกหา พวกเราค่อยปันเครื่องประดับกับเนื้อสัตว์เล็ก แล้วแยกย้ายกลับบ้าน...”

เพราะครอบครองร่างพร้อมความทรงจำเก่า นางจึงเผลอถลำลึกชั่วขณะ กลายเป็นสร้างบรรยากาศเงียบสงัด เฉียงหมินหลงย่อมเห็นดวงตาสีอำพันจ้องไปไกล ใบหน้าผุดผ่องเผยเสี้ยวอารมณ์อันระทมขม กระนั้นต๋าน่าหลันซือซือก็ดูเฉิดฉายกว่าเดิม

นางเปลี่ยนแปลงจากวัยเด็กสาวมาก หรือเป็นเขาที่ไม่เคยใส่ใจมาก่อน ไป๋เฟินเสียนเฟยในวันวานกับวันนี้ถึงแตกต่างดุจดั่งคนละคน เห็นทีใกล้ชาดเปื้อนแดง ใกล้หมึกเปื้อนดำ แล้วใครเป็นชาดเป็นหมึก ให้นางติดสีมาโอ้อวดเล่า!

หญิงสาวกะพริบตาคืนสติ รู้สึกคล้ายเก้าอี้ถูกเขย่า เบาก็ไม่เชิง หนักก็ไม่ใช่ ระดับแรงพอดีจนใกล้เคียงจะคิดไปเอง นางเลยเสียเวลาปรับสมองครู่หนึ่ง ค่อยสานต่อคำพูดที่ค้างคา

“หม่อมฉันคิดว่าวันหยุดต้นปี ควรหาทางพาพวกเขาไปดูโลกภายนอก ไม่เพียงเป็นรางวัลที่ตั้งใจเล่าเรียน แต่หม่อมฉันเคยได้ยินหมินจืออ่านออกเสียง เจริญวัยในวังลึก สายตาไม่กว้างไกล ทำให้ครุ่นคิดอยู่เป็นนาน จนหม่อมฉันตระหนักว่าคำดังกล่าวถูกต้องนัก อาณาเขตแคว้นจิ้นแผ่ไพศาล ภายนอกมีหลายดินแดน พวกเขาน่าจะเข้าใจวิถีชีวิตคนสักเล็กน้อย ก่อนเติบโตในรั้ววังหลวง ถ้าเป็นไปได้ หม่อมฉันอยากให้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์มากกว่าตัวอักษร เช่นที่หม่อมฉันออกท่องท้องทุ่งกว้าง เห็นผืนทรายไกลสุดขอบฟ้า กระทั่งได้สัมผัสบรรยากาศสูงส่งของฉางอัน”

น่าหลันซือซือช้อนตามองลาดเลา เจอชายหนุ่มยังสงบนิ่ง จึงเป่าลมกล่อมหูเขาต่อ

“เวลาหม่อมฉันเล่าความทรงจำพวกนั้น มักเจอสายตาส่องประกายของพวกเขา บัดนี้กลับเป็นวันๆ ที่ทั้งคู่หายใจเข้าออกคือบทเรียนหรือวิชายุทธ์ หม่อมฉันจึงบังอาจออกมาข้างนอก โปรดพระราชทานอภัยโทษหม่อมฉันด้วย ที่มีใจใฝ่ฝันสิ่งที่นับแต่ถวายตัวเป็นข้าบริจาริกาแล้ว ไม่อาจไขว่คว้าได้อีกเพคะ”

คำกล่าวยืดยาวหนักแน่นด้วยเหตุผล เข้มข้นด้วยอารมณ์ให้คนสงสาร ทว่าเฉียงหมินหลงกลับเกิดโทสะแผ่ขยาย ด้วยตระหนักแน่แก่ใจ ว่านางประจบไหลลื่นกว่าพวกขุนนางเจ้าเล่ห์แล้ว สมกับที่อบรมจิ่นลี่หวัง หมินจือมา เจ้าซาลาเปาลูกนั้นจึงคอยสะกิดให้เขาหงุดหงิด

ต่อให้กองเหตุผลมาล้นหลาม เฉียงหมินหลงก็มองปราดเดียวชัดแจ้ง

นางเตรียมตัวมาดี...

และเตรียมมาดีมาก!

“หวงช่าง โปรดเมตตาหม่อมฉันด้วยเพคะ”

หญิงงามทำทีพร้อมถลาไปคุกเข่าสำนึกผิด เพราะชิงคำนวณแล้ว อย่างไรเฉียงหมินหลงคงถอยเท้าบ้าง เพื่อแสดงท่าทีเหนือกว่าตน ไม่คาดเขายังกางสองแขนคร่อมเก้าอี้ตามเดิม เรียวปากสุกฉ่ำจึงกระแทกข้างแก้มสากเต็มเหนี่ยว ขณะเดียวกันปากเขาก็กดฝังเนื้อแก้มนุ่ม

น่าหลันซือซือรีบกระเด้งกายกลับไปนั่งหลังแข็ง ทว่าโชคยังพอคุ้มครอง ถึงบันดาลให้เกิดเหตุการณ์ใกล้ชิดเช่นนั้นขึ้น อารมณ์พญามังกรหนุ่มค่อยสงบลงมากขั้น

“อ้ายเฟย เจิ้นเห็นด้วยที่กล่าวมา เจริญวัยในวังลึก สายตาไม่กว้างไกล แม้ทักษะเอาตัวรอดของหมินจือกับหมินเหมิง จะทำให้เจิ้นวางใจว่าใช้ได้ แต่เป็นถึงเสียนเฟย เป็นถึงหวังจื่อ สมควรอยู่ในวังหลวง มิใช่ออกมาเรียนรู้หรือเผชิญหน้าอันตรายเอง หากไม่ใช่เจิ้นปรากฏกายต่อหน้าพวกเจ้า อ้ายเฟยคิดหรือจะสามารถต่อรอง หรือสารภาพผิดอย่างน่าเห็นใจเช่นนี้ได้”

สมองน้อยๆ หมุนคว้างเป็นลูกข่างทันใด ความหมายของเขาคืออะไรแน่!

พอนางยังตีสีหน้างุนงง ดวงตาคมดุย่อมเพ่งเล็ง

“อ้ายเฟยพาตัวเอง เอ๋อจื่อสองคน กับเสี่ยวกงปี้หนึ่งคน ออกมาแสวงหาอันตรายอย่างนี้ ยังจะเห็นเจิ้นอยู่ในสายตาหรือไม่!”

อ้า...

ร่างน้อยสะดุ้งสุดกาย เลยกระเทือนถูกไหวพริบที่ติดค้าง นางจึงหดคอ ร่ำร้อง

“หวงช่าง!หม่อมฉันทำผิดพลาดลงไปแล้วเพคะ หม่อมฉันไม่ควรคิดหุนหัน เดินทางออกมาลำพังเพคะ อย่างน้อยก็น่าจะมีทหารองครักษ์สัก...”

คำว่า‘คน’ถูกสกัดค้าง ยามนัยน์ตาดำขลับคู่นั้นราวกับขมวดปมบางอย่างหนักขึ้น สองมือเฉียงหมินหลงยังเกร็งแน่น เสมือนพร้อมขยี้เท้าแขนไม้ให้เปราะหักทุกเมื่อ คนก็อยู่ตรงหน้า นางจะหวังพึ่งทหารหน้าไหนอีก!

ในอกน่าหลันซือซือหวาดผวา แต่นึกไม่ออกว่าพูดผิดตรงไหน นางจึงดึงเขาเข้าเกี่ยวพัน ทั้งที่น่าจะเลือกผู้ปกครองฝ่ายในอย่างหวังสีเจี่ย หรือเจียงซูหยูที่ใครๆ กริ่งเกรงอยู่

“และ...และหม่อมฉันควรทูลปรึกษาหวงช่างด้วยเพคะ!”

ประหนึ่งลอดเงามรณะมาจนพ้น กำแพงกำยำที่ก่อตัวคุกคามถึงเคลื่อนไปตั้งจังก้ากับพื้น น่าหลันซือซือก็ขยับนั่งเต็มก้น สองมือกำสาบเสื้อแน่นหนา ถ้าไม่ใช่จักรพรรดิชาตินักรบ ประสานกำลังกับกองราชองครักษ์ลับ ที่บรรจุเพียงยอดคนขนานแท้ แล้วตัดสินใจสวมคราบนักลักพาตัวเสียเอง พวกนางต้องต่อกรไหวแน่!

“ปัญญาพอรู้ความดี เหตุใดก่อนกระทำ สติกลับเละเทะไปได้”

อ้า!

สาวงามขังเสียงกรีดร้องในปาก ก่อนเงยหน้าเจื่อนจ๋อย ส่งผลให้มังกรหนุ่มมองแล้วคันใจนัก ถ้าเป็นเด็กหญิงตัวแสบ ย่อมคงจับตีก้นอบรมซักยก เขาก็อารมณ์ปลอดโปร่ง ทว่ากับหญิงสะคราญโฉมเช่นนี้ จ้างฟูจะไปเล่นงานก้นเสี่ยวเหนียงจื่อให้นั่งนอนก็ไม่ลงทำไม!

น่าหลันซือซือเจอสายตาวูบวาบ แล้วหวาดระแวงคนตรงหน้า จะเกรี้ยวกราด ก็ควรระบายโทสะให้ราชองครักษ์ลากนางไปเฆี่ยนไม้สองไม้ ไฉนประเดี๋ยวคล้ายบึ้งตึง ประเดี๋ยวเหมือนกรุ้มกริ่มดังนี้!

ทำเอาสมองคนลนลานแล้ว!

“หม่อมฉัน...หม่อมฉันเห็นว่าหลายวันมานี้ หวงช่างทรงตรากตรำราชกิจเหน็ดเหนื่อย สีพระพักตร์อ่อนเพลียไม่น้อย หม่อมฉันจึงกริ่งเกรงที่จะขอเข้าเฝ้าด้วยเหตุเห็นแก่ตัว โปรดเมตตาพิจารณาด้วยเพคะ”

ปากป้ายกลิ่นมี่ถางหวานหอม ทว่าใจฉุนรสหวงเหลียน ตลอดปีที่เคยถวายการปรนนิบัติ หากเฉียงหมินหลงมีวันหยุดทำนองนี้ เขามักพักผ่อนประจำเทียนหลงกง ทั้งออกพระบัญชาเจ๋อกงกงให้ขับไล่ผู้ขอเข้าเฝ้ากลับไป แต่ใช่ขาดฝูงสาวงามที่พยายามฉกโอกาส ดังนั้นพอขึ้นวันใหม่แล้ว พวกนางจึงถูกหวังหวงโฮ่วเด็ดกลีบเล่น จนเป็นที่ชวนเวทนา ทำให้ต้นรัชศกหมิงหลงปีที่สิบ ทุกคนเคยชินที่เฉียงหลงหวงตี้จำศีลอยู่ในตำหนัก ไหนเลยจะคาดว่าเขาแอบวางคนเฝ้า แล้วออกมาจับผิดนางเข้า

“หึ!เหมาะสมด้วยหรือที่น้ำใจของเจิ้น จะเป็นอะไรที่อ้ายเฟยคิดแทนได้”

อา...นางบรรลุแล้ว อะไรคือกดดันกันแทบบ้าตาย!

“หวงช่าง!โปรดเมตตาละเว้นหม่อมฉันด้วยเพคะ”

เก้าอี้ก็ทนนั่งไม่ไหว น่าหลันซือซือจึงผลุนผลันลงคุกเข่า ทำให้ใบหน้าเครียดขึงคล้ายแฝงรอยกระหยิ่มยิ้ม ยามหลุบตามองร่างที่อ่อนน้อมถึงที่สุด

“เมตตา เจิ้นย่อมเมตตาอ้ายเฟยอยู่แล้ว ลุกขึ้นมา!”

“ขอบพระทัยในพระกรุณา ขอหวงช่างทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปีเพคะ”

หญิงสาวประคองเข่าลุกอย่างขลุกขลักเล็กน้อย พญามังกรจึงยื่นมือช่วย แล้วเขาค่อยสะบัดชายแขนชุด ยืนเอาสองมือไพล่หลัง

“แล้วก็ควรหลาบจำให้ดีด้วย”

“เพคะ!”

น่าหลันซือซือรับปากอย่างทั้งขยาดทั้งฝังจิต ต่อจากนี้ นางจะกำหนดสายผีสายคน เพื่อแขวนกระดิ่งให้มังกรจงได้!

บรรยากาศพอลดพลังข่มขู่ ก็เท่ากับพ้นระลอกอันตรายแล้ว หญิงสาวเลยห่วงหาสองเปากับชีรัน แม้ค่อนข้างแน่ใจ อู่เหวินเหลาป่านต้องคุ้มครองพวกเขาอย่างดี

“เอ่อ...ถ้าเช่นนั้น หม่อมฉันทูลขอให้พวกเขาพาหม่อมฉันไป...”

ครั้นสายตาที่สงบนิ่งแล้วตวัดกลับมาเฉียบดุ นางย่อมกระดกลิ้นพลิกแพลงบ้าง

“หม่อมฉันทูลขอพระเมตตาหวงช่าง โปรดนำเสด็จให้หม่อมฉันพบจิ่นติ้งหวังกับจิ่นลี่หวังด้วยเพคะ ทั้งสองคงเป็นทุกข์ที่ไป๋เฟินเหนียงเหนียงหายตัวไป โดยไม่อาจทราบสภาพแย่แล้วเพคะ”

เมื่อฟังประโยคต้องจริต เขาค่อยสานต่อ

“เจิ้นถูกจำกัดอยู่ในวังหลวงนานปี ออกมาหนนี้ ทบทวนให้ดี ก็มีเวลาเปิดหูเปิดตา ย่อมส่งผลดีต่อราชการบ้านเมืองไม่ทางใดทางหนึ่ง เห็นทีก่อนหน้า เจิ้นกล่าวโทษอ้ายเฟยหนักหน่วงเกินแล้ว”

เบื้องหลังที่ทุ่มเทติดตามและจับคน เฉียงหมินหลงย่อมทราบเหตุผล น่าหลันซือซือมีอำนาจลึกลับสนับสนุนอยู่นอกวัง ประเหมาะที่นางแอบเคลื่อนไหว อาจเพื่อตั้งวาระประชุมสำคัญขึ้น จักรพรรดิหนุ่มจึงสวมรอยโจรลักพา หมายทดสอบเครือข่ายบุคคลเหล่านั้น แล้วจะได้ตรวจสอบย้อนไประบุตัวตน

แต่ขณะหน่วงเวลาสอบปากคำนาง ราชองครักษ์ลับกลับรายงานอย่างจนใจ ฝ่ายที่ดิ้นรนค้นหาไป๋เฟินเสียนเฟยอย่างเดือดร้อน ปรากฏเพียงประมุขสกุลอู่เหวินแห่งหงอวี้ลหวี่เตี้ยน ไม่มีวี่แววผู้ร่วมขบวนการคนอื่น จึงเรียกได้ว่าลงทุนเองแล้วยังล้มเหลว!

ประกอบที่นางกล่าวอ้างว่า พาหวังจื่อฝาแฝดมาชมเทศกาลปีใหม่ วิเคราะห์แล้วมีมูลความจริงอยู่ ยิ่งเขาลงมือค้นตัวจนเสื้อผ้าหลุดลุ่ย กลับยังไม่พบหลักฐานต้องสงสัย แต่ใช่ต๋าน่าหลันซือซือจะผุดผ่องไปทั้งหมด เพราะธุระซ่อนเร้นอาจเกิดขึ้นได้ ถ้านางพบปะขบวนการปริศนาโดยตรง

แม้คราวนี้ไม่อาจขุดรากน้ำเลี้ยงออกมาตัด เขาคงตามไปมองหน้าอู่เหวินเหลาป่านสักนิด เครือข่ายการค้าที่ชายผู้นี้ก่อตั้ง นับว่ากุมผลประโยชน์กว้างไกล ทั้งประสานงานกับทางการอย่างซื่อตรง พฤติกรรมประดุจพยัคฆ์ซุ่มมังกรซ่อน ส่วนน่าหลันซือซือกำลังคิดว่าตนเองตระหนก กระทั่งหูด้อยประสิทธิภาพแล้ว

อะไรนะ!

“มาเถิด เจิ้นจะแก้ตัวด้วยการเดินเที่ยวเทศกาลปีใหม่ และคุ้มครองพวกเจ้าสามคนเอง”

ในหัวแปลความฉับไวออกมา ไม่เพียงไปส่งเท่านั้น แต่เขาจะเกาะติดนางกับสองเปา แล้วที่ท่านอู่เหวินฝูสละเวลาให้นางมาปรึกษาเกี่ยวกับซิย่ะ อา...ท่านนี่มัน!

ท่านนี่มัน...

เป็นดาวข่มโชค!

เป็นจอมมารผจญในชีวิตต๋าน่าหลันซือซือแท้ๆ!

คิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อหญิงงามแสดงปฏิกิริยาพิกล กึ่งคุมแค้นกึ่งสงบนิ่ง จนผิวขาวผ่องคล้ายเส้นโลหิตหลบลี้ไปหมด เฉียงหลงหวงตี้ย่อมสะกิดเตือนนาง

“อ้ายเฟย สีหน้าซีดเซียวขนาดนี้ ยังรู้สึกสบายดีอยู่หรือไม่”

ทำให้เหมือนเขาสะบัดสองขั้วอารมณ์พุ่งสู่ทางที่สามทันใด น่าหลันซือซือจึงเผยนัยน์ตาแตกตื่น

“หวงช่าง!หวงช่างทรงดำรงเชื้อสายเทียนถาง(天堂สวรรค์)อาณาประชาราษฎร์ล้วนเทิดทูนบูชา หาได้ควรเสี่ยงภัยใดๆ ไม่ หม่อมฉันตลอดชั่วชีวิตนี้ ย่อมไม่อาจแบกโทษและถ้อยสาปแช่งได้ โปรดเมตตาพิจารณาด้วยเพคะ!”

โอรสสวรรค์เค้นหัวเราะหนึ่งคำ ถ้าหามเสียงสาปแช่งกับโทษทัณฑ์ไม่ไหว นางมีหรือจะกล้าใช้ช่องทางหัวขโมยเข้าออกวังหลวง!

“ทำใจให้สบายก่อน เรื่องความปลอดภัย มีเจิ้นอยู่ทั้งคน อ้ายเฟยยังกลัวผู้ใดลอบทำร้ายอีก วันหยุดนี้พาเจิ้น หมินจือกับหมินเหมิงเดินเที่ยวอย่างสำราญเถิด”

ภายใต้แพขนตาที่บดบัง ลูกอำพันแก้วคู่หนึ่งกำลังกลิ้งหลุกหลิก พอทบทวนให้ถ่องแท้ นางค่อยทราบความที่ถูกตามตัวครั้งนี้ แสดงว่าเฉียงหวงตี้สั่งคนเฝ้าดูอยู่ และกลวิธียังแปรจากขู่เข็ญด้วยปาก เพื่อให้วาจาสารภาพออกมา เป็นคล้อยตามไปเที่ยวเตร่ หรือร่วมกระทำผิดพร้อมกัน ผิวเผินคล้ายปลอดภัย

แต่อ้างอิงที่อุปนิสัยกับผลงานพญามังกร กลับถือว่าสะดวกเกินไป!

ต้องเป็นแผนการอะไรสักอย่างดักคอยเหยื่ออยู่แน่ นางจำสละความตั้งใจเดิมโดยเด็ดขาดแล้ว จึงเสียดายแค่โอกาสปรึกษาอู่เหวินเหลาป่านและสมาคมวาณิชย์ ในฐานะหลันเซียนเชิงแห่งฉางอันเท่านั้น น่าหลันซือซือเลยย่อเข่าขอบพระทัย ก่อนช้อนลูกตาหวั่นเกรงขึ้นมอง

“หม่อมฉัน เอ่อ...หม่อมฉันพร้อมออกไปแล้วเพคะ เพียงแต่ขอ...ขอเวลาสักครู่เพคะ”

ด้วยเว้นช่วงให้คาดเดาเจตนา เขาจึงเหลือบดูไป๋ฮวาเฟยผู้สวมรูปเด็กหนุ่มอยู่ นางมีผิวพรรณขาวเนียน รูปร่างอ้อนแอ้นแบบบาง มองไปมองมากลับเย้ายวนชวนเปลี่ยนบรรยากาศ ทว่ากาลเทศะไม่เหมาะสม เฉียงหมินหลงย่อมบันทึกภาพโฉมสะคราญแต่งชุดบุรุษไว้ก่อน

“เจิ้นจะสั่งการคนอยู่ด้านนอก ถ้าอ้ายเฟยคิดว่าเรียบร้อยดีแล้ว ค่อยออกมาสมทบ”

จากนั้นโอรสสวรรค์ถึงพารัศมีอึมครึมจากไปด้วย น่าหลันซือซือค่อยทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้อย่างอ่อนล้า นางคลายมือจากสาบเสื้อ ก่อนนำมาประกบวางเหนือใจที่กระหน่ำสูบฉีดชีวิต แล้วหยุดคอยกระทั่งมันหายตระหนก จึงจัดแต่งชุด

ขณะขยับตัวเสื้อ หญิงสาวยังพิจารณาสภาพเทียบด้วย ตัวนอกตัวในหลุดลุ่ยจากระเบียบ แต่ไม่มีถอดทิ้งสักชิ้น จอมมารผจญล้วงมือคลำเนื้อนาง คล้ายจงใจคุ้ยชุดหาของ ดวงหน้างามจึงคว่ำมุมปาก

ของข้าอะไรกัน เหลวไหลทั้งเพ!

นางไม่ประมาทขนาดพกชิ้นส่วนแผนการติดตัวหรอก ต้องเพราะนิสัยรอบคอบคุ้มครอง เรื่องลี้ลับส่วนมากเลยบรรจุอยู่ในกลีบสมองมากกว่า

พอแต่งกายสุภาพดีแล้ว น่าหลันซือซือถึงผลักประตูเปิดออก จากนั้นค่อยประจักษ์ว่าสถานที่แห่งนี้ใช่ไร้ดวงวิญญาณสิงสู่ไม่ แต่เป็นเพราะมีสุดยอดของขลังชื่อเฉียงหมินหลงยึดเรือนลึกลับอยู่ บริเวณสุมทุมพุ่มไม้ หรืออ้อมหลังเปลือกลำต้น กระทั่งแถวซอกมุมร่องกำแพง ก็ปรากฏเงาโปร่งใสหลายตนเคลื่อนไหวผลุบโผล่ หามีตนไหนไม่ที่ยืดอกเข้าใกล้รัศมีโอรสสวรรค์ มหาบุรุษผู้เกรียงไกรท่านนี้ ถ้าตัดเชื้อสายศักดิ์สิทธิ์ที่ผีสางนับถือ

คงกลายเป็นเปล่งราศีจอมมารเขย่าขวัญคนตายแล้ว!

หลังกลุ่มชายชุดดำที่ซุ่มโจมตีพวกนางรับคำสั่งแล้ว ก็แยกย้ายกันหมด เหลือลำพังเจ้านายตัวใหญ่โตอยู่ ร่างแบบบางในรูปคุณชายน้อยจึงประสานมือ ค้อมศีรษะขออนุญาตเขา ก่อนเริ่มต้นนำทาง แต่มือที่แกว่งไปด้านหลังกลับโดนคว้าจับ จากนั้นเด็กหนุ่มหน้าตางดงาม ค่อยเปลี่ยนเป็นซอยเท้าเร็วรี่ไล่ตาม

ถนนนอกเรือนลึกลับคือตรอกคับแคบ ห่างทางสัญจรสำคัญประมาณครึ่งหลี่(250 เมตร) บุรุษท่วงท่าองอาจที่ย่างก้าวหนักแน่นเบื้องหน้าบัณฑิตหนุ่มน้อย ย่อมตกเป็นจุดรวมสายตาของฝูงชน พอสายตาหลายคู่พบสองมือที่ประสานจับ ต่างส่ายหัวถอนใจประหนึ่งติดโรคระบาด นานปีทีหนก็มีคนแหวกขนบเก่าแก่ ทั้งจริงใจต่อรสนิยมให้สาธารณชนดั่งพยาน

ในใจชาวเมืองล้วนคิดเห็นอย่างไม่รู้ความ แท้จริงระหว่างชายหนุ่มชุดดำกับหนุ่มน้อยชุดฟ้า ทั้งสองสานสัมพันธ์กันโดยถูกต้อง ทั่วฝ่ายในของเฉียงหลงหวงตี้ยังรับทราบ

น่าหลันซือซือสำนึกในเพศสภาพที่ปลอมแปลงอยู่ ท่วงท่าเลยดัดแปลงให้แลแข็งแรงเยี่ยงบุรุษ ทว่าเปรียบเฉียงหมินหลงแล้ว ดูคล้ายคุณชายกำลังเปราะบางไปทันใด

ใบหน้าหล่อเหลาหลังถอดผ้าคลุมดำ ขนทุกเส้น รอยทุกริ้ว ล้วนส่งเสียงตะโกนว่า ข้าคนนี้คือเฉียงหลงหวงตี้ แต่จะมีสามัญชนกี่คนบังอาจโยงเขากับจักรพรรดิผู้เกรียงไกร ยามโอรสสวรรค์เสด็จออกจากวังหลวงที นับหัวจนสุดตรอกมักแออัดด้วยทหารหลวง บัดนี้นอกจากราชองครักษ์ลับที่ไม่เรียกไม่เห็นตัวแล้ว ก็เป็นเสียนเฟยชาวหรวนตี้แค่หนึ่งคนตามเสด็จอยู่

โฉมสะคราญในคราบหนุ่มน้อยพยายามกระตุกมือเตือน แต่กลับโดนบีบแน่น กระทั่งเส้นเลือดข้อมือเริ่มขอดประท้วงบ้างแล้ว ครั้นเจ้าของพละกำลังเริ่มรู้สึกว่า ตนรุนแรงกับเนื้อหยกขาวมากเกิน แรงค่อยคลายหายหลายส่วน

หนึ่งบุรุษจริงหนึ่งบุรุษลวงต่างเดินผ่านหนทางที่ร้านรวงคึกคัก โดยมุ่งหน้าตามที่นางแจ้งว่า ถ้าพวกเขาพลัดหลงกัน ต้องหาหงอวี้ลหวี่เตี้ยนให้เจอ แต่สองหูน่าหลันซือซือกลับแว่วเสียงชี้ชวน ครั้นเหลียวหลังดู เจอว่าเป็นกลุ่มวิญญาณทั่วไป บางตนแต่งกายคล้ายมาจากแคว้นอื่น พวกเขาจึงปากกล้ากว่าคนจริงอยู่มาก เพราะคิดว่ามีกำแพงภพกางกั้น เลยไม่ระงับความดังแต่ประการใด

‘หยา...ดูนั่น!จะใช่ต้วนซิ่วจื่อพี(斷袖之癖แปลว่า รสนิยมตัดแขนเสื้อ หรือรักร่วมเพศระหว่างชายกับชาย)หรือไม่ หนึ่งอาจหาญ หนึ่งงดงาม ลูกหลานสกุลใดเปิดเผยกลางฉางอัน ใจกล้าเทียมฟ้าเทียว’

อีกเสียงหนึ่งสนอง

‘พิศมุมไหนก็เหมาะสม เสียดายสวรรค์บันดาลให้หนึ่งกำเนิดผิดสถานะนี่เล่า’

‘พวกเจ้าอย่าเอ็ดอึงมากนัก เป็นต้วนซิ่วจื่อพีอย่างไร เป็นตุ้ยฉือ(对食แปลว่า กินข้าวคู่กัน หรือรักร่วมเพศระหว่างหญิงกับหญิง)อย่างไร จะไปรู้เรื่องในบ้านพวกเขาหรือ บางทีทั้งสองฝ่ายอาจมีบุตรหลานสืบสายสกุลคนละสองคนแล้ว ฉะนั้นแม้มีรสนิยมพิสดาร ก็ยังกตัญญูต่อเตียต่อเหนียงอยู่ ไปวิจารณ์พวกฆาตกรใจโฉด หรือข้าศึกนอกแคว้นดีกว่า นั่นจึงจะชวนใฝ่รู้!’

ผีตนนั้นพลังคาดเดาแกร่งกล้า แค่ยกมาพูดลอยๆ ว่า นางกับเขามีบุตรชายให้ครอบครัวสองคน นับว่ากตัญญูต่อบิดามารดาและบรรพบุรุษแล้ว ท่าทางเสียงในใจคนเป็นคงใกล้เคียงกัน สายตาพวกเขาย่อมโจ่งแจ้งแทนปาก น่าหลันซือซือเลยก้มหน้าเดิน จนถึงแยกที่ตั้งหงอวี้ลหวี่เตี้ยน

หน้าสถานที่โอ่อ่าปรากฏสี่คนยืนโดดเด่น สามในพวกเขากิริยากระวนกระวายคอย จึงชะโงกคอบ้าง หัวเหลียวซ้ายแลขวาบ้าง กระทั่งหนึ่งในนั้นชี้นิ้วมาทางนาง มือน้อยก็อยู่ๆ เปี่ยมพละกำลังให้สลัดหลุดออกมา น่าหลันซือซือพุ่งตัวแซงบุรุษชุดดำ แล้วต้นขานางค่อยถูกตะครุบกอดสองข้าง ดวงหน้าอ่อนเยาว์แหงนเงยเหมือนสอบถามระคนโล่งอก แต่พวกเขาพอมีสติ ไม่เรียกฐานะจริงของคุณชายน้อย

“เอ้อเกอ(พี่สอง)หายไปไหนมา ซานตี้(น้องสาม) ซื่อตี้(น้องสี่)กับต้าเกอเป็นห่วงแทบแย่แล้ว!”

น่าหลันซือซือรวบกอดเด็กชาย

“เอ้อเกอพลัดหลงในฝูงคน แต่ปลอดภัยดี เสี่ยวตี้ไม่ต้องกังวลไปนะ”

ได้ยินเช่นนั้น ร่วมกับกวาดตาสำรวจคร่าวๆ ไป๋เฟินเหนียงเหนียงของพวกเขาดูปกติดี แล้วสองเปาถึงสังเกตเงาทะมึนที่ยืนไพล่สองมืออยู่เบื้องหลังมารดา ดวงหน้าขุ่นข้องล้วนสามัคคีถลึงจ้องสารรูปเจ้าคนบังอาจ ทั้งสวมชุดดำสนิทละม้ายพวกลักพาอีก

เมื่อสักครู่มือข้างไหนสัมผัสเนื้อเหนียงคนงาม ผู้หนึ่งพรั่งพร้อมจะก่นด่าเยี่ยงปัญญาชน ผู้หนึ่งยังพรั่งพร้อมจะเตะต่อยเยี่ยงอันธพาล ทว่ายามสุดท้ายเลื่อนสายตาไปพบปะใบหน้า ทั้งหมดพากันกล้ามเนื้อแข็งค้างฉับพลัน

นี่ไม่ใช่...ฟู่...

ฟู่หวง!

คุยกับแพนด้า:(25/10/18)

คาดว่าทุกท่านคงได้คำตอบแล้วนะคะว่าไผเป็นไผ ตะแล่นแท่นแท้นนนน โคโมโดขาใหญ่นี่เอง 55555 หนนี้แพนด้าอาจจะตอบไม่ครบทุกท่านนะคะ รู้สึก คือจริงๆ ไม่ต้องรู้สึกหรอก มันคือความจริง ฮาาา ปิดท้ายแนวบทที่แล้ว คนอ่านจะประสานเสียงดังเป็นพิเศษ 55555 จะไปแนวเดียวๆ กัน หลัวมาแน่นวล ค้างงงง รีบมาลงตอนต่อไวๆ เอิ้กกก แอบลมจับนิดหน่อย อิอิ

เพิ่มอีกนิดจะมีบางคนที่แพนด้าไม่ได้ตอบช่วงท้ายๆ ประมาณคอมเม้นต์หน้า 5-6 พยายามจะตอบแล้ว แต่ในที่ลงเรื่องก็พาไปไม่ถึง ต้องเข้าไปหน้านิยายหลัก ไล่ตอบ ก็ตอบทีหน้าจอรีเฟรชที แพนด้าเลยตอบไม่ครบทุกคนนะคะ ต้องขอโทษด้วย ไม่ใช่ไม่ใส่ใจอ่านนะ คืออ่านทุกอันเลย แต่รีเฟรชแล้วกลับไปพิมพ์ทีละคนไม่หวายยย

สถานะเรื่อง:ยังไม่จบ

สถานะการลงเรื่อง:ยังลงต่อเนื่อง

สถานะสต็อก:ไม่มี (ปั่นสด ตรวจสด)

วันนัดเจอตอนต่อไป:ยังระบุไม่ได้ (อาจจะเป็นวันไหนก็ได้)

จะลงกี่เปอร์เซ็นต์ในหนึ่งตอน:ระบุไม่ได้ (เท่าที่มีในวันที่ลง)

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย PaviNovels
Thank you na ka
เมื่อ 8 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Kate Patthamaphunsakul
เข้มขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อ 9 เดือน 1 วันที่แล้ว

รีวิว