ต่อสัญญารัก

ตอนที่1.

ศลิษา หญิงสาววัย26ปีที่มีความมุ่งมั่นจะได้แต่งงานกับ วิภพ ชายหนุ่มที่เธอคบหาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยจนขณะนี้ทั้งสองเรียนจบและมีงานทำงาน

เธอเก็บเงินเก็บทองไม่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกับเขา แต่วิภพก็เปลี่ยนไปที่ละน้อย

เริ่มไม่สนใจเธอหาเรื่องตำหนิต่อว่าเธอต่างๆนานา จนสุดท้ายก็ขอเลิกกับเธอ แม้เขาจะบอกว่าเขาไม่ได้มีคนใหม่ แต่เมื่อเธอพบความจริง

วิภพติดพันกับลูกสาวเจ้าของบริษัทที่เขาทำงานอยู่

ชีวิตที่เคยเรียบง่ายจึงเปลี่ยนไป และเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต!

ตอนที่1.

ศลิษา แสนดีพร้อม หญิงสาววัย26ปี เธอควรได้ฉลองวันเกิดปีที่26ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ทว่าเธอกลับต้องนั่งในห้องอย่างเดียวดาย บนโต๊ะมีเค้กขนาด1ปอนด์ และเทียนเล่มน้อยที่ให้แสงริบหรี่ ตามที่คิดหวังไว้คือที่ตรงนี้มีเธอกับวิภพคนรักที่คบหากันมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ตอนนี้ก็5ปีเข้าไปแล้ว

หญิงสาวจำได้ว่า ใครต่อใครพูดกันว่า 7 ปีรักจืดจาง แต่นี่เธอกับเขาคบกันมา5ปีเอง นึกถึงตอนนี้น้ำตาใสๆ ไหลรินเปื้อนแก้มนวล เธอควรสังเกตการเปลี่ยนแปลงของเขาได้ตั้งนานแล้ว เขาเปลี่ยนไป แต่เธอก็คิดว่าคงเพราะหน้าที่การงานมากกว่า

“ผมเบื่อ นิดไม่เข้าใจเหรอ ผมยังอยากเที่ยวอยากกินดื่มกับเพื่อนฝูง จะให้อุดอู้อยู่แต่ในห้องเหมือนคุณได้ยังไง”

“แต่เราต้องเก็บเงินสร้างครอบครัวด้วยกันนะ”

“ครอบครัว! ยังไงผมก็แต่งงานกับคุณอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ผมขอเป็นอิสระบ้างได้ไหม”

“ทำไมภพพูดแบบนั้นละคะ”

“นิด ผมว่าเราห่างกันสักพักเถอะ”

“ภพค่ะ... นิดทำอะไรผิด”

“คุณควรพิจารณาตัวเองแล้วตอบตัวเองดีกว่านะ”

เขาพูดกับเธอแบบนั้นเมื่อสองสัปดาห์ก่อน แล้วเขาก็เงียบหายไปจากชีวิตเธอ ศลิษาพยายามติดต่อเขา เพียงพยายามเป็นฝ่ายขอโทษทั้งที่ตัวเองไม่รู้ว่าทำอะไรผิด เขาบ่ายเบี่ยงไม่ยอมพบหน้า จนวันที่เธอไปดักเจอเขาที่หน้าบริษัทที่วิภพทำงานอยู่ เธอจึงได้เห็นภาพบาดตาบาดใจ

วิภพจับมือถือแขนกับหญิงสาวหน้าตาดี หน้าตามีความสุขกว่าอยู่กับเธอเสียอีก หัวเราะต่อกระซิกแบบที่ใครเห็นก็เดาได้ไม่ยากว่าไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงาน นับตั้งแต่นั้น เธอเหมือนคนโรคจิตไปทันที คอยตามสืบเรื่องของเขา เธอกับเขาทำงานคนละที่กันยังไม่ได้อยู่ด้วยกัน แม้คบกันมานานวก็ตาม เรื่องส่วนตัวของเขาเธอจะไม่เข้าไปยุ่ง ทำให้เธอไม่เคยรู้ว่า เขาแอบคบใครซ้อนซ่อนไว้อีกคน แถมผู้หญิงคนนั้นคือ “ปนัดดา” ลูกสาวรองประธานบริษัทที่วิภพทำงานอยู่ เธอเองก็ไม่รู้ทำไมวิภพถึงได้มีโอกาสรู้จักคุณหนูโฮโซคนนั้นได้

ศลิษาเพียงพยายามง้อเขา และวันนี้ ถือเป็นวันพิเศษ หากเขากลับมาหาเธอ เธอจะให้โอกาสได้เริ่มกันใหม่ ไม่คิดถึงสิ่งที่ผ่านมา แต่สุดท้ายก็มีเพียงเธอและเค้กตรงหน้ากับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม เธอสั่งตัวเองให้หยุดร้องไห้เสียที แต่มันก็ยากเย็นเหลือเกิน นี่วันเกิดของเธอ มันควรเป็นวันเริ่มต้นใหม่ที่งดงามมิใช่มาจมน้ำตาอยู่แบบนี้

หญิงสาวลุกขึ้นด้วยร่างกายที่อ่อนล้า เดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น แต่มันยังไม่สามารถเรียกความมั่นใจกลับมาได้ จนเธอมองเห็นหญิงสาวในกระจกตรงหน้า มือเรียวเช็ดไอน้ำที่เกาะบนกระจกออก เผยให้เห็นใบหน้าซีดเซียวไร้สีสันและขาดชีวิตชีวา ผมยาวยุ่งเป็นกระเซิงแถมยังแตกปลาย เธอเอียงซ้าย เอียงขวา เห็นแก้มตัวเองตอบลงไปมาก ผิวออกเหลืองเหมือนคนป่วย

ตายแล้ว! ตายจริง! ยัยผู้หญิงอัปลักษณ์คนนั้นคือเธอเหรอ

ศลิษาหัวเราะทั้งน้ำตา เอาเถอะ เธอมีวันหยุดที่ไม่เคยได้ใช้ เงินเก็บที่ไม่ได้บอกวิภพอยู่ก้อนหนึ่ง เธอควรจะใช้วันเกิดตัวเองเป็นวันเริ่มต้นใหม่ ในเมื่อเขาไม่รักเธอ เธอก็ควรรักตัวเอง ชีวิตที่ผ่านมามันแสนเรียบง่าย พ่อกับแม่ของเธอแยกทางกันตั้งแต่เด็ก เธออยู่กับป้าที่ไม่ค่อยใส่ใจอะไรนัก เรื่องดีเดียวที่เธอชอบคือการไม่ถูกสนใจ หากเธอกลับไปงานเลี้ยงรุ่น อาจไม่มีใครจำเธอได้ด้วยซ้ำ เธอแทบไม่เคยมีตัวตน จนกระทั่งเรียนมหาวิยาลัย ขึ้นปี2 ย้ายไปอยู่หอ เรื่องดีเรื่องที่สองคือพ่อจ่ายค่าที่พัก แม่จ่ายค่าเทอม ป้าให้ค่าข้าว เธอเลือกเรียนไปทำงาน บางคนว่าเธอขยัน บางคนว่าเธออดทน แต่เปล่าหรอก เธอแค่ไม่รู้จะทำยังไงกับชีวิตตัวเอง ฟังดูตลกแต่มันก็เป็นอย่างนั้น จนช่วงปีสุดท้ายที่ได้เจอวิภพ เขาเรียนวิชาโทเดียวกับเธอ และเขากำลังหากลุ่มอยู่เพื่อทำรายงานชิ้นสุดท้ายขอจบ การเอาอกเอาใจของเขาทำให้เธอหวั่นไหว และเมื่อสอบเสร็จแล้วเขาก็ยังวนเวียนอยู่ในชีวิตเธอ

ชีวิตเรียบๆ ง่ายๆ เปลี่ยนไป เธอมีเขา เขามีเธอ ศลิษาคิดอะไรง่ายๆแบบนั้น ผลการเรียนในระดับปานกลาง เธอได้งานประจำทันที่เรียนจบ เพราะเคยทำงานพิเศษมาก่อนทำให้มีประสบการณ์ แม้เป็นเพียงพนักงานธรรมดา แต่เงินเดือนมั่นคง ซึ่งมันก็ทำให้เธอคิดฝันการใช้ชีวิตร่วมกับเขา แน่นอน เธอไม่อยากซ้ำรอยพ่อกับแม่ เธอจึงหวังในตัวของเขามาก

เธออยากมีครอบครัวที่อบอุ่น

เรื่องดีอีกเรื่องที่ศลิษานึกได้ เธอมีบัญชีเงินเก็บที่ไม่ได้บอกใคร เพราะการไม่ชอบซื้อของหรือใช้จ่ายสุรุยสุรายทำให้เธอมีเงินเก็บก้อนหนึ่ง อาจไม่มาก เอ๊ะ! หรือจะมากดี มันน่าจะทำให้เธออยู่สบายๆไปหลายเดือน หลังจากร้องไห้อย่างหนัก และกินอะไรไม่ลงมานานเกือบเดือน ศลิษาเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองผอมมาก โทรมมาก มากเสียจนไม่อยากส่องกระจกดูตัวเอง หญิงสาวลากสังขารไปที่ทำงาน ลังเลอยู่ว่าจะเขียนใบลาหยุดหรือลาออกดี

ลาออก! สมองเธอมีคำนี้ผุดขึ้นมาได้ไง

คงเพราะไม่นอน คงเพราะไม่ได้กินข้าว คงเพราะเครียดมาก การประมวลผลต้องบกพร่องแน่ๆ เธอจะลาออกจากงานมั่นคงเพราะผู้ชายที่ไม่เห็นค่าเธอเหรอ? คุ้มแล้วเหรอ? ศลิษา?

ศลิษาในชุดพนักงานออฟฟิศเรียบๆ เดินเลี้ยวไปซื้อกาแฟร้อนที่หน้าบริษัทฯ เธอควรตั้งสติก่อนเข้าไปที่ทำงาน คิดก่อนนะ เธอมีวันหยุดที่ไม่ได้ใช้กี่วัน ขอลาหยุดก่อนดีกว่า คนไม่เคยหยุดงานอย่างเธอจะอ้างอะไรดี พ่อแม่ป่วยเหรอ กลับไปเยี่ยมบ้านอะไรแบบนั้นดีไหม? เธอกลับบ้านครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กัน กี่ปีแล้ว มือเรียวประคองแก้วกาแฟกระดาษ นั่งอยู่ที่เก้าอี้ยาวใต้ต้นไม้ มันเป็นที่มีไว้ให้คนสูบบุหรี่ แต่เธอชอบหลบมาตรงนี้ถ้าไม่มีใคร เพราะมันมีต้นไม้ มีสีเขียวให้ได้ทอดสายตามอง

“ขอโทษครับ มีไฟแช็กไหม?”

เสียงทุ้มดังขึ้นใกล้ๆ เรียกเหมือนเกรงใจ ศลิษาดันแว่นตาขึ้นชิดใบหน้าแล้วปล่อยมือข้างหนึ่งจากแก้วกาแฟ ล้วงมือไปในกระเป๋าเสื้อสูทตัวนอก หยิบไฟแช็กสีเงินวาวส่งให้โดยไม่ได้มองหน้า

“ว้าว! สวยจัง คุณสะสมZippo เหรอ”

เสียงของคนแปลกหน้าทำให้ศลิษาเงยหน้าขึ้นมอง อาจเพราะเธอนั่งอยู่ เขาจึงดูสูง เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีครีมพับขึ้นข้อศอก มือข้างหนึ่งยังมีละอองน้ำอยู่ เนกไทเลื่อนลงต่ำจากคอปกเล็กน้อย แต่เขายืนอยู่ใต้ร่มไม้ทำให้เธอมองเห็นหน้าเขาไม่ชัด

“ไม่ได้สะสมหรอกค่ะ แค่มันสวยดี”

“ของแฟนคุณเหรอ” เขายังถามอารมณ์ดี คาบบุหรี่ในปากแล้วจุดมันขึ้น

“เปล่าคะ แฟนฉันไม่สูบบุหรี่” เอ่อ...อดีตแฟนแล้วต่างหาก

“หือ? งั้นคุณเหรอ?”

“เปล่า ฉันก็ไม่ได้สูบ” ศลิษาปฏิเสธเสียงเรียบ

“แต่คุณนั่งตรงที่คนสูบบุหรี่ แล้วมีไฟแช็ก” เขาส่งคืนให้ “จะว่าอะไรถ้าขอนั่งด้วย”

“เชิญค่ะ ไม่ใช้เก้าอี้ฉันนี่”

อาจเพราะหงุดหงิดเรื่องอื่นอยู่แล้ว เธอเลยทำน้ำเสียงไม่ดีกับคนแปลกหน้า ซึ่งปกติเธอไม่เป็นแบบนี้บ่อยนักหรอก พอคนแปลกหน้านั่งลง เธอได้กลิ่นโคโลญจ์ผู้ชายอ่อนๆ จากตัวเขา มือผอมบางยื่นไปรับไฟแช็กแต่เขายังไม่ยอมปล่อย ทำให้เธอเงยหน้ามองใบหน้าของคนที่นั่งใกล้

“ตกลงยังไงครับ ขอโทษที่ถามแต่ผมสงสัย”

“ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรนี่คะ” เธอยักไหล่ “ฉันแค่ชอบนั่งตรงนี้ แต่มันเป็นที่คนสูบบุหรี่ ถ้าไม่มีใครมาสูบบุหรี่ฉันก็นั่งตรงนี้ทุกที แต่ฉันอยู่ในที่คนสูบบุหรี่ บ่อยครั้งก็มีคนถามยืมไฟแช็ก ฉันก็เลยมีติดตัวไว้ก็เท่านั้นเอง”

“ดูเป็นคนใจดีจัง” เขาพูดยิ้มๆ

“ไม่หรอก ฉันแค่อยู่ในที่คนอื่น”

“คุณทำงานที่นี่เหรอ” เขาถามแล้วพ่นควันไปทางอื่น แต่ดูเหมือนลมจะพัดควันมาทางเธอ มือใหญ่ยังอุตส่าห์โบกไล่ควันไปมา ท่าทางของเขาทำให้เธอหัวเราะ

ศลิษาไม่ได้หัวเราะมานานแค่ไหนแล้ว เธอถามตัวเอง พยายามไม่หัวเราะเขาเพราะรู้ว่ามันเสียมารยาท เธอลุกขึ้นยืนแล้วชี้นิ้วให้เขามานั่งฝั่งเธอแล้วเธอก็ย้ายไปนั่งเหนือลมแทนที่เขา

“ปกติผมไม่ค่อยสูบบุหรี่นะ” เขาออกตัวแต่ยิ้มนิดๆ

“งานเครียดละซิ” เธอยิ้ม

“มาก”

คำตอบเดียวสั้น ทำเอาเธอหัวเราะ เธอล้วงมือในกระเป๋าหยิบลูกอมสีหวานส่งให้

“มันคงพอช่วยได้ ปกติเวลาเครียดฉันชอบอมลูกอม”

“กระเป๋าคุณนี่มีทุกอย่างเลยไหม” เขายื่นมือไปรับ “ขอบคุณครับ”

“ฉันไม่ใช่โดเรมอนนะ” เธอหัวเราะ พอได้หัวเราะแล้วรู้สึกดีขึ้น เธอหันไปยิ้มให้เขา

“ขอบคุณนะคะ”

“ผมเหรอ” เขาชี้นิ้วที่หน้าตัวเอง

“ฮืม” เธอพยักหน้าแรงๆ เพิ่งสังเกตว่าหน้าตาเขาก็...ดูดีทีเดียว

“ทำไมล่ะ” เขาเอียงคอมองอย่างสงสัย

“ทำให้ฉันตัดสินใจได้”

“อย่าพูดให้ผมค้างซิ” เขาขมวดคิ้วเพราะความอยากรู้

“ฉันกำลังคิดอยู่ว่าจะลาหยุดหรือลาออกดี” ศลิษาจิบกาแฟหมดแก้วแล้วลุกขึ้นยืน ทิ้งแก้วกระดาษในถังขยะ แล้วทำท่าบิดขี้เกียจไปมา

“ห๋า”

“ขอโทษนะคะ ไม่เกี่ยวกับคุณหรอก” หญิงสาวหัวเราะ “ฉันแค่อยากทำอะไรให้ตัวเองบ้าง”

คนแปลกหน้าพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาลุกขึ้นยืนแล้วดับบุหรี่ที่สูบไปเพียงครึ่งมวน ยืนมองหญิงสาวผอมบาง หน้าตาไร้เครื่องสำอาง แถมยังสวมแว่นตาหนาเตอะอีกต่างหาก

“ผมไม่รู้ว่าคุณเจออะไรมา แต่เอาเป็นว่า ผมเคารพการติดสินใจของคุณ ขอให้สนุกกับสิ่งที่คุณเลือกก็แล้วกัน”

“ขอบคุณค่ะ ฉันต้องไปแล้ว”

“ผมก็เหมือนกัน” เขาทำหน้าห่อเหี่ยว

ท่าทางของเขาทำให้เธอหัวเราะ ขยับเท้าเดินเข้ามาใกล้ เธอชี้นิ้วไปที่เนกไทของเขา เขาเพียงแค่ยืนนิ่งๆ ยังไม่ได้ถามอะไร เธอเป็นฝ่ายยื่นมือมาขยับให้มันเข้าที่ แล้วเลื่อนมือมาช่วยขยับแขนเสื้อของเขาให้เข้าที่

“ถ้ายังไม่เลิกงานอย่าพับแขนแบบนี้นะคะ เสื้อมันจะยับ คุณล้างมือแค่ปลดกระดุมข้อมือขึ้นมาก็พอ เสื้อผ้ายับมันดูไม่ดีนะ เดี๋ยวคนอื่นล้อว่าคุณไปทำอะไรมา”

“ขอบคุณครับ”

“โอเค. คุณไปลุยงานได้แล้ว” เธอตบไหล่ให้กำลังใจเขา “สู้ๆนะ”

“คุณก็เหมือนกัน”

หญิงสาวพยักหน้าแล้วหมุนตัวเดินออกไป ชายหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินเร็วๆ ตามเข้าไปสะกิดไหล่เธอเบาๆ

“คุณชื่ออะไร” เขาถาม เป็นจังหวะเดียวกับเสียงโทรศัพท์มือถือของตัวเองดังขึ้น

“ฉันเหรอ” เธอชี้นิ้วที่หน้าตัวเอง “ศลิษาค่ะ”

“ผมศิวนาถ” เสียงมือถือรบกวนเขาจนต้องหยิบโทรศัพท์ออกมารับสาย

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ถ้าเจอกันก็ทักกันได้นะคะ”

หญิงสาวก้มศีรษะให้เล็กน้อย เขาเหมือนจะพูดอะไรต่อแต่ทำไม่ได้เพราะต้องรับโทรศัพท์ ศลิษาไม่ได้สนใจอะไรนัก หน้าตาอย่างเธอ ขนาดเพื่อนร่วมงานยังไม่สนใจ แล้วนับประสาอะไรกับผู้ชายหน้าตาดีแถมบุคลิกดีอีกต่างหากจะมาสนใจ การได้พบคนแปลกหน้าครั้งนี้ทำให้เธอตัดสินใจอะไรได้ แม้เธอจะมีตัวเลือกอยู่แล้วก็ตาม แต่ ‘เขา’ เข้ามาเป็นตัวกระตุ้นในการตัดสินใจของเธอก็เท่านั้น

ศลิษาขอเข้าพบหัวหน้า เธอตัดสินใจขอลาออก ไหนๆ ก็อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว เธอเชื่อว่าเธอหางานใหม่ได้ หรืออย่างน้อยเธอเชื่อมั่นเหลือเกินว่า ตัวเองจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ไม่ยาก

“คุณคิดดีแล้วเหรอศลิษา” หัวหน้าออกจะแปลกใจ ไม่เคยเห็นหญิงสาวมีปัญหาอะไรกับที่ทำงานเลยสักนิด เธอทำงานได้ดีแทบไม่มีอะไรผิดพลาด

“คิดดีแล้วค่ะ”

“มีปัญหาอะไรหรอเปล่า”

“นิดมีปัญหาแต่ไม่ใช่ที่ทำงาน เป็นปัญหาส่วนตัวค่ะ”

“เอาอย่างนี้ไหม ตั้งแต่ทำงานที่นี่คุณไม่เคยลาพักร้อนเลย ผมให้คุณหยุดติดกันสิบห้าวัน ถ้าหยุดงานแล้วคุณยังอยากลาออก ผมก็จะไม่ห้ามอะไร”

ศลิษานิ่งไปครู่ใหญ่ เธอรักและเคารพหัวหน้าของเธอมากแม้ว่าจะไม่ได้สนิทสนมอะไร แต่ท่านก็เป็นกลาง ไม่เข้าข้างใคร เธอยกมือไหว้ด้วยความรู้สึกรักและเคารพจริงๆ

“ขอบคุณค่ะ”

“งั้นเอาตามนี้แหละ ผมให้คุณลาพักร้อนสิบห้าวัน”

“ค่ะ”

“คุณทำงานดี ถึงจะไม่ได้มีตำแหน่งอะไรแต่ผมก็ไม่อยากเสียลูกน้องทำงานดีๆ ไปเหมือนกัน ไปพักผ่อนเสียหน่อยก็แล้วกัน ไปเที่ยว ไปทำอะไรที่อยากทำ คุณอายุยังน้อยอาจจะยังไม่รู้ว่าตัวเองอะไรก็ได้”

“ขอบคุณมากค่ะ”

หญิงสาวยกมือไหว้แล้วถือโอกาสขอตัว เธอเดินไปเก็บของบนโต๊ะ ไม่ได้บอกใครเป็นพิเศษ คงไม่เป็นไรหรอก เธอแทบไม่มีตัวตนอยู่แล้ว หญิงสาวหยิบขอสำคัญใส่ถุงผ้าแล้วเดินออกมาด้วยหัวใจเบิกบาน นานแค่ไหนที่ไม่ได้รู้สึกแบบนี้

ศิวนาถ อธิษฐ์โภคินเดินสวนทางกับหญิงสาวที่เดินออกมาจากลิฟต์พอดี เขาอยากจะทักทายพูดคุยมากกว่านี้ แต่เพราะต้องรีบไปประชุมงานกับผู้บริหาร เขาจึงได้แต่มองคนตัวเล็กผอมบางเดินออกไป เธอไม่สวยและแทบไม่มีอะไรโดดเด่น เพียงแค่รู้สึกเหมือนได้คุยกับใครสักคนแล้วสบายใจก็เท่านั้นเอง

เอาเถอะ ถ้ามีวาสนาต่อกันคงได้พบกันอีก

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เขามีความคิดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Bbenee
มีหมูเยะเลย แต่ไม่ตอนติดหมูให้ใช้
เมื่อ 3 สัปดาห์ 18 ชั่วโมงที่แล้ว

ความเห็นโดย crazycrashers
น่าสนใจดีค่ะ ตามอ่านนะคะ
เมื่อ 9 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว