[อ่านฟรี] หัวใจร้อยดาว

ตอนที่ 2

การพูดคุยกับเทรนเนอร์แค่ครึ่งชั่วโมงสร้างความฮึกเหิมให้โมนาจนเชื่อมั่นว่าจะต้องผอมสมใจแน่ ๆ เอกชัยวัดส่วนสัดของเธออย่างละเอียดเพื่อนำไปออกแบบตารางออกกำลังกายที่เหมาะสม

แค่นึกภาพตัวเองผอมและสวยเริ่ดจนชัชวินตาค้าง มองเธอด้วยความเสียดาย โมนาก็ฮึกเหิมแล้ว ยิ่งวาดภาพพนักงานที่แผนกตกตะลึงจนไม่กล้านินทาเธออีก หญิงสาวก็ยิ่งกระตือรือร้นอยากสลัดไขมันออกเต็มที

วันรุ่งขึ้นโมนาจึงหยิบเสื้อผ้าสำหรับออกกำลังกายใส่กระเป๋าใบใหญ่ ออกจากคอนโดตั้งแต่ฟ้าเพิ่งสาง โดยตั้งใจไปออกกำลังกายรอบเช้ากระตุ้นตัวเองก่อน ไว้ตอนเย็นค่อยไปดูตารางที่เอกชัยออกแบบสำหรับเธอ แล้วค่อยเบิ้ลอีกรอบ ขยันคูณสองอย่างนี้ ไม่ผอมให้มันรู้ไปสิ !

โมนาใช้เครื่องออกกำลังกายไม่เป็นสักอย่าง จึงตัดสินใจเลือกลู่วิ่ง แม้จะมีผู้ชายตัวโตสวมเสื้อกล้าม กางเกงสองส่วนสีเข้ม กับรองเท้าผ้าใบจับจองลู่ติดกันไปแล้ว แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะฟิตเนสนี้มีลู่แค่สองตัว หญิงสาวศึกษาปุ่มบนหน้าจอไม่นานก็เข้าใจ ถึงไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน แต่มันจะยากสักแค่ไหนกันเชียว วิ่ง ๆ ไปเถอะ เดี๋ยวก็ครบชั่วโมงเองแหละ

โมนาเปิดเครื่องวิ่งแล้วเหลือบมองลู่ข้าง ๆ ด้วยหางตา สังเกตตัวเลขของอีกฝ่ายบอกความเร็วแปดกิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงปรับความเร็วให้เท่ากัน กะโชว์ว่า ‘วุ้ย ! ฉันมาฟิตเนสบ่อย ๆ นะจ๊ะ ดูสิ วิ่งยังกับนักกีฬาแน่ะ’

ผู้ชายคนนั้นเหลือบมามองเธอนิดเดียว โมนาแสร้งทำเมินไม่สนใจ แล้วเริ่มซอยเท้ายิก ๆ ให้ทันกับความเร็วของพื้นยางที่เลื่อนผ่านรองเท้าไปอย่างรวดเร็ว

ห้านาทีช่างยาวนานราวนิรันดร์ โมนารู้สึกเหมือนขาถูกถ่วงด้วยหิน มันหนักขึ้นเรื่อย ๆ ขณะจมูกแสบร้อนประหนึ่งถูกสุมด้วยกองเพลิง ทั้งยังถูกบิดจนอากาศแทบไม่ผ่านไปถึงปอด ขณะรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดใจตายในวินาทีข้างหน้า โมนารีบกระตุกสายนิรภัยให้ลู่วิ่งหยุดทำงาน สายพานยางหยุดกะทันหัน เป็นผลให้เธอหัวคะมำ เพราะมัวตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกจึงหลับตาปี๋ รอวินาทีที่หัวจะฟาดหน้าปัดเครื่องวิ่ง

หมับ ! เกือบสองวินาที หญิงสาวจึงลืมตาขึ้นช้า ๆ เพราะนอกจากจะไม่เจ็บตัวแล้ว ความรู้สึกยังบอกอีกด้วยว่าเธอถูกใครคนหนึ่งคว้าเอวฝั่งซ้ายไว้แนบแน่น อะไรสักอย่างเปียก ๆ แปะอยู่ตรงข้อศอกจนถึงต้นแขนขวา หญิงสาวเหลียวไปมองจึงเห็นว่าเป็นมือใหญ่ชื้นเหงื่อของคนลู่ข้าง ๆ ซึ่งบัดนี้กระโดดข้ามมายืนบนลู่ของเธอและกอดเธอแน่น !

ความคิดแรกที่แวบผ่านเข้ามาในหัวก็คือ...ผู้ชายคนนี้หล่อมาก ! หล่อไม่บันยะบันยัง หล่อไม่เกรงใจใคร แต่ต่อให้เขาหล่อแค่ไหน เมื่อได้สติ โมนาก็รีบบิดไหล่ออกจากการโอบของคนตัวเปียกเหงื่อจนน่าอี๋นั่นอย่างไว้ตัว

“ปล่อยได้แล้วค่ะ ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว”

“คุณไหวแน่นะ” เขาถามด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงหนุงหนิงสูงต่ำน่าฟัง

โมนาชื่นชมความหล่อและภาษาอังกฤษสำเนียงเพราะพริ้งนั่นจนลืมกระทั่งสงสัยว่าเขาเข้าใจประโยคแรกของเธอ หรือแค่บังเอิญเดาท่าทางของเธอออกกันแน่

เพราะมัวแต่เหม่อใจลอยนั่นเอง จึงไม่ทันระวัง เมื่ออุ้งมือแข็งแรงคลายออก พร้อมกับที่แรงยึดตรงบั้นเอวก็หายไป โมนาซึ่งวิ่งจนขาล้าจึงเข่าอ่อนทรุดลงเกือบจะกองบนพื้น แต่...

หมับ ! คนข้าง ๆ ยื่นมือเข้ามาคว้าเธอไว้ได้ทัน ทว่าครั้งนี้มือขวาเขาเลื่อนสูงขึ้นมาจับอยู่ตรงต้นแขนขวา ขณะมือซ้ายก็อยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นเช่นกัน ไม่ใช่เอว แต่เป็น...

“ว้าย ! เอามือคุณออกจากหน้าอกฉันเดี๋ยวนี้นะ” โมนาตวาดเป็นภาษาอังกฤษโดยอัตโนมัติ

มือนั้นกระเด้งออกจากหน้าอกเธอทันที ส่วนอีกมือยังยึดต้นแขนไว้ “ขอโทษ ๆ ผมไม่ได้ตั้งใจ”

โมนาหน้าบึ้ง ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่ก็อดโมโหไม่ได้อยู่ดี

“งั้นคุณยึดราวจับไว้ทรงตัวด้วย เดี๋ยวผมจะปล่อยมือแล้ว คุณจะได้ไม่ล้มอีก” เขารีบบอก

“เดี๋ยวค่ะ ถ้าไม่รบกวนเกินไป ช่วยพยุงฉันไปนั่งก่อน คือ...ขาฉันไม่มีแรงน่ะค่ะ” ถึงจะอยากปั้นปึ่ง แต่สังขารมันไม่ไหวจริง ๆ

ผู้ชายต่างชาติรีบพยักหน้า แล้วทำคล้ายหิ้วเธอไปยังม้านั่งใกล้ ๆ ขาเธอแทบไม่ติดพื้น ขณะเอวและร่างกายซีกขวาแนบชิดกับเนื้อตัวเปียกเหงื่อนั่นจน...โอเค ยอมรับก็ได้ว่ากล้ามเนื้อแข็งแรงของเขาไม่ยักน่ารังเกียจอย่างที่คิด โมนาว่าข้อศอกขวาของเธอกำลังสัมผัสซิกซ์แพ็คใต้เสื้อยืดสีเข้มนั่นแน่

แค่สี่ห้าก้าว ผู้ชายคนนั้นก็กึ่งลากกึ่งหิ้วเธอมาปล่อยบนที่นั่ง โมนารู้สึกเสียดายนิดหน่อย บางทีเธออาจอยู่คนเดียวมานานเกินไป จึงโหยหาสัมผัสและการโอบกอดจากมนุษย์ด้วยกัน แม้คุณฮีโร่จะมิได้กอดเธอด้วยสัมผัสเชิงชู้สาว แต่อย่างน้อยความรู้สึกว่าได้รับการปกป้อง ก็ทำให้หญิงสาวไม่เหงาหรือโดดเดี่ยวอย่างที่ผ่านมา

“ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ถ้าไม่ได้คุณช่วยไว้ ฉันคงหัวฟาดลู่วิ่งไปแล้ว” ในเมื่อเขาใช้ภาษาอังกฤษ โมนาจึงต้องสนทนาด้วยภาษาเดียวกันต่อเนื่อง “แล้วก็ขอโทษด้วยที่ฉันเข้าใจคุณผิดเมื่อกี้”

“ไม่เป็นไรครับ” เขาทำท่าจะหมุนตัวกลับไปที่ลู่วิ่ง

โมนาเข้าใจ ฝรั่งก็อย่างนี้ ไม่ค่อยชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น แต่ว่า... “เอ่อ...คือฉัน...หิวน้ำมากเลย รบกวนคุณช่วยกดน้ำที่คูลเลอร์ให้ฉันสักแก้วได้ไหมคะ” เธออุบอิบบอก

ชายหนุ่มขมวดคิ้วสีน้ำตาลเข้มนั้น ดวงตาสีน้ำเงินแกมฟ้าตวัดมองมาด้วยความประหลาดใจ เขาส่ายศีรษะไม่พูดอะไร แต่เดินไปปิดสวิตช์ลู่วิ่ง คว้าผ้าขนหนูมาซับเหงื่อ ก่อนไปรินน้ำจากคูลเลอร์สำหรับผู้ใช้บริการใส่ถ้วยกระดาษทรงกรวยมาส่งให้เธอ

“จิบทีละนิด จะได้ไม่จุก”

โมนาแปลกใจนิดหน่อยที่เขามีน้ำใจเตือน เธอพึมพำขอบคุณพลางรับแก้วกระดาษมาดื่มช้า ๆ ตามคำแนะนำ “ฉันเพิ่งมาฟิตเนสหนแรกน่ะค่ะ ก็เลยทำอะไรไม่ค่อยถูก” หญิงสาวเปิดหัวข้อสนทนาด้วยการชิงสารภาพ

“ครับ ผมก็พอจะเดาได้เหมือนกัน”

“แหม...ฉันไม่ได้แปะป้ายไว้ที่หน้าผากสักหน่อยนะคะ” หญิงสาวหัวเราะแก้เก้อ

“ใครเห็นก็ดูออกทั้งนั้นแหละ เพราะเสื้อผ้ารองเท้าของคุณไม่ใช่สำหรับออกกำลังกาย แล้วคุณก็ไม่ยืดกล้ามเนื้อวอร์มร่างกายก่อนด้วย” เขาชี้เสื้อยืดหลวมโพลกและกางเกงเลที่ขมวดชายพกจนเป็นก้อนนูนให้เห็นผ่านเสื้อยืดชัดเจน

“ต้องวอร์มร่างกายด้วยเหรอคะ เราแค่วิ่งนี่นา” โมนาตาโต เธอพลาดเรื่องง่าย ๆ แบบนี้ได้ยังไงเนี่ย

ชายหนุ่มมองเธอด้วยสายตาประหลาด “แปลกนะที่คุณไม่รู้เรื่องพื้นฐานพวกนี้”

โมนาผิดหูกับคำพูดมีนัยนั้น จึงกวาดตาสำรวจอีกฝ่ายอย่างละเอียด

ฝรั่งคนนี้ตัวสูงมาก ไหล่กว้าง รูปร่างสมส่วนเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ขนาดใส่ชุดออกกำลังกายธรรมดายังดูมีออร่าเปล่งประกาย ผมสีน้ำตาลเข้มเปียกเหงื่อยาวเกือบระบ่าถูกเสยเปิดหน้าผาก ดวงตาสีฟ้าแกมน้ำเงินหวานซึ้ง จมูกโด่งชัด ขณะริมฝีปากสีสดตัดกับผิวขาวจัด ไรหนวดบาง ๆ และเคราเป็นปื้นตามแนวกรามเรียวทำให้เขาดูคมเข้มน่ามอง ออกแนวแบดบอยนิด ๆ

หญิงสาวเห็นสายตาของเขา เมื่อนำมาประกอบกับคำพูดชวนคิดก็ใบหน้าร้อนฉ่า จึงฝืนหยัดกายลุกขึ้นยืน เชิดหน้ามองเขาด้วยสายตาเขียวปั๊ด

“คุณคิดว่าฉันแกล้งทำเพื่ออ่อยคุณหรือคะ นี่คุณคงหลงตัวเองคิดว่าผู้หญิงทุกคนจะต้องหลงเสน่ห์คุณงั้นสิ”

อีกฝ่ายเมินไปทางอื่น บอกได้ดีกว่าการรับคำเสียอีก เขาคิดว่าเธอทอดสะพานให้จริงด้วย !

ผู้อำนวยการสาวเม้มริมฝีปากด้วยความโกรธ ถึงเธอจะอ้วนและไม่สวย แต่ก็มีศักดิ์ศรีเกินกว่าจะมาทำเรื่องทุเรศ ๆ แบบนั้นนะ(ยะ) อีกอย่าง...เขาแต๊ะอั๋งเธอ ทั้งกอดแล้วก็จับหน้าอกด้วยนะ !

“ความคิดอุบาทว์มาก คุณต่างหากที่เมื่อกี้หลอกเอาเปรียบฉันน่ะ แค่จะช่วยประคองจริง ๆ ไม่เห็นต้องใกล้ชิดขนาดนั้นเลย” โมนาวีน

“คุณตัวโตขนาดนี้ ถ้าขืนไม่ประคองด้วยสองมือ แขนผมคงจะรับน้ำหนักคุณไม่ไหว” เขาบอกหน้าตาย

โมนาอ้าปากค้าง คาดไม่ถึงว่าเขาจะพูดจาร้ายกาจขนาดนี้ ดวงตาวาวจ้าด้วยความโกรธ

“เชิญคุณกลับไปออกกำลังกายต่อเถอะค่ะ ขอบคุณมากที่กรุณาช่วยฉันไว้ ในเมื่อคุณพูดจาดูถูกฉัน เพราะฉะนั้นถือว่าเราหายกัน ไม่ต้องมีบุญคุณกันอีก” โมนาโวยรวดเดียวพร้อมกับหายใจถี่

แววตากระด้างของชายหนุ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาเม้มปากนิด ๆ อย่างชั่งใจ ก่อนก้มศีรษะเป็นเชิงลุแก่โทษ

“ผมเข้าใจคุณผิด ขอโทษด้วย” เขาใคร่ครวญชั่วขณะ แล้วจึงเอ่ย “คุณทำอย่างนี้ไม่หายเหนื่อยหรอก คุณต้องยืดไหล่ตรง เอามือแตะที่ท้อง แล้วหายใจเข้าช้า ๆ จนรู้สึกว่าพุงป่อง แล้วค่อยผ่อนลมหายใจออกจนพุงแฟบ”

โมนาวัดใจกับเขา ในที่สุดจึงยอมทำตามคำแนะนำ เพียงสูดหายใจสองสามหน สีหน้าหญิงสาวก็ดีขึ้น “ขอบคุณที่แนะนำค่ะ” เมื่อความโกรธคลายลง โมนาจึงเสียงอ่อนอีกครั้ง กระนั้นก็มิได้อ่อนหวานเหมือนคราวแรก มือเธอบีบแก้วน้ำที่ดื่มจนหมดแล้วเพื่อระบายความหงุดหงิด

ชายหนุ่มยื่นมือมาตรงหน้าแล้วแบออก “ส่งมาให้ผมสิ เดี๋ยวผมเอาไปทิ้งให้ คุณอยากได้อีกแก้วไหม”

ท่าทางเขาเป็นมิตรกว่าเมื่อครู่ ดูก็รู้ว่าคงจะต้องการไถ่โทษที่พูดจาไม่ดี ดูถูกว่าเธอจะทอดสะพานให้เขา

“ไม่ต้องหรอกค่ะ เดี๋ยวฉันจัดการเองได้ แค่นี้ก็รบกวนคุณมากแล้ว” โมนาปฏิเสธ ไม่เห็นประโยชน์ที่จะไยดีคนหลงตัวเอง

ชายหนุ่มถอนใจ“ถ้าผมทำให้คุณไม่พอใจ ขอโทษอีกครั้ง ผมไม่ตั้งใจจริง ๆ เพียงแต่ว่าผม...” เขากลอกตาไปมา “ผมเจอลูกเล่นแปลก ๆ มาเยอะ ก็เลยไม่ค่อยไว้ใจใครง่าย ๆ น่ะ”

“ช่างเถอะค่ะ คุณคงคิดไม่ถึงว่าจะมีคนโง่ ๆ อย่างฉันบนโลกนี้” โมนาอดประชดด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้

สีหน้าเขามีร่องรอยรำคาญแวบหนึ่ง “อยากคิดแบบนั้นก็ตามใจ แต่ผมยืนยันว่าไม่ตั้งใจดูถูกคุณจริง ๆ ”

โมนาช้อนตาขึ้นสบสานกับเขานิ่ง เขาจ้องตอบโดยไม่หลบ ก่อนมุมปากข้างหนึ่งจะยกขึ้นนิด ๆ นิดเดียวเท่านั้น แต่ทำให้โมนาแทบลืมหายใจ ผู้ชายคนนี้หล่อจนเธออยากกลั้นหายใจ เพราะกลัวว่าเขาจะเป็นเพียงภาพฝัน และหากขยับตัวแรงเกินไป เธออาจตื่นจากฝันแสนดีนี้ และทำให้เขาปลิววับหายไปกับสายลม

“เรามาทำเหมือนว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นดีไหม ผม...โนแอล” เขายื่นมือมาตรงหน้า ท่าทางดูผ่อนคลายเป็นกันเองขึ้น

โมนาเพิ่งตระหนักว่าพระเจ้าท่านคงบรรจงปั้นผู้ชายคนนี้อย่างประณีตไปเสียทุกส่วน เพราะมือของเขาขาวและนุ่มนวล นิ้วมือเรียวยาวสวยกว่ามือป้อมกลมของเธอพันเท่า ปลายเล็บเป็นสีชมพูสะอาดสะอ้านบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวสุขภาพดีอย่างยิ่ง นี่ถ้าไม่มีหนวดเครานั่น เขาคง ‘สวย’ จนผู้หญิงอย่างเธออิจฉาแน่ ๆ ยิ่งมองเขามากเท่าไร โมนาก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาช่างสมบูรณ์แบบอย่างที่สุด ทั้งผิวสวย หุ่นเพรียวผึ่งผาย ไม่มีข้อตำหนิสักนิด ขนาดปกติเธอไม่ชอบผู้ชายไว้หนวดเครา แต่คนนี้ก็เป็นข้อยกเว้น เพราะเขาเล็มตกแต่งไม่ปล่อยให้รุงรังน่ารังเกียจ ไม่แปลก...ที่เขาตั้งกำแพงไว้ระแวดระวังตัวเองจากคนภายนอกซึ่งหวังเข้าหาเพราะรูปสมบัติ

“ก็ได้ค่ะ ขอโทษที่ฉันงี่เง่าไปหน่อย ฉันโมนาค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” หญิงสาววางมือลงบนอุ้งมือที่คอยอยู่

โนแอลบีบกระชับเบา ๆ รอยยิ้มเผยขึ้นบนใบหน้าดูผ่อนคลายยิ่งขึ้น แล้วเขาก็ทำสิ่งที่โมนาตกตะลึง เมื่อยกมือเธอขึ้นพร้อมกับก้มศีรษะลงไปจรดริมฝีปากที่หลังมือเธอแผ่วเบา

โมนารู้สึกถึงความร้อนที่แล่นจี๊ดไปทั่วหน้า คำพูดดูราวจะวิ่งหนีปลิวหายวับจากสมองโดยสิ้นเชิง

อ็องช็องเต โมนา” เขาปล่อยมือเธอ พร้อมกับเอ่ยด้วยสำเนียงหนุงหนิง

“ภาษาฝรั่งเศสใช่ไหมคะ” โมนาเดาจากภาษาต่างประเทศคำนั้น และกิริยาทักทายแบบที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ของหนุ่มชาวฝรั่งเศส

“ครับ อ็องช็องเต ก็เหมือน Nice to meet you ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณโมนา”

หญิงสาวบิดมือออกจากอุ้งมือเขา พยายามเม้มริมฝีปากซ่อนยิ้มเพื่อรักษากิริยาไม่ให้ดูปลาบปลื้มเกินงาม

“รู้ไหมครับ ผมรู้จักผู้หญิงที่ชื่อโมนาอีกคน เธอก็...ยิ้มสวยเหมือนกัน แต่อาจจะน้อยกว่าคุณนิดหน่อย”

เพียงเห็นรอยยิ้มที่ริมฝีปากและในดวงตาคู่นั้น โมนาก็รู้แล้วว่า ที่เขาพูดไม่ดีและทำกิริยาดูถูกเมื่อครู่ เธอยกโทษให้หมดแล้ว การมีคนหล่อขนาดนี้มาทำดีและพูดหวาน ๆ ด้วยสักครั้ง มันดีกว่าความฝันครั้งที่ดีที่สุดของเธอซะอีก !

“มีคนชื่อเหมือนฉันด้วยหรือคะ แถมคุณเคยรู้จักคนคนนั้นมาแล้ว แหม...บังเอิญอะไรขนาดนั้น” โมนาแกล้งหัวเราะ ปัดไล่ความเขินอายอย่างยากเย็น

“ครับ ชื่อเต็มเธอคือโมนาลิซ่าน่ะครับ” คนพูดหมายถึงผลงานภาพวาดชื่อดังก้องโลกของเลโอนาร์โด ดา วินชี ซึ่งนักวิจารณ์ศิลปะเห็นว่ารอยยิ้มของเธอเป็นปริศนา เพราะสามารถมองเป็นอาการยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้ก็ได้

คนฟังกลั้นหัวเราะจนแก้มตุ่ย เผลอสะบัดค้อนอย่างมีจริต “คุณล้อเลียนฉันนี่คะ ฉันชักจะเชื่อซะแล้วสิ ที่ใคร ๆ บอกว่าผู้ชายฝรั่งเศสน่ะปากหวาน”

“ไม่หรอก เราแค่มีสายตาสำหรับมองเห็นความสวยงามของทุกสิ่งบนโลกใบนี้ต่างหาก” เขาบอกเสียงนุ่ม ลดกำแพงที่กางกั้นเธอไว้ออกไปจนหมด ชายหนุ่มบุ้ยหน้าไปทางลู่วิ่งแล้วชวน “คุณน่าจะไปวิ่งต่ออีกหน่อยนะ”

“อย่าดีกว่าค่ะ ฉัน...” รอยยิ้มแหยปรากฏบนใบหน้ากลมอิ่มอัตโนมัติ “คือฉันยังไม่หายเหนื่อยเลย”

“งั้นคุณเดินเร็ว ๆ ระหว่างที่ผมวิ่งละกัน มาเถอะ” เมื่อเห็นเธอยังอิดออด ฝรั่งตัวโตจึงเอื้อมมาดึงข้อมือเธอไปยืนข้างลู่วิ่งอย่างเอาแต่ใจ จอมเผด็จการกดปุ่มเปิดเครื่องตั้งความเร็วแล้วบอก “ก้าวเท้ายาว ๆ เหยียดแขนตรง พยายามแกว่งแขนให้ได้วงกว้าง ๆ จะได้ใช้พลังงานมาก ๆ ”

โมนาเห็นเขาพยักพเยิดให้กำลังใจ ทั้งยังยืนกอดอกเหมือนคุณครูรอตรวจการบ้านเด็ก จึงถอนหายใจ จำใจก้าวขึ้นไปบนลู่ไฟฟ้าทั้งที่ไม่เต็มใจแม้แต่นิดเดียว

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่โมนาออกกำลังกายจนเหงื่อท่วมตัว ผ้าขนหนูที่ใช้ซับเหงื่อชื้นทั้งผืน ขณะเสื้อยืดเปียกแนบเนื้อ โชคดีที่เป็นสีเข้ม จึงไม่โป๊น่าเกลียด

หลังจากโนแอลสอนให้เธอผ่อนคลายกล้ามเนื้อตามทีละขั้นตอนแล้ว เขาก็ชี้นิ้วมาที่เธอกราดขึ้นลง “คุณควรเลือกรองเท้าที่ออกแบบสำหรับวิ่ง เสื้อผ้าควรเป็นชุดวอร์มผ้ายืดจะได้สะดวกเวลาขยับตัว ไปลงทุนซื้อใหม่ซะให้เหมาะสม มันจะดีกับสุขภาพของคุณในระยะยาว”

“แค่วิ่ง ไม่เห็นจะต้องใช้อะไรให้วุ่นวายเลย” โมนาเดินไปที่ตู้คูลเลอร์กดน้ำใส่แก้วกระดาษ แล้วแปะลงที่เก้าอี้ข้าง ๆ จิบน้ำพลางบ่นอย่างเหนื่อยใจ “ฉันว่ามันลำบากจัง คงไม่มาที่นี่อีกแล้วละ เดี๋ยวไปเข้าพวกศูนย์สลายไขมันไปเลยดีกว่า ทั้งง่ายแล้วก็สวยเร็วดีด้วย”

“มักง่าย” โนแอลบ่น

“อะไรนะคะ คุณเพิ่งรู้จักฉันวันนี้เอง กล้าดียังไงมาพูดแบบนี้กับฉัน” โมนาเสียงแข็ง

ดวงตาสีน้ำเงินแกมฟ้าคู่นั้นกวาดมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอีกครั้ง นี่ถ้าไม่ติดว่าเขาหล่อนักหล่อหนา โมนาคงอาละวาดกับสายตาแสดงความระอานั้นแล้วแน่ ๆ

“คุณค่อย ๆ สะสมไขมันเข้าไปในร่างกายวันละนิด ตอนอ้วนก็ทำตัวเองทั้งนั้น แต่พออยากผอมกลับใช้วิธีมักง่าย ไปตัดทิ้ง ไปดูดออกบ้างละ ถ้าคุณยังใช้ชีวิตมีพฤติกรรมแบบเดิม ตัดอีกกี่สิบรอบ เดี๋ยวไขมันก็กลับมาหาคุณอีกอยู่ดี” เขาบอกตรง ๆ ไม่ถนอมน้ำใจคนฟังสักนิด

คนถูกตำหนิหน้ามุ่ย “ฉันก็ไม่ได้อยากผอมถาวรสักหน่อย แค่อยากผอมเฉพาะกิจ กะให้คนบางคนเสียดายน้ำลายหกเท่านั้นเอง”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นนิด ๆ เหมือนคุณครูกำลังจับผิดนักเรียน

“คือ...” จำเลยเริ่มอึกอัก จะโกหกโบ้ยพอให้พ้นตัวก็หาข้ออ้างไม่ทัน ครั้นจะเล่าความจริงก็...

ดวงตากลมโตตวัดขึ้นมองโนแอลอย่างประเมินในใจ เธอกับผู้ชายสุดหล่อคนนี้เป็นคนแปลกหน้ากันโดยสิ้นเชิง ทำให้เขาเหมาะจะเป็นคนรับฟังที่สุด เพราะพ้นกันไปวันนี้ก็ไม่ต้องเจอกันแล้ว ดีไม่ดีแค่ออกจากห้องออกกำลังกายเขาก็ลืมเรื่องที่เธอระบายให้ฟังละ ดีซะอีก เธอจะได้ขอฟังมุมมองจริง ๆ จากผู้ชายที่ไม่คิดว่าเธอเป็นตู้เอทีเอ็มเคลื่อนที่เพื่อเอาไปใช้ในกลยุทธ์วางแผนลงจากคานครั้งใหม่ด้วย

ในที่สุดหญิงสาวจึงสารภาพ “ฉันเพิ่งจับได้ว่าคนที่กำลังคบกันมีแฟนอยู่แล้ว แฟนเขาหาว่าฉันอ้วน เพ้อฝัน คิดไปเองฝ่ายเดียว ฉันก็เลย...” โมนายิ้มแหย “คุณจะบอกว่ามันเป็นความคิดที่ปัญญาอ่อนมาก ฉันก็ยอมรับนะ แต่ฉันอยากแก้แค้น กะจะผอมสวยให้เขาตาค้าง เสียดายสุด ๆ วิ่งกลับมาง้อ แล้วฉันก็จะสะบัดบ๊อบใส่หน้า ให้เขาคร่ำครวญเสียดายฉันแทบเป็นแทบตาย เหมือนในหนังน่ะ คุณนึกภาพออกไหม แค่คิดยังสะใจเลย จะหักอก ฉันก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่นี่มาหลอกลวงกัน คิดว่าฉันโง่ แบบนี้รับไม่ได้ค่ะ ฉันต้องแก้แค้น”

เขาส่ายศีรษะแสดงความระอาชัดเจน

“ลิซ่า...” เขาจงใจเรียกชื่อเธออย่างล้อเลียนดื้อ ๆ ไม่ยี่หระทั้งที่เธอขึงตาดุใส่ ชายหนุ่มชูนิ้วชี้ขึ้นประกอบคำพูด “ข้อแรกนะ คุณไม่ได้ไว้ผมบ๊อบ โอเคไหม คุณสะบัดบ๊อบใส่เขาไม่ได้ ส่วนข้อสอง...ผู้ชายไม่ฉลาดอย่างที่คุณคิดหรอก เขาอาจสังเกตเห็นว่าคุณสวยขึ้น แค่นั้น...จบ แต่ไม่ได้หวังว่าอยากได้คืนมาหรือเสียดมเสียดายอะไรหรอก ถ้ายังคิดจะออกกำลังกายด้วยเหตุผลแค่นั้น ผมบอกได้เลยว่าคุณต้องผิดหวังแน่”

โมนาหน้าม่อย “ฉันแค่จะสร้างฝันหลอกตัวเองสักหน่อย คุณยังไม่ยอมให้ฉันฝันเลย ใจร้ายชะมัด”

“ผู้ชายชอบผู้หญิงที่สวยในแบบของตัวเองมากกว่า ไม่จำเป็นต้องผอมถึงจะเรียกว่าสวยเสมอไปหรอก”

“แต่ในสังคมที่ฉันอยู่ เขาวัดความสวยตรงที่ใครผอมใครขาวกว่านี่คะ”

“แปลว่าคุณเลือกสังคมไม่ดี”

“คุณไม่คิดเหรอคะว่า บางครั้งเราไม่ได้เลือก แต่ถูกบังคับให้อยู่ตรงนั้นต่างหาก”

เขาส่ายหน้า “ไม่ครับ คุณเลือกอยู่ตรงนั้นและอดทนกับเรื่องเหล่านั้นเอง ถ้าคุณไม่ยึดติดกับโซ่เกียรติยศ สังคมไหนก็ล่ามคุณไว้ไม่ได้ ผมเชื่ออย่างนั้นนะ” เขาก้มลงดูนาฬิกา “ผมมีนัดต่อ ต้องขอตัวก่อนนะครับ”

แม้จะเสียดายที่เขาตัดบทแค่นั้น แต่หญิงสาวก็ไม่คิดรั้งไว้ “ตามสบายเลย โชคดีนะคะ อ็องช็องเตค่ะโนแอล” โมนาล้อเลียนด้วยภาษาฝรั่งเศสที่เขาพูดให้ฟังเมื่อครู่

โอเรอวัวร์” ชายหนุ่มบอกลาด้วยภาษาฝรั่งเศส พร้อมกับส่งยิ้มหล่อบาดใจมาให้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเหวี่ยงผ้าขนหนูพาดบ่า ออกจากห้องออกกำลังกายไปง่าย ๆ

โมนามองตามแผ่นหลังกว้างด้วยความชื่นชม เธอบีบแก้วกระดาษที่ดื่มน้ำหมดแล้วโยนลงถังผงใกล้ตัว สุดท้ายจึงยักแย่ยักยันลุกขึ้นยืนด้วยความเมื่อยเนื้อตัว หญิงสาวเหลือบไปทางห้องน้ำชายซึ่งอยู่คนละฟากของโถงทางเดินแล้วยักไหล่ ส่ายหน้าพลางอมยิ้ม

คนบางคน...ผ่านมาเพื่อพบและจากกันไปอย่างรวดเร็ว เส้นทางสายชีวิตของเธอกับหนุ่มฝรั่งเศสรูปหล่อคนนั้น เปรียบไปก็เหมือนดอกไม้ไฟ สวยงาม สว่างเจิดจ้า แต่ปรากฏขึ้นเพียงพริบตาเดียว แล้วเหลือไว้เพียงความว่างเปล่า...ราวกับไม่เคยมีอยู่มาก่อนเลย !

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

ยกเว้นฉากที่หนุ่มหล่อประคองโมนา

ขอบอกว่าฉากนี้สิริณเขียนจากประสบการณ์จริงเลยจ้า

โดยมารู้ทีหลังว่าหนุ่มหล่อที่สิริณเจอเป็นดารา ชื่อ แพท พัทสน

(ตัวจริงหล่อมาก ออร่าสุด แต่ตอนนั้นอิฉันไม่รู้จักดาราฮ่ะ 555)

หัวใจร้อยดาว เคยตีพิมพ์สองครั้งกับ สำนักพิมพ์อรุณ

ตอนนี้สิริณนำมาจัดทำเป็นฉบับอีบุ๊ก

หยิบมาโพสต์ให้ทดลองอ่านก่อนตัดสินใจซื้อค่ะ

(สิริณโพสต์สลับกันระหว่างรอยตะวัน-ใต้ปีกรักสีเพลิง- หัวใจร้อยดาว

วันละเรื่องนะคะ ชวนนักอ่านไปกดติดตามเรื่องอื่นไว้ด้วย

จะได้มีนิยายอ่านทุกวันไม่ขาดตอน อิอิ)

sds

หัวใจร้อยดาว ความยาว 501 หน้า ราคา 315 บาท

mebmarket >>https://goo.gl/VrsXdA

ookbee >>https://goo.gl/fbwrar

Hytexts >>https://goo.gl/726gtc

ตอนนี้โหลดอีบุ๊ก

สามารถนำไปลดหย่อนภาษีในโครงการช็อปช่วยชาติได้ด้วยน้า

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่จำนวนไม่มาก

สามารถสอบถามได้ที่m.me/SirinFC

หน้าปกฉบับตีพิมพ์ค่ะ

sds

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย onusabee
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 7 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Saelee-chaisongkram
สนุกมากค่ะ
เมื่อ 7 เดือน 4 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว