หยางเสวี่ยหนี่ เเม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน

เจ็บเพราะรัก--100%--

หยางเสวี่ยหนี่หักโหมควบม้ามาจนถึงหมู่บ้านเชิงเขาเวลาบ่ายของวัน ที่นี่อยู่กลางระหว่างแคว้นหงของเธอและแคว้นหวงของเสด็จอา คนในแคว้นหงจะเรียกที่นี่ว่าหมู่บ้านกลางป่า และแคว้นหวงจะเรียกว่าหมู่บ้านเชิงเขา แต่ถึงจะมีชื่อเรียกหลากหลายหมู่บ้านแห่งนี้ก็เป็นพันธมิตรต่อทั้งสองแคว้น ชาวบ้านที่นี่ประกอบอาชีพหาของป่าขาย โดยมีนายหน้ารายใหญ่อย่างหลี่เฉินชุน พ่อค้าที่มั่งมีที่สุดในแคว้นแต่กลับทำตัวสมถะจนน่ายกย่อง เขาเริ่มเป็นพ่อค้าตั้งแต่อายุสิบหก ตั้งแต่นางยังไม่จุติในครรภ์มารดาเลยด้วยซ้ำ

แคว้นทั้งสองมีลักษณะของเมืองหลวงแบบหันหลังชนกัน นางไม่รู้ว่าที่อื่นเป็นเช่นเดียวกันหรือไม่ เมืองหลวงทั้งสองจะอยู่ติดกับชายแดนขี่ม้าเพียงสองวันก็ไปมาหาสู่กันอย่างสะดวก ชัยภูมิเช่นนี้ในอดีตอาจเสียเปรียบ หากปัจจุบันทั้งสองแคว้นกลับระวังหลังให้กันและกันอย่างสะดวก และยังเป็นการลดทอนกำลังทหารที่รักษาชายแดนได้หนึ่งทิศ แต่ละแคว้นตั้งระวังเพียงสามทิศเท่านั้น ซึ่งพี่น้องตระกูลหยางทั้งสองแคว้นย่อมไม่ยอมให้ผู้ใดมารุกรานเป็นแน่!

“พักที่นี่สักคืนเถิด พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางต่อ” นางสั่งความผู้ติดตามทั้งชายและหญิง นางกำนัลคนสนิททั้งสองหย่อนกายลงจากหลังม้าแล้วเข้าไปปรนนิบัตินายหญิงของตน คนในหมู่บ้านออกมาต้อนรับก่อนที่องค์หญิงน้อยจะตรงเข้าไปทำความเคารพผู้อาวุโส

“คารวะท่านหลี่หยู่ท่านหลี่ซุน ว่าที่ลูกสะใภ้ขอรบกวนท่านหนึ่งคืนนะเจ้าคะ” ทั้งสองหัวเราะกันอย่างรื่นเริง นึกถูกใจองค์หญิงน้อย หากลูกชายของนางกลับไม่สนใจสตรีใดๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ครองเพศพรหมจรรย์ราวกับนักบวชถือศีลไปเสียได้ หลี่ซุนผู้เป็นมารดาเองก็หมดความหวังที่จะได้อุ้มหลานได้แต่สวดมนต์ภาวนาให้สวรรค์เมตตาครอบครัวของนางไปวันๆ

“ตามอัธยาศัยเลยเพคะองค์หญิง อาโปอยู่ที่คอกม้าด้านหลัง” แม่เฒ่าหลี่ซุนกระซิบบอกว่าที่ลูกสะใภ้ เสวี่ยหนี่กระโดดกอดร่างบอบบางของท่านอย่างดีใจ แล้วกระโดดโลดเต้นเข้าไปหา ภาพของบุรุษชุดสีน้ำตาลหม่นกำลังแบกหญ้าสดไปยังคอกม้าทำให้จิตใจของสาวน้อยหวั่นไหวอีกครั้ง ด้านในมีม้าของนางและคนในขบวนอยู่ด้วย เขาคงเพิ่งกลับจากการเก็บเกี่ยวหญ้ากระมัง นางขอโอกาสให้ความหวังแก่ตนเองเพียงครั้งเดียว หากครั้งนี้เขายังไม่ยอมใจอ่อน สตรีไร้ยางอายอย่างนางจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์พิชิตใจบุรุษผู้นี้

สายตาซุกซนยังคงสำรวจเรือนร่างของบุรุษ ผมยาวของเขาถูกรวบเอาไว้อย่างประณีตก่อนจะปักด้วยปิ่นไม้อันเล็กหากคุณภาพดี ราคาสูง และทนทาน ดวงตาคมเฉี่ยวราวกับมีดพิฆาตคมดุทุกครั้งที่ถูกนางลวนลาม จมูกโด่งเรียวเป็นสันงดงาม ริมฝีปากที่นางรับรู้ว่ามันหวานล้ำเพียงใดยังคงรูปกระจับบางเฉียบเอาไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ยามที่เขาออกแรงยกถังน้ำใบใหญ่เข้าไปในคอกม้า ลำแขนแกร่งที่ถูกเผยออกมาจากแขนเสื้อแสดงให้เห็นเส้นเลือดปูดโปนและกล้ามเนื้อแข็งแรงนั้นทำให้นางรู้สึกไหววูบในใจ บุรุษผู้นี้มีเสน่ห์ล้นหลามที่นางไม่อาจละสายตาได้จริงๆ

สายตาคมหันมาสบตากับองค์หญิงน้อย ห่างกันสิบเจ็ดปีแล้วอย่างไร นางสนใจแต่เขา ในสายตามีเพียงบุรุษผู้นี้เท่านั้น รางบางฉีกยิ้มหวานส่งให้ก่อนเดินเข้าไปหาเข้าด้วยท่าทางเรียบร้อยสมพระเกียรติองค์หญิง แม้จะขัดกับชุดบุรุษที่ตนสวมใส่อยู่ก็ตาม

“ข้า...ข้าเรียนวรยุทธ์สำเร็จแล้ว ถึงเรื่องที่ท่านมีฮูหยินจะเป็นเรื่องโกหก แต่ข้า ข้าไม่ล้มเลิกความตั้งใจฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ ทั้งแคว้นต่างเลื่องลือว่าข้าเป็นจอมยุทธ์หญิง” หลี่เฉินชุนวางหญ้าให้ม้าครบทุกตัว ก่อนจะเดินเลี่ยงไปล้างตัวอีกทางหนึ่ง ร่างสูงโปร่งเกือบเทียบเท่าบุรุษตรงหน้าเคลื่อนกายตามติดอีกฝ่ายไม่ลดละ

“ชื่อเสียงขององค์หญิงเป็นที่เลื่องลือย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง หากมันก็เลื่องลืออยู่แค่ในแคว้นหวง ท่านเดินทางกลับไปถึงแคว้นหงจะมีผู้ใดรู้จักชื่อเสียงเช่นนั้น” ดวงตาคู่สวยวาววาบด้วยโทสะ ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางถูกยั่วโมโห นางต้องผ่านถ้อยคำดูแคลนเช่นนี้ไปให้ใด้ จอมยุทธ์ต้องจิตใจหนักแน่น!

“ข้าไม่ต้องการให้คนทั้งโลกมายกย่องชื่นชมข้า ขอเพียงท่านรู้ และเปิดใจรับข้าตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้เถิด ข้าพร้อมจะใช้ทั้งชีวิตพิสูจน์ตนเองกับท่าน” ร่างสูงถอยห่างเมื่อร่างบางทำท่าจะแตะต้องร่างหนา เสวี่ยหนี่ชะงักมือค้างกลางอากาศ สะกดจิตตนเองให้เข้มแข็ง นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกเช่นกันที่ถูกปฏิเสธ นางกระพริบตาไล่หยาดน้ำอุ่นร้อนออก กลืนความเจ็บปวดลงท้องอย่างจำใจทน

“ข้ามิได้ตั้งกฎ ไม่มีกฎใดๆ บอกว่าข้าจะยอมรับองค์หญิงเป็นฮูหยินถ้าท่านกลายเป็นจอมยุทธ์ มีเพียงท่านที่ทำเรื่องไร้สาระมาโดยตลอด” เส้นความอดทนของเสวี่ยหนี่ขาดผึงลง บุรุษผู้นี้ยังคงความเย็นชาเอาไว้อย่างมั่นคง เหมือนดังนางที่จำใจสะกดกลั้นอารมณ์น้อยใจทั้งหลาย หลอกตัวเองว่าเขาจะยอมรับหากฝึกฝนตนเองจนกล้าแกร่ง

วันนี้นางประจักษ์แก่สายตา ได้ยินเองกับหู และชินชาไปทั้งความรู้สึก... คงถึงเวลาที่ต้องตัดใจแล้วจริง ๆ คำสอนของเสด็จอาหญิงคงใช้ไม่ได้กับเขา วันนี้เขาอยากปฏิเสธก็ทำไป นางหว่านเมล็ดแห่งความผูกพันเอาไว้ในใจเขามานานถึงสองปี หมั่นรดน้ำพรวนดินทุกวัน ตอนนี้ถึงเวลาที่มันจะเติบโตและให้ผลผลิตแก่นางได้แล้ว

“ได้ ข้าองค์หญิงเสวี่ยหนี่แห่งแคว้นหง ขอถอนคำปฏิญาณเมื่อสองปีที่แล้วว่าจะวิ่งไล่ตามบุรุษผู้นี้ และขอสาบานว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่ใส่ใจ และไม่เป็นภาระให้ท่านอึดอัดใจอีก สัจวาจาเยี่ยงทหาร” เมื่อพูดจบร่างบางเดินเข้าหาร่างแกร่งหนึ่งก้าวก่อนจะยื่นมือขวาให้เขา การปฏิญาณสัจวาจาเช่นนี้นางเรียนรู้มาจากค่ายทหารของเสด็จอา ท่านแม่ทัพทั้งสี่ใช้กันบ่อยครั้งเวลาลงพนันสิ่งใดโดยไร้ลายลักษณ์อักษรยืนยัน ค้ำประกันด้วยศักดิ์ศรี หลี่เฉินชุนยอมยกมือขึ้นสัมผัสมือบาง เขาตกใจเล็กน้อยเมื่อมือที่แสนจะอ่อนนุ่มกลับกลายเป็นแข็งกระด้างสากคาย นางคงจับอาวุธมาโดยตลอด เหตุใดองค์หญิงแห้งแคว้นจึงต้องแสวงหาความลำบากให้แก่ตนเองเช่นนี้

“เอาล่ะ พรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทาง และจะไม่รบกวนท่านอีก แต่บางครั้งที่ผ่านมา ข้าคงต้องเข้ามาคารวะท่านผู้เฒ่าทั้งสองตามธรรมเนียมของผู้น้อยที่ควรปฏิบัติต่อผู้อาวุโส หวังว่าท่านจะไม่ใจแคบขัดขวางข้า” นางจ้องเข้าไปในดวงตาบุรุษ แววตาของเขาเก็บความรู้สึกได้ดีเช่นเดียวกับนาง คงยากที่จะอ่านใจฝ่ายตรงข้าม

“ข้าหาใช่คนใจคับแคบ สองปีที่ท่านรู้จักข้าองค์หญิงมองข้าเป็นคนเช่นนั้นหรือ” เสวี่ยหนี่กดยิ้มที่มุมปากบางเบา ก่อนมันจะหายไปจากใบหน้างดงาม

“เหตุใดท่านถึงคิดว่าข้ารู้จักท่าน สองปีมานี้ข้าไม่รู้จักตัวตนของท่านเลยแม้แต่น้อย ข้าไม่รบกวนท่านแล้ว” ร่างบางถอยกลับไปหนึ่งก้าวก่อนหันหลังจากไปด้วยความหวังอันเปี่ยมล้น บุรุษผู้นี้จะใจแข็งเท่าใดกัน เพียงแค่นางให้สัตย์สาบานว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกัน เขาก็ลองเชิงนางว่าเป็นคนรู้จักกันมาหลายปีควรจะรู้นิสัยของเขา นางน่ะรู้จักเขา แต่เขานั่นแหละที่ไม่รู้จักนางเลยแม้แต่น้อย หลี่เฉินชุน!

ร่างบางเข้าไปชำระล้างร่างกายจนหอมฟุ้งก่อนออกมารับประทานอาหารเย็นร่วมกับครอบครัวหลี่ ท่านอาวุโสทั้งสองชักชวนให้นางลองชิมอาหารสูตรลับจากแคว้นฟู่ เสวี่ยหนี่ทำตัวเหมือนไม่เคยตัดสัมพันธ์กับบุรุษฝั่งตรงข้าม ส่วนบิดาและมารดาของเขายังคงคิดว่านางเป็นว่าที่ลูกสะใภ้อันดับหนึ่งในใจไม่เปลี่ยนแปลง

“อื้ม...หมูดำราดน้ำแดงนี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ ท่านหลี่ซุนไปร่ำเรียนมาจากที่ใดหรือเจ้าคะ” แววตาขุ่นมัวตามวัยของหญิงชราสลดลงเล็กน้อย ก่อนกลับมาสดใสดังเดิม “มารดาของหม่อมฉันมาจากแคว้นฟู่เพคะองค์หญิง ก่อนจะย้ายมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่”

เสวี่ยหนี่ไม่ถามต่อเพราะอาจเป็นการเสียมารยาทต่อท่านผู้ใหญ่ นางรินน้ำชาให้กับผู้เฒ่าทั้งสอง ประวัติศาสตร์ของแคว้นฟู่นั้นไม่น่าจดจำมากนัก ในอดีตถูกแคว้นสุ่ยตีแตกและสังหารบุรุษทุกคนในแผ่นดิน เหล่าสตรีล้วนถูกเกณฑ์ไปบำเรอเหล่าทหารบ้างก็สามารถปรับตัวได้และใช้ชีวิตต่อไปอย่างขมขื่น บ้างก็ฆ่าตัวตายหนีความอัปยศ ไม่ต้องถามก็รู้ว่าท่านหลี่ซุนต้องมีเลือดผสมของแคว้นสุ่ยอยู่ครึ่งหนึ่ง

“มาคราวนี้องค์หญิงจะเดินทางกลับแคว้นหงถาวรเลยหรือเพคะ” ผู้ถูกถามรินน้ำชาให้ตนเอง ก่อนยกขึ้นกระดกราวกับสุราชั้นดี “เจ้าค่ะ เป็นจอมยุทธ์หญิงแห่งแคว้นหวงแล้ว ต้องกลับมาสร้างชื่อให้แคว้นของตนเองบ้าง”

“เมืองหลวงของทั้งสองแคว้นใกล้กันยิ่งนัก หากข้ามีธุระต้องไปมาบ่อยๆ ข้าสัญญาว่าจะเข้ามาเยี่ยมทุกครั้ง” หลี่ซุนกุมมือบางแต่สากคายเอาไว้แน่น ในดวงตาของสตรีเฒ่าเหมือนกำลังจะสื่อสารอะไรบางอย่าง หากผู้เป็นลูกชายกับตัดบทสนทนาของทั้งสองลง

“ท่านแม่ องค์หญิงทรงม้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ข้าว่าเรารีบกินแล้วให้นางพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้า” ร่างบางยกน้ำชาขึ้นดื่มจนหมดถ้วย หากเขาไม่ต้องการให้นางสนทนากับผู้เป็นมารดา นางก็จะถอยออกมาหนึ่งก้าว

“พอดีเลย ข้าต้องไปสั่งการผู้ติดตามสักสองสามอย่าง ข้าขอตัวก่อนท่านหลี่หยูท่านหลี่ซุน” นางคำนับผู้เฒ่าทั้งสอง ก่อนเดินออกมาด้านนอก แต่ด้วยวรยุทธ์แกร่งกล้าทำให้นางได้ยินบทสนทนาด้านใน หลี่เฉินชุนถูกมารดาหยิกจนเนื้อเขียวอีกครั้ง มารดาเฒ่าอยากอุ้มหลานจนแทบขาดใจ หากเหตุผลลึกล้ำบางประการในใจบุรุษทำให้เขาถือครองเพศพรหมจรรย์ ไม่คิดมีบุตรสืบสกุล

แต่เป็นเช่นนี้ย่อมดีกว่าเขามีฮูหยินหรืออนุมากมาย ไม่เช่นนั้นนางอาจจะถอดใจจากเขาไปนานแล้ว และตัวตนของสตรีแข็งแกร่งเช่นนี้ก็อาจไม่ปรากฏขึ้น

“เซวียนเซวียน ลี่ลี่ พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางตั้งแต่ยามเหม่า* ออกไปกำชับองครักษ์ว่าอย่าดื่มเยอะ ข้าขี้เกียจลากพวกเขากลับแคว้น” สาวใช้คนสนิททั้งสองร่ำเรียนวรยุทธ์ติดตัวเฉกเช่นเจ้านาย ทำให้ลักษณะนิสัยห้าวหาญไม่กลัวอันตรายเหมือนเมื่อก่อน

--------------------------------------------------

* ยามเหม่า ช่วงเวลา 05.00 น. ถึง 06.59 น.

“ได้เพคะองค์หญิง แต่องครักษ์เหล่านั้นติดตามองค์หญิงมาตั้งแต่เก่าแต่ก่อน พวกเขาไม่อาจละทิ้งหน้าที่ได้หรอกเพคะ โปรดวางพระทัย” เสวี่ยหนี่กอดอกหรี่ตามองนางกำนัลวัยไล่เลี่ยกับนาง ก่อนเดินวนรอบกายของทั้งสอง

“ดูเหมือนเจ้ากำลังปกป้ององครักษ์อยู่นะเซวียนเซวียน เจ้ากำลังมีความรักใช่หรือไม่” นางกำนัลคนสนิทเบิกตาโพลงก่อนจะก้มลงคำนับจนศีรษะจรดพื้น ส่วนผู้เป็นนายนั้นหัวเราะอย่างสะใจที่ได้แกล้งคนสนิทให้ตื่นตระหนก

“ลุกขึ้นมาได้แล้ว ข้าล้อเล่น แต่ท่าทางของเจ้าดูมีพิรุธมากเลยนะ ดูสิหน้าแดงดั่งผลท้อเชียว” นางบีบแก้มนางกำนัลคนสนิทก่อนจะดึงยืดออก เซวียนเซวียน ส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากลี่ลี่ หากเพื่อนรักกลับวุ่นวายอยู่กับการหัวเราะสภาพของนาง ฮึ่ม! อย่าให้ข้าหลุดออกไปได้นะ!

“ไม่ต้องเขินอายจนส่งสายตาอาฆาตให้ผู้อื่นก็ได้ เพียงเจ้าบอกมา ข้าจะจับบุรุษผู้นั้นเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกับเจ้าเลย” เซวียนเซวียนเกือบจะร้องไห้ออกมาจริงๆ เสวี่ยหนี่จึงยอมปล่อยมือออก

ชิ! หยอกล้อไม่ได้เชียวหรือ อย่าให้ข้าสืบพบว่าแอบชอบผู้ใดก็แล้วกัน พวกเจ้าจะได้สมรสพระราชทานจากองค์หญิงแน่ๆ ลี่ลี่ เซวียนเซวียนตัวน้อย

“เข้าบรรทมเถิดเพคะ” องค์หญิงร่างสูงเทียบเท่าบุรุษเดินออกห่างจากประตูห้องพักมากขึ้น นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามราตรี ดวงตาคู่งามฉายแววเศร้าหม่นทุกครั้งยามจ้องมองดวงดาว

“เสด็จแม่บอกว่าข้างบนมีดวงดาวอีกนับล้านล้านดวง บนนั้นอาจจะมีใครสักคนที่ยอมรับข้าโดยไม่รังเกียจ” นางกำนัลทั้งสองเข้ามากอดขานายหญิงของตนด้วยความเห็นใจ เรื่องราวขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์วิ่งตามหาความรักมานานถึงสองปี พวกนางรับรู้หากปิดหูปิดตาไม่เอื้อนเอ่ยออกมา แม้แต่องครักษ์ด้านนอกยังรับรู้ หากพวกนางไม่กราบทูลฮ่องเต้มิฉะนั้นองค์หญิงอาจถูกพระอาญาจากฝ่าบาท

“ด้านบนย่อมมีสวรรค์ที่เต็มไปด้วยเทพเซียน องค์หญิงของหม่อมฉันทรงพระสิริโฉมมากพอที่จะสะกดทั้งเทพทั้งมนุษย์เดินดินให้หลงใหล อย่าเศร้าไปเลยนะเพคะ อีกไม่นานฝ่าบาทต้องพระราชทานสมรสให้องค์หญิงกับบุรุษผู้เหมาะสม” นางพยักหน้าเห็นด้วยกับนางกำนัล สายตายังคงจับจ้องดวงดาวไม่ละสายตา ทั้งสามหารู้ไม่ว่ามีบุรุษผู้แฝงกายอยู่ในเงามืดไม่ไกลนักกำลังจับจ้องร่างบางด้วยสายตาเช่นเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน

“ไปนอนกันเถิด” เสวี่ยหนี่ลากสาวน้อยทั้งสองเข้าไปด้านใน อากาศยามค่ำคืนเย็นสบายเป็นยานอนหลับขนานเอกส่งให้ทั้งสามเข้าสู่นิทราทันทีที่ศีรษะแตะต้องหมอนใบใหญ่

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย champacat
ติดตามตอนต่อไป
เมื่อ 9 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย เฟิง เฟิง
ohhhhhhhhhhh
เมื่อ 9 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว