หยางเสวี่ยหนี่ เเม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน

สูญเสีย--100%--

ช่วงสายของวันรุ่งขึ้นร่างบางออกจากตำหนักไปทักทายน้องสาวทั้งสี่และองค์ชายไป๋เหออายุหนึ่งขวบกับอีกเจ็ดเดือนนางหยอกล้อกับน้องๆ เล็กน้อยก่อนตะล่อมถามมารดาจนทราบว่าบิดากำลังว่าราชการอยู่ในท้องพระโรง นางเร้นกายเข้าไปในหอนอนของขันทีคนสนิทแล้วหยิบชุดออกมาทาบบนร่าง เหมือนสวรรค์บันดาลนางสวมชุดนี้ได้พอดีดั่งสั่งตัดมาโดยเฉพาะ

ขันทีร่างสูงโปร่งเร้นกายเข้ามาในเขตพระราชฐาน ใช้วิชากำบังกายจากสุดยอดจอมยุทธ์เจ้าสำนักจิ้งจอกเหินเล็กน้อยก็เข้าทางประตูด้านหลังของท้องพระโรงอย่างง่ายดาย ดวงตาคู่สวยกวาดมองความวุ่นวายด้านนอก เหล่าขุนนางกำลังถวายฎีกากันอย่างเคร่งเครียด นางค่อยๆ เคลื่อนกายเข้าใกล้หรงกงกงแล้วยืนก้มหน้านิ่ง

“เจ้าน่ะ เอาตราประทับพระราชโองการขึ้นไปถวายฝ่าบาท” กงกงเฒ่าสั่งการ ดวงเนตรงามแอบเขวี้ยงค้อนเบาๆ หรงกงกงนะหรงกงกงนางยิ่งอยากทำตัวให้แนบเนียนที่สุดกลับมาใช้ให้นางไปเผชิญพระพักตร์กับเสด็จพ่อ! นางได้แต่ลอบถอนหายใจแล้วยกตราประทับขึ้นไปด้านบนอย่างระมัดระวัง ขุนนางจำนวนมากออกมาคัดค้านการตัดสินพระทัยของโอรสสวรรค์อย่างไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายดังที่ควรจะเป็น

“ข้าจะนำทัพออกรบเอง เหตุใดพวกเจ้าถึงคัดค้าน! ข้าเสียแม่ทัพไปสามคน หัวหน้าองครักษ์มือดีอีกหนึ่ง เสมือนแขนขาของข้าขาดสะบั้นลงแล้ว หากข้ายังนั่งงอมืองอเท้าอยู่หลังกำแพงวังพวกมันก็จะยิ่งกำเริบ รุกรานแคว้นหงจนพินาศเข้าสักวัน!” พระสุรเสียงของหยางจินหลงฮ่องเต้แม้จะดุดัน หากคนสนิทอย่างหรงกงกงและพระธิดาของพระองค์ย่อมรับรู้ถึงความเศร้าพระทัย เคียดแค้น และเจ็บปวดจากการรุกรานของศัตรู

“ทูลฝ่าบาท สถานการณ์ตอนนี้ช่างเปราะบางยิ่งนัก หากฝ่าบาททรงนำทัพออกรบเอง เกรงว่าประชาชนจะยิ่งวิตกกังวล เนื่องจาก...เอ่อ” เสนาบดีกรมคลังคนสนิทออกปากท้วงก่อนรู้สึกลมหายใจสะดุดไปช่วงหนึ่งเมื่อเผลอสบตากับพระเนตรคม

“เนื่องจากอะไร!” ยามโอรสสวรรค์พิโรธแม้คนสนิทก็ถูกมองดั่งศัตรู แต่ถ้าเขาไม่ทัดทานแล้วใครจะกล้า

“เนื่องจากพระวรกายของฝ่าบาทไม่สู้ดีนัก กระหม่อมสมควรตาย แต่จำต้องกราบทูลให้ทรงทราบว่าฝ่าบาท...ไม่ทรงแข็งแรงอย่างเมื่อสิบปีก่อนแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ” ทั้งท้องพระโรงไร้เสียงเจื้อยแจ้วของเหล่าเสนาบดี แม้กระทั่งลมหายใจยังกระมิดกระเมี้ยนหายใจเข้าออกเพียงครึ่งจมูกเท่านั้น

ด้านนอกขันทีขานนามบอกว่ามีข่าวจากชายแดน ม้าเร็วส่งสารวิ่งเข้ามาคำนับฝ่าบาทก่อนก่อนรายงานสถานการณ์ สร้างความกดดันในท้องพระโรงให้มากขึ้นกว่าเดิมหลายส่วน ไอสังหารวูบใหญ่ถูกพัดออกมาจากพระวรองค์กล้าแกร่ง พระเกศาสีดอกเลาขึ้นแทรงแซมเป็นแถบหนาบอกถึงช่วงวัยแห่งการผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน หากยังคงความดุดันและความกล้าหาญเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม

“ทูลฝ่าบาท สาส์นจากรองแม่ทัพเหวินอี้เหลียง เมืองชายแดนแคว้นสุ่ยตีแตกไปอีกสองเมือง ทหารสุ่ยนำกำลังเข้ายึดครอง แม่ทัพทิศใต้หยางเป่าไป๋สละชีพในสนามรบจึงสามารถรักษาเมืองเจิ้งเทียนเอาไว้ได้...”

ม้าเร็วส่งสาส์นกลับออกไป ทิ้งให้ทุกชีวิตในท้องพระโรงตกตะลึงกับข่าวร่ายที่ได้รับ การเสียเมืองนับสิบยังไม่เท่ากับการสูญเสียรัชทายาทของแคว้น เสวี่ยหนี่ทอดสายตาไปยังฝ่าบาท พระอสุชนเอ่อคลออยู่เต็มพระเนตรคมเพียงชั่วผีเสื้อขยับปีกหยาดน้ำแห่งความสูญเสียก็ไหลย้อนกลับเข้าไปเอ่อล้นท่วมพระทัยของคนเป็นพ่อ ไม่มีพ่อคนใดอยากยอมรับว่าตนเป็นผู้ส่งลูกไปตายในสนามรบ พระองค์กวาดพระราชสาส์นและพระราชโองการต่างๆ ทิ้งลงพื้นอย่างเกรี้ยวกราด

“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมขอเสนอให้ขอความช่วยเหลือจากแค้วนหวงพ่ะย่ะค่ะ” รองเสนาบดีกรมพระกลาโหมเสนอความเห็น นอกจากนี้ยังมีผู้ก้าวออกมาสนับสนุนอีกสองสามคน เสด็จพ่อของนางส่ายพระพักตร์ไปมา สะกดอารมณ์ให้หยาดน้ำไหลย้อนกลับเข้าไปด้านใน พระองค์ไม่อาจหลั่งน้ำตาแสดงความอ่อนแอออกมา การสูญเสียครั้งนี้หนักหนาสาหัสที่สุดในชีวิตของพระองค์ มิควรเลยที่พ่อแม่จะเป็นฝ่ายจัดงานศพให้ลูก มิสมควรเลยแม้แต่น้อย...

“ฝ่าบาท...” ขุนนางคนเดิมย้ำขึ้นอีกครั้ง หยางจินหลงเรียกสติกลับคืนมาได้เกือบสิบส่วน ตอบโต้ออกไปด้วยพระทัยรวดร้าว

“ส่งพระราชสาส์นขอยืมตัวแม่ทัพหนึ่งคน กองกำลังของพวกเรามีมากพอไม่ต้องหยิบยืมหรือส่งกำลังพลมาเพิ่มเติม สิ่งที่เราขาดในตอนนี้คือผู้นำทัพที่มีสติปัญญา” ขุนนางน้อยใหญ่มองหน้ากันเลิกลั่กเสมือนถูกด่าอยู่กรายๆ

เสวี่ยหนี่ตัดสินใจถอยกายออกมาจากด้านใน วันนี้นางได้ข้อมูลมากเกินพอ แคว้นของนางใกล้ถึงคราวิบัติอยู่รอมร่อ ขุนนางเต็มท้องพระโรงเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น มีบ้างที่เคยกรำศึก หากศึกครั้งนี้ยิ่งใหญ่และร้ายแรงเกินกำลังของผู้ที่ไม่เคยสัมผัสกับสงครามมาตลอดชีวิต องค์ชายเป่าไป๋สละชีพในสนามรบ หึ! ช่างน่าขัน เจ้าพี่บ้าของนางผู้นั้นน่ะหรือบังอาจสละชีพเพื่อปกป้องชาติ! ก่อนออกศึกเคยนึกถึงน้องสาวฝาแฝดผู้นี้บ้างหรือไม่ พี่ชายนางจะคิดถึงนางบ้างไหมตอนที่ถูกคมกระบี่สังหาร...

องค์หญิงน้อยสลัดชุดขันทีออกจากกาย ตรงไปยังตำหนักหยางหยาง ภาพมารดาโอบประคองน้องสาวทั้งสี่แล้วร่ำไห้ปานจะขาดใจบีดรัดดวงใจของนางจนแทบจะยืนไม่ไหว ใบหน้าสวยงามของเสด็จแม่แปดเปื้อนไปด้วยคราบแห่งความโศกาอาดูร รอยยิ้มอบอุ่นหายไปจากริมฝีปากเรียวงาม และไม่รู้ว่ามันจะกลับมาอีกเมื่อไหร่

“เสด็จแม่” นางรวบร่างบางของมารดาเข้ามาโอบกอด ท่านสะอึกสะอื้นดั่งนางพญาถูกทำลายกล่องดวงใจ เหล่านางกำนัลต้อนน้องสาวเข้าไปในห้องนอนเพื่อหลีกเลี่ยงภาพความอ่อนแอของผู้เป็นแม่ มิฉะนั้นน้องสาวอีกสี่คนอาจจะพากันร้องไห้ตามไม่หยุดหย่อน

“หม่อมฉันเชื่อว่าเราจะต้องผ่านวิกฤตเช่นนี้ไปได้เพคะ การสละชีพของเป่าไป๋จะไม่เสียเปล่า อีกไม่นานบ้านเมืองจะกลับมาสงบสุขอีกครั้ง”

มือใหญ่ลูบศีรษะของนางเบาๆ พอเงยหน้าขึ้นก็พบกับบิดาที่กลับจากการว่าราชการแล้ว พระเนตรคมยังคงแดงก่ำ พระวรกายสูงส่งตรงเข้ามาโอบประคองทั้งนางและเสด็จแม่เอาไว้ในอ้อมกอด ทั้งสามไม่เอ่ยถ้อยคำออกมาแม้แต่น้อย หากคำพูดที่ต้องการจะสื่อสารอบอวลอยู่ในใจ ความสูญเสียอันยิ่งใหญ่และการสละชีพอันทรงเกียรติจะตราตรึงใจของผู้คนทั่วแคว้นไปตลอดกาล...

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย champacat
ติดตามตอนต่อไป
เมื่อ 9 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Sirisupa
thankkkkkkk
เมื่อ 9 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว