หยางเสวี่ยหนี่ เเม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน

สืบหาความจริง--100%--

ผ่านไปพักใหญ่ บิดาคลายอ้อมกอดปล่อยให้มารดาเข้าไปดูแลองค์หญิงน้อย เสวี่ยหนี่นึกถึงถ้อยคำของแม่ทัพจางเหลียงอาจารย์ของนางในวันที่หิมะตกหนัก ความหนาวเย็นแทรกทะลุเสื้อผ้าผืนหนาสากคายเข้าเสียดแทงผิวเนื้อทะลวงผ่านกระดูกด้านใน เลือดทั้งกายราวกับจับตัวกันเป็นก้อนไร้ความรู้สึก บนลานกว้างของค่ายทหารมีเพียงนางและท่านแม่ทัพทั้งสี่คอยเคี่ยวกรำให้นางฝึกซ้อม

‘หากเจ้าตั้งมั่นที่จะเป็นจอมยุทธ์ภายในสองปี ก็ต้องอดทนฝึกซ้อมทุกวัน’ ร่างบางออกแรงลากลูกเหล็กลูกใหญ่ฝ่าความหนาวเย็นไปรอบๆ ค่าย ความลำบากและอากาศโหดร้ายแทรกซึมไปถึงขั้วหัวใจ องค์หญิงน้อยหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความเจ็บปวดและท้อแท้ นางทรุดตัวลงนั่งกับพื้นที่เต็มไปด้วยหิมะกองใหญ่ ลูกเหล็กหนักหนึ่งร้อยยี่สิบชั่ง* สองลูกผูกติดกับข้อเท้าราวกับนักโทษประหาร บั่นทอนกำลังใจในการฝึกของนางจนแทบเป็นศูนย์

-------------------------------------------------

*มาตราหน่วยวัดน้ำหนักของจีน มีค่าเท่ากับ 600 กรัม

‘องค์หญิงน้อย ท่านเป็นสตรีที่เก่งกล้าสามารถผู้หนึ่ง การฝึกท่านพวกเราลำบากใจยิ่ง มิต่างอะไรกับการยื่นมีดให้กับพญามาร’ เสวี่ยหนี่ปาดน้ำตาออกจากใบหน้า จับจ้องไปยังอาจารย์ทั้งสี่

‘พวกท่านหมายถึง...’ จางเหลียงถอนหายใจ ก่อนปลดโซ่ออกจากเท้าขององค์หญิง

‘ร่างกายขององค์หญิงถูกสร้างมาเพื่อเป็นจอมยุทธ์ เดาว่าตอนเข้าร่วมพิธีจวาโจว* ท่านคงสร้างความวุ่นวายอยู่มิใช่น้อย’

-------------------------------------------------

*พิธีจวาโจว เป็นพิธีทำนายนิสัย ความสนใจและความสำเร็จในอนาคตจัดขึ้นเมื่อเด็กอายุครบหนึ่งปีในวันครบรอบวันเกิด ซึ่งเสี่ยงทายจากสิ่งของที่เด็กเลือกหยิบจากสิ่งของทั้งหมด 12 ชนิด

‘ท่านหมายความว่าอย่างไร ข้าไม่เข้าใจ’

‘ระยะเวลาสองเดือน องค์หญิงสามารถลากลูกเหล็กหนักร้อยยี่สิบช่างได้ถึงสองลูกท่ามกลางอากาศหนาวเย็น แม้จะลำบากไปบ้าง หากไม่มีทหารใหม่คนไหนสามารถทำได้ ข้ารับรองว่าหากองค์หญิงตั้งใจฝึกฝนวรยุทธ์ อีกสองปีข้างหน้าท่านจะกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสองแคว้น’ เสวี่ยหนี่รับผ้าห่มขนสัตว์จากแม่ทัพโอวหยางจาว พวกเขาดูหนักใจอยู่ไม่น้อย นางเป็นภาระให้แก่พวกเขาหรือ?

‘โปรดวางใจ เราจะฝึกองค์หญิงให้ใช้วรยุทธ์ควบคู่ไปกับคุณธรรม’

“เสด็จพ่อเพคะ มีคนเคยบอกว่าในพิธีจวาโจวลูกคงสร้างความวุ่นวายน่าดู เรื่องราวในตอนนั้นเล่าให้ลูกฟังได้หรือไม่เพคะ” สีพระพักตร์ของบิดาดีขึ้นเล็ก สายพระเนตรทอดไกลออกไปสุดอุทยานหลวง การพูดถึงพระธิดาในวัยเด็กก็ย่อมทำให้นึกถึงฝาแฝดของนางที่ยอมสละชีพเพื่อรักษาเมือง แต่จะให้ทำอย่างไรเล่า บรรดาพ่อแม่ทีสูญเสียลูกไปก็ได้เพียงแต่รำลึกถึงวันวานของลูกชายที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น

“วันนั้นเป็นวันที่วุ่นวายที่สุดจริงๆ เจ้าและเป่าไป๋หยิบของสลับกันมั่วไปหมด จนหรงกงกงยังบ่นปวดหัว พวกขันทีวางของเสี่ยงทายสิบสองชนิดเอาไว้บนเตียงนอน มีกระดาษ พู่กัน ตราประทับ จานฝนหมึก ลูกคิด สมุดบัญชี ของเล่น อาหาร ส้อม กรรไกร มีดพก และเครื่องมือเย็บปักถักร้อย” ภาพความทรงจำอันรางเลือนปรากฏลงตรงหน้านาง หากวูบเดียวก็จางหายไปกับสายลม ตอนนั้นนางเพิ่งอายุครบหนึ่งขวบใครจำได้ก็วิเศษเกินคน

“เป่าไป๋เลือกมีดพกขึ้นมาอย่างอาจหาญ เหล่ากงกงน้อยต่างปรบมือส่งเสียงแสดงความยินดีจนลั่นตำหนัก แต่แล้วเจ้าบุรุษใจโลเลกลับเอื้อมมืออีกข้างมาหยิบตะกร้าเครื่องมือเย็บปักถักร้อย ทำเอาแม่ของเจ้ากลั้นหัวเราะจนหน้าแดง” นางนึกภาพตามแล้วอมยิ้ม เจ้าทารกเป่าไป๋ใจโลเลดั่งที่เสด็จพ่อกล่าวไว้จริงๆ

“ส่วนเจ้ากำลังจะหยิบตระกร้าหากถูกแย่งชิงไปต่อหน้าต่อตา เจ้าถึงกับกระโดดเข้าหาเป่าไป๋แล้วแย่งมีดของเขากลับมาเป็นการตอบแทน เจ้าต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่าภาพของทารกทั้งสองแย่งชิงของเสี่ยงทายนั้นวุ่นวายมากเพียงใด”

“แล้วผลการทำนายเล่าเพคะ” หยางจินหลงทอดถอนพระทัย

“เจ้าทั้งคู่จะกลายเป็นแม่บ้านแม่เรือนในอนาคต” ทั้งสองพากันหัวเราะออกมาด้วยคำทำนายแสนประหลาด มารดาค่อยๆ ย่องออกมาร่วมยืนยันวีรกรรมในอดีตอีกแรงหนึ่ง

“เสด็จแม่...” เจิ้งฝูสื่อลูบศีรษะลูกสาวคนโตอย่างรักใคร่

“แม่ไม่เป็นอะไร รู้หรือไม่ว่าวันนั้นผลของการทำนายทำให้แม่กับเสด็จพ่อของเจ้าหนักใจกันไปเป็นปีๆ ก่อนจะวางแผนอนาคตของพวกเจ้าอย่างจริงจัง เจ้าและเป่าไป๋จึงกลายเป็นบุรุษและสตรีดั่งที่เป็นในทุกวันนี้” เสด็จพ่อโอบประคองเสด็จแม่เอาไว้ในอ้อมกอด ทั้งสองยังคงรักและเป็นห่วงกันไม่เสื่อมคลาย

“หมายความว่าอย่างไรหรือเพคะ ที่ว่าลูกกับเสด็จพี่กลายเป็นบุรุษและสตรีเฉกเช่นทุกวันนี้”

“ในคำทำนายเป่าไป๋เลือกมีดพก แสดงถึงความกล้าหาญ แต่อีกใจกลับไม่หนักแน่นแอบซ่อนความอ่อนแอเอาไว้ดุจสตรี แต่เจ้าที่ดูภายนอกอ่อนหวานดั่งกิ่งหลิว หากจิตใจหนักแน่นดั่งภูผา”

“เช่นนั้นลูกขอประทานพระอนุญาตถ่ายทอดเคล็ดวิชาที่ได้ร่ำเรียนมาจากแคว้นหวงให้เหล่าทหารนะเพคะ” หยางจินหลงเบิกพระเนตรก่อนส่ายพระพักตร์ปฏิเสธ เสวี่ยหนี่ไม่ยอมให้ความฝันของนางถูกขัดขวางเป็นแน่

“ลูกจะไม่ทำให้เสด็จพ่อผิดหวัง” ร่างบางจัดการมัดมือชกไม่ปล่อยให้บิดาขัดขวาง เจิ้งฝูสื่อตบพระหัตถ์สวามีเบาๆ ก่อนเข้าไปดูองค์ชายน้อยที่แผดเสียงจ้าออกมาจากด้านใน

“เจ้าช่างซุกซนยิ่งนัก เห็นได้ชัดว่าข้าไม่ควรส่งเจ้าไปเรียนวรยุทธ์ที่แคว้นหวง กลับมาหามีความเป็นสตรีออกมาให้ประจักษ์สักกระผีก” ร่างบางยิ้มประจบก่อนกระโดดขึ้นมานั่งเคียงข้างกับบิดา แล้วตัดสินใจถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้ยินมาจากฮวนเพื่อขอคำปรึกษา เสด็จพ่อมองนางอย่างระอา ความผิดที่บุกเข้าคุกหลวงหากเป็นคนอื่นคงถูกประหาร แต่นางกลับได้รับการลงโทษเพียงแค่อดอาหารเย็น

“เจ้าไว้ใจจอมโจรนั่นหรือเสวี่ยหนี่ บางทีมันอาจจะโกหกเอาตัวรอดไปวันๆ” นางสบพระเนตรบิดา มังกรผู้นี้มีหรือจะจับมิได้ว่าใครพูดจริงหรือเสแสร้ง พระองค์เพียงต้องการกันนางออกจากเรื่องอันตรายเช่นนี้มากกว่า

“เสด็จพ่อทรงพระปรีชาสามารถยิ่ง แต่เรื่องเท่ากระพี้ไม้เช่นนี้ให้ลูกเป็นฝ่ายแบ่งเบาภาระเถิดเพคะหากเสด็จพ่อแต่งตั้งให้ลูกมีตำแหน่งไม่เล็กไม่ใหญ่ในกองทัพลูกคงทำทุกอย่างได้สะดวกสบายมากขึ้น โปรดไตร่ตรองด้วยเพคะ” หยางจินหลงถอนหายใจ อย่างไรเสียเด็กคนนี้ย่อมวุ่นวายอยู่กับค่ายทหาร ไม่ก็ตามสืบเรื่องลับโดยไม่เห็นบิดาเช่นเขาอยู่ในสายตา สู้แต่งตั้งนางให้เป็นกิจจะลักษณะแล้วให้ผู้ใต้บังคับบัญชานางจับตามองจะดีกว่า

“ได้ ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ข้าจะปรึกษากับเหล่าขุนนางอีกครั้ง พรุ่งนี้เจ้าต้องมาถึงท้องพระโรงแต่เช้า” ร่างคำนับพระบิดา หยางจินหลงเสด็จหนีองค์หญิงตัวร้ายเข้าไปปลอบใจภรรยาดีกว่านั่งอยู่ด้านนอกแล้วถูกล่อลวงให้ทำตามใจของนาง นิสัยเช่นนี้ช่างละม้ายคล้ายฮองเฮาของเขายิ่งนัก...

เสวี่ยหนี่เดินกลับตำหนักของตนอย่างสบายใจ แต่เมื่อผ่านตำหนักขององค์รัชทายาทกลับทำให้นางหยุดชะงัก ภาพความทรงจำล้นหลามไหลบ่าเข้ามาดั่งสายน้ำเชี่ยวกราก ตั้งแต่เกิดมานางกับเป่าไป๋ตัวติดกันมาโดยตลอด แม้จะแย่งชิงของเล่น แอบขโมยของพระราชทานจากเสด็จพ่อที่ดูสวยงามกว่าของตนบ้าง หรือถึงกับลงมือตีกันจนเลือดตกยางออก แต่ทั้งสองก็ยังคงเป็นพี่น้องที่สนิทกันที่สุด เสวี่ยหนี่ทรุดนั่งลงกับพื้นหน้าตำหนัก ที่แห่งนี้ไม่เคยรกร้างเงียบเหงาเท่านี้มาก่อน รอบกายมีเพียงเสียงใบไผ่เสียดสีกันไปมาตามแรงลมดังก้องไปทั่วบริเวณ ไร้ซึ่งเสียงนกเสียงนางกำนัล แม้กระทั่งขันทีรับใช้ คนเหล่านี้แอบไปร้องไห้เสียใจที่ไหนกันหมด

มือบางโอบประคองร่างของตนเองเอาไว้แน่น ดวงตากลมโตหลั่งหยาดน้ำแห่งความสูญเสียออกมาหยดแล้วหยดเล่าก็ยังมิอาจลบล้างความหนักหน่วงในใจให้หมดสิ้นไป เหตุใดพี่ชายของนางถึงอายุสั้นเช่นนี้ ไหนบอกว่าจะเจริญรอยตามเสด็จพ่อเป็นจักรพรรดิที่มีคุณธรรม

เสวี่ยหนี่สะดุ้งเฮือกเมื่อมีมือหนาอบอุ่นสัมผัสลงบนบ่าของนาง ในขณะหนึ่งอดปรารถนาให้เป็นพี่ชายของตนกลับมาปลอบนางยามเสียใจดังเช่นเคย แต่เมื่อปาดหยาดน้ำตาออกจนหมดกลับพบว่าเขาบุรุษเจ้าของมือปริศนาหาใช่เป่าไป๋ หากเป็นหลี่เฉินชุน

“กระหม่อมทราบข่าวแล้วพ่ะย่ะค่ะองค์หญิง” นางรับผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยจากบุรุษตรงหน้ามาซับน้ำตา หลี่เฉินชุนนั่งลงเคียงข้างกัน ทอดสายตามองตำหนักด้านหน้าอย่างไร้จุดหมาย

“เหตุใดถึงแต่งกายในชุดบุรุษ” เสวี่ยหนี่เมินหน้าหนีบุรุษใจร้ายผู้ปฏิเสธความรักจากนางอย่างอำมหิต ตอนนี้นางไม่มีความอดทนมากพอที่จะสวมหน้ากากสตรีพ่ายรักพูดคุยกับเขาแม้แต่น้อย

“แต่งกายบุรุษหรือสตรี ท่านก็ไม่ได้มองข้าเปลี่ยนไปจากเดิม” เสวี่ยหนี่ลุกหนีหากคนหน้าด้านยังตามรบเร้านางไม่หยุดหย่อน

“กระหม่อมเสียใจ แต่องค์หญิงอย่าทรงโศกเศร้าเสียพระทัยไปเลย หากองค์รัชทายาททรงทราบพระวิญญาณที่อยู่บนสวรรค์จะไม่สงบ”

“ฮึก...ข้าคิดถึงเป่าไป๋” ร่างบางสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ความเจ็บปวดถูกตอกย้ำจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำพูด นางได้แต่กุมมือหนาของบุรุษตรงหน้าเอาไว้ก่อนจะยกมันซับน้ำตาต่างผ้าเช็ดหน้า หลี่เฉินชุนลูบไล้ใบหน้าเปล่งปลั่งเบาๆ ใบหน้างดงามของนางไม่คู่ควรแก่การโศกเศร้าแม้แต่น้อย

“ในสงครามเช่นนี้การติดต่อสื่อสารยากลำบาก กระหม่อมอยากให้องค์หญิงทรงคิดต่าง” ความหวังดั่งแสงหิ่งห้อยท่ามกลางคืนเดือนดับปรากฏอยู่ตรงหน้า บุรุษผู้นี้นำพาความหวังมาสู่ใจนาง

“เลิกพูดภาษาสูงส่งกับข้าเสียที ท่านเปรียบเสมือนสหายผู้หนึ่งของข้า ใช้คำสามัญกับข้าเถิดได้โปรด” ชายหนุ่มน้อมศีรษะคำนับพระบัญชา ก่อนอมยิ้มที่บรรลุเป้าหมายของตน

“ข้าจะเชื่อท่าน อย่างน้อยการอยู่แบบมีความหวังก็ทำให้ข้าคลายความโศกเศร้าลงไปได้บ้าง ท่านมีเรื่องจะแนะนำข้าอีกหรือไม่”

“องค์หญิงต้องสืบหาความจริง จับตาขุนนางในราชสำนัก ไม่แน่อาจจะมีไส้ศึกของแคว้นสุ่ยแทรกซึมเข้ามาตั้งแต่ต้น แม้กระทั่งเหล่าแม่ทัพนายกองก็มิอาจละเว้น”

เสวี่ยหนี่หรี่ตามองบุรุษตรงหน้า หากนางทำหมดนั่นคงต้องแยกร่างออกมานับสิบ การเฝ้าระวังเช่นนี้ไม่สู้ให้นางส่งมือดีไปสะกดรอยตามบุคคลที่เขาเอ่ยขึ้นมาไม่ดีกว่าหรือ ส่งมือดีไปสะกดรอยตาม! ดวงตากลมโตสลัดความเศร้าโศกออกจากคลองจักษุ เปล่งประกายวิบวับราวแสงอาทิตย์ส่องลอดพุ่มไม้ขยับโยกไหว หากไม่มีหลี่เฉินชุนนางคงจ่อมจมอยู่กับความเศร้าไปอีกนาน

“เสวี่ยหนี่ขอคารวะ สติปัญญาของท่านหลักแหลมยิ่ง หากข้าเป็นใหญ่ในกองทัพคงต้องยืมตัวท่านมาเป็นกุนซือคนสนิทให้ได้!” ร่างบางลิงโลดแล้วกระโดดหายไปในเขตพระราชฐานชั้นใน หลี่เฉินชุนมองตามด้วยสายตาอาวรณ์ เขาอุตส่าห์มาหาทั้งทีจะอยู่คุยนานกว่านี้มิได้หรือ...

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย champacat
ก็ชอบเค้านิแล้วบอกไม่ชอบทำไม555555
เมื่อ 9 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Sdy59000
มีแอบมาช่วยด้วยอ่ะ
เมื่อ 9 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว