หยางเสวี่ยหนี่ เเม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน

บัญชาทัพ--100%--

วันรุ่งขึ้นเสวี่ยหนี่ตื่นนอนตั้งแต่ยามเหม่า จัดการธุระส่วนตัวก่อนจะสวมชุดองค์หญิงสูงศักดิ์เต็มยศเพื่อเข้าประชุมในท้องพระโรง ชุดสีกลีบท้อตัดกับสีกลีบเหลียนฮวาทำให้นางดูอ่อนหวานมีประกายความสูงส่งอบอวลอยู่รอบกาย บนศีรษะลี่ลี่น้อยถักเปียอย่างง่ายพร้อมตกแต่งด้วยเครื่องประดับน้อยชิ้น ร่างบางสำรวจความเรียบร้อยของตนเองหน้าบานกระจกทองเหลืองก่อนเคลื่อนขบวนไปยังท้องพระโรงใหญ่ ขุนนางไม่น้อยมายืนอออยู่ด้านใน พวกเขาทำความเคารพนางอย่างที่ควรกระทำ หากสายตายังคงตั้งคำถามว่า ‘สตรี’ เข้ามาทำอะไรด้านใน

เสวี่ยหนี่จิกตาใส่เหล่าบรรดาบุรุษช่างสงสัย บุคคลเหล่านั้นต่างก้มหน้าหลบสายตาของนางอย่างพร้อมเพรียงกัน ก็ดวงตาของนางถอดแบบมาจากเสด็จพ่อราวกับพิมพ์ พวกใต้บังคับบัญชาของเสด็จพ่อย่อมกริ่งเกรงเป็นธรรมดา หรือจะเรียกว่าอาการ ‘ร้อนตัวก็มิอาจทราบได้’

เสียงนินทาไม่เบานักเงียบหายไปเมื่อผู้เป็นใหญ่เสด็จเหนือบัลลังก์อาสน์ หยางจินหลงฮ่องเต้ทรงว่าราชการต่อไปโดยไม่สนใจสายตากระหายใคร่รู้ของเหล่าขุนนาง ยามที่ถวายฎีกาแต่ละคนจะเงยหน้ามอง เสวี่ยหนี่หนึ่งครั้งก่อนจะรายงานปัญหาของตน องค์หญิงของแคว้นรู้สึกรำคาญเล็กน้อยแต่ยังคงนั่งเฉยอยู่ด้านล่างข้างๆ หรงกงกง บางครั้งเนื้อหาของฎีกาดูประหลาดไปบ้างนางก็หันไปจิกสายตากดดันผู้นำเสนอ จนเขารายงานผิดๆ ถูกๆ ไปพักใหญ่

เมื่อเสร็จสิ้นงานราชการ เสด็จพ่อกระแอมออกมาหนึ่งครั้งก่อนเริ่มร่ายยาวถึงปัญหาในกองทัพ เหล่าพลทหารมีมากมาย หากส่งออกรบไปหนึ่งแสนก็ตายหมดหนึ่งแสน สิ้นเปลืองทั้งคนทั้งงบประมาณในการสนับสนุน ตอนนี้แม่ทัพและรองแม่ทัพฝีมือดีถูกส่งออกไปปกป้องชายแดนทั้งสามทิศ ได้แก่ทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันออก ส่วนทิศตะวันตกมีอาณาเขตติดกับแคว้นหวงจึงไม่ต้องป้องกันแน่นหนานัก ส่วนใหญ่ใช้ทหารจากวังหลวงออกประจำการและลาดตระเวน

“ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงขอเสนอหยางเสวี่ยหนี่ขึ้นเป็นรองแม่ทัพ เพื่อควบคุมการฝึกฝนกองกำลังให้เข้มแข็ง พวกเจ้าคิดอ่านประการใด” เสียงซุบซิบปรึกษากันก้องกังวานไปทั่วทั้งท้องพระโรง หลายคนเงยหน้ามองมาที่นางก่อนจะก้มลงซุบซิบกันจนน่ารำคาญ ทำตัวเหมือนสตรีจับกลุ่มนินทากันไม่มีผิดเพี้ยน ช่างน่ารำคาญยิ่งนัก!

เสวี่ยหนี่ลุกจากเก้าอี้ตัวงามออกมาคำนับพระบิดาก่อนหันหน้าเข้าประจันกับบุรุษน้อยใหญ่ แม้สิบห้าปีที่แล้วจะเปลี่ยนขุนนางไปยกราชสำนัก ก็มิได้หมายความว่าจะไม่มีผู้ที่คอยคิดคัดค้านขัดแข้งขาฝ่าบาทอยู่เช่นกัน เรื่องผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้ว

“ผู้ดูแลกองทัพในเมืองหลวงถูกลอบสังหารลงกะทันหัน แม่ทัพนายกองก็ไม่อยู่เหล่าทหารอาจจะเสียขวัญแล้วถือโอกาสละเลยหน้าที่ของตนข้าจึงเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือ อย่างไรข้าก็อยู่ในวังว่างๆ ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว” ขุนนางวัยห้าสิบกว่าๆ ก้าวเท้าออกมาจากแถว

“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง องค์หญิงสูงส่งเกินกว่าจะเข้าไปคลุกคลีอยู่กับเหล่าทหาร จะเป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติ กระหม่อมขอบังอาจทูลว่าองค์หญิงเป็นสตรีควรสนพระทัยในงานบ้านงานเรือนมากกว่าเข้ามาวุ่นวายในกองทัพพ่ะย่ะค่ะ” ริมฝีปากของสตรีสูงศักดิ์ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก้าวเข้าหาเสนาบดีกรมคลังก้าวหนึ่งด้วยแววตาดุดัน ทำให้คนแก่เผลอถอยเท้าหนีก่อนพยายามขึงตาสู้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นี้

“ก็มิได้เสื่อมเสียอะไรมากนัก หากสมองเฒ่าของเจ้ามิได้เลอะเลือนคงจำได้ว่าข้าไปฝึกฝนวรยุทธ์จากแคว้นหวง ที่นั่นมีแม่ทัพที่เข้มแข็งทั้งสี่ทิศแล้วยังมีพรรคจิ้งจอกเหินคอยสนับสนุน เห็นได้ชัดว่าการเมือง การทหารและสถานการณ์รายรอบแคว้นมั่นคงยิ่งนัก” เสวี่ยหนี่เดินวนรอบกายขุนนางเพื่อกดดัน ไรเหงื่อน้อย ๆ ผุดออกมาจากขมับ นางวนครบหนึ่งรอบจึงถอยกายออกมาหนึ่งก้าว

“แต่พอหันกลับมาดูแคว้นเรา ศึกมาประชิดติดชายแดนแม่ทัพถูกเกณฑ์ไปออกรบ ในเมืองหัวหน้าองครักษ์ถูกลอบสังหาร ไหนล่ะความมั่นคง ต้องให้ส่งไพ่ตายใบสุดท้ายโดยการส่งขุนนางฝ่ายบุ๋นไปดูแลกองทัพอย่างอย่างที่ท่านกราบทูลฝ่าบาทอย่างนั้นหรือหรือ ท่านเสนาบดีกรมคลัง!” เสวี่ยหนี่กลับมานั่งหน้าตึงคอตั่งอยู่บนเก้าอี้ ดวงตาคมฉายร่องรอยความแค้นเคืองในขุนนางผู้นี้อยู่ไม่น้อย หากจะจับกบฏมันผู้นี้คงเป็นผู้ต้องหาอันดับแรกๆ ในความคิดเห็นของนาง

“ข้าก็อยากรู้เช่นกัน ว่าอย่างไรเล่าขุนนางของข้า เรื่องเช่นนี้คิดแก้ไขอย่างไร อย่าให้ข้าต้องโยนกระบี่ท้ารบกันกลางท้องพระโรงเฉกเช่นฮ่องเต้แคว้นหวงว่าราชการเลย มันจะไม่งาม” หยางจินหลงกดดันอีกฝ่าย ทั้งยังยกเหตุการณ์ในท้องพระโรงแคว้นอื่นเข้ามากดดัน ขุนนางทั้งหลายต่างลอบกลืนน้ำลาย ทุกคนมีอาการเช่นเดียวกันคือธาตุไฟกำลังแปรปรวน รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วสรรพางค์ ก่อนมีขุนนางท่านหนึ่งก้าวออกมาอย่างกล้าหาญ

“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมเห็นด้วยกับองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมได้ยินชื่อเสียงของสี่แม่ทัพแห่งแคว้นหวงมานาน ทั้งยังมีสำนักจิ้งจอกเหินที่มีวรยุทธ์สูงส่ง หากองค์หญิงทรงเมตตาก็ย่อมเป็นวาสนาของทหารในค่ายแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เสวี่ยหนี่สบพระเนตรพระบิดา เพียงแค่เสียงเดียวก็สามารถสยบสงครามลงได้ อย่างน้อยตอนนี้ก็มีฝ่ายรักตัวกลัวตายออกมาสนับสนุน ต้องยกความดีความชอบให้ท่านรองเสนาบดีกรมพระกลาโหมที่เข้าใจสถานการณ์ และสนับสนุนฝ่ายนางและฝ่าบาท ไม่เสียแรงที่เป็นถึงน้องชายของท่านเหยี่ยน*

-----------------------------------------------------

*เหยี่ยน ตัวละครในเรื่องเจิ้งฝูสื่อ จอมนางตำหนักเย็น เป็นหัวหน้าองครักษ์เงาของหยางจินหลงฮ่องเต้

“เมื่อพวกเจ้าเห็นชอบ ข้าขอแต่งตั้งหยางเสวี่ยหนี่เป็นรองแม่ทัพควบคุมกองกำลังสามหมื่นนาย และรับหน้าที่ฝึกฝนอบรมวินัยทหาร ในเมืองมีกฎเมือง ในบ้านมีกฎบ้าน ในค่ายทหารมีกฎทหาร ทำผิดลงโทษตามกฎ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับราชสำนัก เจ้าสามารถจัดการได้ตามความเหมาะสม หากเป็นเรื่องใหญ่ต้องผ่านการหารือกับรองแม่ทัพอีกคนหนึ่งถึงจะตัดสินได้” ร่างบางก้าวออกไปด้านหน้าคุกเข่าคำนับด้วยท่าทีห้าวหาญ

“เจ้าเป็นสตรี ย่อมเป็นที่ครหาจากบุรุษ หากภายในสามเดือนเจ้าไม่สามารถควบคุมเหล่าทหารมิให้ปฏิบัติตนอยู่ในกฎระเบียบได้ เจ้าต้องถอยออกมาจากกองทัพ” ดวงตากลมโตฉายแววดื้อรั้น เสด็จพ่อเอาคืนนางแล้ว คงจะอัดอั้นที่ถูกนางกดดันจนตกปากรับคำกระมัง

“หยางเสวี่ยหนี่น้อมรับพระบัญชา หม่อมฉันจะไม่ทำให้ฝ่าบาทผิดหวังเพคะ” ร่างบางคำนับเสด็จพ่ออีกครั้งก่อนถอยกายหายออกมาจากท้องพระโรง ตอนนี้เป้าหมายสำคัญคือการควบคุมกองทัพและกำลังพลสามหมื่นให้เชื่อฟัง เพื่อวางแผนใช้งานคนเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์แก่นาง เสวี่ยหนี่กลับมาเปลี่ยนเป็นชุดบุรุษรัดกุมสีดำสนิท อีกไม่นานเครื่องแต่งกายของรองแม่ทัพใหญ่คงถูกเคลื่อนย้ายมาไว้ที่ตำหนักของนาง วันนี้ออกไปตรวจตรารอบๆ กองทัพพอเป็นพิธีก่อนดีกว่า

เมื่อเดินออกมาด้วยท่าทีไม่ค่อยเป็นสตรีเท่าใดนักก็พบกับหลี่เฉินชุนกำลังเดินชมนกชมไม้อยู่หน้าตำหนักของนาง เขามาทำอะไรแถวนี้ หรือว่าเสด็จแม่จะเรียกตัวเข้าวังมาเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการค้าขายอีกแล้ว เสด็จแม่กำลังเศร้าโศกอยู่มิใช่หรือ

ร่างบางทำเมินเฉยก่อนกระโดดขึ้นหลังคาตำหนักหนีไปอีกทาง ฝ่ายหลี่เฉินชุนรู้สึกแปลกใจที่นางไม่เห็นเขา จึงพุ่งทะยานตามนางไปติดๆ จนมาหยุดอยู่ที่กำแพงวังใกล้กับค่ายทหาร เสวี่ยหนี่เร้นกายหลบอยู่บนต้นไม้ อีกฝ่ายเดินวนอยู่ไม่ห่างมากนัก นางจึงทิ้งกายลงไปกับพื้นหมายให้เขาตกใจเล่น หากร่างสูงกลับเคลื่อนเข้ามาใต้ร่างของนางทำให้น้ำหนักทั้งหมดกระแทกลงที่อกหนาแทนที่จะเป็นพื้นดิน

หลี่เฉินชุนโอบประคองร่างบางเอาไว้ในอ้อมแขนใบหน้าน้อยๆ ยามตระหนกตกใจทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะกลั้นยิ้มสะกดอารมณ์ขำขัน ดวงตากลมโตรูม่านตาขยายใหญ่ด้วยยังไม่หายตกใจ ริมฝีปากน้อยๆ อ้าค้างไว้แต่ไร้คำพูด ใบหน้าขาวซีดเริ่มมีสีชาดแผ่ขยายไปทั่วดวงหน้า จนเขาเองเริ่มมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง...

“ท่านตามข้ามาทำไม” ร่างบางสลัดอ้อมอกหนั่นแน่นออกจากกาย บังคับให้ร่างกายไม่โอนอ่อนกลับไปตกหลุมเสน่ห์ของอีกฝ่าย นางกอดอกมองบุรุษตรงหน้าเพื่อเจาะจงธุระสำคัญของเขามากกว่าสนใจเรื่องไร้สาระ

“ข้าอยากพาท่านออกไปพิสูจน์บางอย่าง” เสวี่ยหนี่หรี่ตามอง ในแววตาของเขาดูมีเรื่องร้อนใจบางประการ ถ้าหากมันสนุกและท้าทายคนอย่างนางย่อมไม่ปฏิเสธ

“เรื่องร้ายแรงขนาดไหน” นางยังคงกอดอกมองอย่างกังขา ราวกับพินิจพิจารณาความคุ้มค่าแก่การเสียเวลาเยี่ยมชมค่ายทหารของนาง

“มีคนตาย และมันอาจเกี่ยวข้องกับองค์รัชทายาท” ดวงตากลมโตเป็นประกายวาบวับรีบพยักหน้ารับแทบจะทันที ร่างสูงส่งเศษกระดาษแผ่นน้อยให้นาง ดูเผินๆ มันอาจเป็นเพียงขยะไร้ค่า หากมันกลับเป็นชิ้นส่วนของจดหมายสำคัญที่มีตราประทับสีแดงชาดจากกองทัพ!

นางสั่งให้เขาไปรออยู่หน้าประตูวังก่อนจะกลับเข้าไปจูงม้าของตนออกมาบ้าง ทั้งสองควบม้าออกมาไม่นานก็เข้าสู่เส้นทางเปลี่ยวสายหนึ่ง ไม่ไกลจากถนนดินแดงฝุ่นฟุ้งตลบเท่าใดนัก มีร่างไร้ลมหายใจของบุรุษสวมชุดชาวบ้านนอนกองอยู่ในกอหญ้า เมื่อพลิกศพขึ้นมาก็พบว่ามีรอยแผลบาดลึกที่ไหล่ ที่ศีรษะมีกิ่งไม้ปักลงไปกลางขมับ และรอยกระบี่ที่หน้าอกข้างซ้าย บนใบหน้าของเหยื่อมีรอยแผลปรุประคลายกระแทกกับพื้นถนนที่เต็มไปด้วยกรวดหิน นางดึงกิ่งไม้ออกจากขมับของศพ แต่ต้องออกแรงถึงสามส่วนจึงดึงออกมาได้ กิ่งไม้ยาวห้าชุ่น* ที่ปักลึกลงไปเกือบทะลุออกมาอีกฝั่ง

----------------------

*ชุ่น หน่วยวัดของจีนมีความยาวเท่ากับ 1 นิ้วของไทย หรือประมาณ 2.54 เซนติเมตร

“ต้องโยนศพแรงขนาดไหนกิ่งไม้ยาวขนาดนี้ถึงปักทะลุเข้าไปในศีรษะของศพได้เกือบหมด” ร่างสูงเก็บรายละเอียดจากศพอีกเล็กน้อย หลี่เฉินชุนมองไปรอบกายคล้ายกับมีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องพวกเขาอยู่ ส่วนร่างบางยังคงวุ่นอยู่กับการสำรวจ

“แม่นางเรากลับกันก่อนเถิด ก็แค่ศพธรรมดาหาใช่ธุระกงการอะไรของเราไม่ เดินทางไปสมทบกับขบวนสินค้าจะได้ออกเดินทางไปก่อนฟ้ามืด เดี๋ยวคนที่มาพบเห็นก็ไปแจ้งทางการเอง จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของขุนนางในเมืองหลวงสืบหาฆาตกรต่อไป”

ร่างบางมองหลี่เฉินชุนอย่างไม่เข้าใจนัก หากความรู้สึกเหมือนถูกคนจ้องมองทำให้นางชักม้ากลับออกมาจากจุดเกิดเหตุ ทั้งสองถอยออกมาไกลครึ่งลี้ก่อนนำม้าของตนไปผูกไว้กับต้นไม้หนาทึบด้านหลัง นางซ่อนกายอยู่หลังพงหญ้ารกชัฏ ไม่นานเกินรอร่างสูงในชุดสีดำที่นางสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเจ้าของดวงตาปริศนาก็ขี่ม้าผ่านไป ด้านหลังมีศพที่นางกับเฉินชุนพบผูกติดหลังม้าไปด้วย คราบเลือดและคราบของเสียจากศพหยดลงเป็นทางยาวไม่ยากที่จะสะกดรอยตาม

“จะตามไปไหม” ร่างสูงถามด้วยรู้ใจคนกระหายใคร่รู้

“ยังก่อนดีกว่า ตอนนี้ข้ามีทหารสามหมื่นนายอยู่ในอากาศ ยังไม่สามารถใช้งานได้ รออีกสักเดือนสองเดือนค่อยตามสืบอย่างละเอียด หากมีพวกลักลอบแปลงสาส์นจากกองทัพจริงๆ มันคงไม่ทำเพียงครั้งเดียว” เสวี่ยหนี่กระโดดขึ้นหลังม้าก่อนจะกดดันให้หลี่เฉินชุนขี่ตามมาโดยเร็ว ก่อนที่ร่างบางจะบังคับม้าไปยังเส้นทางแห่งวังหลวง หลี่เฉินชุนควบม้าขึ้นมาตีเสมอก่อนชักชวนให้นางเดินตลาด นางมองบุรุษผู้ปฏิเสธความรักจากนางอย่างแปลกใจ

“ท่านไปเถิด ข้าต้องเข้าไปตรวจตราในค่ายทหารเสียหน่อย”

“เดี๋ยวก่อน ท่านไม่คิดไปดูกิจการของฮองเฮาหน่อยหรือ” เสวี่ยหนี่ชะงักไปชั่วครู่

“ท่านมีเรื่องเร่งด่วนอะไรหรือเปล่า บอกกล่าวกับข้ามาโดยตรงมิต้องอ้อมค้อม เวลานี้สถานการณ์ชายแดนไม่สู้ดี แม้กระทั่งเหตุการณ์ในเมืองหลวงยังระส่ำระสาย ข้าไม่มีใจอยากเที่ยวเล่นแม้แต่น้อย”

สายตาคมจ้องใบหน้างามพิสุทธิ์ด้วยแววตาวูบไหว ก่อนกลับมาเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาล้วงเข้าไปในสาบเสื้อหยิบเอาแหวนหยกสีขาวนวลเนื้อละเอียดส่งให้นาง เสวี่ยหนี่รับมาอย่างงุนงง ใบหน้าของนางซับสีเลือดขึ้นมาเล็กน้อย ตอนที่นางตามล่าหาความรักเขากลับวิ่งหนีนางออกห่างจนมิอาจเอื้อม หากตอนนี้นางมีภาระอันยิ่งใหญ่ต้องรับผิดชอบ เหตุใดเขาถึงทำตัวแปลกประหลาดเหมือนจะร้องขอความรักจากนาง

“แหวนหยกสลักลาย ตัวแหวนช่างต้องใช้ความประณีตอย่างมากถึงจะสลักลายหงส์ลงไปได้” นางหมุนเรือนแหวนชื่นชมความพยายามของช่างสลัก หากสวมมันไว้ที่นิ้วคงจะขับให้ผิวของนางขาวผ่องประดุจหิมะ

“ข้าคิดว่ามันเหมาะกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์อย่างท่าน” ร่างบางยิ้มรับ

“หยกเนื้อดี สวยงาม แต่เปราะบาง ข้าจะเก็บมันไว้อย่างดี ขอบใจท่านมากแล้วพบกันใหม่หลี่เฉินชุน” นางยิ้มหวานเหมือนที่เคยกระทำ ก่อนจะขี่ม้าจากไป ร่างสูงมองสตรีนุ่มนวลอ่อนหวานช่างฉอเลาะคอยตามติดเขาไปทุกที่ก่อนทอดถอนใจ เพียงสองวันที่นางบอกว่าจะตัดใจนางก็ลืมเขาได้จริงๆ แต่ก็ดีแล้ว คนเช่นเขาไม่มีค่าพอที่จะเคียงคู่กับหงส์ฟ้าอย่างนาง องค์หญิงเสวี่ยหนี่...

ดวงใจของสาวน้อยเต้นระรัว ยิ่งขี่ม้าออกห่างบุรุษผู้นั้นนางยิ่งใจสั่น พอบังคับม้าเข้าวังมาได้นางมิได้เข้าไปในค่ายทหารอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ แต่กลับเก็บตัวอยู่ในตำหนักจ้องมองเจ้าแหวนวงน้อยที่ร้อยรัดดวงใจของนางให้จมอยู่กับห้วงรักในอดีต เสวี่ยหนี่ยกแหวนหยกเนื้อละเอียดขึ้นสวมใส่ก่อนถอดออกแล้วใช้เชือกผูกผมเส้นยาวร้อยเข้าไปในวงแหวนก่อนจะนำสร้อยแหวนหยกผูกปมไว้หน้าหลังลำคอระหง แหวนแทนใจวงนี้นางไม่อาจสวมใส่ให้เขาเห็นว่านางรับไมตรี แต่นางจะเก็บมันไว้ข้างกายตลอดเวลา

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย champacat
คิดว่าไม่คู่ควรนี่เองถึงไม่ยอมรับ
เมื่อ 9 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย blue2560
ขอบคุณ​มาก​ก​ก​ก​
เมื่อ 9 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว