หยางเสวี่ยหนี่ เเม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน

แม่ทัพคนใหม่--100%--

ดั่งสวรรค์รู้ใจองค์หญิงผู้งดงามถึงกับเร่งช่วงเวลาตอนกลางคืนให้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เสวี่ยหนี่ลุกออกจากเตียงตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง นางผลัดเปลี่ยนเป็นชุดบุรุษสีน้ำตาลเข้ม ร่างในกระจกดูห้าวหาญเยี่ยงชายชาตรี นางสวมเกราะเหล็กหนักอึ้ง ดูเหมือนจะต้องย่องเข้าไปปรึกษากับช่างทำชุดเกราะของนางให้เลือกใช้วัสดุที่เบากว่านี้แต่ทนทาน พอนางกำนัลออกไปจากห้องเรียบร้อย เสวี่ยหนี่มองภาพตนเองในกระจกอีกครั้งไม่มีเครื่องประทินโฉม ไม่มีการเกล้าผมงดงาม

เอาน่า! ทหารที่นี่อาจจะคล้ายกับทหารในค่ายของแคว้นหวง เพียงแค่นางเข้มแข็งประดุจหินผา บุรุษหน้าไหนก็ไม่อาจดูหมิ่นนางได้

ร่างสูงโปร่งก้าวฉับๆ ด้วยมาดของบุรุษเต็มเปี่ยมเข้ามายังค่ายทหาร ท่ามกลางวงล้อมบุรุษนับหมื่นส่งเสียงเอะอะมะเทิ่งกันสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน นางเดินฝ่าเหล่าทหารเข้ามายังโรงครัว กฎข้อแรกของการผูกมิตรคือทำตัวให้กลมเกลียวไม่แบ่งแยกสูงต่ำ นางรับชามข้าวต้มจากพ่อครัวที่ส่งสายตามองมาราวกับพบของแปลก ก่อนจะนั่งกลืนอาหารรสชาติแย่ลงท้อง

อืม...คุณภาพอาหารในกองทัพย่ำแย่เหมือนกันหมดทุกที่ แต่ทั้งนี้ก็เพื่อสั่งสอนเหล่าทหารไม่ให้ทำตัวสุขสบายจนเกินไป หัดให้คุ้นชินกับความลำบาก ยามออกรบอาจจะไม่มีอาหารสักมื้อตกถึงท้องเลยก็ว่าได้ ตำราสั่งสอนทหารใหม่ โดยเฒ่าตระกูลโอหยางแห่งแคว้นหวงได้กล่าวเอาไว้

“รสชาติอาหารแย่เสียจริง ท่านคิดเช่นนั้นหรือไม่” ทหารกลุ่มหนึ่ง ดูเหมือนจะได้รับการยอมรับจากคนหมู่มากอยู่พอสมควรเดินมานั่งร่วมโต๊ะกับนาง เสวี่ยหนี่กระตุกยิ้มเหี้ยมให้ครั้งหนึ่งก่อนผละชามข้าวต้มออกห่าง

“กินๆ ไปก่อน หากสิ้นสงครามก็จะได้กินดีอยู่ดีมากขึ้น” อีกฝ่ายเบ้หน้า ก่อนสาดชามข้าวต้มทิ้งลงต่อหน้าต่อตา แม่ทัพหญิงสะอึกสกัดกลั้นความโกรธเอาไว้สุดความสามารถ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจ้าพวกนี้รู้ว่านางเป็นใคร คงอยากอวดดีท้าทายนางล่ะสิ!

“ช่วงนี้อาหารขาดแคลน ชายแดนลำบากมากกว่านี้ อย่างน้อยข้าวที่เจ้ากินก็ยังมีเนื้อและผัก...”

“ถุย! เนื้อและผักหรือ เจ้าก็พูดได้นะสิ กินดีอยู่ดีมาตลอด ข้าอยู่ที่นี่มาสองปีได้แล้วต้องทนกับเศษอาหารเช่นนี้ทุกวัน” รองแม่ทัพร่วมกับนางพยายามฝ่าวงล้อมเข้ามาด้านใน เสวี่ยหนี่ยกมือห้ามเอาไว้เพื่อปรับความเข้าใจกับเหล่าทหารเล็กน้อย...

“เจ้าชื่ออะไร” นางลุกขึ้นประจันหน้ากับพลทหาร ส่วนสูงของนางมากกว่าคนตรงหน้าเกือบหนึ่งชุ่นทำให้ท่าทีของนางดูข่มขวัญเหล่าทหารได้อยู่หลายส่วน

“หยูเจียน บุตรชายตระกูลหยูพ่อข้าเป็นเสนาบดีกรมพระคลัง” หยูเจียนกอดอกหน้าเชิดสูง เสวี่ยหนี่แค่นหัวเราะออกมาคำหนึ่ง หากเป็นการกระตุกหนวดเสือให้หงุดหงิดมากกว่าเดิมหลายเท่า

“อืม...ไม่ทราบว่าคุณชายตระกูลหยูมาทำอะไรในค่ายทหารตั้งสองปี เป็นลูกเมียบ่าวคนไหนเล่า พ่อถึงยัดเยียดเข้ามาลำบากลำบนอยู่ที่นี่” เสือไร้สติหันมาเหวี่ยงหมัดพุ่งเข้าหาร่างนาง หากมือบางต้านแรงน้อยนิดนั้นเอาไว้ได้ ก่อนจะจับข้อมือของอีกฝ่ายหมุนกายไปอีกด้านแล้วบังคับให้คุกเข่า มือข้างที่ว่างจากการจับกุมกดศีรษะของเขาให้ใบหน้าจรดลงจนแทบเป็นเนื้อเดียวกับผืนดิน

“ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้รู้จักคุณค่าของอาหาร จะได้ไม่ล้อเล่นกับของกินอีก!” บุรุษใต้ร่างบางดิ้นเร้าๆ ด้วยความทรมาน ใบหน้าเกรอะกรังไปด้วยเศษอาหารที่ตนเททิ้งผสมกับเศษดินจนเปื้อนเปรอะ

“เป็นอย่างไรคุณชายตระกูลหยู รสชาติของมันอร่อยดีหรือไม่!” นางยกร่างสูงด้วยมือเพียงข้างเดียว ก่อนจะโยนไปกองแทบเท้ารองแม่ทัพ เขาก้มลงโขกศีรษะลงกับพื้นทั้งยังพึมพำร้องขอชีวิต ร่างสูงที่ถูกย่ำยีจนเสียศักดิ์ศรีดึงบ่าพี่ชายเอาไว้ไม่ให้ลดเกียรติมาคำนับรองแม่ทัพตำแหน่งเดียวกัน หากถูกมือหนาปัดออกไป

“แย่จริง รองแม่ทัพหยู ท่านมีปัญญาอบรมทหารเพียงเท่านี้หรือ! เศษสวะผู้นี้กินข้าวกินน้ำในวังหลวงมาสองปี บกพร่องทั้งกฎทหารและกฎเมือง เจ้าให้ท้ายน้องชายตนเองเกินไปหรือไม่!” ร่างบางขยับเข้าประชิดสองพี่น้องตระกูลหยู นิสัยช่างไม่ผิดแผกจากบิดาแม้แต่น้อย

“โปรดอภัยให้กระหม่อมด้วย กระหม่อมผิดไปแล้ว เห็นแก่ตระกูลหยูที่รับใช้ราชสำนักมานาน ละเว้นกระหม่อมและน้องชายผู้โง่เขลาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ฝ่ายน้องชายเห็นคำพูดพี่ชายผิดแผกดั่งคนถูกคุณไสย จึงรีบเข้าเขย่าตัวเรียกสติอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจสถานการณ์

“เจ้าเงียบไปเลย!” เสวี่ยหนี่ตาโต คิดยียวนกวนประสาทให้อีกฝ่ายวิ่งเอาหัวโหม่งเสาตายไปเสีย

“อ้อ...ข้ายังไม่ได้แนะนำตัว เผลอเสียมารยาทกับคุณชายทั้งสองแล้ว” นางทำท่าประสานมือคารวะประกอบ

“ข้าเสวี่ยหนี่ แซ่หยาง พ่อข้าเป็นฮ่องเต้ บ้านของข้าห่างจากกำแพงค่ายทหารสักสองลี้ได้กระมัง” เสียงเอ็ดอึงดังขึ้นรายรอบ พลทหารบางคนถึงกับเข่าทรุด แต่ดูเหมือนคุณชายตระกูลหยูยังคงไม่สลด คงคิดว่านางพูดปดเล่นลิ้น

“องค์หญิง ได้โปรด...” แม่ทัพหยูรั้งน้องชายเอาสุดความสามารถ เสวี่ยหนี่ซัดพลังเข้าใส่คนใจร้อนจนกระอักเลือดอุ่นร้อนออกมา หยูเจียนนอนแน่นิ่งไปกับพื้น ผู้เป็นพี่ร้องฟูมฟายราวกับน้องชายตายลงตรงหน้า นางมองภาพด้วยความระอาก่อนจะตวาดออกมาอย่างรำคาญ

“เห็นได้ชัดว่ากฎระเบียบในค่ายทหารหละหลวมไร้สาระ ตอนท่านเว่ยหมินและท่านเหยี่ยนอยู่คงจะยิ่งกว่าหนูกลัวแมว แล้วอย่างไร! พอท่านผู้เฒ่าทั้งสองล่วงลับไป พวกเจ้าถึงกับอาจหาญละเว้นกฎที่มีค่าเท่ากับรับสั่งขององค์จักรพรรดิ!” ประชากรในค่ายร่วมสามหมื่นนายไม่มีผู้ใดเปล่งเสียงออกมาแม้แต่น้อย ได้แต่ยืนสังเกตการณ์อยู่รอบนอก พวกเขาเองก็อยากเห็นจุดจบของพี่น้องตระกูลหยูเหมือนกัน

“ข้าไม่ได้มาในฐานะองค์หญิง แต่มาเป็นรองแม่ทัพ บ้านเมืองมีกฎฉันใด กฎของกองทัพย่อมรุนแรงกว่าหลายเท่า”

หยูเจียนถูกพี่ชายหิ้วปีกขึ้นมาจากพื้น แววตาของทั้งสองฉายแววเคียดแค้นอย่างชัดเจน ในขณะที่เหล่าทหารยังคงนิ่งงันอยู่กับที่ สองพี่น้องผู้รักตัวกลัวตายถึงกลับวิ่งหนีสตรีร่างบางในคราบรองแม่ทัพหมายจะออกไปจากค่ายทหาร

“องค์...เอ่อ...ท่านรองแม่ทัพ พวกเขาคิดหนีทหารขอรับ จะให้กระหม่อมจัดการส่งตัวไปยังคุกหลวงข้อหากบฏหรือไม่” ร่างโปร่งแผ่ไอสังหารออกมาตลบอบอวน ก่อนสั่งการด้วยน้ำเสียงตะคอกดัง

“ลากมันสองพี่น้องไปตัดหัวแล้วเสียบไว้หน้าค่ายทหาร! จำไว้เป็นเครื่องเตือนใจ หากมีใครไม่เคารพคำสั่งบัญญัติแห่งองค์จักรพรรดิ ข้าจะส่งหัวของผู้นั้นไปเสียบประจารไว้หน้าค่าย!” เสวี่ยหนี่ส่งสายตาเย็นเยียบให้บุรุษชะตาขาด นางเคยใจอ่อนและไม่เห็นด้วยกับกฎทหาร หากแม่ทัพโอวหยางเฉียนกลับตอกหน้านางกลับมาทำให้ต้องจดจำถ้อยคำไปจนวันตาย

‘เรื่องซับซ้อนของกฎในค่ายทหารเป็นเช่นนี้ ท่านคงไม่คิดจะสั่งลงโทษโง่ๆ โดยการคัดตำรากระมัง!’

การถูกหลอกด่าครั้งแรกในชีวิต ทำให้นางพยายามทำความเข้าใจกับกฎเกณฑ์มากขึ้น กฎที่ฮ่องเต้ประทานให้แม่ทัพนายกองนำมารักษาความสงบในค่ายทหาร ไม่อาจฝ่าฝืนหรือปฏิบัติขัดต่อกฎมิเช่นนั้นถือเป็นการหมิ่นเบื้องสูง โทษประหาร...

เสวี่ยหนี่ถอนหายใจ นางตั้งตนเป็นปรปักษ์กับเสนาบดีกรมคลังเป็นที่เรียบร้อย พรุ่งนี้ข่าวการสั่งประหารสองพี่น้องตระกูลหยูคงดังกระฉ่อนไปทั่วเมืองหลวง หากเสด็จพ่อต้องการหาช่องทางปลดขุนนางผู้นี้นางจะสนับสนุนโดยเร็วขอเพียงมันยอมเผยเขี้ยวเล็บออกมาจากที่ซ่อนเสียก่อนเถิด

แปะ แปะ แปะ

เสียงปรบมือสามครั้งดังอยู่ไม่ไกล ต้นเสียงดังมาจากกระโจมข้างเคียง นางสั่งให้เหล่าทหารกลับไปกินข้าวเช้าต่อ อีกครึ่งก้านธูปกลับมาตั้งแถวเตรียมฝึกซ้อม องค์หญิงแม่ทัพสาวเท้าไปยังกระโจมหากบุรุษผู้หนึ่งกลับเปิดม่านแสดงตนเสียก่อน

โอวหยางเฉียน...อาจารย์ผู้น่าตายของนาง!

“คำนับองค์หญิง นึกสนุกอย่างไรถึงนำชุดทหารมาสวมเล่น” องค์หญิงในคราบแม่ทัพอำมหิตไม่สนใจร่างสูงก่อนแหวกกระโจมเข้าไป ด้านในยังบรรจุบุรุษเอาไว้อีกสี่คน แม่ทัพโอวหยางจาว แม่ทัพซือหม่าเซียง แม่ทัพจางเหลียง แม้แต่เจ้าสำนักจิ้งจอกเหินหูเจียเหยียนยังมาปรากฏกายที่นี่

“ศิษย์ขอคารวะท่านอาจารย์ทั้งสี่ อย่าบอกว่าเสด็จอาส่งพวกท่านทั้งหมดมาช่วยปกป้องชายแดนแคว้นหง” หากเป็นเช่นนี้แคว้นหวงก็ไม่ปลอดภัยน่ะสิ เล่นยกโขยงมากันครบทุกคนเช่นนี้ ร่างบางสรรพยอกทั้งสี่แต่ยังคงคุกเข่าคารวะด้วยความเคารพ

“ผิดแล้ว เจ้าโอวหยางเฉียนต่างหากที่จะมาช่วยคุ้มครองฝ่าบาท พวกข้าได้รับมอบหมายให้ไปประจำการณ์อยู่ชายแดน ก่อนจะไปจึงแวะมาสังเกตการณ์ที่นี่เล็กน้อย” แม้ทุกคนจะสวมชุดสีน้ำตาลธรรมดาไม่ต่างจากพลทหารของที่นี่ หากรัศมีความเป็นผู้นำของทั้งห้าท่าน ทำให้นางสามารถแยกพวกเขาออกจากทหารธรรมดาได้อย่างง่ายดาย

“เกิดเหตุอะไรขึ้น เหตุใดพวกท่านถึงต้องไปประจำการที่ชายแดน” ทั้งสามมองหน้ากันก่อนพยักพเยิดให้จางเหลียงเป็นคนตอบ คนพูดน้อยลอบถอนหายใจก่อนยอมไขข้อของใจแก่องค์หญิงน้อยของพวกเขา

“แคว้นสุ่ย แคว้นเซียน และชนเผ่าที่ขึ้นกับทั้งสองแคว้น เริ่มรุกรานชายแดนแคว้นหวง คาดว่าพวกมันคงคิดร่วมมือกันกำจัดพวกเราทั้งสองแคว้น” ร่างบางถอนหายใจ บ้านเมืองของนางไม่สงบสุขอีกต่อไป นางคงต้องฝึกฝนทหารให้เก่งกาจดานการต่อสู้มากขึ้น ไม่รู้ว่าทางชายแดนจะต้านเอาไว้ได้นานเท่าใด

“เช่นนั้นพวกท่านโปรดรักษาตัวด้วย...อย่าลืมสังหารพวกรุกรานให้สิ้น!”

“พวกเจ้า ไม่ชื่นชมรองแม่ทัพคนใหม่หน่อยหรือ นางสั่งตัดหัวไปตั้งสองคนแน่ะ” โอวหยางเฉียนเอ่ยขึ้นทำลายบรรยากาศตึงเครียดไปหมดสิ้น

“ท่านเก่งขึ้นมากองค์หญิง ตอนนี้เมืองหลวงอยู่ภายใต้การพิทักษ์ของท่านพวกเราวางใจถึงเจ็ดส่วน” แม่ทัพซือหม่าเซียงเอ่ยขึ้นจากใจจริง หากผู้ถูกยกยอปอปั้นกลับมุ่ยหน้า

“แล้วอีกสามส่วนเล่าท่านอาจารย์” ร่างสูงจ้องเข้าไปในดวงตากลมโตด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“ระวังคน ถึงจะมีเพียงสามส่วน แต่ก็สามารถโค่นล้มท่านได้ ในการศึกสงครามล้วนมีคนรักตัวกลัวตาย” นางพยักหน้ารับ เหล่ากบฏมักแซกซึมอยู่ทั่วไปและเป้าหมายก็คือการบ่อนทำลาย

“ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ช่วยชี้แนะ ข้าต้องออกไปฝึกทหารก่อน” ร่างบางมุดออกมาจากกระโจม เหล่าทหารน้อยใหญ่จึงเริ่มเคลื่อนกายเข้ามาเรียงแถว

“อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าแคว้นของเรากำลังมีภัยข้าศึกมาประชิดชายแดน ทั้งยังยึดเมืองของเราไปแล้วมากมาย เด็ก สตรี ถูกสังหารถูกข่มเหง และสงครามก็ใกล้เข้ามามากขึ้นทุกที... เหล่าทหารด้านนอกลำบาก นอนหลับไม่เต็มตา หิวกระหายอาหารที่พวกเจ้าเหยียดหยาม ข้ารองแม่ทัพหยางเสวี่ยหนี่จะไม่ยอมให้กองกำลังของพวกเราอ่อนแอ!” นางวาดสายตามองเพื่อปลุกขวัญเหล่าทหาร อย่างที่ได้ร่ำเรียนมา

“ถึงข้าจะกุมทหารไว้แค่สามหมื่น แต่ทหารที่อยู่ในค่ายทุกคนต้องเข้ามาร่วมฝึกฝน จำเอาไว้ หากศึกล่วงล้ำเข้ามาถึงเมืองหลวง ครอบครัวของพวกเจ้าจะเป็นฝ่ายเดือดร้อน บ้านเมืองล่มสลายคนที่พวกเจ้ารักก็จะหายไปด้วยเช่นกัน” หลี่เฉินชุนเข้าเมืองมาอีกครั้งด้วยข้ออ้างแก่นายทหารหน้าประตูเมืองเหมือนเคย คือเข้าเฝ้าฮองเฮา แต่เจ้าเท้าไม่รักดีก็พากายของเขามายังค่ายทหาร ดวงตาคมลอบมองหญิงสาวอย่างตกตะลึง ยามร่างบางสวมชุดเกราะ รัศมีผู้นำของนางสร้างความกดดันให้กับผู้พบเห็นอยู่ไม่น้อย ด้วยความสูงศักดิ์และฐานะสูงส่ง สตรีผู้นี้ยิ่งสง่างามมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว

“เหตุใดถึงไม่เข้าไปกับพวกเรา” ซือหม่าเซียงทักบุรุษที่มัวแต่ทำลับๆ ล่อๆ ทั้งที่ตอนมาก็ควบม้ามาด้วยกัน ริทำตัวเยี่ยงสุนัขแหงนมองพระจันทร์

“ข้า...อยู่ตรงนี่เหมาะสมกว่า” เขาเตรียมชักเท้าก้าวหนีหากโอวหยางเฉียนเข้ามาจับใหล่หนาเอาไว้

“ดูเจ้าสองหัวเลือดหยดย้อยนั่นสิ ฝีมือท่านรองแม่ทัพหยางเชียวนะนางเก่งขึ้นมากเลยทีเดียว” ร่างสูงมองศีรษะที่ถูกเสียบประจานไว้หน้าค่ายด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนพยักหน้าให้โอวหยางเฉียนอย่างจำใจ

“มือของนางไม่ควรจะเปื้อนเลือด” หลี่เฉินชุนถอนหายใจ เขาไม่เห็นจะยินดีกับภาพสยดสยองเช่นนี้

“เจ้าก็เห็นว่านางดูสง่ากว่าตอนเป็นหญิงงามในห้องหอตั้งหลายส่วน นางเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เหมือนเจ้าที่เกิดมาเพื่อนาง ใจอ่อนเสียทีเถิดหลี่เฉินชุน ชีวิตคนเราไม่ได้ยาวนานหลายร้อยปีแต่มันสั้นมาก เจ้าไม่กลัวจะแก่เกินไปกว่านี้แล้วหรือ เจ้าอายุสามสิบสี่ปีแล้วนะ หรือว่ากลัวว่าแต่งกันไปแล้วจะตายหนีนางไปเสียก่อน โอ๊ย!” โอวหยางเฉียนร้องตะโกนออกมาเสียงดัง มือลูบบ่าของตนป้อยๆ พร้อมส่งสายตาอาฆาตแค้นให้เจ้าจางเหลียง

“จะไปออกรบมาพูดเรื่องเป็นตาย เจ้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเสียมิฉะนั้นข้าจะรายงานเรื่องของเจ้าให้โอว หยางฮูหยินทราบ นางจะได้หอบลูกหนีเจ้าไปซะ” โอวหยางเฉียนค้อนเพื่อนก่อนจะเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เจ้านี่ชอบนำจุดบอบบางของเขามาล้อเล่น ดีนะที่แคว้นหวงกับแคว้นหงไม่ไกลกันนัก มิฉะนั้นคงอกแตกตายเพราะคิดถึงภรรยาที่บ้านเป็นแน่

หลี่เฉินชุนเร้นกายออกมา ตอนนี้เขาทำตัวราวกับบุรุษแรกรุ่นที่ริอ่านมีความรัก ทุกวันต้องหาเรื่องเข้าวังมาเพื่อพบร่างบางให้ได้ แต่หลังจากนี้เขาต้องเดินทางนำขบวนสินค้ากลับหมู่บ้านแล้ว คงอีกสักระยะถึงจะแอบมาหานางได้อีกครั้ง

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย champacat
ติดตามตอนต่อไป
เมื่อ 9 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว