หลงฮวา ดอกไม้มังกร (龍花) ผ่านการพิจารณากับสนพ.ปริ๊นเซส-บทที่36: นี่เรียกว่างมงายอย่างเห็นแก่อนาคต (1)(แก้ไข2) 100%

โดย  จินตธารา/รายาเสน่ห์จันทร์/ศรรกรา/ดาฬ

หลงฮวา ดอกไม้มังกร (龍花) ผ่านการพิจารณากับสนพ.ปริ๊นเซส

บทที่36: นี่เรียกว่างมงายอย่างเห็นแก่อนาคต (1)(แก้ไข2) 100%

(ต๋าน่าหลันซือซือ/ไป๋เฟินเสียนเฟย: จับตามองกันนัก หม่อมฉันนั่งสวยๆ ให้ดู ก็เป็นเพคะ)

บทที่36:นี่เรียกว่างมงายอย่างเห็นแก่อนาคต (1)(แก้ไข2) 100%

เบื้องหน้าภาพพระราชทานฝีพระหัตถ์เฉียงหลงหวงตี้เผิงซู่มักจะเกิดกิริยาขนลุกเกรียวโดยไร้ที่มา สายตาจึงสะท้อนแววยำเกรงสัตว์เทพที่เผยกระดูกสันหลังอย่างโอหังกลางทิวหมอก นางมีหน้าที่ดูแลความสะอาด ก็ต้องทำงานตามลำพัง ทว่าประจันหน้าภาพวาดขุนเขามังกรคราวไหน เผิงกงปี้ให้ครั่นคร้ามกลิ่นอายอภินิหารกางคุ้มสถานที่ บางทีนางอาจรู้ว่าในใจซ่อนมลทินอยู่ เลยเป็นเหตุเกรงขามอำนาจลี้ลับขึ้นมา

พอปัดกวาดและถูเช็ดเครื่องเรือนแล้ว เผิงซู่ก็ทำตามคำสั่งไป๋เฟินเสียนเฟยอย่างเคร่งครัด ต้นยามอู่(11.00-13.00)ค่อยออกไปยกอาหารเจ้านายสามชุดที่ครัว นางกล่าวกับผู้สงสัยด้วยสีหน้าเรียบเฉย ว่าไป๋เฟินเสียนเฟยพร้อมหวังจื่อทั้งสอง อาศัยวันหยุดเพิ่มพูนความรู้จากตำรา ดังนั้นย่อมไม่มีใครนำพรรคพวกพูดเพ้อเจ้อ พวกเขากลัวผลลัพธ์ที่อดีตชงอี๋กับชงหรงก่อเหตุคุณไสยใส่ไคล้คน

เสียนเฟยชาวหรวนตี้พิสูจน์ความสามารถเป็นที่ประจักษ์แล้ว นางมิใช่ดรุณีแรกรุ่นคนเก่า พวกเขาจะดูแคลนสติปัญญานางอยู่ได้หรือ ไม่เกรงคอหลุดจากบ่า ก็ควรห่วงใยสวัสดิภาพครอบครัวบ้าง

เผิงซู่ทยอยยกถาดอาหารมาจนครบสามชุด แล้วนั่งคอยอยู่ราวหนึ่งเค่อ(15 นาที) นางค่อยลงมือกิน ท้องน้อยๆ แน่นตึงขนาดไหน หญิงสาวก็ยัดเยียดให้เหลือนิดหน่อย พอไม่เป็นที่สงสัย จากนั้นจึงยกถาดอาหารคืนส่วนครัว ขณะเดียวกันน่าหลันซือซือกรีดร้องเงียบๆ เสียพอใจ บังเอิญย่องเบากลับห้องตำราพร้อมสองเปากับชีรัน

ทุกคนสวมชุดปลอมสถานะ ถ้ามีสายตานอกพบเข้าคงส่งผลร้ายกว่าดี และสวนทางกับเผิงซู่ที่ยกถาดเปล่าหนึ่งชุดออกไปพอดี เกรงที่อีกฝ่ายเดินเทียวไปมาสามหน อาจแฝงเจตนาย่อยอาหารที่อัดตัวเต็มกระเพาะ น่าเห็นใจมาก!

น่าหลันซือซือกลั้นยิ้มไม่อยู่ ขณะคอยเผิงกงปี้ย้อนกลับมา ชีรันก็อาศัยฉากประดับห้องตำรา ผลัดชุดให้ซาลาเปาฝาแฝด ดังนั้นพอเผิงซู่ปิดประตู แล้วหันมาเจอคุณชายหน้าตางดงามเข้า สีหน้านางย่อมสะดุ้งตื่น แต่เมื่อตั้งสติพิจารณา หญิงสาวค่อยพบดวงตาสีอำพันคู่คุ้นเคย จึงยอบกายถวายพระพร ประเหมาะที่สองเปากลับสภาพสู่หวังจื่อในเฉียงหลงหวงตี้ น่าหลันซือซือเลยส่งตัวพวกเขาให้เผิงกงปี้ดูแล

“พาเสี่ยวเปาไปชำระกายที่ห้อง ถ้าทั้งสองคนอ่อนเพลียก็ให้พักผ่อน ยามโหย่ว(17.00-19.00)ค่อยปลุกมารับประทานอาหารเย็นด้วยกัน”

เผิงซู่รับคำสั่งด้วยท่าทางปลอดโปร่งใจ นางกำลังจะเอ่ยนำทางซาลาเปาแฝด พวกเขากลับชิงพุ่งตัวไปชะอ้อนเหนียงก่อน

“เมี่ยนเปาไม่เหนื่อยขอรับ อาบน้ำเสร็จแล้ว ขอเข้าครัวกับเหนียงได้หรือไม่ขอรับ”

น่าหลันซือซือจิ้มแก้มยุ้ยๆ ของเขา

“ปรุงไม่เสร็จ เหนียงไม่ให้หยิบกินเล่นนะ”

เด็กชายรีบส่ายหัวแก้ไข

“เมี่ยนเปาไม่ได้หยิบกินเล่นขอรับ เพียงชิมรสชาติว่าเป็นอย่างไร ขาดหวาน เหนียงจะได้เติมมี่ถาง ขาดเค็ม เหนียงจะได้เพิ่มเหยียน(เกลือ)ขอรับ”

อา...ซาลาเปาลูกนี้เอ่ยเรื่องของกิน มักมีเหตุผลเข้าท่า!

“จ้ะ ชิมก็ชิม ถ้าไม่เหนื่อย ก็ไปหาเหนียงที่ครัวยามเซิน(15.00-17.00)แล้วกัน”

“ขอรับ”

คราวนี้ทั้งสองคนประสานเสียงตอบ นางจึงรวบบุตรชายมากอดรัดเอ็นดู ก่อนปล่อยพวกเขาไปกับเผิงซู่ พอเหลือแค่น่าหลันซือซือกับชีรัน ทั้งคู่ก็รีบเปลี่ยนชุด แล้วใช้ผ้าชุบน้ำยาเช็ดผงสีตามตำรา

เมื่อสองนายบ่าวก้าวพ้นธรณีประตูออกมา กลับปรากฏกงกงน้อยหน้าตาเลิ่กลั่กผู้หนึ่ง พุ่งตรงเข้าหาพวกนาง ใบหน้าอ่อนเยาว์เห็นได้ชัดว่าเปี่ยมยินดีที่เจอไป๋เฟินเสียนเฟยนอกห้อง เพราะวันนี้สีหน้าเผิงเจี่ยเจียแลดุเกินธรรมดา เลยไม่มีใครกล้ากรายใกล้บริเวณต้องห้าม

“ทูลไป๋เฟินเสียนเฟย เจ๋อกงกงจากเทียนหลงกงได้นำขบวนของพระราชทานมาถึงไป๋ฮวากงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

น่าหลันซือซือสบตากับชีรัน แล้วยิ้มสั่งขันทีน้อย

“เจ้าล่วงหน้าไปเชิญเจ๋อกงกงนั่งพักในโถงก่อน อำนวยความสะดวกเขาให้ดีที่สุด ส่วนข้ากับชีกงปี้จะตามไปสมทบไม่ช้า”

กงกงน้อยค้อมกายรับ

“พ่ะย่ะค่ะไป๋เฟินเสียนเฟย”

แล้วเขาจึงถอยเท้า หมุนตัวจากไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเมื่อพวกนางมาถึงโถงพระตำหนัก ก็พบเจ๋อจิวซิ่งนั่งคอยพร้อมขบวนคน เป็นขันทีที่รูปร่างแข็งแรงยืนสำรวมประจำสี่มุมหีบ

“ถวายพระพรไป๋เฟยเสียนเฟยพ่ะย่ะค่ะ”

ทุกคนประสานมือ โค้งกายกล่าวในจังหวะเดียวกัน แล้วค่อยมีแต่เจ๋อกงกงเอ่ยกับนาง

“เฉียงหลงหวงตี้มีพระบัญชา ให้กระหม่อมนำหีบพระราชทานมาไป๋ฮวากง ทั้งตรัสกำชับว่า นี่คือของกำนัลเนื่องในเทศกาลกั้วเหนียน ที่ไป๋เฟินเสียนเฟยทรงจับสลากพระนามหวงช่างพ่ะย่ะค่ะ”

ฟังเหตุผลแล้ว โฉมสะคราญเกือบสูญกิริยานุ่มนวล ทำไมตัวคนเพิ่งจาก ของที่ติดค้างก็ส่งมาทันควัน เห็นทีพวกนางควรลองประกอบพิธีปัดรังควานบ้าง!

ระหว่างน่าหลันซือซือยิ้มแย้มกล่าว ชีรันก็ส่งมอบสินน้ำใจให้เจ๋อกงกง

“ทางไป๋ฮวากงรบกวนเจ๋อกงกงให้ลำบากกายอีกแล้ว”

แล้วชีกงปี้ยังแจกจ่ายแผ่นทองคำแก่ขันทีที่หิ้วหอบหีบ ใบหน้าทั้งสี่จึงเบิกบานเป็นอันมาก เจ๋อกงกงเห็นดังนั้น ย่อมเสนอแรงงานทดแทน

“ไป๋เฟินเสียนเฟยจะโปรดให้พวกกระหม่อมยกไปวางที่ใดดีพ่ะย่ะค่ะ”

ดวงตาสีอำพันเลยกระตุกเคืองเล็กน้อย ขณะเรียวปากคลี่ยิ้มหวานอยู่

“ขอบคุณน้ำใจกว้างขวางของเจ๋อกงกง แต่เรื่องขนย้ายระยะใกล้ให้เป็นหน้าที่ไป๋ฮวากงบ้าง อ้อ...เมื่อเย็นวาน ข้าลองทำของหวานเก็บไว้จำนวนหนึ่ง เจ๋อกงกงรับไปติชมสักชุดเถิด”

ไม่รอให้อีกฝ่ายปฏิเสธอย่างเกรงใจ น่าหลันซือซือก็ชิงสั่งคนสนิท

“อารัน รบกวนเจ้าจัดการให้เรียบร้อยด้วย”

สาวน้อยค่อยยอบกายรับ

“เพคะเหนียงเหนียง”

พอชีรันไปกำกับคนในครัว เจ้าของพระตำหนักดอกไม้ขาวถึงสบทางเชิญเจ๋อจิวซิ่งสนทนา น่าหลันซือซือแน่แท้ว่าแฝงใจจับผิดอยู่ ดวงหน้าพิลาสย่อมอ่อนโยนพาผู้คนอ่อนระทวย

“ข้าทราบว่าวันหยุดช่วงนี้ของทุกปี ตั้งแต่รัชศกหมิงหลงปีที่หนึ่งเป็นต้นมา ชาวเมือง ขุนนางและทหารล้วนมีโอกาสพักผ่อนพร้อมครอบครัว ทว่าหวงช่างกลับทรงขยันขันแข็ง มักเสียสละเวลาอย่างลืมเหนื่อยยากเพื่อชาติบ้านเมือง นี่ก็ปลายยามเว่ย(13.00-15.00)แล้ว ไม่ทราบว่าเสวยพระกระยาหารกลางวันตรงเวลาดีหรือไม่”

เจ๋อกงกงได้ยินเนื้อหาเกี่ยวพันพระพลานามัยโอรสสวรรค์ ก็สีหน้าแช่มชื่น

“ทูลไป๋เฟินเสียนเฟย เมื่อหวงช่างทรงทราบความห่วงใยนี้ ต้องทรงปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก หากยามซวี(19.00-21.00) ไป๋เฟินเสียนเฟยยังเสด็จมาถวายเครื่องหวานที่เทียนหลงกง แล้วทูลเตือนหวงช่างให้ทรงถนอมพระวรกายพักผ่อนบ้าง คงสำเร็จผลเป็นแม่นมั่นพ่ะย่ะค่ะ”

โดนโต้ตอบมาทางนี้ คนงามอยากตบปากตัวเองสักฉาด นางแค่ลองเชิงเจ๋อกงกง ว่าเขารู้เห็นที่หวงช่างแอบหนีเที่ยวหรือไม่ กลับโดนผู้ชราสอนบทคนไม้ใจหิน(คนที่เผชิญหน้ากับการหลอกล่อทุกอย่างได้ โดยไม่หวั่นไหว)เข้าได้ หญิงสาวจึงปั้นยิ้ม ทั้งที่น้ำตาเจิ่งนอง

“หวงช่างมีพระบัญชาหรือ...”

เจ๋อจิวซิ่งยิ้มแย้มตอบ

“วันนี้หวงช่างไม่มีพระบัญชาเกี่ยวกับเครื่องหวานใดพ่ะย่ะค่ะ ล้วนเป็นความคิดเห็นกระหม่อมเอง”

ก่อนเขาจะขมวดคิ้ว

“กระหม่อมทำให้ไป๋เฟินเสียนเฟยลำบากพระทัยแล้ว ขอประทานอภัยโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมนับวันยิ่งชราภาพ ความคิดอ่านไม่แจ่มใสเท่าวัยหนุ่ม ไป๋เฟินเสียนเฟยโปรดอย่าถือสากระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”

น่าหลันซือซือลบรอยยิ้ม กลายเป็นตระหนก เมื่อกงกงคนสนิทจักรพรรดิลุกขึ้นยืนประสานมือ แล้วค้อมหลังให้นางอย่างสำนึกผิด ถึงในใจหญิงงามจะลอบค้อนใส่เจ๋อจิวซิ่ง ถือว่าเขาคู่ควรตำแหน่งพระอภิบาลหวงช่างแต่เยาว์วัยนัก!

“เจ๋อกงกงนั่งให้สบายใจเถิด ถ้าแค่เสนอความคิดเห็นขึ้นมา กลายเป็นเรื่องที่ลงอาญาคนได้ คงจะปราศจากหวงช่างผู้ทรงปรีชาญาณ สดับคำทัดทานของจงเฉินให้ทวยราษฎร์สุขเกษมแล้ว”

แววตาเจ๋อจิวซิ่งฉายประกายชื่นชม คราวต้องรับพระบัญชาพบสตรีฝ่ายในกงใด เขามักไม่สำคัญตนที่ฐานะผู้ใกล้ชิดจักรพรรดิ แม้พวกนางเจรจายื่นสินน้ำใจทุกประเภท เจ๋อกงกงจะเถรตรงเพียงระเบียบปฏิบัติ ทว่าหลังผ่านคืนตัดปีที่เล่นจับสลากในไป๋ฮวากง ขันทีเฒ่าก็สนทนาอย่างผิดวิสัยกับต๋าน่าหลันซือซือ

“ทูลไป๋เฟินเสียนเฟย กระหม่อมเปรียบไปคล้ายเปลวไฟใกล้มอด อาจอยู่ชมพระบารมีหวงช่างไม่ได้รอดฝั่ง ทำให้ติดบ่วงกลัดกลุ้มประการหนึ่ง หวงช่างมักทรงงานอย่างละเลยพระวรกาย ตรากตรำทำราชกิจสำคัญเช้าจรดค่ำ พระอารมณ์ตึงเครียดเป็นนิจ บ่าวชราเช่นกระหม่อม นานปีปฏิบัติสำเร็จแค่เฝ้าห่วงใย แต่ยามไป๋เฟินเสียนเฟย จิ่นติ้งหวังและจิ่นลี่หวังกลับคืนไป๋ฮวากง หวงช่างทรงมีพระอารมณ์แจ่มใสขึ้น แม้หักโหมทรงงานมืดค่ำ ก็ไม่เคร่งเครียดเท่าเดิม เวลาเข้าบรรทมยังบรรทมสนิทดี กระหม่อมจึงซาบซึ้งน้ำพระทัยไป๋เฟินเสียนเฟยยิ่งพ่ะย่ะค่ะ”

ผิวเผินเหมือนจะประเสริฐดี แต่เจ๋อกงกงช่วยหยุดทบทวน ท่านเข้าใจอะไรเบี่ยงเบนมากไปหรือไม่ พวกนางสามคนแม่ลูก หาใช่วัตถุมีชีวิตให้พญามังกรลับเล็บคลายเครียดหรอกนะ!

สาวงามประคองยิ้มหวานชื่น แต่กลางอกดั่งถูกคมปากกรีดทำร้าย

“เจ๋อกงกงจงรักภักดีเป็นเอก คำกล่าวที่ว่าแคว้นจิ้นเพียบพร้อมบุคลากรชั้นเลิศ นับว่าจริงแท้”

แต่น่าหลันซือซือยังเข่นเขี้ยวคิด หรือนี่คือวิธีแก้แค้นที่เฉียงหมินหลงปล้นของขวัญเขาไป เลยนำคำพูดไร้ฝีตะเข็บมาเหน็บแนมนาง ทำเอาคนเจ็บปวดขั้วใจนัก!

ทั้งสองคนเปลี่ยนหัวข้อสนทนาสัพเพเหระครู่หนึ่ง ชีรันค่อยหิ้วปิ่นโตใส่ขนมหวานมาหนึ่งเถา ระยะหลังเจ๋อจิวซิ่งฟังชื่อเสียงทางนี้ของไป๋เฟินเสียนเฟยอย่างใกล้ชิด เมื่อลุกขึ้นค้อมกายขอบคุณ นัยน์ตาย่อมแวววาวอยู่บ้าง

แต่ช่วงถัดมาที่คะนึงถึงจักรพรรดิมังกรท่านนั้น การงุบงิบกินปิ่นโตเถาที่ว่า อาจนำมาซึ่งภัยพิบัติสำหรับเขา พอมหาขันทียืดกายตรง เงาหมองจึงปรากฏชัด ขั้นแรกน่าหลันซือซือไม่เข้าใจสาเหตุ จนสัญชาตญาณสั่นกระดิ่งเตือน นางค่อยหายคับแค้นที่ถูกถ้อยคำเล่นงานไปหมาดๆ

ก่อนเจ๋อจิ่วซิ่งจะนำขบวนขันทีออกจากไป๋ฮวากง เขายังมอบของขวัญที่ติดค้างกับชีรัน จึงไม่เพียงสาวน้อยคนสนิทยืนถือกล่องของขวัญในมือ ก็มีน่าหลันซือซือเพ่งตาจ้องหีบพระราชทาน ยามนางเปลี่ยนไปมองผีกงกงตนหนึ่ง อีกฝ่ายค่อยกุมสองมือรายงาน

‘ทูลไป๋เฟินเสียนเฟย หีบใบนี้ เฉียงหลงหวงตี้ทรงเตรียมไว้ก่อนเกิดคดีคุณไสย เสียดายส่วนรายละเอียด พวกกระหม่อมไม่ทราบแน่ชัดพ่ะย่ะค่ะ’

เขาถึงขั้นเตรียมหีบเอาไว้ล่วงหน้าคดีคุณไสย!

โฉมสะคราญสั่นยะเยือกทันใด นัยน์ตาสีอำพันตวัดจ้องหีบอย่างระแวง ที่แท้ข้างในกำลังขังอันตรายชนิดไหนอยู่แน่!

เพราะต้องพิจารณาโดยรอบคอบ น่าหลันซือซือถึงตัดสินใจเปลี่ยนสถานที่เปิด

“อารัน เรียกคนมายกหีบพระราชทานที”

“เพคะเหนียงเหนียง”

จนกว่าข้ารับใช้ออกจากห้องนอนนางไปหมดแล้ว น่าหลันซือซือค่อยวนเวียนรอบหีบ กิริยานางแทบจะส่องลายเส้นไม้อยู่รอมร่อ จึงดูขบขันพอควร แต่ชีรันชักช่ำชองพระอุปนิสัยเฉียงหวงตี้ ย่อมไม่กล้าแม้แต่คิดหัวเราะ

“อารัน...นี่...นี่เหมือนหีบใบนั้นของข้าไหม”

เด็กสาวอยากโพล่งตอบว่า เป็นหีบใบเดียวกันอย่างแน่นอนเพคะ กลับได้แต่ยืนอ้ำอึ้ง น่าหลันซือซือหยุดเท้า ขมวดหัวคิ้ว แล้วเอียงคอมองข้างหีบ

“ลักษณะโดยทั่วไปอาจมีกลาดเกลื่อน แต่กระทั่งตำหนิก็ปรากฏจุดเดียวกัน...”

หีบใบนี้ชักจะพิลึกเกินไปแล้ว!

เสียนเฟยคนงามแตะนิ้วลูบมุมหนึ่ง ก่อนกระตุกหนีราวกับเป็นรูรั่วของสารพิษ สังหรณ์ร้ายกำลังหวีดร้อง ขณะนางย้ำสำรวจโดยละเอียด นี่คือหีบพระราชทานที่ส่งตรงจากมังกรร้าย คนจะชะล่าใจได้หรือ!

“เหมือน...เหมือนไปหมดเลย!”

อารมณ์หวาดผวาเข้มข้นขั้นนี้แล้ว ความกล้าหาญก็ถูกกระตุ้นตื่นไปถ่วงดุล น่าหลันซือซือที่เปี่ยมพลังชั่ววูบเลยกระโจนเข้าเปิดฝาหีบ ครั้นเผชิญหน้าตำรากองใหญ่ นางยังไม่วายกวาดตาให้ปลอดภัย สุดท้ายค่อยลดเกราะป้องกัน ตำรา...มีแต่ตำรา...ตำราหลายๆ เล่มเลย ไม่คาดระวังตัวตั้งนาน กลายเป็นซือคง(ตำแหน่งโยธาธิการจีน ในสมัยโบราณ)ดูงานประจำเสียนี่!

โอรสสวรรค์ผู้นั้น กลั่นแกล้งจนนางเสียสุขภาพจิตแล้ว!

น่าหลันซือซือหยิบเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดดู เพียงหน้าเดียว สองมือก็ตบเล่มปิดฉับพลัน ลูกตาเบิกกว้างตวัดหาชีรัน พอเจอสีหน้างุนงงจากเด็กสาว นางค่อยเริ่มสำรวมกิริยา วางตำราเล่มนั้นและปิดฝาหีบอย่างสงบ

ของพระราชทาน ท่องเข้าไว้ของพระราชทาน!

ความหมายคือไม่อาจทำลายล้างตามใจชอบ!

ชีรันรับรู้สัญญาณไม่ปกติด้วย นางย่อมกระซิบถาม

“มีสิ่งใดผิดพลาดหรือเพคะ”

น่าหลันซือซือหัวเราะ แต่แววตาปั่นป่วน ใครดูก็รู้ว่าฝืนกล้ำกลืนบางอย่างอยู่

“เป็นหีบหนังสือบุกเบิกปัญหา...อ่าปัญญาทั้งนั้น อารันช่วยเข็นเข้าไปเก็บใต้เตียงหน่อย”

นางกำลังทำคล้ายแค่ใช้มือเปิดพรม ปัดกวาดหีบทั้งใบเข้าข้างใต้ แล้วมันก็ล่องหนหายไปได้

ด้วยเรี่ยงแรงของชีรัน แป๊บเดียวจึงเรียบร้อยดี จากนั้นสองนายบ่าวค่อยเข้าครัว เผิงซู่พาซาลาเปาแฝดตามหลังมา ขณะปรุงรสชาติแป้ง น่าหลันซือซือที่สติล่องลอยห่างตัวอยู่ เกือบคว่ำเกลือทะเลหมดกระปุก โชคดีที่ได้เมี่ยนเปาช่วยหยุดมือ นางเลยเสียเวลารวบรวมสมาธิเป็นครู่

เมื่อนั่งประจำที่ สองเปาเย็นนี้ปฏิกิริยาคึกคักมาก เปี่ยมแววตาอยากคุยเรื่องบรรยากาศนอกวังหลวง น่าหลันซือซือจึงโบกมือไล่คนออกไป ให้แต่ชีรันและเผิงซู่คอยรับคำสั่ง พวกเขาก็สลับกันซักไซ้เกี่ยวกับวิถีชาวบ้าน นางย่อมเต็มใจอธิบาย ทว่าครั้นชักชวนถึงหนหน้า

“หากเหนียงหาโอกาสได้ เสี่ยวเปาจะออกไปอีกไหม”

ใบหน้าพวกเขาแจ่มใส แต่มีรอยมุ่นหัวคิ้ว เมี่ยนเปาหยุดตะเกียบที่พุ้ยข้าวเข้าปาก เปาจื่อยังจ้องตานาง ท่าทีเคร่งขรึมเกินปกติ

“ย่อมต้องอยากไปขอรับ แต่เหนียงควรเปลี่ยนรูปใหม่ด้วยขอรับ”

นางหันมาหาเมี่ยนเปาที่พูดขึงขัง ก่อนเขาจะยื่นตะเกียบคีบเนื้อปลาทอด แล้วก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อยต่อ อ้าวซาลาเปาน้อย คำแนะนำนี้รวบรัดเกินไปนะ ถ้าอยากให้เหนียงเปลี่ยนรูปใหม่ ไม่เป็นคุณชาย แต่เป็นคุณนายค่อยจะดีหรือ!

“รูปโฉมเหนียงโดดเด่น ถึงดัดแปลงชาติกำเนิดเป็นคุณชาย ก็ยังดึงดูดหมู่ชน เจตนาพวกเขามีที่ดีและที่ร้าย เสี่ยวเปาห่วงใยเหนียงขอรับ ถ้าเปลี่ยนใบหน้าให้ธรรมดาลงได้ คนเหล่านั้นต้องไม่เข้ามาข้องแวะ พวกเราสมควรระวังไว้ก่อน เพราะไม่มีคนไม่มีเรื่องขอรับ”

เปาจื่อรับหน้าที่ขยายความ น่าหลันซือซือจึงคล้อยตาม แต่กลับคิดไม่ตก ว่ามีใครมาเกาะแกะคุณชายหน้าใสบ้าง ยกเว้นเฉียงหมินหลงที่ทราบดีว่าเป็นนาง อืม...ทายาทสกุลเหนียนขี้ตื๊อนะหรือ เพียงมองหน้ากันนิดหน่อย เขาก็ประกาศตัวจะทำความรู้จักคุณชายชุดดำเหยงๆ แล้ว

พอทบทวนเหตุการณ์ หญิงสาวค่อยนึกถึงตั๋วเงินสิบเหลี่ยงทองขึ้นมา ถุงเงินที่พกไปยังซ่อนอยู่ข้างเอว และมันย่อมนอนพับเงียบภายใน ทั้งยังแผ่ไออุ่นซึมซาบผ่านผิว แต่กลับขาดตอนทันทีที่นางระลึกถึงหีบพระราชทาน สัจธรรมมักก่อเกิดผ่านประสบการณ์ ดังนั้นราชันมังกรเดินดินอย่างเฉียงหมินหลง ไม่เคยแสนดีได้นาน!

อ้างอิงจากคำพูดผีกงกง ดูแล้วหีบทั้งใบคงอัดเชื้อไฟเสียแน่นหนา ทั้งพร้อมระเบิดความขายขี้หน้าจู่โจมชื่อเสียงเจ้าของ เรียกว่าถ้านางเพลี่ยงพล้ำในคดีคุณไสยที่เพิ่งจบสิ้น ทุกวันนี้อาจอยู่ไม่สู้ตาย!

เสียงกระซิบในจินตนาการเริ่มลอยมากระทบ

‘ไม่น่าเชื่อว่าไป๋เฟินเสียนเฟยที่รูปลักษณ์เลิศล้ำ ธรรมเนียมปฏิบัติระยะหลังก็พอไร้บกพร่อง และเป็นที่โปรดปรานของเฉียงหลงหวงตี้ สุดท้ายก็มีรสนิยมพิสดารเยี่ยงสะสมชุนกงถูเต็มหีบ!’

เมื่อชื่อเสียงมารดาตกต่ำ คงฉุดซาลาเปาสองลูกลำบากด้วย เฉียงหมินหลงเตรียมการช่วยเหลือรองรับนี้ ตั้งใจแก้แค้นพวกนางให้รอดชีวิต ทว่าหน้าตาย่อยยับเชียวล่ะ!

น่าหลันซือซือใคร่ครวญแล้วคิดแค้นเป็นธรรมดา แต่เพลิงโทสะก็มอดดับอย่างเร็วไว เมื่อสัญญาณหวาดระแวงเริ่มทำงาน หรือเขาอาจเดิมพันข้างนางว่าสามารถเอาตัวรอดได้ จึงจงใจส่งมาเพื่อตอกย้ำ บัดนี้ทุกย่างก้าวพวกนางปราศจากอิสระแล้ว

สายตากลัดกลุ้มมองซาลาเปาแฝดเย้าแหย่กันบนโต๊ะอาหาร แล้วหญิงสาวจึงถอนหายใจ ไฉนเด็กน้อยหน้าตาน่ารักน่าหยิกเช่นพวกเขา ถึงมีเตียเป็นหวงตี้ผู้ชั่วร้ายมากด้วย!

สวรรค์...สมองนางระบมเหลือเกิน!

หลังเปาจื่อกับเมี่ยนเปาหอมแก้มเหนียงคนงาม ทุกคนก็แยกย้ายเข้าห้องนอน น่าหลันซือซือให้ชีรันช่วยเหลือธุระจุกจิกเสร็จแล้ว ค่อยไล่ไปพักผ่อน วันนี้ต่างคนต่างหมดพลังงาน นางเลยอยู่ตามลำพัง นับแต่ร่วมหารือเกี่ยวกับซิย่ะ เหล่าผีสูงศักดิ์ล้วนห่างหาย คาดว่ากำลังสืบความอย่างเข้มข้น

ร่างอ้อนแอ้นย่อเข่าลง ก่อนออกแรงลากหีบพระราชทานมาสำรวจหนังสือ สุดท้ายน่าหลันซือซือก็จับสองมือยึดเตียง ใช้เท้าข้างหนึ่งถีบส่งมันเข้าที่เดิม แล้วทิ้งกายลงนอนกางแขน จังหวะหายใจยังหอบลึก ข้างใต้นี้คือกองราคะที่นางโดนบังคับให้หลับทับ ทุกเล่มจัดเข้าหมวดตำราวังวสันต์ ประกอบด้วยภาพวาดลักษณะที่...ที่ชวนให้วิญญูชนปัญญาเตลิดทั้งนั้น!

คิดเรื่องภัยพิบัติไม่พอ...

ยังจะมีภัยมังกรรุมเร้า!

หญิงสาวพลิกตัวนอนตะแคง สองตาเหม่อทะลุม่านมุ้ง นางอดปรึกษาอู่เหวินฝูเกี่ยวกับซิย่ะ แต่ก็มีโชคคุ้มครองให้รอดวิธีฉกชิงของเฉียงหมินหลงมาได้ ไม่อย่างนั้นเขาคงเจอหลักฐานสำคัญว่านางกับหลันเซียนเชิงคือคนเดียวกัน

วิธีส่งต่อข่าวสารทางไกลในยุคสมัยนี้ เอื้อเบื้องบนปิดบังเบื้องล่าง เบื้องล่างปิดบังเบื้องบน นางไม่เพียงส่งผีไปสืบสถานการณ์สกุลจ้าวที่ชายแดนพายัพ น่าหลันซือซือยังกระจายคนสองกลุ่มลงพื้นที่ห่างไกล เพื่อจะสามารถปฏิบัติการทันท่วงที ขณะรอฟังข้อมูลชัดเจนจากพวกเขา นางถึงมีงานใหญ่ให้เร่งทำ!

โดยปกติถนนท้ายพระราชวังหลวงมักอึกทึกเนื่องจากชาวเมืองทำมาหากินกันคึกคัก ยิ่งพ้นช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองมาไม่นานด้วยแล้ว เบื้องหน้าหงอวี้ลหวี่เตี้ยนจึงมีลูกค้าเนืองแน่น ไม่เพียงพวกเขาวาดหวังจะสัมผัสธุรกิจที่รุ่งเรืองของสกุลอู่เหวิน ยังปลื้มปริ่มดั่งรับพลังมงคลไปสู่ครอบครัว

นอกจากผู้อุดหนุนกิจการโรงเตี๊ยมหยกแดงแล้ว ก็มีกลุ่มที่นับถือเซียนเชิงเนตรเทวาแห่งฉางอันมารวมตัวกัน ทำให้ตลอดเส้นถนนและละแวกใกล้เคียง ฝูงชนดูพลุกพล่านเป็นอันมาก จุดตั้งโต๊ะเผยโองการฟ้าของเหล่าหลัน ยามนี้ปราศจากวี่แววหญิงชรา แต่เหตุไรแถวคนยังยืดยาวต่อไป ทั้งพวกเขาไม่มีท่าทางถอดใจเสียด้วย

ทุกคนเดินทางจากทั่วสารทิศ กระทั่งชนต่างแดนยังร่วมยืนในแถว ระหว่างคอยหัวขบวนขยับ สีหน้าทุกคนล้วนตื่นเต้น ปากส่งเสียงดังจ้อกแจ้ก ไม่เว้นขุนนาง บัณฑิต พ่อค้า กลุ่มบ่าวไพร่จากจวนต่างๆ และประชาชนทั่วไป ทั้งหมดเป็นเพราะประมุขสกุลอู่เหวินได้ประกาศว่า จะจำหน่ายงานเขียนของหลันเซียนเชิงวันนี้

เขาไม่เพียงว่าจ้างแรงงานพิมพ์ ยังลงมือตรวจทานทุกตัวอักษร ฉะนั้นหนังสือวางกองไม่ทันไร จึงยุบหายอย่างรวดเร็ว คนงานต้องยกมาเติมหลายสิบรอบ แถวคนก็ยาวเหยียดดุจเดิม เหตุไฉนพวกเขาอยากได้ตำราเล่มหนึ่งเข้าขั้นบ้าคลั่งดังนี้นะหรือ

คำตอบพบเห็นจากผู้ซื้อตำรามาเป็นของตน แล้วรวมกลุ่มกับที่เตร็ดเตร่ใกล้ๆ จุดขาย ด้วยงานเขียนชุดแรกของเซียนเชิงเนตรเทวามีทั้งหมดสิบสองเล่ม ใช้แผนภูมิสวรรค์ภาคปฐพีที่รู้จักในนาม‘ตี้จือ’(มีอักษร 12 ตัว หรือ 12 นักษัตร)ต่างเกณฑ์แบ่ง นอกจากนั้นบนกระดานตรงจุดขายยังกำหนดช่วงเล่มเอาไว้โดยละเอียด หมู่คนสามารถนำวันเดือนปีเกิดตัวเองเทียบตาราง ค่อยเลือกซื้อเล่มที่เหมาะสมกลับไป หรือถ้าอ่านอักษรไม่ออก ผู้ขายก็พร้อมอธิบายกระทั่งเข้าใจ

และจงสังเกตว่ากลุ่มคนที่เข้ามาสมทบนั้น มีจำนวนเกินตำราสิบสองเล่ม เพราะรวมเงินซื้อครบชุดแล้ว พวกเขาจะปันส่วนกันอย่างไรดี ฉีกแบ่งคนละแผ่นหรือ แลเสียมูลค่าชอบกล ฉะนั้นฝ่ายที่พอเขียนอักษรไหว เลยล้อมวงนั่งบนพื้น มือหยิบแท่งหมึก ก่อนกางผ้าจับพู่กัน คนไหนเขียนไม่เป็น ทว่าความจำดี ให้ใช้ความจำบันทึกไป

ในกลุ่มที่ประสานพลังซื้อหนังสือครบชุด บางคนมาจากหมู่บ้านยากไร้ มีหนทางทุรกันดาร บางคนฐานะยากจน ก็ยอมอดมื้อกินมื้อสนับสนุนเหล่าหลัน ด้วยแว่วข่าวสุขภาพนางไม่ใคร่ดี ทำให้ไม่ตั้งโต๊ะเผยโองการสวรรค์นำชีวิตใครอีกแล้ว

ราคาต่อเล่มว่าแพงย่อมไม่แพง แต่จะถูกคงไม่ถูกเท่าไหร่ ทำให้วิธีลงขันหลายครอบครัวซื้อหนึ่งชุดมาเทิดทูนที่บ้านเกิด กลายเป็นยอดนิยมอันดับหนึ่ง พอล่วงเข้าช่วงบ่ายของวันจำหน่าย ตำราที่เตรียมมากว่าห้าหมื่นเล่มกลับเกลี้ยงแผง แต่ก็เหลือผู้อยากได้อีกหลายคน

ก่อนจะเกิดเหตุชุลมุนชิงตำรากันขึ้น อู่เหวินฝูก็ปรากฏตัวแจ้งข่าวว่า หนังสือชุดใหม่ที่เขากระจายพิมพ์ จะทยอยมาถึงพรุ่งนี้ หลายคนเลยถือโอกาสเที่ยวเล่นอยู่ในเมืองหลวง ที่นี่มีโรงทานบำเพ็ญกุศล แม้พวกเขาไม่มีเงินซื้อข้าวกิน ก็สามารถอิ่มท้องได้

พอคนกลุ่มนี้ไปสัมผัสบรรยากาศประกอบกุศลอย่างบริสุทธิ์ใจ อาหารไม่ใช่ของชั้นเลว และรสชาติก็กลมกล่อม จึงกระจายคำเยินยอคุณความดีสกุลอู่เหวินออกไป หากมีคนได้ยินฟากชาวไร้ร่างบ้าง เสียงคงดังถึงขั้นแผ่นดินไหวสะเทือนแน่นอน!

วันถัดมา ไม่เพียงมีตำรากองรวมหน้าโรงเตี๊ยมหยกแดง ยังปรากฏโต๊ะจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้นอีกชนิด เรียกกันว่า‘กระบอกเก็บเคล็ด’วัสดุผลิตมีหลายประเภท ส่งผลราคาให้แตกต่างกัน เป็นการนำรายได้มาสนับสนุนโรงทาน ผู้ที่สนใจซื้อจึงพอมีเงินทองใช้สอยอยู่บ้าง

เรื่องค้าขายอู่เหวินเหลาป่านสมกับครองอันดับหนึ่ง เขาจึงระดมช่างฝีมือออกแบบเชิงศิลปะด้วย สุดท้ายก็เป็นที่นิยมทุกระดับชั้น ผู้ไหนอยากได้ แต่เจียดเงินซื้อไม่ไหว ที่โรงทานมีแจกจ่าย ทว่าวัสดุไม่มีราคาค่างวดสูงนัก เน้นที่คุณสมบัติใช้งาน

ทั่วเมืองหลวงเลยฮือฮาแต่ความเคลื่อนไหวของเหล่าหลัน นางเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ อย่างตำราตี้จือสิบสองเล่ม สุดท้ายค่อยขยายผลกระทบโครงสร้างการค้า และแผนบริหารแผ่นดินของหวงช่าง!

หลังจบประชุมวาระเช้ากับขุนนาง เฉียงหมินหลงจะเสวยพระกระยาหารกลางวันที่เทียนหลงกง แล้วทรงงานอย่างเคร่งครัดในห้องทรงพระอักษร ทว่าวันนี้ปรากฏผู้ร่วมโต๊ะกับเขาหนึ่งคน ชายผู้นั้นคือมู่ซิ่ว เฉิงเซี่ยงเฒ่าที่เชี่ยวชาญเชิงเหวินถึงสองรัชศก

ปัจจุบันประมุขสกุลมู่ย่างเข้าวัยชราแล้ว อายุรับราชการมู่ซิ่วเรียกได้ว่ายาวนาน ตั้งแต่เขาถือข้างเฉียงหวงไท่จื่อ ยอมร่วมมือกับสกุลหวังที่ขัดแย้งผลประโยชน์กัน เพราะต่างเชื่อมั่นพระปรีชาเฉียงหมินหลง แม้ขณะนั้นมีองค์ชายตัวเลือกอีกสองพระองค์ที่ความสามารถโด่งดัง

แล้วกาลเวลายาวนานก็คัดสรรเฉียงหลงหวงตี้ขึ้นครองบังลังก์มังกร ทั้งออกทัพจับศึกหนใด ศัตรูล้วนขวัญกระเจิดกระเจิงหนนั้น ขณะเอ้อหวังจื่อของหยูไท่เฟย ถูกนักฆ่าไร้ที่มาลอบสังหารล้างจวนชิ่งหวัง และซานหวังจื่อของลี่ไท่เฟย ก็พ่ายสงครามกับชนเผ่านอกด่าน ซ้ำโดนพวกมันจับตัวเรียกค่าไถ่ จนจบพระชนม์ชีพล้างอายแก่ราชวงศ์ที่นั่น

เฉียงหวงไท่จื่อยามนั้นประพันธ์บทสดุดีซานหวังจื่อ และประกอบพิธีอัญเชิญป้ายหินไร้อัฐิเข้าสุสานราชวงศ์ ก่อนเสด็จสู่สงครามจนปราบพวกป่าเถื่อนราบคาบ

เงื่อนงำเหตุการณ์เหล่านี้ย่อมมีผู้ตั้งข้อกังขา ทว่าจะกล้าสืบค้นออกมาตีแผ่หรือไม่ เขา...มู่ซิ่วก็ไม่นิยมคบหาวีรบุรุษพิทักษ์ใต้หล้าเท่าไหร่ ด้วยคำนวณว่ารังคว่ำไซร้ไข่ย่อมแตก ตราบที่โอรสสวรรค์ปกปักอาณาเขตให้สงบสุข บางอย่างที่เป็นเงามืดในราชวงศ์ล้วนไร้ความจริง เขาจึงกังวลเพียงความมั่นคงส่วนตนกับบุตรสาว หนทางโชกเลือดที่พวกเขาฝ่าฟันมา ยังเหลือมือข้างไหนขาวสะอาดบ้าง

สิ้นสุดมื้ออาหารแล้ว ทั้งสองคนจึงเปลี่ยนสถานที่ไปหารือในห้องทรงพระอักษร เจ๋อจิวซิ่งยืนคอยเบื้องข้างจักรพรรดิ ขณะวรองค์สูงประทับที่โต๊ะทรงงาน เบื้องหลังเฉียงหลงหวงตี้คือมังกรห้าเล็บ ผู้ประคองดวงแก้วกลางเปลวสุริยัน ช่างฝีมือชั้นเอกลงลายเส้นสลักนูนบนแผ่นทองคำละเอียด ทำให้ดูดุดันและศักดิ์สิทธิ์ประดุจภาพลักษณ์เอกบุรุษแห่งฮั่นท่านนี้

บนโต๊ะทรงงานกองฎีกาหลายฉบับที่ขุนนางนำมากราบทูล เฉียงหมินหลงจะรับไว้ส่วนหนึ่งเวลาออกว่าราชการที่ท้องพระโรง อีกส่วนเป็นเสนาบดีกรมกองต่างๆ เขียนรายงานประจำวัน เขาไม่ชอบใครยุ่มย่ามกับเอกสาร ดังนั้นทุกวันจะคัดแยกตามลำดับเร่งด่วนเอง

ย่อมหมายความว่ายิ่งกองสะสม งานหลวงที่รอการแก้ไขมีแต่โตวันโตคืน หากไม่สบเหตุเร่งด่วนจนชะลอการอ่าน อย่างที่หุนหันตามไป๋ฮวาเฟยกับหวังจื่อฝาแฝดออกนอกวัง เขามักวุ่นวายอยู่กับพวกมัน เมื่อส่งหีบพระราชทานออกไป นางคงพอสำเหนียกแล้ว การก่อเรื่องลับหลังสมควรไตร่ตรองให้หนักก่อน

แต่ผลที่เกิดขึ้นเล่า...

เฉียงหมินหลงดูตำราสิบสองเล่มในมือ ก่อนและหลังประชุมยามเฉิน(7.00-9.00) พวกมันน่าจะเป็นที่ถกเถียงลับๆ ระหว่างข้าราชการ ทว่ายังไม่มีผู้นำหัวข้อกราบทูล คงเล็งว่าศรัทธาในตัวเซียนเชิงชราท่านหนึ่ง เป็นเรื่องไม่เกี่ยวพันถึงจักรพรรดิ

“มู่เฉิงเซี่ยงกล่าวความมาเถิด ท่านกังวลอะไรอยู่ในใจ”

มู่ซิ่วสวมชุดขุนนางขั้นหนึ่ง ข้างเอวห้อยเพ่ยโส้วตราทองแถบม่วง สัญลักษณ์ประจำผู้อยู่ใต้คนคนเดียว แต่อยู่เหนือคนนับหมื่น อัครเสนาบดีแห่งจิ้นโค้งกาย เอ่ยเสียงชัดเจน

“ทูลหวงช่าง กระหม่อมส่งคนตามเรื่องราวแต่วันที่อู่เหวินฝูเผยกำหนดการขาย เขานำหนังสือทั้งสิบสองเล่มมามอบให้กระหม่อมวันที่ตั้งโต๊ะจำหน่าย แต่หลังกระหม่อมอ่านจนครบถ้วน เขาค่อยได้เอกสารลับจากสมาคมนายวาณิชย์เก้าสกุล กระหม่อมตรวจสอบแล้ว พบว่าจำต้องทูลรายงานเป็นการส่วนพระองค์ ป้องกันมิให้เกิดเหตุโกลาหลในหมู่ขุนนางหรือปวงชน หวงช่างโปรดพิจารณาเนื้อหาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

เขายื่นม้วนกระดาษออกมา เฉียงหมินหลงคอยเจ๋อกงกงนำส่ง แล้วคลี่อ่านแถวตัวอักษรเพียงครู่ เค้าลางยุ่งยากก็ปรากฏกลางหัวคิ้ว ชายหนุ่มวางกระดาษบนโต๊ะทรงงาน พลางเพ่งพิศมู่ซิ่วที่รอสนองรับสั่งโดยสงบ

“แล้วมู่เฉิงเซี่ยงคิดเห็นประการใดบ้าง...”

อัครเสนาบดีทำทีชะงักคิด ค่อยกราบทูล

“เรื่องคำสาปภายในทะเลทรายพายัพ กระหม่อมนับว่าหูตาคับแคบ ไม่เคยได้ยินมาก่อน จึงต้องใช้เวลาสืบความจากชนนอกด่าน ยามนี้กระหม่อมไม่สามารถถวายข้อคิดเห็นที่เหมาะสมได้ แต่ชุดตำราทั้งสิบสองเล่มของหลันเซียนเชิงก็...”

เขาเอ่ยนำเพียงเท่านี้ วรองค์สูงย่อมแค่นหัวเราะจากพระที่นั่ง

“ก็ชิงบรรเทากรณีเลวร้ายไปก่อนแล้ว...หึๆ”

บุรุษทั้งสองวัยตระหนักแก่ใจ ถ้าไม่มีการข่าวชัดเจนของคำสาปสีดำ กระดาษแผ่นนี้เป็นเพียงคำทำนายลอยลมจากเหล่าหลัน เจ้าของฉายาเนตรเทวาแห่งฉางอันเท่านั้น ทว่ามีเพียงเฉียงหมินหลงที่รู้ตัวตนอีกฝ่ายว่าคือใครนานแล้ว นอกจากนางจะเขียนตำราทำนายสิบสองอักษรตี้จือ ภายในเล่มยังระบุวิธีสะสมมงคลชีวิตให้คนปฏิบัติด้วย

แต่ละตัวตี้จือมีธัญพืชหนึ่งชนิดพร้อมอาหารแห้งหนึ่งชนิด ให้ผู้วันเดือนปีเกิดเข้าข่ายในตัวอักษรเก็บสะสมวันละสองสามกำมือ ถ้าพิจารณากว้างไกลขึ้นคงทราบดี นี่เป็นการตุนเสบียงระดับครอบครัว ไม่เพียงเรียบง่าย ยังปราศจากหูตาทางการเพ่งเล็ง พวกเขาคงตัดสินแค่ความเชื่อที่เลื่อนลอย มิใช่เรื่องที่ประชาชนควรแตกตื่นเท่าเวลาขุนนางระดมเก็บเสบียง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับสงครามระหว่างแคว้นในอนาคต หรือจะเป็นขบวนการกบฏโค่นบัลลังก์จักรพรรดิ

เฉียงหมินหลงย้ำยิ้มตรงมุมปาก ประเด็นสำคัญอยู่ที่เกิดเหตุการณ์ตามคำทำนายจริง ก็เท่ากับบ้านหนึ่งหลังมีเนื้อสัตว์ตากแห้งกับเมล็ดธัญพืชกักตุนอยู่แล้ว พวกเขาคงไม่เดือดร้อนทันทีที่ธรรมชาติวิปริต จึงแบ่งเบาภาระคลังหลวงในการส่งเสบียงช่วยเหลือ ทั้งชะลอภาวะข้าวอยากหมากแพงไปได้

และเมื่อประชาชนมีอาหารแห้งสะสมขณะขาดแคลน ย่อมเกิดขวัญกำลังใจ การดูแลผู้ประสบภัยของทางการ สามารถดำเนินไปโดยสงบเรียบร้อย แต่หากคำทำนายในกระดาษลับแผ่นนี้ คือเรื่องหลอกลวงกึ่งแสวงหากำไรจากสมาคมนายวาณิชย์ พวกเขาก็กลายเป็นสิ้นปี ใช้ของแห้งออกมาถวายวัดบำรุงกุศล หรือปรุงกินกันในครอบครัว รับสิริมงคลปีใหม่ดังที่หลันเซียนเชิงชี้แนะ นี่...

นี่จึงจะเรียกว่างมงายอย่างเห็นแก่อนาคต!

แผนการลับของนางก้าวนี้ ลึกล้ำยิ่ง!

แสดงว่าเส้นสายเสียนเฟยชาวหรวนตี้ มีระยะกว้างไกลกว่าโอรสวรรค์แล้วหรือไม่ ที่แท้เกิดเหตุการณ์อะไรกับนางเมื่ออยู่ตำหนักเย็น ฝ่ายไหนที่สนับสนุนเบื้องหลังบ้าง ใบหน้าหล่อเหลาคล้ำดำ ป่านฉะนี้ราชองครักษ์ลับกลับไม่ทราบตัวคน จึงมีแค่ไป๋ฮวาเฟยล่วงรู้แต่ผู้เดียว

“ทูลหวงช่าง กระหม่อมจะเร่งสืบความจนกระจ่างพ่ะย่ะค่ะ”

“ดี!เจิ้นให้ท่านดูแล”

มู่เฉิงเซี่ยงเต็มใจสนองพระบัญชา

“พ่ะย่ะค่ะ”

เฉียงหมินหลงนิ่งคิด ค่อยตรัสเชิงปรึกษา

“เจิ้นควรรับมือคำทำนายหายนะอย่างไร กว่าจะพบความจริงนอกด่าน หว่านต้าสือหนงคงไม่สามารถเปิดคลังหลวง จัดซื้อธัญพืชและอาหารแห้งช่วยเหลือประชาชนทัน”

มู่ซิ่วขมวดคิ้วตรึกตรอง คำนึงคำแนะนำจากจูเฉิงเซี่ยงจ่างสือ ผู้มอบตำราหลันเซียนเชิงกับคำทำนายภัยพิบัติลับมาให้ ก่อนนี้มู่ซิ่วเคยขัดหูขวางตาลูกน้อง เพราะนิสัยสินบนเข้าไม่ถึงจูเสินฝู่ มาระยะหลังอีกฝ่ายพัฒนากลยุทธ์งานขึ้น ทว่ามีประการหนึ่งขัดใจอัครเสนาบดีเฒ่าคงเส้นคงวา นั่นคือจูเสินฝู่ล้มเหลวในการติดต่อเหล่าหลันมาพบหน้าตน

“ทูลหวงช่าง กระหม่อมบังอาจคิดเรื่องนี้ล่วงหน้า แต่อาจไม่เป็นที่พอพระทัย...”

จอมคนมักใจกว้างกับข้าราชสำนัก

“มู่เฉิงเซี่ยงกล่าวมาเถิด วันหนึ่งๆ เจิ้นจะสำรวจใบหน้า ยังอาศัยคันฉ่องสะท้อนรูป หากจะวัดความสามารถ เจิ้นย่อมต้องพึ่งพาจงเฉินทัดทาน”

อัครเสนาบดีฟังแล้วผิวหน้าแข็งค้างชั่วขณะ ไม่แน่ว่าเขาโดนหวงช่างกระทบกระเทียบอยู่หรือไม่ จึงมุ่งหน้าต่อ

“หลังจากกระหม่อมตรองโดยรอบคอบแล้ว ค่อยเกิดข้อคิดเห็นเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ ช่วงเวลาที่เหลือก่อนถึงปักษ์ลี่เซี่ย ทรงออกราชโองการลดภาษีนำเข้าธัญพืชและอาหารแห้งจากต่างแคว้น จูงใจกองพ่อค้าแคว้นข้างเคียงให้เดินทางมาแสวงกำไร ก็จะช่วยเสริมสินค้าไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนบ้าง ระหว่างราคาสินค้าค่อยๆ ไต่สูง หว่านต้าสือหนงก็จัดซื้อเข้าท้องพระคลังอย่างเงียบเชียบ และป้องกันผู้ไม่หวังดีอาจจะก่อเหตุแทรกแซง กระหม่อมมีความเห็นเพิ่มเติม ถ้าสามารถอ้างอิงพระนามกงฝ่ายในออกหน้า เชื่อมโยงกับตำราอักษรตี้จือทั้งสิบสองเล่มของหลันเซียนเชิง ในสายตาผู้คน ขุนนาง ตลอดประมุขแคว้นอื่นแล้ว การสะสมเสบียงคราวนี้เกิดขึ้นด้วยอิทธิพลศรัทธาของราชวงศ์ ไม่นำมาซึ่งความแตกตื่นใดๆ แม้มีผู้สืบทราบหรือพบหลักฐาน ว่าราชสำนักวางนโยบายเก็บเสบียงแห้งวันละจำนวนมากด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

โอรสสวรรค์กดมุมปากยิ้มชั่ววูบ ก่อนทอดพระเนตรเฉิงเซี่ยงเฒ่าอย่างลุ่มลึก

“แสดงว่ามู่เฉิงเซี่ยงเองมีคนในใจอยู่แล้ว เป็นฝ่ายในกงใดหรือ”

มู่ซิ่วไม่หาญสบพระเนตรดำมืด ทั้งเพิ่มอาการนอบน้อมในท่วงท่า ขณะกราบทูลแผนการออกมาสิ้น

“กระหม่อมทบทวนหากงที่เหมาะสมอยู่นาน ตระหนักว่าช่วงเวลานี้ หวงช่างโปรดปรานไป๋ฮวากงยิ่งนัก แต่ไป๋เฟินเสียนเฟยมีชาติกำเนิดจากเผ่าหรวนตี้ ถ้าเป็นกงอื่นๆ กระหม่อมเกรงอาจเกิดคำครหาถึงชื่อเสียงแคว้นจิ้นได้”

จักรพรรดิหนุ่มสีหน้าถมึงทึง ทั้งที่ในใจหัวเราะยกใหญ่ มู่ซิ่วช่างบรรจุเล่ห์กลไว้เต็มท้อง!

ด้วยความหมายของจอมเสนาบดี ต๋าน่าหลันซือซือเป็นเสียนเฟยที่มีเชื้อสายชนนอกด่าน มารยาทตกหล่นไปบ้าง หรือกระทั่งสติปัญญาอ่อนด้อย ใต้หล้าเพียงถอนหายใจหนึ่งสาย นั่นคือธรรมชาติกำเนิดของนาง แต่เมื่อไหร่เป็นยอดพธูชาวฮั่นออกหน้า เกรงคนทั่วแคว้นจิ้นกระโดดลงหวางเหอ ยังไม่อาจชำระกายสิ้นตำหนิ

ดวงตาลี้ลับอย่างยากแกะรอยว่าหวงช่างตริการใด ทำให้มู่ซิ่วยืนคอยเกือบหนึ่งเค่อ วรองค์สูงบนบัลลังก์มังกรค่อยคลายท่วงท่า

“เจิ้นคิดว่าที่มู่เฉิงเซี่ยงแนะนำมาเหมาะสมดี แต่อย่างไรเจิ้นก็ต้องใช้เวลาทวนคิดก่อน แล้วจะเรียกท่านมาร่วมหารือภายหลัง”

“กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปีพ่ะย่ะค่ะ”

ลับหลังมู่ซิ่ว เฉียงหมินหลงจึงเรียกราชองครักษ์ลับ บุรุษชุดดำปรากฏกายจากเงามืด แล้วคุกเข่ารอรับพระบัญชา

“รีบไปสืบความนอกด่านเกี่ยวกับซิย่ะ ทราบรายละเอียดให้รายงานเจิ้นทันที กำชับที่เหลือจับตาดูความเคลื่อนไหวสมาคมนายวาณิชย์ รวมถึงความสัมพันธ์กับไป๋เฟินเสียนเฟยให้ดี”

“พ่ะย่ะค่ะ!”

เขาตอบรับหนักแน่น

“ส่วนตัวเจ้า เจิ้นขอสั่งปลดฐานะราชองครักษ์ลับแต่นี้ไป!”

ชายชุดดำชะงักครู่หนึ่ง ค่อยก้าวมาถวายตราสังกัดคืน ก่อนถอยย้อนไปคุกเข่า

“หลังจากเหตุการณ์สงบเรียบร้อย ให้กลับมาพบเจิ้นด้วยสถานะแท้จริงของเจ้า ไป!”

“ขอบพระทัยในพระเมตตาพ่ะย่ะค่ะ”

เขาประสานมือทูลลา จากนั้นอาศัยมุมมืดออกเดินทางจากวังหลวง

เจ๋อกงกงแทบไม่เชื่อสายตา ยามหวงช่างทรงงานต่อด้วยพระอารมณ์ค่อนข้างระรื่น หยา...จากนี้ไปเป็นไป๋เฟินเสียนเฟยต้องชดใช้กรรมเก่ากระมัง ไม่อาจประมาณจริงๆ ว่านางประกอบบาปหนาแต่ปางก่อน!

คุยกับแพนด้า:(13/11/18)

ฮะแฮ่ม...สปีดการเขียนแพนด้ายังไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใดเลย 5555

มีบางคนสงสัยฮ่องเต้ทวงอะไร จนน่าหลันซือซือกรี๊ดลั่นใจ ทะด๊าาา ยกมาจากตอนบุคคลผู้นี้ มีใบหน้าหนึ่งเป็นจอมมารผจญ (1) นะค้า

ดวงตาหรี่เคลิ้มย่อมกระตุกเปิด ใบหน้าขาวผ่อง แม้พยายามเคร่งขรึมเท่าไหร่ สีแดงก่ำก็คล้ายประจานเนื้อในที่อ่อนชั้นเชิง

“ทะ...ท่านกับข้า ต่างเป็นบุรุษ เหตุใดมาข่มเหงศักดิ์ศรีกันเช่นนี้ด้วย!”

ก่อนจะอ้าปากค้าง ด้วยมือใหญ่ข้างหนึ่งตะปบเหนืออก แล้วค่อยสอดผ่านสาบเสื้อเข้าภายใน ตามมาด้วยเสียงทอดถอนใจ

“ไม่ว่าใช้วิธีอะไรซ่อนของของข้าหากเอากลับมาคืนเท่าเดิมไม่ได้ เจ้าจะมีโทษสาหัส!”

ถูกหยามเกียรติขนาดนี้ ผู้ใดจะยังทำเยือกเย็นได้อีก ร่างน้อยจึงดิ้นรนสุดกำลัง ทว่าสองมือเขากลับเหนียวแน่นและว่องไว ไม่เพียงลูบคลำยังบีบเคล้น หญิงสาวดิ้นหนีจนผิวแดงก่ำ หายใจหอบสิ้นเรี่ยวแรง

งานไฟหน้าก็มี งานหนองโพก็มา แฮ่มมม...แพนด้าถลาลงไปกลิ้งกับพื้นเลย 5555

สถานะเรื่อง:ยังไม่จบ

สถานะการลงเรื่อง:ยังลงต่อเนื่อง

สถานะสต็อก:ไม่มี (ปั่นสด ตรวจสด)

วันนัดเจอตอนต่อไป:ยังระบุไม่ได้ (อาจจะเป็นวันไหนก็ได้)

จะลงกี่เปอร์เซ็นต์ในหนึ่งตอน:ระบุไม่ได้ (เท่าที่มีในวันที่ลง)

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย PaviNovels
Thank you na ka
เมื่อ 9 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย meawkim
ชื่อคนเยอะจนงงเลยค่ะ
เมื่อ 10 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว