[อ่านฟรี] หัวใจร้อยดาว

ตอนที่ 5

เพียงบังเอิญพบกันที่หน้าห้องถ่ายเอกสารในช่วงสายวันรุ่งขึ้น แสงดาวก็เปิดฉากแขวะเธอตามเคย “เมื่อวานหายไปไหนมาคะคุณโมนา ป่วยหรือเปล่า หน้าตาซี้ดซีด แหม เสียดายนะคะ เลยอดพบเจ้านายคนใหม่เลย”

“คุณแสงดาวนี่เก่งนะคะ ทำตัวเป็นมลภาวะทางเสียงและสายตาได้เสมอต้นเสมอปลายอย่างน่าชื่นชมจริง ๆ ” โมนาแกล้งปรบมือเปาะแปะประชด ไม่สนใจคำถาม

ดูเหมือนแสงดาวก็ไม่ได้ต้องการคำตอบจริงจังเช่นกัน เพราะยังคงมุ่งเน้นไปสู่ประเด็นที่ต้องการตอกย้ำ

“รู้ไหมคะ ซีอีโอคนใหม่ล้อหล่อ แต่เอ๊ะ ข้อมูลนี้คงไม่มีประโยชน์กับคุณ เพราะ...” ดวงตาหวานคมปรายมองเธอตั้งแต่ศีรษะจดเท้าขึ้นลง ก่อนยิ้มเยาะโดยไม่เอ่ยสิ่งใดอีก

“พอดีลียองจ้างดิฉันมาทำงานน่ะค่ะ ไม่ใช่มาหาผะ...เอ๊ย...หาแฟน” โมนาทำเสียงหวานเป็นพิเศษ “แต่ก็อย่างว่า ดิฉันเห็นคุณแสงดาวพยายามหามาตั้งหลายปียังไม่สำเร็จสักที ก็ไม่แปลกใจหรอกค่ะที่คุณต้องฉวยทุกโอกาสที่ผ่านหน้า เพราะเวลากระชั้นเข้ามาทุกทีแล้วนี่เนอะ รถไฟขบวนสุดท้ายแล่นผ่านไปหลายปีแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าจะมีหลงผ่านมาอีกหรือเปล่า”

“โมนา ! จะพูดจะจาก็ให้มันรู้จักเด็กจักผู้ใหญ่บ้างนะ”

“ตอนแขวะฉันละทำแอ๊บแบ๊วยังกับสาวสิบห้าสิบหก พอโดนเหน็บกลับดันจะให้ฉันเคารพ ท่าทางคุณจะแก่แล้วจริง ๆ นะเนี่ย สะหมงสมองไปหมดละ เป็นอัลไซเมอร์หรือไงถึงลืมง้ายง่ายว่าเมื่อกี้ ‘ชื่นชม’ ฉันไว้ยังไงบ้างน่ะ” โมนายิ้มกวน แล้วหันไปทางพนักงานยืนลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ไม่ห่าง “มีอะไรหรือเปล่า”

พิชญาจึงรีบรายงาน “คุณณรงค์ให้มาเชิญคุณโมนาค่ะ บอกว่าจะแนะนำให้รู้จักกับซีอีโอคนใหม่”

“ขอบใจ เดี๋ยวฉันไป” โมนาโบกมือไล่อีกฝ่าย แล้วหันมาทางแสงดาว “หมดเวลาคุยเรื่องไร้สาระแล้ว ขอตัวนะคะ” เอ่ยจบก็หมุนตัวเดินไปตามทางเพื่อมุ่งสู่ห้องทำงานซีอีโอทันที

แสงดาวก้าวตามมาไม่ห่าง ทั้งยังเปรย “ฉันจะไปให้กำลังใจค่ะ คิดว่าคุณอาจต้องการมันมากเป็นพิเศษ อย่าเป็นลมเป็นแล้งเวลาเจอคนหล่อ ๆ เข้าล่ะ อายเขาตายเลย”

โมนากำมือแน่น รู้ดีว่าแสงดาวคงตั้งใจตามไปซ้ำเติมหากเธอถูกซีอีโอคนใหม่ตำหนิที่ขาดงานเมื่อวานมากกว่า ครั้นมาถึงส่วนของผู้บริหาร ณรงค์...ผู้จัดการฝ่ายบุคคลคอยอยู่แล้ว เมื่อเห็นเธอ ฝ่ายนั้นก็โล่งอก

“ผมนึกว่าคุณโมจะมาไม่ทันซะแล้ว” คนพูดอายุเกือบห้าสิบ อยู่กับบริษัทตั้งแต่เพิ่งก่อตั้ง จึงค่อนข้างวางตัวใหญ่โต ไม่ใส่ใจแม้ว่าตำแหน่งของตัวเองจะอยู่ในขั้นต่ำกว่าโมนาก็ตาม

“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณอา” แสงดาวทักทายณรงค์ ทั้งโชว์สนิทและพยายามแย่งซีนตามเคย

“คุณรงค์ไม่นัดก่อนนี่คะ มาบอกปุบปับแบบนี้ จะว่าไปมันก็ไม่ค่อยเหมาะหรอกนะคะ” โมนาไม่สนใจคู่แค้น แต่ตำหนิผู้อาวุโสตรง ๆ ตามประสาคนปากตรงกับใจ

“ผมเช็กตารางนัด เห็นคุณโมว่างตรงกับเมอร์ซิเออร์เดอแบร์มองต์ ก็เลยรีบจองตารางไว้ จะได้แนะนำให้รู้จักกันก่อน ไม่คิดนี่ครับว่าคุณโมจะไม่อยู่ที่ห้อง”

“เอาเถอะค่ะ ยังไงโมก็มาแล้วนี่” โมนายกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา “นัดไว้กี่โมงคะ”

วสันต์...ผู้ช่วยส่วนตัวของซีอีโอซึ่งนั่งประจำตรงโต๊ะหน้าห้องรีบบอก “ถ้าพร้อมแล้วเชิญได้เลยครับ เมอร์ซิเออร์เดอแบร์มองต์คอยอยู่แล้ว”

โมนายักไหล่ ก้าวเข้าไปภายในห้องทำงานที่ณรงค์เปิดประตูรออยู่ทันที หญิงสาวเคยประชุมกับเจ้านายคนก่อนที่ห้องนี้นับครั้งไม่ถ้วน การเข้าพบซีอีโอคนใหม่ไม่ใช่เรื่องที่เธอหวั่นสักนิด เธอไม่กลัวฝรั่ง ทว่าส่วนที่ทำให้โมนาค่อนข้างกังวลเห็นจะเป็น...ผู้บริหารคนใหม่ช่างมาในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมเลย เธอไม่อยากให้เขารู้เห็นเรื่องวุ่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...เรื่องที่เธอยังตัดสินใจไม่ตกว่าจะกลบเกลื่อนหรือแก้ไขอย่างไรดี

ห้องทำงานซีอีโอกว้างกว่าห้องเธอเกือบสามเท่า ภายในมีโต๊ะประชุมขนาดหกที่นั่งอยู่ด้านซ้ายมือ ลึกเข้าไปเป็นบันไดสองขั้นยาวตลอดความกว้างของห้อง ยกพื้นขึ้นไปยังจุดวางโต๊ะทำงานซึ่งอยู่ชิดผนังกระจกที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของกรุงเทพมหานครได้ชัดเจน บัดนี้เก้าอี้หันหลังให้กับผู้มาใหม่ ดูท่าเจ้าของห้องจะเพลิดเพลินกับวิวเมืองกรุงพอสมควร

“เมอร์ซิเออร์เดอแบร์มองต์ครับ ผมพาผู้อำนวยการฝ่ายการเงินมาแนะนำให้รู้จัก” ณรงค์เอ่ย

โมนาดึงสูทตึง ยืนเชิดหน้าวางมาดเคร่งขรึมเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับซีอีโอคนใหม่ ทว่าเมื่อเก้าอี้หมุนมาช้า ๆ และผู้ชายในชุดสูทสีดำตัดเย็บเข้ารูปเนี้ยบกริบลุกขึ้นยืน เพียงดวงตาสองคู่สบสานกัน บรรยากาศในห้องก็ราวกับกลายเป็นสุญญากาศไปในบัดดล

“โนแอล ! ”

“ลิซ่า ! ” ทั้งคู่พึมพำเสียงแทบดังไม่พ้นริมฝีปาก

โมนารีบเม้มปากระงับความตื่นเต้น ขณะยืนนิ่งคอยให้ผู้จัดการฝ่ายบุคคลแนะนำ

“เมอร์ซิเออร์โนแอล เดอแบร์มองต์ ซีอีโอคนใหม่ของลียองไทยแลนด์ แล้วนี่ก็ดอกเตอร์โมนา วิมาลิน ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินครับ”

โนแอลเดินอ้อมโต๊ะมายื่นมือให้หญิงสาวด้วยท่าทางกระตือรือร้น

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” โมนาเอ่ยเสียงเรียบ กลั้นยิ้มสุดความสามารถ

ชายหนุ่มหันไปทางณรงค์ “ขอบคุณที่พาคุณโมนามาแนะนำ คุณออกไปได้แล้ว เดี๋ยวผมจะคุยกับเธอเอง” เขาคอยจนเหลือกันตามลำพังในห้องแล้วจึงยิ้มกว้าง “ลิซ่า...ดีใจจังที่เราทำงานที่เดียวกัน”

“นี่คุณกลายมาเป็นซีอีโอของลียองได้ยังไงกันคะ แล้วที่คุณบอกว่าเมื่อวานมาประชุม แปลว่า...”

ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีน้ำตาลละเอียดยาวระบ่าพยักเบา ๆ “ถูกละ ผมมาประชุมที่นี่ มิน่า คุณณรงค์บอกว่า ผอ.การเงินลากิจ ผมยังนึกว่ายายผอ.นั่นจงใจหลบหน้าผมซะอีก ที่แท้ก็เพราะคุณนอนอยู่ที่ห้องผมต่างหาก”

โมนาขมวดคิ้วและเขม้นตามองเขาอย่างจับสังเกต “แน่ใจนะคะว่าคุณไม่รู้มาก่อนว่าฉันทำงานที่นี่จริง ๆ น่ะ”

“คุณคิดว่าไงล่ะ” เขาถามยิ้ม ๆ สีหน้ามีเลศนัยล้อเลียน

และนั่นทำให้โมนาสังหรณ์ใจขึ้นมาวูบหนึ่งว่า บางทีโนแอลอาจไม่ใช่ชายหนุ่มเจ้าสำราญดังท่าทีภายนอก เมื่อวานเขาคะยั้นคะยอให้เธอออกกำลังกายจนเหนื่อยแทบตาย แถมยังชักจูงขึ้นไปที่ห้องสวีตด้วย แม้ดูเหมือนไม่ได้คิดร้าย แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าเขาเจตนาดีจริง ๆ เขาอาจรู้อยู่แล้วว่าเธอทำงานที่นี่ และจงใจหาทางเข้าตีสนิทด้วยวิธีการแปลก ๆ เพื่อ...

โมนากลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ แค่คิดว่าอาจมีคนรู้ ‘เรื่องนั้น’ ก็เริ่มร้อนใจแล้ว

หญิงสาวลบรอยยิ้มออกจากใบหน้า ย้อนถามอย่างเย็นชาแทน “ไม่ทราบสิคะ ตอนนี้ฉันคิดอะไรไม่ออกเลย ไม่รู้แม้กระทั่งฉันต้องเรียกคุณว่าเมอร์ซิเออร์เดอแบร์มองต์หรือ...”

“ไม่เอาน่าลิซ่า คุณก็รู้ว่าผมล้อเล่น ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าคุณทำงานที่นี่ อย่าทำท่าเหมือนโกรธผมอย่างนี้สิ สำหรับคุณ ผมคือโนแอลไงล่ะ”

“คุณเป็นเจ้านายโดยตรงของฉัน ฉันคงไม่กล้าเรียกคุณตีเสมออย่างนั้นหรอกค่ะ” โมนาขยับออกห่างวางระยะกับเขา “คุณมีอะไรจะสั่งไหมคะ”

“ลิซ่า...” เขาเรียกเสียงอ่อน

“ถ้าไม่มี ฉันขอตัวกลับไปทำงานต่อนะคะ” หญิงสาวก้มศีรษะนิด ๆ แล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานของซีอีโอหนุ่มรูปหล่ออย่างรวดเร็ว

เพียงผลักประตูออกมา โมนาก็ตวัดค้อนใส่แสงดาวที่ทำรีรอไม่รู้ไม่ชี้อยู่ไม่ห่าง ท่าทางคงไม่รามือง่าย ๆ

โอย...เจ็บใจ ! ทำไมโนแอลต้องเป็นซีอีโอของลียองด้วย นี่ถ้าเขาไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทนี้ เธออาจขอร้องเขามาเล่นสวมรอยแผลง ๆ แกล้งคนแถวนี้สักหน่อย ให้แสงดาวและพนักงานใจร้ายทั้งหลายอิจฉาจนขนตาไหม้ไปเลย !

“อ้าว ! ถูกเมอร์ซิเออร์เดอแบร์มองต์เอ็ดหรือคะ หน้าคว่ำเป็นภควัมเชียว” แสงดาวยิ้มเย้ย

“ลิซ่า ! ” เสียงโนแอลดังตามหลังพร้อมกับเจ้าตัวโผล่ออกมาจากประตู

เจ้าของชื่อหันไปเผชิญหน้ากับเขาด้วยสีหน้าไม่ยี่หระใด ๆ สายตาสองคู่จ้องมองกันอย่างไม่มีใครยอมใคร

แต่แล้วแสงดาวก็หัวเราะขัดจังหวะ คราวนี้เจ้าหล่อนใช้ภาษาอังกฤษด้วยความจงใจ “เมอร์ซิเออร์เดอแบร์มองต์เข้าใจผิดแล้วค่ะ ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินเธอชื่อโมนาต่างหาก”

“ขอบคุณที่บอกครับ แต่ผมยังไม่ได้ถามเลยนะ” โนแอลหันไปบอกฝ่ายนั้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ จากนั้นเอื้อมมือมาดึงชายเสื้อสูทของโมนาเบา ๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน “เข้ามาคุยกันให้รู้เรื่องก่อนนะครับ ได้โปรด”

โมนายืนนิ่ง เห็นจากปลายหางตาว่ากำลังถูกจับตามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลายคนถึงกับอ้าปากค้างที่โนแอลมีท่าทางงอนง้อเธอแปลก ๆ ทั้งเธอยังเมินใส่เขาด้วย เรื่องที่เธอถูกแฟนชัชวินบุกมาอาละวาดยังเป็นที่ฮือฮาลือกันกระหึ่มบริษัท ยิ่งเมื่อวานเธอลางาน คนนินทาก็ยิ่งใส่สีตีไข่กันว่าเธออกหักยับเยินนอนเลียแผลใจอยู่บ้าน ไม่กล้ามาเจอหน้าชัชวินเพราะกลัวถูกบอกเลิก มาวันนี้เธอก็มีเรื่องใหม่ให้ผู้คนจินตนาการกันอีกแล้ว

“ฉันมีงานต้องทำ ขอตัวก่อนดีกว่าค่ะ” โมนาดึงเสื้อจากอุ้งมือเขา แล้วย่ำเท้าตึง ๆ จากไป

“ลิซ่า...มาคุยกันก่อนน่า” ชายหนุ่มก้าวเร็ว ๆ ตามหลังมา

หญิงสาวเดินได้แค่สองก้าวก็หยุดเมื่อนึกการแก้เกมสนุก ๆ ได้ โมนาสะบัดหน้าผ่านโนแอลที่ยืนอยู่ไม่ห่าง แล้วหันไปทางแสงดาวซึ่งยังคงมองมาที่เธอด้วยความประหลาดใจ หญิงสาวจงใจเอ่ยด้วยภาษาไทยเพราะไม่อยากให้โนแอลเข้าใจ

“สงสัยพ่อรูปหล่อของคุณแสงดาวจะชอบของแปลกนะคะ ดูสิ...เจอกันแป๊บเดียวถึงกับละเมอเดินตามฉันมาเลย จะว่าไปโลกนี้ก็มีความยุติธรรมอยู่เหมือนกันนะ ว่าไหมคะคุณแสงดาว” โมนายิ้มกริ่มวางท่าอารมณ์ดี ครั้นตวัดตามองผ่านโนแอล เธอก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความฉงน เพราะเขากำลังกลั้นยิ้ม !

โมนาปัดความสงสัยทิ้ง เดินอ้อยอิ่งกลับไปที่ห้องทำงาน ทั้งที่หัวใจเต้นกระหน่ำด้วยความสะใจ รู้ดีว่าสายตาหลายคู่มองตามมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นเต็มที่

“ลิซ่า...หลบหน้าผมไปเถอะ ยังไงผมก็จะต้องให้คุณฟังคำอธิบายจากผมให้ได้” โนแอลตะโกนไล่หลัง

โมนาเหลือบมองผ่านกระจกห้องทำงาน เห็นพนักงานทำท่าอยากนินทาสุดขีดแล้วก็แอบยิ้ม ตอนนี้จินตนาการของทุกคนคงกำลังปั่นป่วนเต็มที่แล้ว

แสงดาวมองตามหลังคู่กรณีด้วยความงุนงง แล้วจึงหันไปทางณรงค์ รำพันเสียงเบา “นี่มันอะไรกันคะคุณอา ดาวงงไปหมดแล้ว”

ณรงค์ยิ้มหยัน ดวงตามีร่องรอยหมิ่นแคลน “ถามผม แล้วคุณดาวจะให้ผมไปถามใครล่ะ”

เกือบสองชั่วโมงแล้วที่โมนาตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับเอกสารบนโต๊ะ แต่แล้วช่อกุหลาบขาวแซมเฟิร์นเขียวสดห่อกระดาษสาสีม่วงอ่อนผูกริบบิ้นขาวและม่วงก็ถูกยื่นมาตรงหน้า

โมนามองตามช่อดอกไม้ไล่ขึ้นไปถึงเจ้าของมือแล้วเม้มปากแน่น เธอตวัดตาไปทางประตูห้อง ก็พบว่าบัดนี้มันถูกงับเข้าสนิท แถมม่านในห้องก็ถูกรูดปิดด้วย

“โมยังไม่หายโกรธผมอีกหรือ ผมขอโทษ ผมถูกผู้หญิงคนนั้นหลอกจริง ๆ นะ เขาจงใจเข้ามาตีสนิท ชวนผมไปไหนมาไหนด้วย แล้วก็ถ่ายรูปไว้แบล็กเมล์ผม” ชัชวินดึงมือเธอไปรับช่อดอกไม้ “ผมสั่งไม่ให้เขามายุ่งกับคุณแล้ว เชื่อผมนะครับคนดี”

“ฉันจบดอกเตอร์นะคุณชัช ไม่ใช่อนุบาลสาม โอเคปะ” โมนาสะบัดมือจากการเกาะกุม ทั้งยังวางช่อดอกไม้ลงบนโต๊ะอย่างไม่ไยดี “ไม่มีผู้ชายสติดีที่ไหนทิ้งผู้หญิงสวย ๆ อย่างนั้นมาเลือกฉันหรอก”

“โม...อย่าดูถูกตัวเองสิ ต้องให้บอกอีกกี่ครั้งว่าผมรักคุณ ผมไม่เคยสนใจเรื่องพวกนั้นเลย”

“ขอบคุณที่ย้ำอีกครั้ง แต่ฉันไม่เชื่อ”

ชัชวินย่างสามขุมเข้ามาใกล้หญิงสาว “ผมโกรธแล้วนะ ทำไมคุณถึงดื้ออย่างนี้ ฟังกันบ้างสิ”

“คิดว่าตัวเองโกรธเป็นคนเดียวเหรอ ฉันถูกแฟนคุณชี้หน้าด่าปาว ๆ จนคนเมาท์กันทั้งออฟฟิศ ฉันก็โกรธเป็นเหมือนกันนะ” โมนาถอยหลัง ชี้มือไปที่ประตู “ไปซะคุณชัช จากนี้ไปเราเป็นแค่เพื่อนร่วมงานกันก็พอ แล้วอย่าบังอาจเข้ามาในห้องทำงานของฉันโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก”

“ทำไมพูดกับผมอย่างนี้ พูดเหมือนคนไม่มีเยื่อใยเลย” เขาพ้อด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด

“ไม่ต้องมาดราม่าแถวนี้ ฉันไม่อิน” โมนาเมินหน้าหนีไปทางอื่น ไม่สบตาคู่นั้นเพราะกลัวตัวเองใจอ่อน

“ที่ผ่านมาโมเคยรักผมบ้างไหม หรือแค่...”

“พอเลย ! ” โมนาตวาด ชิ้นิ้วสั่นระริกไปที่ประตู “ออกไป ฉันไม่อยากฟังคุณแก้ตัว คุณมันทุเรศ คบฉันเพราะหวังเงินทองของฉันใช่ไหม อยากได้เท่าไหร่ก็บอกมา ฉันจะเซ็นเช็คให้ แล้วออกไปจากชีวิตฉันได้แล้ว”

“คุณกำลังดูถูกความรักของผมอยู่นะ” ชัชวินโวยหน้าเคร่ง

“ฉันดูไม่ผิดต่างหาก ฉันน่าจะรู้อยู่แล้วว่าผู้ชายหล่อ ๆ ไม่มีวันชอบกระปุกตังฉ่ายหน้าเหมือนเต้าหู้เละ ๆ หรอก เชิญคุณไปสรรหานางฟ้าสวย ๆ ที่คู่ควรกับคุณมาควงเถอะ ปล่อยฉันไว้อย่างนี้แหละ อย่ามายุ่งกับฉันอีกเลย”

“ต้องให้ผมพูดอีกกี่ครั้งนะโม ว่าผมรักคุณ” เขาย่างสามขุมเข้ามาใกล้

“ไม่ต้องพูดอีกเลยดีกว่า เพราะฉันไม่เชื่อคุณ” โมนาเชิดหน้าสบตาอีกฝ่ายด้วยแววตาท้าทาย

พลันชัชวินก็ตวัดมือรอบเอว ดึงเธอเข้าไปกอด พึมพำเสียงพร่า “โม...เชื่อผมนะ ผมรักคุณจริง ๆ ”

โมนาตกตะลึงตัวแข็ง เกิดมาจนจะสามสิบรอมร่อ แต่นี่เพิ่งเป็นครั้งแรกที่เธอถูกเพศตรงข้ามกอดในเชิงเสน่หา หญิงสาวดิ้นขลุกขลัก ปรามเสียงแข็ง “คุณชัช อย่ามาทำรุ่มร่ามแถวนี้นะ ฉันไม่ชอบ”

เสียงเคาะประตูดังขึ้น โมนารีบผลักชัชวินออกห่างและหันไปมอง แล้วก็ต้องอ้าปากค้างด้วยความตกใจ เพราะบานประตูห้องเปิดแง้มโดยมีผู้ชายตัวโตยืนอยู่ตรงนั้น มือข้างหนึ่งเท้าวงกบ ขณะอีกข้างแตะอยู่ที่ประตู

“ผมเคาะเรียกตั้งหลายครั้งไม่ได้ยินเสียงตอบรับ นึกว่าคุณเป็นอะไรหรือเปล่า ก็เลยถือวิสาสะเปิดเข้ามาเลย ขอโทษด้วยที่มารบกวนเวลาส่วนตัว” โนแอลเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ

“เอ่อ...” โมนาตะกุกตะกัก นึกไม่ออกว่าจะอธิบายอย่างไรดี “คือ...”

ในที่สุดหญิงสาวจึงตัดสินใจหาข้ออ้างลอย ๆ โพล่งออกไปแก้เก้อ “คุณชัชกลับไปทำงานก่อนเถอะค่ะ ส่วนเรื่องที่จะขออนุมัติค่าใช้จ่ายรอบพิเศษ คุณเอาเอกสารมาฝากไว้ละกัน แล้วฉันจะพิจารณาอีกที”

“ตกลงครับ” ชัชวินก้มศีรษะนิด ๆ น้ำเสียงหงุดหงิด ก่อนหมุนตัวไปทางประตูด้วยท่าทางไม่เต็มใจ

โนแอลผลักประตูเปิดกว้าง ก้าวเข้ามาในห้อง คอยจนผู้ใต้บังคับบัญชาผ่านหน้าเขาไปแล้ว ซีอีโอคนใหม่จึงงับประตูปิด เดินมายืนหน้าโต๊ะโมนา เขาปลดกระดุมเสื้อสูทแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ พลางชี้ช่อดอกไม้บนโต๊ะ

“ดีกันแล้วหรือ”

“นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของดิฉัน”

“ลิซ่า...อย่าทำตัวเป็นผู้หญิงงี่เง่า ขอร้องเหอะ คุณไม่พอใจอะไรก็พูดมาตรง ๆ เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ”

“ฉันชื่อโมนา”

“นั่นแหละ จะอะไรก็ช่าง เมื่อวานคุณน่ารักกว่านี้ ผมไม่เข้าใจ คุณน่าจะดีใจไม่ใช่เหรอที่เราทำงานที่เดียวกัน จากนี้ไปจะได้ไม่มีแต่คนใจร้ายในที่ทำงานยังไงล่ะ”

โมนากลอกตาไปมา เธอไม่ได้โกรธที่เขาเป็นซีอีโอของลียอง แต่รู้สึกเหมือนวางตัวไม่ถูกต่างหาก เพราะสถานะระหว่างกันกลายเป็นเรื่องอิหลักอิเหลื่ออย่างน่าขัน

“ทำไมคุณไม่บอกฉันสักคำว่าคุณจะมาเป็นซีอีโอที่ลียอง”

“เมื่อวานคุณก็ไม่บอกผมเหมือนกันว่าคุณเป็นพนักงานที่นี่” เขาย้อนเสียงเรียบ

ความคิดที่จะเถียงต่อปลิวหายไปจากใจโมนาทันที

“เอ่อ...จริงด้วย” คงขี้อวดน่าดูถ้ารีบแนะนำตัวกับเพื่อนใหม่ว่าทำงานที่ไหน และตำแหน่งอะไร เมื่อรู้ตัวว่าผิด โมนาก็ไม่ตะแบง “ฉันขอโทษที่ผลีผลามตัดสินคุณเกินไป”

“คุณคิดว่าผมรู้อยู่แล้วว่าคุณทำงานที่ลียอง และผมจงใจปกปิดความจริงเรื่องที่จะมาเป็นซีอีโอที่นี่เหรอ”

โมนาคอตก “ฉันรู้ว่ามันฟังดูงี่เง่า แต่เมื่อกี้ตอนคุณล้อเล่น ฉันเชื่อไปแล้วนี่นา ขอโทษด้วย”

ชายหนุ่มอมยิ้ม ส่ายหน้านิด ๆ “ให้อภัยก็ได้ รู้หรือเปล่า...ทีแรกผมก็ตกใจนะ แต่วินาทีถัดไปผมกลับดีใจมากกว่า ผมไม่ต้องอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้าแล้ว อย่างน้อยผมก็มีคุณเป็นเพื่อนตลอดเวลาที่อยู่เมืองไทย”

โมนาสะดุ้ง เพิ่งนึกได้

ตายแล้ว ! เขาไม่ใช่คนแปลกหน้าที่จะผ่านมาแล้วผ่านไป แต่เขา...กลายเป็นเจ้านายของเธอ นี่เธอบอกอะไรเขาไปบ้างเนี่ย ทั้งเรื่องชัชวิน เรื่องเพื่อนร่วมงาน เรื่อง...อาถรรพ์ซุ้มเล็บมือนาง !

หญิงสาวเอนพิงพนักอย่างหมดแรง เสียงจ๋อยสุด ๆ “ฉันบอกความลับของตัวเองกับคุณทุกเรื่องเลย”

“ไม่เป็นไร ผมเก็บความลับได้” โนแอลยิ้มกว้าง

เจ้าของห้องสูดหายใจเข้าลึกเหมือนต้องการความแน่ใจว่าไม่ได้กำลังฝัน “คุณเป็นซีอีโอจริง ๆ เหรอเนี่ยโนแอล คุณประสบความสำเร็จเร็วมากเลยนะ ฉันเห็นส่วนมากก็ต้องสี่สิบทั้งนั้นถึงจะขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงขนาดนี้ได้”

“ผมรู้ว่าทางลัดอยู่ตรงไหน ทำไมต้องเดินทางตรงล่ะ” ชายหนุ่มยิ้มกว้าง สีหน้ามีร่องรอยภาคภูมิ เขาโน้มตัวมาเคาะปลายนิ้วที่พวงแก้มเธออย่างล้อเลียน “เราดีกันแล้ว งั้นกลางวันนี้ไปกินข้าวด้วยกันนะ”

“ฉันไม่ใช่เด็กนะ แหย่ฉันอยู่ได้” โมนาปัดมือเขาออกพลางยู่หน้า “คุณไม่กลัวคนมองเหรอ”

“เมื่อวานผมก็ไปกินข้าวกับคุณ มันไม่ต่างกันหรอก”

“ตอนนั้นไม่มีใครรู้จักเรา แต่นี่...พนักงานทั้งบริษัทรู้จักคุณ รู้จักฉัน”

“คุณอายไหมที่ต้องไปกินข้าวกับผม”

“ไปกับคนหล่ออย่างคุณ ใครเขาอายกันเล่า แต่คุณน่ะต้องไปกับคนขี้เหร่...”

ชายหนุ่มยกมือขึ้นปรามทันที “ถ้าคุณพูดว่าตัวเองขี้เหร่อีกครั้ง ผมจะหักเงินเดือนคุณ”

โมนาเม้มปากแน่นกลั้นเสียงหัวเราะ กระนั้นมุมปากก็ยังยกขึ้นอยู่ดี “ฉันมีให้หักเยอะ”

“นั่นแหละ...มีเยอะแค่ไหนก็จะหักจนหมดเลย คอยดู” โนแอลคาดโทษจบก็ลุกขึ้นยืน มือกลัดกระดุมเสื้อสูทเข้าที่ “เที่ยงผมจะแวะมารับนะ”

“ไปเจอกันที่หน้าลิฟต์ก็ได้ค่ะ”

“คุณเคยบอกว่าที่นี่มีแต่คนใจร้าย แล้วผมจะปล่อยคุณเดินฝ่าคนพวกนั้นไปที่ลิฟต์ตามลำพังได้ไง เดี๋ยวผมมารับน่ะดีแล้ว” ชายหนุ่มยักคิ้วนิด ๆ แววตาเจ้าเล่ห์

“ก็ได้ค่ะ” โมนาเดินไปเปิดประตูกว้าง แล้วยืนคอย ...

โนแอลก้าวออกมานอกห้อง แต่แล้วกลับหมุนตัวมายืนเท้าสองมือลงบนบานประตู กักหญิงสาวไว้ตรงกลาง พลางเอ่ยเสียงดังราวกับรู้ว่าพนักงานทั้งแผนกกำลังเงี่ยหูรอฟังอยู่ “ผมดีใจ...ที่คุณไม่โกรธผมแล้ว”

โมนาหน้าตื่น ถามด้วยสายตาว่าเขามีเหตุผลใดจึงทำตัวสนิทสนมกันออกสื่อเช่นนี้ และเพียงเห็นสีหน้าเจ้าเล่ห์นั้น เธอก็ยกมุมปากขึ้นรับมุกทันที

“คุณขอโทษฉันแล้วนี่คะ ขืนยังโกรธอีก ฉันคงเป็นผู้หญิงที่แย่เต็มที”

โนแอลเชยคางเธอขึ้น แต้มยิ้ม “ผมชอบเวลาคุณทำหน้าแบบนี้จัง ผมไปทำงานก่อนนะ เที่ยงนี้เจอกันครับ” แล้วคนตัวสูงในชุดสูทสีดำสุดเท่ก็หันหลังก้าวไปตามทางเดินเพื่อกลับไปยังห้องทำงานส่วนตัว

โมนากวาดตามองรอบ ๆ เห็นสายตาของพนักงานทุกคู่มองมาที่เธอด้วยอาการสนใจใคร่รู้ หญิงสาวไม่เอ่ยสักคำ แต่หมุนตัวกลับเข้าไปห้องโดยเปิดประตูค้างไว้ ผู้อำนวยการสาวเอียงหูฟังเสียงหึ่ง ๆ ที่ดังลอดมาให้ได้ยินเบา ๆ พลางอมยิ้ม เธอรู้ว่าการนินทาเริ่มขึ้นแล้ว และแน่นอนว่าคราวนี้ต้องไม่ใช่ด้วยน้ำเสียงสมเพช แต่เป็น...ริษยา !

เพียงเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาเลิกงาน โมนาก็เก็บเอกสารเรียงเป็นระเบียบแล้วปิดคอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็วราวกับคอยเวลานี้มาตลอด หญิงสาวคว้าหูกระเป๋ารีบออกจากสำนักงาน เธอถอนหายใจโล่งอกเมื่อเหลือบไปทางห้องซีอีโอแล้วพบว่าไฟยังเปิดจ้า แสดงว่าโนแอลยังทำงานอยู่ และคงไม่มีทางมาดักคอยสร้างความลำบากใจให้เธอได้อีก

ดูเหมือนการแสดงของโนแอลจะได้ผลเกินคาด เพราะหลังมื้อกลางวัน ข่าวใหม่ก็ถูกลือกันไปทั้งสำนักงานว่าชัชวินตกกระป๋องแล้ว เพราะเธอกำลังเล็งซีอีโอคนใหม่มาเป็นคู่ควงแทน ไม่สิ...พวกนั้นใช้คำว่าเธอกำลังจะ ‘ซื้อ’ โนแอลมาสนองปมด้อยของตัวเองต่างหาก

โมนานึกดีใจที่โนแอลฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง เพราะหากเขาได้ยินว่าผู้หญิงในออฟฟิศพูดจาแทะโลมเขาและดูถูกเธออย่างไร เขาคงปั้นหน้าไม่ถูกและคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงมักมากที่เสพผู้ชายเป็นภักษาหารแน่นอน

บ่ายสามโมงเศษ ชัชวินซึ่งเพิ่งกลับจากประชุมข้างนอกก็แล่นมาคาดคั้น

‘โม ! เขาลือกันทั้งออฟฟิศว่าคุณไปกินข้าวกับซีอีโอคนใหม่ จริงเหรอ’

โนแอลสอนไว้แล้วว่าให้ตอบอย่างไร โมนาจึงรับมือกับ ‘แฟนเก่า’ ตามที่อาจารย์ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้

‘คุณไม่ใช่ผู้ปกครองของฉันนะคะ ฉันไม่จำเป็นต้องรายงานตัวกับใคร’

‘เอาอีกละ ! พูดอย่างนี้กับผมอีกแล้ว ทำไมไม่เรียกตัวเองว่าโมอย่างเดิม’

‘ฉันบอกแล้วไงคะว่าถ้าคุณพิสูจน์ตัวเองไม่ได้ เราก็ควรเป็นแค่เพื่อนร่วมงานกันเท่านั้น’

ชัชวินหน้าบึ้ง ‘ผมไม่ยอมให้โมทิ้งผมง่าย ๆ หรอกนะ’

‘ฉันไม่ได้ทิ้งคุณ แต่คุณนอกใจฉันต่างหาก เข้าใจซะใหม่ให้ถูกต้องด้วย’

‘โมไม่ได้รักผมเหมือนที่ผมรักโมน่ะสิ โมถึงได้ตัดขาดผมง่าย ๆ อย่างนี้’

โมนาถอนใจ เสเบือนหน้าไปทางอื่น ‘คุณอย่ามาพูดจาเลี่ยน ๆ ขนาดนั้นเลย เราคบกันไม่ถึงสองเดือนเองมั้ง’

‘แค่วินาทีเดียว คนก็ตกหลุมรักกันได้แล้ว อย่าว่าแต่สองเดือนเลย’ ชัชวินสบตาโมนา ‘ผมเสียใจนะ ถ้าโมคิดว่าผมคบกับคุณเพื่อเงิน เพราะความจริงแล้ว...’

ชายหนุ่มก้มหน้าซ่อนสายตา ขณะมือตกลงข้างตัว ‘ช่างเถอะ ไม่มีประโยชน์ที่ผมจะอธิบายแล้วละ วันนี้คุณไม่เชื่อผมไม่เป็นไร ผมหวังว่าคงมีสักวันที่คุณเชื่อว่าผมรักคุณจริง ๆ ’ เอ่ยจบเจ้าของร่างสูงก็เดินเชื่องช้าไปที่ประตู

โมนาเม้มปากแน่นด้วยอาการชั่งใจ เป็นไปได้หรือที่ผู้ชายหน้าตาดี มีคนสวย ๆ ให้เลือกมากมายจะรักเธอในระยะเวลาเพียงแค่สองเดือน มันเร็วเกินไป มีพิรุธและข้อน่าสงสัยมากเกินไป มันมากเกินไปจริง ๆ !

‘คุณคบกับผู้หญิงคนนั้นก่อนหรือหลังที่คบกับฉัน’ โมนาอยากรู้

‘ผมไม่ได้คบกับเขา เราแค่บังเอิญพบกัน แล้วก็เลยเถิดไปโดยไม่ตั้งใจ’

‘คุณโกหกฉัน คุณไม่ได้ไปทำงานที่อุบลฯ แต่ไปอยู่กับเขา แถมยังเบี้ยวนัดดินเนอร์กับฉันเพื่อไปเริงรักกัน ยังจะบอกว่าเขาไม่ใช่แฟนคุณอีกหรือ’

‘ผมไปอุบลฯจริง ๆ นะ ผมไม่รู้ว่าทำไมคุณถึงหาว่าผมโกหกเรื่องนี้’

โมนาสับสนไม่รู้ว่าจะเชื่อคำพูดไหนดี เพราะรูปในโทรศัพท์ของสิริวิมลแสดงว่าชัชวินอยู่กับเจ้าหล่อน แต่เจ้าตัวกลับยืนกรานว่าเขาไปทำงานต่างจังหวัดจริง ๆ

‘ส่วนเรื่องดินเนอร์เมื่อวานซืน ผมยอมรับผิด ผมพลาดเองแหละ สิรีโทร.ไปหาผม บอกว่าไม่สบายหนักมาก อาเจียนเป็นเลือด ขอร้องให้ผมไปพาเขาส่งโรงพยาบาล’

‘คุณสิริวิมลส่งคลิปวิดีโอมาให้ฉันดูแล้วค่ะ ว่าคุณ ‘พยาบาล’ กันถึงอกถึงใจขนาดไหน’

ชัชวินหน้าถอดสี ‘คลิป...โมหมายถึงอะไร’

‘ก็คลิปที่คุณดูแลกันจนขาเตียงสั่นไงละ จะต้องให้ฉันอธิบายอีกเหรอ’

‘สิรีผสมอะไรสักอย่างในน้ำให้ผมดื่ม ผมทำไปเพราะไม่ได้สติ ผมไม่รู้เรื่องคลิปนั่นจริง ๆ นะโม’ เขาหน้าเสียละล่ำละลักอธิบาย

‘คุณได้ยินสิ่งที่ตัวเองพูดบ้างหรือเปล่า ถ้าจะโกหก อย่างน้อยก็น่าจะหาเหตุผลที่น่าเชื่อถือหน่อยนะ’

ชัชวินคอตก สีหน้าเศร้าหมอง ‘ผมรู้ว่ามันเหลือเชื่อ แต่มันเป็นความจริงนะ’

โมนาบิดริมฝีปาก ยักไหล่เยาะหยัน ‘ไว้คุณมีเหตุผลที่น่าฟังกว่านี้ แล้วค่อยมาบอกฉันดีกว่าค่ะ’

สถานออกกำลังกายของโรงแรมคีรีธาราวันนี้มีคนประจำที่เครื่องเล่นทุกชิ้น หลังจากโมนาเปลี่ยนชุดเสร็จ เทรนเนอร์สุดหล่อหุ่นล่ำน่ากินคนเดิมก็ออกจากห้องอุปกรณ์ปรี่เข้ามาหาทันที

“เมื่อวานคุณโมนาเบี้ยวผม” เอกชัยต่อว่าแทนการทักทาย

“ฉันไม่สบายนิดหน่อย ก็เลยตัดสินใจยกยอดมาวันนี้แทน แต่ไม่ได้หยุดเสียเปล่านะคะ” เธอผายมือตั้งแต่หัวไหล่ไล่ลงไปตามตัวเป็นเชิงอวด “ฉันไปซื้อเสื้อผ้าและอุปกรณ์มาพร้อมเลยเห็นไหมคะ”

“เห็นครับ ดูดีมากด้วย คุณโมรสนิยมดี” ชายหนุ่มยิ้มกว้าง พลางอ้อมไปหลังเคาน์เตอร์ ดึงกระดานไม้เล็ก ๆ เหน็บกระดาษปึกหนึ่งขึ้นมาวาง แล้วชี้เอกสารประกอบการอธิบาย “คุณโมน้ำหนักเกินค่อนข้างมาก คงไม่เหมาะจะออกกำลังกายที่ต้องเกิดแรงกระแทก เพราะฉะนั้นช่วงอาทิตย์แรกผมจะจัดให้คุณโมเรียนโยคะเพื่อปรับสมดุลของร่างกายและยืดหยุ่นกล้ามเนื้อก่อน ควบคู่กับการเผาผลาญแคลอรี คุณโมไม่ควรวิ่ง เพราะจะทำให้หัวเข่าและข้อเท้าทำงานหนัก ควรใช้เครื่องอีลิปติคอลแทน”

คงเพราะเห็นเธอทำหน้างง ๆ เขาเลยชี้เครื่องเล่นในห้องอุปกรณ์ให้ดูพร้อมอธิบาย “เครื่องที่มีที่เหยียบเหมือนใบพายสองอันให้ขึ้นไปยืนปั่นคล้าย ๆ จักรยานไงครับ เราเรียกว่าลู่วิ่งวงรี หรือบางคนก็เรียกสกายวอล์คเกอร์ครับ วันนี้คุณโมต้องโยคะหนึ่งชั่วโมง แล้วขึ้นสกายวอล์คเกอร์สี่สิบห้านาทีครับ”

“ตกลงค่ะ” โมนาพยักหน้ากระตือรือร้น เดินตามครูฝึกรูปงามไปยังห้องแอร์โล่งกว้างแยกจากห้องอุปกรณ์ด้วยกระจกใส ผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกสามารถมองไปยังทิวทัศน์กรุงเทพฯยามค่ำคืนได้ มีเพียงฟากเดียวที่เป็นกระจกเงา บัดนี้ทั้งห้องมีเบาะปูไว้เป็นระยะ และเกือบทุกที่ก็ถูกจับจองไว้แล้ว

เอกชัยนำเธอเข้าไปยังเบาะแถวหน้าสุดพลางชี้ “คุณโมใช้เบาะนี้เลยครับ ผมเตรียมไว้ให้แล้ว”

เมื่อโมนาและครูฝึกนั่งประจำที่เรียบร้อย ไฟในห้องก็หรี่ลงพร้อมกับเสียงน้ำไหลรี่ดังกังวานมาจากลำโพงสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย เอกชัยนำสมาชิกฝึกโยคะขั้นพื้นฐานช้า ๆ โดยมีนักเรียนคนใหม่ซึ่งอยู่ที่เบาะติดกันถูกจับดัดหลัง เหยียดขา ยืดแขน ดึงไหล่จนน่วมไปหมด

โมนาอยากเรียกหนึ่งชั่วโมงนั้นว่าทรมานราวกับตกนรก ! หญิงสาวรู้สึกเหมือนร่างกายถูกแยกออกจากกันเป็นชิ้น ๆ และบางทีก็ถูกจับมัดรวมกันเป็นกลุ่มก้อน ท่าโยคะที่ป้าแก่ ๆ หลังห้องทำได้ง่ายดาย แต่เธอกลับขยับด้วยความยากลำบาก โมนามองเงาสะท้อนจากกระจกด้วยความทดท้อ เพราะไม่ว่าครูฝึกจะสอนทำท่าไหน เธอก็ไม่เคยทำตามแบบได้เลย เธอนั่งยืดขาตรงแล้วเอื้อมมือแตะนิ้วโป้งเท้าไม่ถึง ยืนตัวตรงแล้วก้มลงเอามือวางบนพื้นไม่ได้ กระทั่งแค่นั่งท่าเทพธิดายื่นมือไปเบื้องหน้า โน้มตัวลงเอาหน้าผากแตะพื้น เธอก็สะโพกกระดกจนเอกชัยต้องมาใช้เข่ายันที่ก้นกบช่วยกดให้สะโพกเธอติดส้นเท้าไว้เลย

เมื่อการฝึกโยคะมาถึงท่าอาสนะศพอันเป็นท่าสุดท้ายสำหรับคลายกล้ามเนื้อ โมนาจึงนอนวางแขนขาปล่อยตามสบาย และหลับตาลง เสียงน้ำไหลแผ่วเบาที่คลออยู่ทำให้เธอยิ่งผ่อนคลายจนหลับสนิทอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว

อะไรสักอย่างที่ยุกยิกอยู่ตรงไหล่ขวาทำให้โมนาต้องยกไหล่หนีด้วยความรำคาญ พลางใช้มือซ้ายปัดออกไล่สิ่งรบกวนนั้น เสียงขลุกขลักบางอย่างที่ดังอยู่ใกล้ ๆ ทำให้เธอต้องฝืนลืมตาขึ้นด้วยความเกียจคร้าน

“ว้าย ! ” โมนาสะดุ้งเมื่อเห็นใบหน้าหนึ่งก้มลงมาใกล้ ขณะกำลังจะผวาลุกขึ้นหรือกระถดหนี มือแข็งแกร่งคู่หนึ่งก็กดที่บ่าทั้งสองข้างเธอแนบพื้น โชคดีที่เจ้าตัวขยับศีรษะออกห่างจากเธอ กระนั้นก็ยังแลคล้ายคุกคามอยู่ดี โมนามองไล่จากใบหน้านั้นไล่ไปตามมือถึงลำตัว ก็เห็นว่าเอกชัยนั่งพับขาอยู่ข้าง ๆ สองมือกดไหล่เธออยู่

“อย่าเพิ่งลุกครับ ร่างกายจะเสียสมดุล คุณโมนอนตะแคงตัวมาทางนี้ ใช้มือขวายันพื้นแล้วค่อยยันตัวลุกขึ้น ช้า ๆ นะ” เขาบอกบทพลางปล่อยมือจากบ่าเธอด้วยท่าทีสุภาพ

โมนาลุกขึ้นมานั่งตามที่เขาบอกแล้วยิ้มแหย มองห้องเรียนว่างเปล่าภายใต้แสงไฟสลัวราง ที่บัดนี้เหลือเบาะของเธอเพียงเบาะเดียว โอย...น่าอายที่สุด เธอเผลอหลับไปได้ยังไงเนี่ย !

“เลิกเรียนแล้วหรือคะ”

“คุณโมคงเพลีย หลังท่าอาสนะศพเลยเผลองีบไป คุณโมไปล้างหน้าสิครับ เดี๋ยวจะได้มาเบิร์นกัน”

“ฉัน...” โมนาเหนื่อยมาก อยากกลับคอนโดไปนอนมากกว่า แต่อีกฝ่ายรู้แกวไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ

“สี่สิบห้านาทีเองครับ แป๊บเดียวก็ครบแล้ว มา ! เดี๋ยวผมไปเบิร์นเป็นเพื่อน รับรองว่าคุณโมยังไม่ทันเหนื่อยก็หมดเวลาละ” ใบหน้าหล่อ ๆ นั้นดูกระตือรือร้น ส่งกำลังใจมาให้โมนาผ่านทางสายตาจนเธอใจแข็งไม่ไหว

“งั้น...โมขอไปล้างหน้าก่อนนะคะ เดี๋ยวจะไปสมทบที่ห้องอุปกรณ์ค่ะ”

โมนาบิดตัวด้วยความเมื่อยขบ แม้จะง่วงแสนง่วง เหนื่อยจนสายตัวแทบขาด แต่ก็จำต้องลากเท้าไปล้างหน้าเพื่อเรียกความสดชื่น แวบหนึ่งที่หญิงสาวมองตู้ล็อกเกอร์อย่างชั่งใจ ถ้าเธอเก็บกระเป๋าหนีกลับ อีตาเทรนเนอร์จะทำไงได้ ถ้าเขาพูดมากนัก เธอไม่มามันอีกเลยก็หมดเรื่อง !

โมนาไขตู้ล็อกเกอร์ทันที ทว่าขณะหยิบตะกร้าบรรจุแชมพู สบู่ และสารพัดครีมเตรียมไปอาบน้ำ หญิงสาวก็ชะงัก ดวงตาเขม้นมองข้าวของในกระเป๋าที่โนแอลช่วยเลือกช่วยซื้อ ในที่สุดจึงเสือกตะกร้าของใช้เก็บเข้าที่ ล็อกตู้เก็บของ แล้วหมุนตัวเดินออกมาจากห้องน้ำอย่างหมดแรง เธอลงทุนไปมากเกินกว่าจะยอมแพ้แค่การออกกำลังกายวันเดียว เสื้อผ้าก็มีตั้งสี่ชุด ถ้าจะเลิกจริง ๆ อย่างน้อยก็น่าจะได้ใส่ทุกชุดให้ครบก่อน จะได้เห็นว่าชุดไหนใส่แล้วสวยที่สุด !

ห้องอุปกรณ์ที่เคยคลาคล่ำบัดนี้ค่อนข้างโล่ง เครื่องเล่นส่วนใหญ่ว่างเปล่า โมนามองหาเอกชัย แต่ไม่พบ จึงขึ้นไปยืนเก้ ๆ กัง ๆ บนเครื่องอีลิปติคอล ศึกษาว่าปุ่มต่าง ๆ บนหน้าปัดสั่งการเครื่องอย่างไร พลันเงาดำที่ทาบทับมาจากเบื้องหลังก็เรียกให้โมนาหันกลับไปด้วยความโล่งใจ แต่...

“เป็นไง...หลับสบายไหม” โนแอลถามแทนการทักทาย

โมนาอึกอัก เริ่มระแวงว่าเขาอาจเห็นเหตุการณ์ในห้องโยคะ

โอย...นี่เธอจะเอาหน้าไปซุกไว้ที่ไหนดี มีใครเขาเผลอหลับหลังเล่นโยคะบ้างเนี่ย ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้คือแกล้งไขสือเสีย

“คุณพูดเรื่องอะไร”

“ก็...เมื่อกี้ใครน้าที่หลับในคลาสโยคะน่ะ คิดว่าผมไม่เห็นหรือไง”

โมนาไหล่ตก ท่าทางสุดจ๋อย “นี่เขาเห็นกันทั้งฟิตเนสหรือยังคะ”

“ไม่หรอก ไฟในห้องยังหรี่อยู่ คนมองเข้าไปไม่ถนัด ที่สำคัญก็คือเทรนเนอร์ของคุณนั่งหันหลังบังไว้ คนมองเข้าไปคงจะคิดว่าเขากำลังคุยกับคุณอยู่ ไม่มีใครคิดว่าคุณหลับหรอก”

“ค่อยยังชั่วหน่อย” โมนาโล่งอก แต่ในใจยังไม่หยุดสงสัย “แล้วคุณรู้ได้ไงว่าคนที่หลับอยู่คือฉัน”

“ผมมาถึงตั้งแต่คลาสโยคะเพิ่งเริ่ม ก็เลยวิ่งไปแล้วก็สังเกตการณ์ไปพลาง ๆ น่ะสิ เห็นตั้งแต่ตอนเริ่มท่าอาสนะศพแล้วว่าคุณดูผ่อนคลายเกินไป กะแล้วเชียวว่าต้องงีบหลับไปจริง ๆ ”

หญิงสาวหน้ามุ่ย ถอนหายใจ “ทำไมคุณต้องเห็นตอนฉันทำตัวทุเรศ ๆ ทุกทีเลยนะ”

“ไม่เอาน่า อย่าคิดมาก คุณต้องใช้สกายวอล์คเกอร์ใช่ไหม มา ! ผมตั้งเครื่องให้” เขาตั้งเวลาและสอนวิธีออกกำลังกายให้เธอด้วยความเต็มใจ ทั้งยังกระโดดดึ๋งขึ้นไปอยู่บนอุปกรณ์ชนิดเดียวกันที่อยู่ข้าง ๆ เผาผลาญพลังงานไปพร้อมกัน แถมยังชวนคุยอย่างออกรส

โมนาปรายตามองไปยังมุมห้องด้านหนึ่งที่มีพนักงานของลียองยกน้ำหนักบริหารกล้ามเนื้ออยู่ แล้วรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็แต้มขึ้นบนใบหน้า เธอแกล้งพึมพำเสียงเบา “คุณใจดีกับฉันจังเลยนะโนแอล”

และก็เป็นดังคาด ชายหนุ่มฟังไม่ถนัด จึงเอียงตัวมาใกล้เธอแล้วถาม “เมื่อกี้คุณพูดว่าไงนะ”

โมนาหัวเราะคิก เอนศีรษะไปทางชายหนุ่ม ทวนประโยคเดิมเสียงเบา หลอกให้โนแอลขยับหูมาใกล้ยิ่งขึ้น เพียงเขาได้ยินคำขอบคุณชัด ๆ คนอัธยาศัยดีก็หัวเราะลั่น วางท่าผาสุก ยืดตัวตรงขณะปั่นเครื่องสกายวอล์คเกอร์

“โอ้ลาล่า คุณนี่ไม่ไหวเลยนะลิซ่า เรื่องแค่นี้เอง ทำซะอย่างกับเรื่องใหญ่”

“ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันอยากให้คุณรู้นี่คะว่าฉัน ‘รู้สึก’ ยังไง ก็ต้องบอกกันบ่อย ๆ หน่อยสิ” เธอพูดเสียงดัง หางตาสังเกตเห็นว่าบรรดาพนักงานของลียองแทบจะตะแคงหูฟังบทสนทนานี้กันตัวเอียงเลยทีเดียว

“ผมไม่รับคำขอบคุณหรอกนะ บอกแล้วไงว่าระหว่างเรา มันไม่ต้องมาขอบคุณกันแล้ว”

โมนาหันไปส่งยิ้มให้เขา รับรู้ด้วยความสุขใจว่า สายตาคนนอกที่มองมาต้องร้อนผ่าวด้วยไฟริษยาแน่นอน !


. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

สวัสดีปีใหม่เพื่อนนักอ่านทุกคนค่ะ

ทิ้งเรื่องเก่าไว้ที่ปีเก่า

รอรับเรื่องใหม่ๆ ดีๆ ในปีใหม่กันค่ะ

ขอให้สุขภาพแข็งแรง เต็มไปด้วยชีวิตชีวา

มีนิยายสนุกๆอ่านตลอดปี

และที่สำคัญมีผู้ชายดีๆ อยู่ข้างกายกันด้วยนะคะ :D

หัวใจร้อยดาว เคยตีพิมพ์สองครั้งกับ สำนักพิมพ์อรุณ

ตอนนี้สิริณนำมาจัดทำเป็นฉบับอีบุ๊ก

หยิบมาโพสต์ให้ทดลองอ่านก่อนตัดสินใจซื้อค่ะ

(สิริณโพสต์สลับกันระหว่างรอยตะวัน-ใต้ปีกรักสีเพลิง- หัวใจร้อยดาว

วันละเรื่องนะคะ ชวนนักอ่านไปกดติดตามเรื่องอื่นไว้ด้วย

จะได้มีนิยายอ่านทุกวันไม่ขาดตอน อิอิ)

sds

หัวใจร้อยดาว ความยาว 501 หน้า ราคา 315 บาท

mebmarket >>https://goo.gl/VrsXdA

ookbee >>https://goo.gl/fbwrar

Hytexts >>https://goo.gl/726gtc

ตอนนี้โหลดอีบุ๊ก

สามารถนำไปลดหย่อนภาษีในโครงการช็อปช่วยชาติได้ด้วยน้า

ขาดเรื่องไหน ตามไปโหลดกันโลดเลยจ้า

sds

ใต้ปีกรักสีเพลิง >> https://goo.gl/Xbezzr

พยศดอกฟ้า >> https://goo.gl/o9FXn6

รอยตะวัน >> https://goo.gl/vSr8Gt

แผนก่อการรัก >> https://goo.gl/a3LMdw

บุหงาซ่อนกลิ่น >> http://bit.ly/2tqjPWW

หัวใจร้อยดาว >> https://goo.gl/VrsXdA

เอื้อมวิมาน >> https://goo.gl/TP8weL

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่จำนวนไม่มาก

สามารถสอบถามได้ที่m.me/SirinFC

หน้าปกฉบับตีพิมพ์ค่ะ

sds

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Yoko
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 8 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว