Return รักร้ายนายเย็นชา- หญิงสาวที่เลิกเชื่อในพรหมลิขิต

โดย  คิมหันต์ราตรี/บุษย์น้ำเพชร/SummerNight

Return รักร้ายนายเย็นชา

หญิงสาวที่เลิกเชื่อในพรหมลิขิต

เมื่อก่อนฉันเชื่อในเรื่องพรหมลิขิตนะ เคยคิดว่าการที่ฉันได้มาเจอใครสักคนมันเป็นเพราะพรหมลิขิตนั้นขีดให้เรามาเจอกัน และก็ขีดให้เรามารักกัน

ฉันเคยคิดว่าผู้ชายคนหนึ่งนั้นเป็นเนื้อคู่ของฉัน ต้องเป็นเพราะพรหมลิขิตแน่ๆ ที่ทำให้เราเจอกัน แต่สุดท้ายฉันก็รู้ตัวว่าตัวเองเป็นพวกงมงายที่ชอบคิดเพ้อฝันไปวันๆ เท่านั้นเอง เพราะพรหมลิขิตมันคงไม่มีอยู่จริง...

หลังจากที่เลิกเชื่อเรื่องไร้สาระไปนานตั้งแต่ขึ้นมหาวิทยาลัยปีสาม ฉันก็ไม่คิดถึงพรหมลิขิตอีกเลย จนวันนี้ฉันก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นมันควรจะเรียกว่าอะไร

หลังจากที่เลิกเชื่อเรื่องไร้สาระไปนานตั้งแต่ขึ้นมหาวิทยาลัยปีสาม ฉันก็ไม่คิดถึงพรหมลิขิตอีกเลย จนวันนี้ฉันก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นมันควรจะเรียกว่าอะไร

วันนี้ที่บริษัทจัดงานเลี้ยงปีใหม่ ทุกทีจะจัดที่โรงแรม แต่ปีนี้มาแปลกมาจัดในผับ ก็ดีนะเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง เรียกว่าปิดผับเลี้ยงเลยก็ว่าได้ เพราะพนักงานของ ‘บริษัทเอกอนันต์’ นั้นมีกันเกือบห้าร้อยคน ฉันเดาๆ เอานะ

งานปีนี้มีตีมว่าให้ใส่ชุดแฟนซี แผนกของฉัน...แผนกสถาปนิก ตกลงกันว่าจะแต่งเป็นพวกขาร็อกไม่ก็พังค์ ฉันก็จัดเต็ม เสื้อหนัง กระโปรงหนัง รองเท้าส้นสูงหนัง แหวนแบบชาวร็อก และสร้อยคอหัวกะโหลกเส้นยาว อ๊อฟชั่นครบ แถมแต่งหน้าแนวออกดาร์กๆ อีกต่างหาก

แต่เพราะว่าไม่ค่อยได้ใส่ส้นสูงนาน แถมไม่มีที่ให้นั่งอีกต่างหากจึงปลีกตัวเองมาหลบอยู่แถวซอกหลืบหลังร้านเพื่อหาที่นั่งพักขา ถอดแหวนที่ใส่อยู่สี่ห้าวงวางไว้ข้างๆ ตัว แถมถอดรองเท้าด้วยเพราะเมื่อยเท้าเหลือเกิน ใครจะไปรู้มานั่งอยู่ดีๆ เกือบมีหนังสดให้ดู

“เนยร้อนจังเลยค่ะ คุณธันวาช่วยถอดเสื้อคลุมให้หน่อยได้มั้ยคะ”

สุดท้ายความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะความเมื่อยล้าเป็นปลิดทิ้ง เดาว่าทั้งสองคนนี้ก็คงต้องการมาหาที่เงียบๆ พลอดรักกันสองคนเหมือนกัน แต่หารู้ไม่ว่าที่ตรงนี้ไม่ได้มีแค่สองคนนั้นอิอิ

เท้าที่เปลือยเปล่าของฉัน (ยกเว้นถุงน่องที่ยังใส่อยู่) ย่องมาในเงาสลัวเพื่อจะมาดูว่า ‘น้องเนย’ เสียงหวานที่แสนจะยั่วยวนถูกคุณธันวาของเธอถอดเสื้อให้หรือเปล่า ที่จริงฟังอย่างเดียวก็คงพอรู้ แต่ถ้าเห็นมันคงจะได้อารมณ์มากกว่าจริงมั้ย

“ผมมาแค่ทำหน้าที่เปิดงาน ไม่ได้มาทำหน้าที่อย่างอื่น” ได้ยินเสียงคำพูดของนายธันวาช่างเย็นชาไร้อารมณ์เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน ขนาดสาวให้ท่าขนาดนี้ยังนิ่งอยู่ได้...

พอฉันหาที่เหมาะๆ ได้ก็จับจองพื้นที่กันเลยทีเดียว มันคือหัวมุมตึก ฉันอยู่ด้านหนึ่งส่วนคนที่ฉันแอบมองก็อยู่อีกด้านหนึ่งของมุมตึกพอดีแต่ไกลกว่าหน่อย ฉันเลยแอบโผล่หน้าไปเล็กน้อยเพื่อดูว่าถ้าฉันโผล่ไปจะมีใครเห็นหรือไม่

จากมุมที่ฉันยืนกับมุมที่พวกเขายืนพวกเขาไม่น่าจะเห็น นายธันวายืนหันหน้ามาทางด้านมุมตึก ด้านที่ฉันแอบอยู่ แต่เขาหันเบี่ยงออกเล็กน้อยจึงมองไม่เห็นฉัน ส่วนเนย...สาวเสียงหวานไม่ต้องห่วงเลยหันหลังให้ฉันเต็มๆ

“แหม...อย่าใจร้ายสิคะ คุณก็รู้ว่าเนยสนใจคุณมานานแล้ว”

ตอนที่ฉันแอบมองก็เห็นคนที่แทนตัวเองว่าเนยใช้แขนขาวทั้งสองคล้องคอของนายธันวาอยู่ ส่วนนายธันวายังยืนนิ่งไม่ไหวติง มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋ากางเกงสแลคสีดำของเขา หน้าตาไร้ความรู้สึกเหมือนเดิม เหมือนสมัยก่อนที่ฉันเคยเห็นบ่อยๆ

“...”

“เนยไม่ขออะไรจากคุณเลย ขอแค่...ให้คุณรักเนยก็พอ” เน้นคำว่า'รัก'เต็มๆ พูดไม่พอยังโน้มคอนายธันวาไปหอมแก้มอีกต่างหาก ดูจากด้านหลังน้องเนยก็น่าจะเซ็กซี่พอดู เพราะจากชุดที่ใส่มามันเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งได้รูปน่าดูมาก ขนาดฉันที่เป็นผู้หญิงด้วยกันยังอิจฉา

“ผมว่าคุณเมาแล้วนะครับคุณชลลิกา เมาแล้วก็กลับบ้านไปเถอะ” เสียงเขาเรียบเฉยมาก แต่ดูจากอาการที่เขาเอามือออกจากกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่งแล้วใช้มือข้างนั้นเสยผม ฉันรู้...เขากำลังหงุดหงิด

“เนยไม่ได้เมา ถ้าคุณอยากให้เนยกลับบ้านคุณต้องไปส่งเนยนะคะ” น้ำเสียงยังคงออดอ้อนแง่งอน

ฉันเห็นว่าตอนนี้นายธันวานั่นเริ่มจะแกะมือปลาหมึกของน้องเนยเสียงหวานออกจากตัว ท่าทางจะไม่ได้หงุดหงิดธรรมดาแล้วสิ

“ถ้าคุณกลับบ้านเองไม่ได้คุณก็เรียกแท็กซี่กลับบ้านไปซะ ผมมีธุระ ขอตัว” พูดจบก็แกะมือปลาหมึกของเนยออกได้พอดีแล้วก็หันหลังเดินไปด้านในตึกไม่สนใจหญิงสาวที่เริ่มกระทืบเท้าด้วยความไม่พอใจเลยสักนิด

“คุณธันวา!” เสียงหวานตวาดแหวเมื่อชายหนุ่มไม่สนใจเธอ “ไอ้คนตายด้าน อ่อยขนาดนี้ยังไม่ยอมอีก คิดว่าหล่อตายหรือไง อย่าคิดว่าจะยอมแค่นี้นะ!” เนยสบถเมื่อนายธันวาเดินไปไกลแล้ว ทำเอาภาพลักษณ์สาวเสียงหวานหุ่นเซ็กซี่ของฉันกระเจิงออกจากหัวไปทันที

พูดจบเนยก็สะบัดหน้า หมุนตัวหันหลังเดินออกไปอีกทาง

เป็นสักขีพยานของเรื่องที่ไม่คิดว่าจะได้เจอก็เจอไปแล้ว ดังนั้นจึงกลับมานั่งที่เดิมมุมตึกหลังร้าน ถึงจะไม่เงียบมากแต่ก็สงบดีทำให้รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาเล็กน้อย พอจะใส่รองเท้าบูตส้นสูงเพื่อเดินกลับเข้าร้าน ก็เพิ่งจะเห็นว่าถุงน่องสีดำของฉันมันขาด จับนิดเดียวมันก็รันจนเห็นรอยขาดเป็นแนวยาวทำให้สีดำของถุงน่องตัดกับขาขาวๆ ของฉันอย่างเห็นได้ชัด สงสัยคงจะไปเกี่ยวกับอะไรแถวมุมตึกตอนที่ไปเป็นถ้ำมอง

ในเมื่อแก้ไขอะไรไม่ได้ รอยขาดก็น่าเกลียดเสียจนไม่สามารถจะใส่ได้ ก็เลยคิดจะถอด แต่จะให้ไปถอดในห้องน้ำก็ขี้เกียจคนเยอะ ไหนๆ ตรงนี้ก็ไม่มีใครก็ถอดมันตรงนี้เลยละกัน มองซ้ายมองขวาอีกทีเพื่อความชัวร์ ไม่เห็นใครก็เลยถอดถุงน่องที่ใช้การไม่ได้ออกเสีย

ถึงกระโปรงหนังของฉันจะสั้นสูงกว่าหัวเข่ามามากพอสมควร แต่ว่าถุงน่องของฉันมันยาวกว่าทำให้ต้องดึงกระโปรงเลื่อนขึ้นไปอีกเล็กน้อยเพื่อให้มันพ้นกับขอบถุงน่องก่อนจะถอดมันออกทีละข้าง ถอดข้างซ้ายเสร็จก็ถอดข้างขวาต่อ ปากก็ฮัมตามเพลงที่ดังลอดออกมาจากในร้าน ถอดอีกข้างจนจะถึงปลายเท้ากลับตกใจกับเสียงทุ้มที่ดังขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

“ทำอะไรไอ้คุณธันวา ยืนนิ่งเชียว”

ฉันหันไปมองตามต้นเสียง เห็นนายธันวายืนอยู่ที่ตรงนั้น!!! ที่เดียวกับที่ฉันแอบมองเขา สายตาของเขาจับจ้องนิ่งมาที่ฉันและมีชายอีกคนหนึ่งที่เพิ่งจะเดินมาตบบ่าของเขา

พ่อจ๋า แม่จ๋า บอกหนูหน่อยว่าเขาไม่เห็นตอนหนูถอดถุงน่องใช่มั้ย? เขาไม่เห็นขาอ่อนของหนูใช่มั้ย? อยากจะร้องไห้

“อ๊ะ! ขอโทษครับ” นั่นคือเสียงเดียวกับเสียงแรก คือเสียงของคนที่เดินมาตบไหล่นายธันวานั่นเอง

หน้าฉันร้อนผ่าวขึ้นมาในทันที

“ไม่เป็นไรค่ะ”

ฉันหันหน้าหลบทันที ดึงถุงน่องออกจากเท้าอย่างรวดเร็วที่สุด ดึงกระโปรงลงมาให้ยาวเท่ากับความยาวเดิมของมัน ถึงแม้ตอนที่ถอดถุงน่องข้างขวากระโปรงมันจะคลายลงมามากแล้วก็ตามแต่มันยังไม่สุดความยาวของมัน คว้ารองเท้าบูตได้ก็รีบลุกขึ้นหันหลังให้พวกเขา แล้วรีบเดินไปอีกทางอย่างรวดเร็ว

คำตอบที่ว่า ‘ไม่เป็นไร’ ที่จริงฉันเป็นนะ เป็นมากด้วยแต่สถานการณ์มันทำให้ฉันคิดอะไรไม่ออก ตอบไปแบบส่งๆ พอตอบออกไปแล้วก็อยากจะเอาหัวโขกกำแพงให้รู้แล้วรู้รอด แต่สิ่งแรกที่คิดได้คือไปให้พ้นจากสายตาของคนสองคนนี้ก่อนดีกว่า

พอเดินมาได้ไกลแล้วก็รีบยัดถุงน่องใส่กระเป๋ากระโปรงอย่างรวดเร็ว แล้วค่อยสวมรองเท้า อาย...แต่ทำอะไรไม่ได้ ยังดีที่วันนี้ฉันแต่งหน้าแนวดาร์ก มันเลยทำให้ต้องแต่งหน้าเข้มและหนามากกว่าปกติ พวกเขาคงจำฉันไม่ได้หรอก ถ้าพวกเขาเห็นก็ช่างหัวมัน เห็นแล้วไงเอาไปไม่ได้เสียหน่อย คิดในแง่ดีเข้าไว้

“หายไปไหนมาฉันหาซะทั่วงานเลย” ดาด้าเพื่อนรักตั้งแต่สมัยเรียนมหา’ ลัยของฉันถามขึ้นเมื่อเห็นฉันเดินหน้านอยด์กลับมาที่โต๊ะ

“ไปพักขามาน่ะ...เมื่อย ไม่เข้าใจทำไมพวกเราถึงนั่งเก้าอี้เหมือนคนอื่นไม่ได้” ฉันยิ้มบอกดาด้า คิดว่าเรื่องน่าอายแบบนี้ไม่เล่าให้เพื่อนฟังดีกว่า

“แกก็ดูซะก่อนสิว่าคนที่นั่งนั่นนะอาวุโสกันทั้งนั้นแล้ว จะไปแย่งที่พวกเขาเหรอ” ดาด้าพูดปนขำ เพราะส่วนใหญ่คนที่นั่งเก้าอี้นั้นคือพวกหัวหน้างานหรือไม่ก็คนที่อายุมากแล้ว “อะ ฉันเอาเครื่องดื่มมาเผื่อแก อร่อยดี” ดาด้ายกแก้วเครื่องดื่มมาให้ฉัน

“ขอบใจนะ” ฉันเอื้อมมือไปจะคว้าแก้วเครื่องดื่ม แต่ก็ต้องรู้สึกว่าเหมือนขาดๆ อะไรไป รับเครื่องดื่มมามองมือตัวเอง แหวน! แหวนของฉัน!

นึกได้ว่าถอดแหวนวางทิ้งไว้ที่หลังร้านตอนที่นั่งพักขา ตั้งหลายวงมีวงนึงเป็นวงสุดรักของฉันด้วยเพราะว่ามันเหมือนกับของนักร้องวงร็อกญี่ปุ่นที่ฉันชอบ แค่คิดว่ามันไม่อยู่กับฉันก็ใจแป้วแล้ว ทำท่าจะหันหลังเดินกลับไปเอาแต่ก็ต้องยืนค้าง เพราะคิดไปถึงว่าผู้ชายสองคนนั้นยังอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า

“เป็นอะไรแก” ดาด้าถามเพราะเห็นสีหน้าตกใจของฉัน

“ฉันลืมแหวนไว้หลังร้าน แกไปเอากับฉันหน่อยสิ” ฉันขอให้ดาด้าไปเป็นเพื่อน ที่จริงเอาไปดูว่าผู้ชายสองคนนั้นยังอยู่หรือเปล่า

“ได้ ไป” ดาด้าตอบอย่างไม่อิดออดก่อนจะหันไปทางโจ้ รุ่นน้องมหา’ ลัยที่ตอนนี้กลายเป็นรุ่นน้องที่ทำงานด้วย “โจ้ เดี๋ยวพวกพี่มานะ”

“อย่าไปนานนะเจ๊ คิดถึง...” โจ้หันมายิ้มบอก ตามประสารุ่นน้องขี้เล่น

พอเดินไปตรงเกือบถึงจุดเดิมที่ฉันเคยนั่งพักขาก็คว้าแขนดาด้าที่กำลังจะเดินนำไว้

“เดี๋ยวแก แกช่วยดูก่อนว่าตรงนั้นมีคนอยู่มั้ย” ฉันบอกดาด้าสีหน้าจริงจัง

“อะไรของแก” ดาด้ายิ้มกับท่าทีแปลกๆ ของฉัน

“เออน่า ดูให้ที”

“เออๆ” พูดจบดาด้าก็ส่ายหัวก่อนจะเดินไปดูให้แล้วก็ตะโกนกลับมา “ไม่มี”

ฉันนะโล่งใจ รีบเดินไปยังที่ที่ฉันวางแหวนไว้ในทันที “ไม่มีแล้วอะแก แหวนฉันวางไว้ตรงนี้มันไม่อยู่แล้วอะ”

“คงมีคนเก็บไปแล้วนะสิ ไม่เป็นไรแกบางทีอาจจะมีคนเก็บได้แล้วเอาไปฝากไว้กับพนักงานก็ได้ เดี๋ยวเราลองไปถามดู” ดาด้าเห็นสีหน้าเสียดายของฉันเลยช่วยหาวิธี

“ไม่เป็นไรแก” ฉันปฏิเสธความหวังดี เพราะกลัวว่าคนที่เก็บแหวนฉันได้จะเป็นนายธันวาหรือไม่ก็ผู้ชายที่ทักนายธันวา ถ้าฉันไปถามกับพวกพนักงานเขาก็ต้องรู้ว่าฉันเป็นใคร ดังนั้นฉันควรจะเงียบไปเสียดีกว่า เสียดายก็เสียดาย

“แน่ใจเหรอแก มีแหวนรักของแกด้วยนี่” ดาด้าท้วงเพราะรู้ว่าฉันใส่แหวนวงสุดรักมากด้วย ช่วงที่ฉันคลั่งนักร้องร็อกเป็นช่วงฉันอยู่ปีสี่พอดีดาด้าจึงรู้ เพราะดาด้ารู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับฉัน เหมือนแม่อีกคนเลยก็ว่าได้

“อืม” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ อย่างตัดใจ เสียดายก็เสียดายแต่ก็ไม่อยากเอาหน้าบางๆ ไปให้คนอื่นรู้ ว่าเป็นฉันที่มานั่งถอดถุงน่องโชว์ขาอ่อนอยู่ตรงนี้ ขอเวลาสิบวินาทีไว้อาลัยให้แก่แหวนร็อกสุดรักของฉัน

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Mumupramc
Thank youuuuuu
เมื่อ 10 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว