หยางเสวี่ยหนี่ เเม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน

หลี่เฉินชุน--100%--

“คารวะท่านแม่ทัพ ท่านรองแม่ทัพ ขอทานผู้นี้ขอเข้าพบท่านรองแม่ทัพ ข้าไล่ให้ออกไปตั้งหลายครั้งแล้วยังนั่งอยู่ที่เดิม” ร่างบางเดินเข้าไปหาร่างมอซอสวมเสื้อผ้าสีหม่น ผมยุ่งเหยิงเต็มไปด้วยคราบเกรอะกรัง เขาผู้นั้นเงยหน้าขึ้นสบสายตากับนาง เสวี่ยหนี่แทบจะร้องไห้ออกมาเสียเดี๋ยวนั้น อะไรทำให้บุรุษผู้นี้หมดสภาพแห่งความเป็นคน

“หลี่เฉินชุน!” นางเข้าประคองร่างสูงขึ้นมา โอวหยางเฉียนเข้ามาประคองอีกด้าน ทั้งสองพาร่างมอซอเข้าไปด้านในกระโจมของผู้สูงศักดิ์ เจิ้งฝูสื่อร้องออกมาอย่างตกใจกับสภาพของหุ้นส่วนร้านค้าของนาง

“เกิดอะไรขึ้น!” หยางจินหลงประคองภรรยาไว้ในอ้อมกอด

“เฉินชุน ท่านไปพักก่อนเถิด หายตกใจแล้วค่อยเล่าออกมาก็ได้” นางแตะไหล่หนาเพื่อปลอบประโลม หากมือหนากลับดึงรั้งฝ่ามือของนางเอาไว้แน่น ก่อนจะแนบใบหน้ามอซอดวงตาเลื่อนลอยลงกับมือน้อยๆ สากคาย เสวี่ยหนี่หันไปมองบุพการีทั้งสองเห็นมารดาดึงร่างบิดาที่ออกอาการหวงลูกสาวเอาไว้

“พ่อกับแม่ของข้าตายแล้ว...คนทั้งหมู่บ้าน...ตายหมดแล้ว” ร่างบางตกตะลึงแม้แต่โอวหยางเฉียนยังลอบถอนหายใจ บุรุษผู้นี้เจอเรื่องหนักหนาเกินกว่าจะรับไหว ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ก็ไม่อาจควบคุมสติของตนให้เป็นปรกติได้

“ท่านผู้เฒ่า...เสวี่ยหนี่ไม่ได้ไปหาแค่สามสี่วันเอง” ร่างบางกลั้นหยาดน้ำตาแห่งความอ่อนแอเอาไว้ และกระชับมือหนาเอาไว้แน่น เสด็จแม่ของนางก็ร้องไห้กับอกของเสด็จพ่อ ทุกคนในที่นี้รู้จักผู้เฒ่าทั้งสองและนับถือเสมือนญาติสนิทผู้หนึ่ง อีกอย่างหมู่บ้านแห่งนี้มีผู้อาศัยอยู่ร้อยกว่าชีวิต ผู้ใดกันใจโหดเหี้ยมสังหารเด็กสตรีได้อย่างเลือดเย็น

“ฝีมือของผู้ใด” หยางจินหลงนั่งชันเข่าตบบ่าบุรุษผู้สูญเสีย

“คนของเยี่ยนจวินลี่ ฮ่องเต้แห่งแคว้นสุ่ย” ฮ่องเต้แคว้นนี้หาใช่คน หากเป็นปีศาจร้ายที่พรากความสุขไปจากทุกคน

“แคว้นสุ่ยบุกเข้ามาในเมืองหลวง แต่กลับโจมตีหมู่บ้านกลางป่า ข้าจะจัดการทุกอย่างให้เจ้า และสัญญาว่าจะบดขยี้แคว้นสุ่ยให้เป็นจุณ!” ร่างสูงประคองฮองเฮาที่ยังไม่คลายความเศร้าโศกจากการสูญเสียโอรสหากต้องมารับรู้ข่าวร้ายเช่นนี้ สวรรค์ช่างใจร้ายต่อพวกเราชาวแคว้นหงยิ่งนัก

“เฉินชุน ท่านไปพักก่อนเถิด ข้าจะให้หานตงพาไปยังเรือนรับรองในค่ายทหาร” ร่างสูงยังไม่ยอมปล่อยมือบาง โอวหยางเฉียนจึงเข้ามาจัดการแกะมือหนาออกแล้วนำตัวไปส่งยังเรือนรับรอง เสวี่ยหนี่ก้าวออกจากกระโจมด้วยหัวใจหนักอึ้ง ก่อนก้าวขึ้นไปยืนบนพื้นยกสูงหันหน้าเข้าประจัญกับทหารนับหมื่น

“บุรุษเมื่อครู่เคยเป็นผู้นำหมู่บ้านเชิงเขา มีพ่อแม่ ลูกบ้าน เด็กและสตรีรวมกันนับร้อย แต่บัดนี้ทุกสิ่งของเขาหายวับไปชั่วข้ามคืน เพราะมือสังหารจากแคว้นสุ่ยบุกเข้ามา ต่อไปนี้ข้าจะไม่ละเว้นโทษให้กับผู้ใดที่บังอาจเกียจคร้านละเลยการซ้อม! การฝึกฝนวรยุทธ์ต้องใช้เวลาและความพยายาม ใครทำไม่ได้ก็ไม่ว่ากัน แต่พวกเจ้า! ต้องฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรง เพลงกระบี่เพลงทวนหรือธนูที่ตนถนัดต้องเชี่ยวชาญ เพื่อทุกคนในแคว้นของเรา เพื่อความปลอดภัยของผู้บริสุทธิ์!”

ร่างบางก้าวลงมาจากพื้นยกสูง นางเลือกจับคู่นายหนึ่งก่อนจะร่ายเพลงกระบี่อย่างหนักแน่น ศึกครานี้นางสูญเสียบุคคลใกล้ชิดไปมากมาย ทุกคนที่นางรักถูกส่งไปยมโลก และอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นางจะนำกองกำลังทหารที่แข็งแกร่งที่สุดไปกวาดล้างแคว้นสุ่ยส่งพวกมันไปยมโลกเช่นกัน เลือด...ต้องล้างด้วยเลือด!

“หานตง ลู่เจิง เจียงหมิง ต่อไปนี้เจ้าทั้งสามจะเป็นทหารรับใช้ข้าอย่างใกล้ชิด ผลการทดสอบของพวกเจ้าออกมาดีเยี่ยม ทั้งสภาพร่างกายพื้นฐานวรยุทธ์ แม้กระทั่งปาก ทุกอย่างดีไปหมด” ทั้งสามยืนหน้าตึงอกผายไหล่ผึ่งรับฟังคำวิจารณ์ แม้มันจะค่อนไปทางด่าบ้างก็ยอมจำทน พวกเขาก็มีพ่อแม่นี่นา ถ้าต้องโทษทางทหารมีหวังเดือดร้อนไปถึงครอบครัวที่อยู่บ้านนอกแน่ๆ

“มาอยู่กับข้า ข้ามีงานให้พวกเจ้าทำ” นางยื่นชิ้นส่วนของตราประทับที่หลี่เฉินชุนมอบให้แก่บุรุษทั้งสาม เจ้าสามคนนี้แววตาดูเฉลียวฉลาดอยู่ไม่น้อย แม้จะปากมากไปบ้างหากสามารถมองข้ามได้ เพชรที่อยู่ในตมถึงจับแล้วแปดเปื้อนไปบ้าง อย่างไรเสียมันก็ยังคงเป็นเพชร เสด็จแม่ท่านตรัสไว้...

“นี่เหมือนตราประทับอะไรสักอย่าง เจ้าว่าอย่างไร” ลู่เจิงยื่นให้เจียงหมิงพิจารณาก่อนที่ทั้งสามจะพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งลู่เจิงที่สันนิษฐานว่ามันคือตราประทับ

“ใช่ ข้าก็คิดเช่นเดียวกับพวกเจ้า ข้ากับท่านเฉินชุนพบมันอยู่ไม่ไกลจากศพที่อยู่ข้างทาง ลองพิจารณาให้ละเอียดกว่านี้ซิ ว่าพวกเจ้าเห็นอะไรนอกจากตราประทับ” หานตงลูบคลำกระดาษไปมาก่อนเบิกตาโพลงขึ้น

“ท่านรองแม่ทัพ เนื้อกระดาษเป็นเอกลักษณ์ของทางกองทัพ ส่วนใหญ่จะใช้หมึกเงาจันทร์เขียนลงกระดาษ เป็นดั่งสาส์นลับ” เพื่อนทั้งสองและเสวี่ยหนี่ตกตะลึงในความรู้ของอีกฝ่าย หานตงรู้จริง และนางเลือกคนเคราะห์ร้ายมาเป็นสายสืบได้อย่างเหมาะเจาะ ดั่งสวรรค์จับเจ้าสามคนนี้ใส่ตะกร้าล้างน้ำมาให้นาง

“เช่นนั้น เวลาจะอ่านต้องใช้ไฟหรือไม่ก็แสงจันทร์น่ะสิ” หานตงพยักหน้า ก่อนจะถูกเจียหมิงทุบหลังเสียงดัง

“ถูกต้องแล้วขอรับท่านแม่ทัพ” เสวี่ยหนี่นำกระดาษแผ่นบางไปลนไฟ ตราประทับอันงดงามน่าเกรงขามซุกซ่อนตัวอักษรลับเอาไว้ด้านใน ปรากฏคำว่า ‘เหอ’ กับตัวอักษรลางเลือนที่ถูกฉีกออกไป ลายมือนั้นเป็นของเป่าไป๋ไม่ผิดเพี้ยน คงมีใครบางคนคิดการใหญ่ถึงบังอาจกราบทูลความเท็จแต่องค์ฮ่องเต้

“พวกเจ้ารู้เรื่องเสบียงอาหารที่ต้องจัดส่งไปยังกองทัพมากน้อยเพียงใด” ลู่เจิงยกมือขึ้น นางพยักหน้าให้เขาเล่าออกมา

“อีกสามวันเสบียงจะถูกจัดส่งไปยังชายแดน เดินทางราวๆ หนึ่งเดือนก็ถึงขอรับ” เสวี่ยหนี่ดวงตาวับวาว ในการศึกดังที่ท่านโอวหยางจาวคอยตักเตือนนางไว้เสมอ นอกจากอาจมีการส่งสาส์นเท็จ มีกบฏแทรกซึมอยู่ในราชสำนักแล้ว ยังมีการปล้นเสบียงเพื่อตัดกำลังของข้าศึก ไม่แน่ขบวนขนเสบียงอาจไปไม่ถึงจุดหมายก็เป็นได้

“พวกเจ้าเตรียมตัวให้พร้อม อีกสามวันข้าจะจัดการให้มีรายชื่อของพวกเจ้าทั้งสามอยู่ในขบวน” ดวงตาทั้งสามคู่เบิกกว้างจนแทบจะถลน หากนางหรี่ตาทั้งแผ่ไอสังหารเยือกเย็นเป็นคำขู่เจ้าพวกนี้จึงสงบลงเล็กน้อย

“อย่าคิดหนีหรือปฏิเสธข้าเชียว!” ทั้งสามคุกเข่าเอาศีรษะโขกพื้นเสียงดัง ก่อนร้องขอให้นางไว้ชีวิตครอบครัวของพวกเขา

“ข้าไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์หรอก ที่ข้าบอกว่าห้ามปฏิเสธเพราะว่าพวกเจ้าทั้งสามคือคนที่ข้าไว้ใจที่สุดในตอนนี้ ข้าไม่มีใครนอกจากพวกเจ้า” หานตงลอบมองนางในขณะก้มหน้าสำนึกผิด รู้สึกว่าตนเป็นคนสำคัญขึ้นมาเล็กน้อย

“ความจริงพวกเจ้าจะอยู่เฉยๆ ในค่ายทหารก็ย่อมได้ ไม่ต้องออกไปเสี่ยงตายเยี่ยงบุรุษผู้อื่น ไม่ต้องไปลำบากอยู่กับทหารที่ชายแดน...” ดวงตาของทหารทั้งสามเป็นประกายเปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง

ใช่...ทหารส่วนใหญ่ล้วนแต่อยากมีโอกาสออกทำศึกเพื่อปกป้องบ้านเมือง แต่ดูเหมือนแม่ทัพคนก่อนๆ จะมองไม่เห็นความสามารถที่แท้จริงของเจ้าสามคนนี้ ตัวนางเองยังเพิ่งประจักษ์เมื่อครู่

“ไม่เลยขอรับท่านรองแม่ทัพ พวกเราพร้อมที่จะออกทำศึก แม้จะไม่ได้ประจันหน้ากับศัตรูแต่ก็อยากมีส่วนร่วม” หานตงละล่ำละลักจนแทบไม่เป็นภาษา อีกสองคนก็มีอาการเช่นเดียวกัน

“ดี ข้าชื่นชมความกล้าหาญของพวกเจ้า ถึงใครจะมองไม่เห็นความกล้า แต่ข้าเห็น แต่ต้องขอแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย ใครว่าเราจะไม่ประจัญหนากับข้าศึก ไม่มีทาง...” นางยกนิ้วชี้ขึ้นก่อนส่ายไปมา

“เราจะเผชิญหน้ากับพวกมันโดยตรง และอาจเป็นกลุ่มคนที่มีวรยุทธ์สูงส่งกว่าในสนามรบด้วยซ้ำ ดังนั้นข้าจึงหวังพึ่งพาสติปัญญา สัญชาติญาณการเอาตัวรอดและไหวพริบของพวกเจ้า ข้ามองเห็นสิ่งเหล่านี้ในตัวพวกเจ้า เอาล่ะออกไปฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรง แล้วอย่าลืมนัดของพวกเราล่ะ”

ทั้งสามออกไปจากกระโจม นางจึงตรวจสอบรายงานของเหล่าทหารที่ฝึกฝนมาตลอดสามวัน หัวหน้าพลทหารนับสิบส่งรายงานรายคนมาเป็นตั้งๆ หากนางไม่ย่อท้อ ครั้งนี้กองกำลังสามหมื่นของนางต้องไม่มีจุดอ่อน ใครไม่ถนัดฝึกยุทธ์ฝึกอาวุธหรือยากที่จะพัฒนานางก็จะจับคนเหล่านี้มาไว้กับทหารฝ่ายบุ๋น เป็นสติปัญญาของกองทัพ

นี่คืออีกหนึ่งคำสอนที่นางได้รับการถ่ายทอดจากท่านแม่ทัพทั้งสี่ กฎของการเป็นผู้นำต้องรู้จักคนของตนและวางคนให้ถูกที่ถูกเวลา เลือกงานให้ถูกคน อืม...นอกจากเจ้าสามคนนี้แล้ว ยังมีเฟยเทียนบุรุษตระกูลเฟยที่ดูแล้วไม่มีความถนัดอะไรสักด้านหนึ่ง ดาบ ทวน กระบี่ ขวาน ล้วนแต่ไม่คืบหน้า ทั้งๆ ที่เหล่าทหารกว่าสองหมื่นนายมีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด

“ใครอยู่ข้างนอกบ้าง ไปตามพลทหารเฟยเทียนมาพบข้า” เสียงสั่งการออกไปเพียงชั่วครู่ร่างโปร่งบาง แต่เตี้ยกว่าเสวี่ยหนี่หลายชุ่นก้าวเข้ามาในกระโจมอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะเข้ามาทำความเคารพอย่างอ่อนช้อยเกินบุรุษ

“เจ้าหรือเฟยเทียน เหตุใดข้าจึงนึกถึงชื่อปลอมขึ้นมาได้นะ เจ้าช่วยตอบข้าที” ร่างผอมบางชะงักก่อนยืนนิ่งอยู่กับที่ เสวี่ยหนี่ปลดปลอกแขนทำด้วยเหล็กกล้าออกจากข้อมือ ก่อนดึงเข็มเงินยาววาววับออกมาหมุนเล่น

“เข็มนี้ข้าพกมันติดกายเอาไว้ตลอด แม้จะไร้มีดไร้กระบี่ เพียงมีมันข้าก็อุ่นใจ” ร่างบางสั่นเทาทำท่าจะก้าวเท้าออกไปจากกระโจม หากเสวี่ยหนี่กระโดดข้ามโต๊ะทำงานเข้าประชิดตัวอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะทิ่มปลายเข็มไปยังท้ายทอยของอีกฝ่าย

“บอกข้ามา เจ้าเป็นใคร?” ร่างบางสั่นเทาก่อนจะร้องไห้ออกมาด้วยความตื่นกลัว หลี่เฉินชุนที่ได้สติขึ้นมามากพอสมควรเปิดกระโจมเข้ามาเห็นภาพไม่น่าดูชมนัก จึงรั้งเสวี่ยหนี่ออกห่างจากพลทหารที่นางคาดโทษ

“ท่านอย่าลงมือหนักมากนัก เดี๋ยวนางได้ตายไปก่อนค้นพบความจริง” เสวี่ยหนี่คลายมือออกจากบ่าบอบบาง เรือนร่างของคนผู้นี้คล้ายกับสตรีอยู่หลายส่วน คงจะพยายามปลอมตัวเข้ามาเพื่อจุดประสงค์บางประการ

“ท่านหายตกใจแล้วหรือ เหตุใดไม่พักผ่อนอยู่ในเรือนรับรองก่อน หรือจะเข้าไปชมอุทยานของเสด็จแม่ก็ได้ ทั้งวังหลวงเป็นที่ของท่าน” ร่างสูงเผยรอยยิ้มอบอุ่น มือหนาลูบคลำมือบางอย่างทะนุถนอม หากสายตาของเขากลับเจือความผิดหวังเมื่อไม่พบกับของแทนใจที่ส่งให้นางเมื่อสามวันก่อน

“ลูบนิ้วข้าเช่นนี้ท่านคิดว่าข้าจะใส่แหวนแทนใจของท่านเข้าสนามรบหรือ ข้าบอกแล้วว่าหยกมันเปราะบาง จับทวนจับกระบี่เดี๋ยวมันก็แตกหักไป” นางเลิกสนใจบุรุษขี้งอน หันมาหาร่างบางที่ยังมองพวกนางด้วยสายตาหลุกหลิก

“ว่าอย่างไร?”

“ข้า...ข้า...ข้าชื่อเฟยฟาง ครอบครัวของข้าถูกกลุ่มโจรสังหาร ข้าอยากแก้แค้นพวกมันจึงปลอมตัวเข้ามาเป็นทหาร” เสวี่ยหนี่ประสานสายตากับหลี่เฉินชุน แววตาของเขาฉายรอยความโศกเศร้าและหายวับไปอย่างรวดเร็ว

“เอาล่ะเฟยฟาง เจ้าเป็นสตรีหาใช่บุรุษย่อมไม่อาจอยู่ในค่ายทหารได้ตลอดเวลา ล้มเลิกความคิดเสีย ข้าพอจะส่งเจ้าไปอยู่ในที่ปลอดภัยกว่าที่นี่ได้”

“ท่านรองแม่ทัพ ข้าอยู่ที่นี่มิได้หรือ จะเป็นนางกำนัลชั้นต่ำข้าก็ยอมขอเพียงมีที่พัก มีอาหารประทังความหิว”

“ไม่ได้...ช่วงนี้สถานการณ์ล่อแหลม ต่อให้เทพเซียนลงมาขอความช่วยเหลือข้าก็ไม่ยอมให้เข้ามาในวังของข้าเด็ดขาด” เสวี่ยหนี่ยืนกราน หากร่างสูงกลับกระตุกมือนางเพื่อประท้วง

“นางไม่มีที่พักพิง ท่านให้นางพักที่นี่ไปก่อน อีกอย่างสาวใช้ของท่านตายไปจะรับนางมาเป็นสาวใช้ส่วนตัวของท่านก็ย่อมได้” องค์หญิงแม่ทัพถอนทอดถอนใจ สัญชาติญาณบางส่วนของนางบอกว่าเฟยฟางผู้นี้มีจุดประสงค์แอบแฝงนางจึงต้องเก็บศัตรูเอาไว้ใกล้ตัว ดูเหมือนท่านหลี่ก็คิดเช่นนาง

“ได้ เจ้ามาเป็นนางกำนัลของข้าคู่กับลี่ลี่ก็แล้วกัน แต่อีกสามวันข้าต้องเดินทางไปต่างแดน หวังว่าเจ้าจะทนต่อความลำบากได้” เสวี่ยหนี่สะบัดหน้าหนีบุคคลทั้งสองออกไปฝึกทหาร หลี่เฉินชุนพยักหน้าให้เฟยฟาง นางคำนับกลับ หากเกราะเหล็กที่สวมใส่ทำให้นางเซถลาไปด้านหน้า ร่างสูงตรงเข้าประคองร่างบางเอาไว้ ใบหน้ากลมมนแดงซ่านอยู่ในอ้อมกอดอุ่น ก่อนที่หลี่เฉินชุนจะผละนางออกห่าง

“ขออภัยที่ล่วงเกินแม่นาง ข้าจะให้คนพาเจ้าไปยังตำหนักขององค์หญิง” เขาเดินหลบออกมาเพื่อรักษาระยะห่าง สายตาของแม่นางผู้นี้ทำให้เขาอดรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ มิได้ หากเสวี่ยหนี่โกรธขึ้นมาเขาคงไม่มีปัญญาไปง้อนาง

-------------------------------

นิยายใกล้ออกเป็นรูปเล่มแล้วนะคะ ขอบคุณที่ติดตามเป็ฯกำลังใจให้จั้วเจียค่า

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย champacat
ติดตามตอนต่อไป
เมื่อ 9 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Sdy59000
นางจะมาดีหรือมาร้ายนะ
เมื่อ 9 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว