น้องคนนี้เป็นแฟนพี่หมอ นิยายชุดแฟนหมอ

เว้นระยะ 2/2

“น้องธูปอยากให้รางวัลคนมือเบาไหมล่ะครับพี่เลิกงานตอนสี่โมงเราอยากไปหาอะไรกินด้วยกันไหมล่ะ?” คนแก่กว่ารุกแบบตรงชัดจับประเด็นแต่คนอ่อนวัยกลับมีท่าทีลังเลจนเขาสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนจนมีแวบหนึ่งที่คุณหมอแอบคิดในใจว่าตัวเองพูดอะไรให้น้องไม่พอใจไปหรือเปล่า

“คือผมต้องกลับไปซ้อมเชียร์ครับต้องขอโทษพี่หมอด้วย” ญาณาธิปตอบเสียงอ้อมแอ้มไอ้เรื่องที่ว่าเขาต้องกลับไปซ้อมเชียร์นี่คือเรื่องจริงแต่มันก็มีเรื่องอื่นที่สนับสนุนให้เขาปฏิเสธคำชวนของคุณหมอทั้งๆ ที่ครั้งก่อนตัวเองก็ตกปากรับคำไปแล้วว่าจะไปหาอะไรอร่อยๆ กินเป็นเพื่อนพี่หมอถ้าตัวเองว่าง

“ไม่เป็นไรครับเอาไว้วันไหนถ้าว่างค่อยไปด้วยกันก็ได้” แม้ในใจจะเสียดายสุดชีวิตแต่ธีธัชก็ไม่อาจแสดงความเอาแต่ใจออกไปให้น้องธูปไม่สบายใจได้ ที่เขาทำตอนนี้คือคลี่ยิ้มน้อยๆ แล้วเอื้อมมือหนาไปขยี้ผมของผมน้องอย่างเบามือ

“ถ้าอย่างนั้นผมลาแล้วนะครับ สวัสดีครับพี่หมอ” ญาณาธิปยกมือขึ้นไหว้ลาด้วยท่าทีสุภาพก่อนจะเดินสาวเท้าออกจากห้องตรวจหมายเลขเจ็ดไปโดยที่ไม่ได้หันมามองคุณหมอเจ้าของห้องเลยว่าทำสีหน้าอาลัยอาวรณ์ตัวเองแค่ไหน

หลังจากชำระเงินที่หน้าเคาน์เตอร์พยาบาลเรียบร้อยแล้วญาณาธิปก็เดินมุ่งหน้าไปยังร้านขนมที่พี่หมอเคยพามาเมื่อครั้งก่อน รสชาติหอมหวานของเค้กและขนมปังยังคงอบอวลอยู่ในปากแค่เพียงเขานึกถึงแม้จะอยากแวะมาแต่ก็ไม่ว่างเพราะกิจกรรมในช่วงเปิดเทอมมีมากเสียจนปลีกเวลามาลิ้มรสของอร่อยไม่ได้ส่วนวันหยุดเขาก็นอนตายอยู่ที่หอเพื่อชดเชยพลังงานที่สูญเสียไปทั้งสัปดาห์เลยไม่ได้ออกมานอกซอยที่ตั้งของหอเลยจนพลาดของอร่อยๆ ไปหลายสัปดาห์

“ธูปไปไหนมาทำไมนานจัง? พี่เขาจะเรียกรวมอยู่แล้วนะเนี่ย” พอเดินกลับมายังลานที่ซ้อมเชียร์นิธิศหรือนิดเพื่อนใหม่ของญาณาธิปก็ร้องทักเสียงดังฟังดูน่าตกใจ นิดก็เป็นคนแบบนี้แหละเสียงดังโวยวายสวนทางกับร่างกายที่ค่อนข้างไปทางตัวเล็กเสียเหลือเกิน

“อีกตั้งยี่สิบนาทีกว่าจะถึงเวลาเรียกรวมนิดก็ชอบเวอร์ไปเรื่อยก็เราไปทำฟันไงแล้วก็แวะร้านขนมซื้อนี่มาให้แบ่งกันถุงนี้ของนิดกับฟ่าง ว่าแต่ข้าวฟ่างไปไหนล่ะ?” เด็กหนุ่มถามหาเพื่อนอีกคนที่มักจะตัวติดกันอยู่กับพวกเขาเสมอกลุ่มเล็กๆ ของก้านธูปประกอบไปด้วยตัวเขาเองแล้วก็นิด นิธิศ แล้วก็คนสุดท้ายคือข้าวฟ่าง พิชาภพ คบกันกลุ่มเล็กๆ แค่นี้แหละมันไม่วุ่นวายดี

“ฟ่างมันไปซื้อน้ำปั่นเราสั่งนมปั่นหวานน้อยให้ธูปแล้ว ไหนดูดิ๊มีไรกินบ้างขนมร้านนี้เหรอที่เคยบอกเราก็ว่าจะแวะหลายทีแล้วแต่ตอนเลิกเชียร์ร้านเขาปิดตลอดเลย” นิธิศเอื้อมมือมาคว้าถุงขนมแล้วเลือกหยิบของที่ตัวเองชอบออกมา

“ธูปนี่รู้ใจเราจังมีขนมปังไส้คัสตาร์ดด้วย หูยย นี่ไส้ลูกเกดของโปรดฟ่างอ่ะนี่ถ้าเป็นสาวๆ นะจะให้พ่อไปขอธูปแล้วเนี่ยรู้ใจกันจริงๆ” คนตัวเล็กที่กำลังจะได้กินขนมของโปรดยิ้มกว้างจนตาหยีทำท่าถูกอกถูกใจเป็นที่สุดที่เพื่อนอุตส่าห์รู้ใจซื้อมาแต่ของโปรดมาฝาก

“ฟ่าง ข้าวฟ่างมาเร็วๆ เลย ก้านธูปมีของโปรดมาให้กินเยอะแยะเลยรีบๆ กินก่อนไปเข้าเชียร์กัน” ทันทีที่เพื่อนอีกคนเดินกลับเข้ามานิธิศก็รีบตะโกนโหวกเหวกจนญาณาธิปถึงกับต้องสะกิดให้เจ้าตัวลดเสียงลงก่อนที่พวกเขาจะตกเป็นเป้าสายตามากไปกว่านี้

“เสียงดังตลอดเลยนะจิ๋ว เอ้านี่น้ำส้มปั่น ของธูปนมปั่นไหนมีอะไรกินบ้างรีบกินก่อนที่จะรู้ตัวว่ายางใหม่มันดึงฟันจนร้าวไปทั้งปากดีกว่า” คนมีประสบการณ์ด้านการจัดฟันแนะนำเพื่อนอย่างจริงจังแต่ก็คงจะไม่ทันแล้วล่ะเพราะตอนนี้ทั่วทั้งปากของญาณาธิปมันเริ่มตึงไปหมด

“กินกันเลยเราตึงปากไปหมดแล้วเดี๋ยวกินมปั่นนี่เอาก็ได้ยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ด้วย” เด็กหนุ่มคว้าแก้วนมปั่นขึ้นมาดูดรสชาติหวานน้อยอย่างที่เจ้าตัวชอบบ่งบอกว่าคนไปซื้อนั้นรู้อกรู้ใจตัวเองเป็นอย่างดีถ้านมปั่นของเขาไม่หวานแสดงว่าน้ำส้มปั่นของนิธิศคงรสชาติเป็นน้ำเชื่อมเพราะเพื่อนตัวเล็กนี่กินอะไรหวานจ๋อยจนน่ากลัว

หลังกินอาหารว่างยามบ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ยังมีเวลานั่งย่อยอีกนิดถึงจะได้เวลาที่พี่ๆ เรียกซ้อมเชียร์ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากทุกครั้งที่เข้าประชุมเชียร์คือร้องทวนเพลงเก่าที่นักศึกษาปีหนึ่งทุกคนในภาคจำได้ขึ้นใจจากนั้นก็ต่อเพลงใหม่บางวันก็มีการใส่ท่าทางในการโบกไม้โบกมือเข้าไปเพื่อความสมบูรณ์แบบ

ซึ่งแรกๆ มันก็สนุกดีอยู่หรอกแต่พอเราได้ลองทำอะไรบางอย่างซ้ำๆ กันต่อเนื่องเป็นเดือนๆ แล้วแน่นอนว่าความสนุกและตื่นเต้นมันย่อมหมดไปที่นั่งร้องเพลงกันปาวๆ นี่ก็เป็นการทำตามหน้าที่เพียงเท่านั้น

“ไปก่อนนะแล้วเจอกัน อย่าลืมกินขนมด้วย” ญาณาธิปบอกลาเพื่อนๆ ก่อนจะแยกย้ายกลับหอที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลมหาวิทยาลัยนักส่วนนิดกับข้าวฟ่างนั่งรถตู้กลับบ้านไปด้วยกันเพราะบ้านของนิดอยู่ก่อนถึงบ้านของข้าวฟ่างนิดหน่อยแต่ก็มีบางครั้งที่เลิกเชียร์ดึกทั้งสองคนก็มาอาศัยนอนที่หอของเขา

อาการร้าวเพราะฟันเพิ่งดึงยางใหม่บวกเข้ากับการขยับปากร้องเพลงเชียร์เป็นเวลากว่าสองชั่วโมงทำให้ญาณาธิปปวดร้าวไปทั้งปาก ฟันก็ทำท่าจะไม่สามารถใช้บดเคี้ยวอาหารได้แล้วสงสัยคืนนี้ต้องพึ่งโจ๊กหน้าปากซอยเป็นอาหารเย็นซึ่งเขาจะเป็นต้องกินข้าวให้เป็นเวลาถ้าไม่อยากให้โรคกระเพาะกลับมาเยี่ยมหาอีก

“โจ๊กใส่ไข่ ไม่เครื่องใน ไม่ขิงถุงครับ” พอเดินมาถึงร้านเขาก็สั่งเมนูโปรดทันทีแต่วันนี้คงต้องงดเครื่องในของโปรดเพราะสมรรถภาพในการบดเคี้ยวของฟันมันลดลงไปกว่าครึ่ง

“รอแป๊บนะลูกคิวเยอะหน่อย” ป้าร้านโจ๊กหันมายิ้มให้ซึ่งเห็นแบบนี้แล้วญาณาธิปเลยคิดว่าควรจะไปหาซื้อนมกลับไปตุนไว้ที่ห้องด้วยดีกว่า

“ป้าครับถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมมาเอานะขอไปซื้อนมก่อน” เมื่อบอกกล่าวเจ้าของร้านแล้วเขาก็เดินเข้าไปในมินิซูเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ด้านหลังของร้านโจ๊กนั่นแหละ เลือกเดินหานมวัวแดงที่กินมาตั้งแต่เด็กจนโตพอเจอก็คว้าขึ้นมาทั้งกล่องใหญ่ๆ ก่อนจะเดินเลือกอะไรอีกนิดหน่อยแล้วถึงค่อยเอาไปจ่ายเงิน

“โจ๊กได้แล้วนะลูกคุณหมอเขาจ่ายเงินให้แล้วด้วย” ญาณาธิปได้แต่ทำหน้างงก่อนที่หางตาจะเห็นคนที่คุ้นหน้ากันดีนั่งยิ้มโดยที่มีชามโจ๊กเปล่าอยู่บนโต๊ะถึงสองชาม

“ขอบคุณครับป้า” เด็กหนุ่มรับถุงโจ๊กมาถือไว้ก่อนจะสาวเท้าไปหาคุณหมอที่นั่งทำหน้าระรื่นอยู่

“ซื้อโจ๊กไปกินแสดงว่าเจ็บฟันอยู่ใช่ไหมครับสงสัยจะเจ็บมากเพราะพี่นั่งอยู่นี่น้องธูปยังมองไม่เห็นเลย”

“ก็เจ็บครับพอดีซ้อมเชียร์ร้องเพลงนานเลยร้าวหนักเข้าไปอีกว่าแต่พี่หมอจ่ายค่าโจ๊กให้ผมเหรอ? คือขอบคุณนะครับ” ญาณาธิปสารภาพก็ความรวดร้าวในช่องปากกำลังโจมตีทำให้เด็กหนุ่มอยากกลับไปกินข้าวนอนที่ห้องจะแย่อยู่แล้ว

“ไม่เป็นไรพอดีพี่มาหาอะไรกินน่ะเลิกงานช้ากว่าที่คิดคนไข้เลื่อนนัดมาหลายราย จะกลับหรือยังให้พี่เดินไปส่งนะท่าทางคงจะหนักน่าดู” คุณหมอฟันไม่ยอมให้เป้าหมายปฏิเสธเขาผุดลุกขึ้นแล้วคว้าถุงใส่กล่องนมวัวแดงออกไปจากมือของเด็กหนุ่มก่อนจะพยักหน้าเป็นทำนองว่าให้เดินนำไปเลยเดี๋ยวเขาเดินตามเอง

“คือ... ถึงแล้วครับ” หอตรงหน้ากลางเก่ากลางใหม่มองจากด้านนอกมีระบบคีย์การ์ดป้องกันบุคคลภายนอกเข้าออกตามอำเภอใจก็นับว่าความปลอดภัยมันไม่ได้แย่แต่ก็ไม่ถือว่าดีอะไรยังไงมันก็น่าเป็นห่วง

“พี่ช่วยถือไปส่งที่ห้องดีกว่านะเจ็บฟันแล้วอย่ายกของหนักอีกเลยครับ” เจอไม้นี้แม้จะตะขิดตะขวงใจแต่ว่าญาณาธิปก็สุภาพเกินไปที่จะปฏิเสธตรงๆ เด็กหนุ่มเลยเดินตรงไปแตะคีย์การ์ดที่ประตูก่อนจะเดินนำอีกคนขึ้นไปชั้นสามอันเป็นที่พักของตัวเอง

“ให้พี่วางนมไว้ตรงไหนครับ” ภายในห้องมีขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กเหมาะแล้วที่จะอยู่อาศัยคนเดียวถูกจัดเป็นสัดส่วนเดินเข้ามาก็เจอชั้นวางทีวีแต่ไม่มีโซฟาแสดงว่าเด็กคนนี้นั่งดูโทรทัศน์บนเตียงขนาดห้าฟุต ตรงข้างๆ หัวนอนเป็นชั้นวางหนังสือมีโต๊ะเขียนหยังสือกับญี่ปุ่นเตี้ยๆ วางไว้ถัดไปก็เป็นตู้เสื้อผ้า

“วางไว้บนโต๊ะญี่ปุ่นก็ได้ครับพี่หมอดื่มน้ำหน่อยไหม? หอผมมันมีไม่กี่ชั้นเลยไม่มีลิฟต์พี่หมอคงเหนื่อยแย่” ได้ฟังน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยใจของคุณหมอก็อ่อนยวบความน้อยอกน้อยใจในหลายอาทิตย์ที่ไม่ได้เจอหน้าและการถูกปฏิเสธไปเมื่อบ่ายก็มลายหายไปทันทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

“ไม่เป็นไรครับน้องธูปรีบกินโจ๊กแล้วกินยานอนนะพี่มียาแก้ปวดติดมาด้วยทานหลังอาหารทันทีนะครับเพราะว่ามันจะกัดกระเพาะแล้วถ้าพรุ่งนี้หายปวดก็หยุดกินเลยอย่าไปกินติดต่อกันเพราะยามันค่อนข้างแรง... พี่ไปนะน้องธูปจะได้พักผ่อน” ไม่พูดเปล่ามือหนาก็ล้วงกระเป๋าเสื้อส่งแผงยาที่เอาติดมาเผื่อๆ ไว้ยื่นให้เจ้าของห้องที่ยังคงยืนทำหน้าเหลอหลา ใจนี่คิดอยากจะจับน้องฟัดแก้มสักทีแต่ก็ไม่กล้ากลัวจะโดนอีกคนเกลียดเข้าให้

“ขอบคุณครับพี่หมอผมยังคิดอยู่เลยว่าถ้านอนปวดทั้งคืนคงจะแย่แน่ๆ แต่ยังดีที่พรุ่งนี้เรียนสายถ้าตื่นช้ากว่าเดิมหน่อยก็คงไม่เป็นไร”

“ถึงจะเรียนสายก็ต้องพักผ่อนนะครับ พี่ว่าพี่ไปดีกว่าน้องธูปจะได้กินข้าวกินยานอนได้แล้ว” ฝ่ามือหนาแต่นุ่มนิ่มวางลงบนบ่ากว้างของหนุ่มนักศึกษาก่อนจะบีบเบาๆ เหมือนต้องการถ่ายทอดความรู้สึกจากใจให้ใครอีกคนได้รับรู้แล้วเขาว่าน้องมันต้องรู้สึกอะไรอยู่บ้างแหละแต่เจ้าตัวยังคงอาศัยความมึนหลบเลี่ยงความรู้สึกที่เขาส่งไปอยู่

“ครับผมส่งแค่หน้าห้องนะพี่หมอเดินไม่ไหวแล้ว” ญาณาธิปยิ้มเขินๆ เพราะตอนนี้เขาเพลียเกินกว่าจะเดินขึ้นลงบันไดเล่นอีกรอบ

“แค่เดินมาล็อกห้องให้เรียบร้อยก็พอครับพี่ไปจริงๆ แล้วนะ”

หลังจากคุณหมอฟันออกจากห้องไปเจ้าของห้องก็นอนหงายผึ่งบนเตียงอย่างเมื่อยล้ามือหมอเบาตอนทำฟันก็จริงแต่แรงดึงของยางที่เพิ่งเปลี่ยนมาใหม่ที่ประมาทไม่ได้เลยเพราะมันเล่นเอาเขาร้าวไปทั้งปาก

“หมอเขาก็ดูเป็นคนดีนี่นาพี่เทียนคงจะคิดมากไป” พอนึกถึงพี่ชายแท้ๆ ของตัวเองแล้วก็ขำ ที่เขาเลี่ยงพี่หมอไม่ยอมรับปากไปกินข้าวด้วยก็เพราะพี่เทียนนั่นแหละที่สั่งไม่ให้เอาตัวไปสนิทกับใครง่ายๆ เพราะกลัวคนมาหลอกน้องชายให้เสียผู้เสียคนเขาเลยยอมทำให้พี่ชายสบายใจทั้งๆ ที่ก็อยากออกไปหาอะไรอร่อยๆ กินอยู่เหมือนกัน

เมื่อนอนพักจนหายเมื่อยญาณาธิปก็เดินมาเทโจ๊กค่อยๆ ละเลียดกินพอหมดก็กินยาแล้วไปอาบน้ำนอนหลับรวดเดียวมาตื่นเอาในเช้าวันรุ่งขึ้น

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว